“AppTech” ยกกำลังประเทศไทยจากฐานราก เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่

“AppTech” ยกกำลังประเทศไทยจากฐานราก เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่โจทย์เศรษฐกิจไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบ โต” แต่คือ ทำอย่างไรให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างโอกาสให้คนจำนวนมากขึ้น และทำให้คนในทุกพื้นที่สามารถเป็นผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วยตนเอง

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวตอนหนึ่งในการประชุม APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาชุมชนพื้นที่ “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม วิภาวดี บอลรูม (เอบีซี) ชั้น L โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหา นคร ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเปลี่ยนแปลงของโลก ครัวเรือน กลุ่มอาชีพ และธุรกิจชุมชนจำนวนมากยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ 111 กลุ่มอาชีพ ครอบคลุม 11,812 ครัวเรือน สะท้อนตรงกันว่า ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไม่ได้อยู่ที่ความขยันหรือศักยภาพของคนในชุมชน แต่อยู่ที่การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม แหล่งทุน และตลาด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยังสูง ผลิตภาพต่ำ และไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวง อว.ได้มีการดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยนำปัญหาและความต้องการของพื้นที่เป็นตัวตั้ง มาเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรมพร้อมใช้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ถ่าย ทอดเทคโนโลยี และสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรชุมชนให้เกิดการเรียนรู้ รับ ปรับใช้ และต่อยอดเทคโนโลยี จนสามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ ผ่านนโยบาย 1 มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ยกระดับเศรษฐกิจสังคมของจังหวัดที่ตั้ง 1 จังหวัด (One University, One Area Mission) พร้อมกับยกระดับศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีทั่วประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลเทคโนโลยีที่เหมาะสมของประเทศ และสร้างนวัตกรชุมชน 36,000 คน (ตำบลละ 5 คน) ให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกพื้นที่ของประเทศ

เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสม กลายเป็นพลังใหม่ของเศรษฐกิจฐานราก
ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่า ประเทศไทยมีงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่ “เรามีเทคโนโลยีเพียงพอหรือไม่” แต่คือ ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีเดินทางจากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปถึงมือประชาชน และนำไปใช้สร้างรายได้ได้จริง จากกรอบ งานชุมชนนวัตกรรมที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากกว่า 20,000 รายการ และเมื่อผ่านการคัดกรองด้านราคา การประยุกต์ใช้ สิทธิบัตร และผลสำเร็จในการใช้งาน เหลือประมาณ 3,500 เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาเป็นคลังความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้

แต่การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะชุมชนต้องเข้าถึง 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. เข้าถึงตลาด ผลิตแล้วต้องขายได้
  2. เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและเงินทุน เพื่อให้สามารถลงทุนและพึ่งพาตนเอง
  3. เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะกับพื้นที่ เพราะแต่ละภูมิภาคมีปัญหาและทรัพยากรแตกต่างกัน และ
  4. เข้าถึงผู้รู้และการเรียนรู้ เพราะการมีเครื่องมือไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้สำเร็จ ต้องมีผู้รู้หรือโค้ชช่วยให้ชุมชนสามารถรับ ปรับ ใช้ และต่อยอดเทคโนโลยีได้

ดังนั้น เป้าหมายของ Appropriate Technology จึงไม่ใช่เพียงการสร้าง “ผู้ใช้เทคโนโล ยี” แต่คือการสร้าง “นวัตกรชุมชน” เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถใช้ ดูแล ปรับปรุง ถ่ายทอด และ พัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้

เปลี่ยนงานวิจัยจาก “ขึ้นหิ้ง” เป็น “รายได้ของประชาชน”
ดร.กิตติฯ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการวัดความสำเร็จด้วยจำนวนผลงานวิจัย สิทธิบัตร หรือบทความ มาเป็นการวัดว่า งานวิจัยสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของ Appropriate Technology คือการทำให้ครัวเรือนชนบทจำนวน 12,000 ครัวเรือนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน ภายในระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ.2568 – 2570) โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งโดยตรง ผ่านภาคเอกชนหรือวิสาหกิจชุมชน และผ่านศูนย์บริการเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย ซึ่งผลจากการลงทุนวิจัยพบว่า สามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลจากการดำเนินงานได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แนวทางดังกล่าวสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง สร้างชุมชนนวัตกรรมกว่า 1,586 ชุมชน 1,449 ตำบล 465 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัด เกิดการสร้างนวัตกรชุมชนจำนวน 25,394 คน และเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชุมชนทั้งสิ้น 3,690 นวัตกรรม ทำ ให้ครัวเรือนกว่า 22,116 ครัวเรือน มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นรวมกว่า 989 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างนวัตกรชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ส.ค.2569) ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลตอบแทนของงานวิจัย แต่เป็นหลักฐานว่า เมื่อเทคโนโลยีตอบโจทย์จริง งานวิจัยสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนได้

AppTech Platform ระบบนิเวศการพัฒนาทุนมนุษย์ใหม่ของประเทศไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธ ศาสตร์ ววน. “ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาท ต่อเดือน ภายใน 2 ปี)” กล่าวว่า AppTech Platform ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี นักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และครัวเรือนเข้าด้วยกัน สามารถติดตามรายได้ ต้นทุน เทคโนโลยี และความก้าวหน้าของโครงการแบบ Real Time และนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง หรือ Evidence-based Policy ได้ ที่สำคัญAppTech Platform ยังมุ่งพัฒนาไปสู่ Technology Marketplace ที่เปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีจากนักวิจัยไปหาชุมชนมาเป็นการพัฒนาแบบ Demand-driven คือเริ่มจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีมาตอบโจทย์โดยตรง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจาก Technology Push สู่ Demand-driven Innovation และทำให้งานวิจัยกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลผลิตทางวิชาการ

หัวใจสำคัญอีกประการของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก “การช่วยเหลือ” เป็น “การร่วมสร้าง” (Co-Creation) ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชนต้องร่วมกันพัฒนา โดยชุมชนไม่ใช่ผู้รอรับ แต่เป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ในระหว่างโครงการ ชุมชนสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยี หากยอมลงทุนต่อ นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งไม่ใช่การทำให้ทุกคนร่ำรวยที่สุด แต่คือการทำให้คนส่วนใหญ่ มีงาน มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ Appropriate Technology จึงไม่ได้สร้างเพียงเครื่องจักรหรือแพลตฟอร์ม แต่เป็นการสร้าง “คน” ผ่านการพัฒนา “นวัตกรชุมชน” ซึ่งสามารถเป็นผู้ใช้ ผู้ช่วยถ่ายทอด ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้นำการเรียนรู้ของชุมชน

จาก “โครงการ” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจฐานราก”
ดร.กิตติฯ ย้ำว่า บทเรียนสำคัญจาก Appropriate Technology คือ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะ “พัฒนาเทคโนโลยี” หรือ “พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” เพราะสองสิ่งนี้สามารถเป็นเรื่องเดียวกันได้ หากออกแบบระบบให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น โดยมหาวิทยาลัย ต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตความรู้มาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ขณะที่ ภาคเอกชน ต้องเข้ามาช่วยต่อยอดเทคโนโลยีสู่ตลาด ส่วนภาครัฐ ต้องสร้างระบบสนับสนุนและใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย และชุมชน ต้องเป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนา โดยมีนวัตกรชุมชน เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ความรู้เดินหน้าต่อได้หลังโครงการสิ้นสุด หากเดินหน้าได้เช่นนี้ Appropriate Technology จะไม่ใช่เพียง “แพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยี” แต่สามารถพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจฐานรากไทย เพราะในโลกที่เศรษฐกิจผันผวน การแข่งขันรุนแรง และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเข้มแข็งของประเทศไม่ได้วัดเพียงจำนวนบริษัทขนาดใหญ่หรือมูลค่าการส่งออก แต่ต้องวัดจากความสามารถของคนส่วนใหญ่ในการ มีงาน มีรายได้ พึ่งพาตนเอง และปรับตัวต่อความเปลี่ยน แปลงได้

ดร.กิตติฯ ย้ำว่า ท้ายที่สุด เป้าหมายของ Appropriate Technology ไม่ใช่การทำให้ทุกคน “ร่ำรวยที่สุด” แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้คนส่วนใหญ่ “ไม่ร่ำรวยแต่มั่นคง ไม่มั่งคั่งแต่ยั่งยืน” และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” ไม่ใช่เทคโนโล ยีที่ดีที่สุดในห้องทดลอง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งจะเป็นกล ไกที่ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย! แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล๊อตมหึมากว่า 300 โล ก่อนเข้ากลางกรุง

สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย! แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล๊อตมหึมากว่า 300 โล ก่อนเข้ากลางกรุง

ย้อนไปเมื่อ 16 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา กก.สืบสวนนครบาล 1 บช.น. เฝ้าติดตามพฤติกรรมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติด และนำยาเสพติดซุกซ่อนไว้ในเซฟเฮาส์ในพื้นที่ จ.ลพบุรี จึงเข้าตรวจสอบพบยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 รายและได้ขยายผลในทันที จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มได้อีก 2 ราย ยึดยาบ้าเพิ่มกว่า 2.4 ล้านเม็ด รวมกว่า 4.29 ล้านเม็ด

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร ผบ.ตร. ให้สกัดกั้นและทำลายกลุ่มเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดให้หมดไป จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ยาเสพติด ตร. สั่งการให้ศูนย์ยาเสพติดทั่วประเทศ สืบสวนติดตามและแกะรอยกลุ่มเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดด้วยมาตรการอย่างเข้มข้น

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. จึงเร่งดำเนินการตามนโยบายและสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ ก่อนหน้านี้ เพื่อติดตามบุคคลในกลุ่มที่ยังคงมีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติด พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิฐบรรณกร ผบก.น.1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 สั่งการ พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง ผกก.สส.บก.น.1,พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิสร สว.กก.สส.บก.น.1 และ ชุดสืบสวน บก.น.1 ให้ขยายผลติดตามให้หมดไปจากสังคมโดยเร็วที่สุด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ชุดยาเสพติดสืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย!! พบข้อมูลเชื่อได้ว่ายังมีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดเข้าพื้นที่ชั้นใน จึงเฝ้าสะกดรอยและติดตามตรวจสอบพฤติกรรมกว่า 5 เดือน ทุ่มสุดกำลัง จนในที่สุดทราบว่า จะมีการส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ ผ่านระบบขนส่งเอกชน จากจังหวัด สกลนคร และกลุ่มเครือข่ายดังกล่าวจะจัดส่งคนโดยมี รถนำ และ รถลำเลียง เข้ามารับยาเสพติด ในกรุงเทพมหานคร เพื่อหวังตบตาเจ้าหน้าที่

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2569 เวลาประมาณ 15.15 น. ชุดยาเสพติด กก.สืบสวนนครบาล 1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 จึงวางแผน จัดกำลังวางตามจุด ที่คาดว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะเข้ามารับพัสดุที่บรรจุยาเสพติด ตามหลักยุทธวิธี เพื่อให้สามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องให้ครบทุกรายพร้อมของกลาง โดยที่ปลอดภัยต่อประชาชนโดยรอบ

จึงเข้าชาร์จกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ราย 4 มีหน้าที่ ดังนี้ นาย วรชัย (กล) อายุ 30 ปีทำหน้าที่ คนขับรถยนต์กระบะ,นาย ธนากร (วาย) อายุ 26 ปี โดยสารมากับรถกระบะ,นาย วสันต์ (แชมป์) อายุ 27 ปี ที่หน้าที่ ขับรถยนต์เก๋ง (รถนำ) และ น.ส.วาสนา (แนน) อายุ 25 ปี โดยสารในรถเก๋ง (รถนำ) ตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ ดังนี้ ยาเสพติดประเภทที่ 1 เมตเอมเฟตามีน (ไอซ์) ประมาณ 8 ลัง ตรวจสอบน้ำหนักเบื้องต้นประมาณ กว่า 300 กก.,รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน 1 ขค 8717 กทม.,รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า สีดำ ทะเบียน สส 9962 กทม. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สืบสวนนครบาล 1 จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดขยายผลที่ กก.สส.บก.น.1 และจะนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รับผิดชอบด้านยาเสพติด กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลจากความพยายามของชุดสืบสวนที่ขยายผลจากข้อมูลเครือข่ายที่ถูกจับกุม จนสามารถจับกุมยาเสพติดได้จำนวนมาก ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้สามารถป้องกันยาเสพติดที่เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนว่า หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย หรือพัสดุที่น่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบโดยเร็วที่สุดครับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วิจัย-นวัตกรรม-เทคโนโลยี คือโอกาสใหม่ของคนพิการไทย และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

“นิกร โสมกลาง” รมว.พม. ชูงานวิจัย-นวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพคนพิการ จาก “การเรียนรู้” สู่ “การสร้างรายได้” พร้อมผลักดันความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึง มีส่วนร่วม เติบโตไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026) ภายใต้แนวคิด “From Learning to Earning : Innovation for Persons with Disabilities in an Inclusive Society” พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัว ข้อ “ความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เปิดโอกาสและเสริมทักษะให้คนพิการไทย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมีนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม., รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน, เครือข่ายองค์กรคนพิการ, คนพิการ พร้อมครอบครัวและผู้ดูแล, นักวิจัยและนักวิชาการจากทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม และผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังเป็นประธานในพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2570 ให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่อเวทีวิชาการสำคัญของประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

นายนิกร ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี” จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การสร้างโอกาสให้คนพิการจึงไม่ใช่เพียงการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงการศึกษา พัฒนาทักษะ ใช้นวัตกรรม และมีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ “คนพิการไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ” นายนิกร กล่าว

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีการนำเสนอ 58 ผลงานวิจัยจากนักวิจัยทั่วประเทศใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อคนพิการ การจ้างงานและการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงและคุณภาพชีวิตคนพิการ,นิทรรศการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อคนพิการจากภาคีเครือข่าย รวม 40 บูธ, การประกวดนวัตกรรมเพื่อคนพิการ Inclusive Design Challenge 2026, เวทีเสวนาทางวิชาการ และกิจกรรมเวิร์กชอปทักษะอาชีพสำหรับคนพิการ เพื่อผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง

นายนิกรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรคนพิการ เพื่อเปลี่ยนงานวิชาการให้เป็นนโยบายที่เกิดผลลัพธ์จริง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าผลักดัน 12 แนวทางสำคัญ อาทิ การยกระดับงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศ, การส่งเสริมการใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึง, การพัฒนาระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และองค์กรคนพิการ ตลอดจนการสนับ สนุนให้คนพิการเป็น “ผู้ร่วมสร้างการพัฒนา” (Co-creator) ไม่ใช่เพียงผู้ใช้บริการ “ตนเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมที่ทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายนิกร กล่าว

ด้าน รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการผลิตองค์ความรู้หรือผลงานวิจัย ไปสู่การผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริงและสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเวทีการแข่งขัน Inclusive Design Challenge 2026 รอบชิงชนะเลิศ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้พัฒนานวัตกรรม ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนพิการ โดยผลงานจาก 10 ทีมสุดท้ายมุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผลักดันงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ การจ้างงาน และการสร้างอาชีพ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ตอกย้ำว่า “นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่นวัตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือนวัตกรรมที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

สำหรับสุดยอดผลงาน Inclusive Design Challenge 2026 เงินรางวัลสนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังแรงกดทับในเบ้าขาเทียมแบบอัจฉริยะเพื่อป้องกันแผลกดทับ และส่งเสริมการกลับสู่การเรียนรู้และการประกอบอาชีพของผู้พิการขาขาด มหาวิทยาลัยพายัพ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล,
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ห่วยใย : AI ดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ” เน็คแบนด์ประเมินความเสี่ยงรอบทิศทาง แปลงประสาทสัมผัส และบันทึกเหตุการณ์เรียลไทม์ เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ เงินรางวัล 10,000 บาท,
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Thai Gaze-AAC ระบบสื่อสารผ่านการมองตาสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหวในบริบทภาษาไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ การพัฒนาโปรแกรมแปลภาษามือแบบสองทิศทางด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย เงินรางวัลๆ ละ 5,000 บาท และ
  • รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 12Tile ระบบตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การคิด และการเรียนรู้แบบองค์รวมสำหรับผู้มีภาวะออทิสติก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ ArtSense ผลงานลายไทยสัมผัสได้ชุดแรกของไทย สำหรับผู้พิการทางสายตา นางสาวบุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ Shrewsbury International School Bangkok เงินรางวัลๆ ละ 3,000 บาท

ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมเพื่อคนพิการไม่ได้มีบทบาทเพียงการช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แต่สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจได้


นอ.นครชัยศรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปฏิบัติการฝึกทักษะบุคลากรต้นแบบขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัย รุ่นที่ ๑ ณ หอประชุมอำเภอนครชัยศรี

นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปฏิบัติการฝึกทักษะบุคลากรต้นแบบขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัย รุ่นที่ ๑ ณ หอประชุมอำเภอนครชัยศรี

นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปฏิบัติการฝึกทักษะบุคลากรต้นแบบขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัย รุ่นที่ ๑ ณ หอประชุมอำเภอนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมโครงการในครั้งนี้ การจัดทำโครงการปฏิบัติการฝึกทักษะบุคลากรต้นแบบ ขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัยอำเภอนครชัยศรีในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ และทักษะในการขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัยให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี รุ่นที่ 1จำนวน 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลนครชัยศรี, บางกระเบา, วัดแค, บาง แก้ว, ท่าพระยา, ศรีมหาโพธิ์ และตำบลลานตากฟ้า รวมทั้งสิ้น ๒๔๐ คน

การอบรมแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การบรรยายและการฝึกปฏิบัติ รวมทั้งการตรวจสภาพของรถจักรยานยนต์ และการใช้วิชาการและเทคโนโลยีในการคาดการณ์สถานการณ์การเกิดอุบัติ เหตุทางถนน ด้วยเครื่องจำลองการขับขี่ “Riding Trainer” อุบัติเหตุทางถนน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ และจังหวัดนครปฐมได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา กำหนดให้เป็นวาระสำคัญของจังหวัด ภายใต้ “วาระจังหวัด วาระหมวกนิรภัย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเป้าป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนนกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งสถิติการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มรถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 86.32 มีพฤติกรรมเสี่ยงหลักคือ การไม่สวมหมวกนิรภัย

การอบรมในครั้งนี้ อำเภอนครชัยศรี มุ่งหวังให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบเรื่องการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอด ภัย ซึ่งความรู้และทักษะที่ได้รับจากการฝึกอบรมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตนเอง ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวัน ทักษะที่ได้รับนี้ จะนำไปสู่การขยายผลต่อสาธารณะ ปฏิบัติตนเป็นต้นแบบในการขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย เป็นผู้สวมหมวกนิรภัย 100 % นำไปสู่การขยายผลให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี ได้ปฏิบัติตามเป็นแบบอย่าง สร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัยทางถนนให้เกิดเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ท่องเที่ยวและกีฬาประจวบฯ ร่วมกับ เทศบาลนครหัวหิน เตรียมจัดงาน ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จ.ประจวบฯ “ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์”

ท่องเที่ยวและกีฬาประจวบฯ ร่วมกับ เทศบาลนครหัวหิน เตรียมจัดงาน ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ “ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์”

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมฮิลตันหัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอหัวหิน จังหวัดประ จวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน, ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์, นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายสรายุทธ ไกรเกรอะ หัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 4 การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีแถลงข่าว การจัดงาน โครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ “ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์ ในระหว่าง วันที่ 10-18 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัด แหล่งท่องเที่ยว และ กิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและ ประชาชนใน
พื้นที่ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากการเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า “ชวนคุณมาย้อนรอยประวัติศาสตร์ สัมผัสเสน่ห์เมืองประจวบฯ กิจกรรมต่างๆ ชมฟรีดลอดงาน! ตระการตากับนิทรรศการ Next Move เล่าเรื่องราวศรีคีรีขันธ์ จาก 8 อำเภอ ร่วมชมการแสดงคีตศิลป์นแห่งความภักดี และตระการตากับแฟชั่นโชว์ผ้าถิ่นไทยสุดอลังการ” ไฟประดับตกแต่ง แบบจัดเต็ม ไฮไลท์ในงาน อาทิ

  • 10 สิงหาคม พิธีเปิด พบกับดนตรี Jazz มิสเตอร์โก๋ แซกแมน และ เก่ง ธชย มาร่วมโชว์ ดนตรี JAZZ ผสมขลุ่ยแบบไทย
  • 11 สิงหาคม ศิลปินมีนตรา อินทิรา
  • 12 สิงหาคม กิจกรรมจุดเทียนน้อมรำลึกฯ การแสดงสดอลังการ กิจกรรมรวมพลังจิตอาสาพระราชทาน และ ศิลปิน Moccagarden
  • 15 สิงหาคม คนภัคดี ศรีคีรีขันธ์ ณ Hua Hin Convention center และ ศิลปินแพร ชนา
  • 16 สิงหาคม แฟชั่นผ้าไทยใส่ให้สนุก เส้นด้ายเดินทางครั้งที่ 9
  • 17 สิงหาคม มันส์ให้สุดกับ วงกางเกง
  • 18 สิงหาคม เตรียมคู่มาให้พร้อมกับจังหวะดนตรีลีลาศ

การแสดงแสง สี เสียง 8 อำเภอ ชมฟรีดลอดงาน.! และ จองเที่ยวฟรี กับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพียง 4 วัน 4 เส้นทาง (วันที่ 13-14,17-18 สิงหาคม) อร่อยกับร้านค้าในงานกว่า 100 ร้าน สอบถามเพิ่มเติม FMO ฟอร์ส แมเนีย ออแกไนเซอร์ 095 018 4555


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ผวา 2 พนักงานหนุ่มถูกชายวิตกจริตใช้ขวานจะฟัน โชคดีรอดมาได้

เพชรบุรี – ผวา 2 พนักงานหนุ่มถูกชายวิตกจริตใช้ขวานจะฟันโชคดีรอดมาได้ นอภ.ชะอำ สั่งการด่วน ฝ่ายปกครอง ตร.รวบชายวิกลจริตเข้าบำบัดค่ายทหาร มทบ15 ระยะ1-3เดือน

จากกรณี เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 2 ส.ค. นายศิวัช เรืองฤทธ์ อายุ 16 ปี และภัทรชนน คำมา อายุ 24 ปี 2 พี่น้อง เป็นพนักงาน Anda Cafe 2026 & บ่อตกปลาเพชรบุรี ในพื้นที่ ม.2 บ้านบางเก่า ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
เยาวชนอายุ 16 ปี และอายุ 24 ปี 2 พนักงาน Anda Cafe 2026 & บ่อตกปลาเพชรบุรี ในพื้นที่ ม.2 บ้านบางเก่า ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เล่าว่าถูกชายปริศนา 1 คน อายุประมาณ 30-35 ปี ยืนฟังเพลงอยู่ริมถนน บริเวณทางเข้าหมู่บ้านบางเก่า จะก่อเหตุใช้ขวานจะฟันตนเองขณะขี่รถจักยานยนต์ ฮอนด้าเวฟสีดำ ไปส่งอาหารให้ลูกค้าภายในหมู่บ้าน โชคดีรอดมาได้หวุดหวิด จึงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ เนื่องจากหวั่นเกิดอันตรายแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านบางเก่าได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ ได้สั่งการให้ นายทัศนัย พวงบุปผา ปลัดอำเภอฝ่ายปก ครอง นำกำลัง อส.กองร้อยที่ 3 อำเภอชะอำ ร่วมกับ ตำรวจชะอำ และผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 บ้านบางเก่า เข้าตรวจสอบและควบคุมตัวชายวิตกจริต จำนวน 1ราย ทราบชื่อคือ นายวีรยุทธ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เป็นชาวบ้าน ม.2 บ้านบางเก่า ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ภายในบ้านพักที่อยู่ติดกับกำแพงหลังโรงเรียนบ้านบางเก่า หลังจากพยายามก่อเหตุใช้ หวานฟัน 2 พนักงาน เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำส่งตรวจบำบัดรักษาอาการให้ดีขึ้นที่ โรงพยาบาลชะอำ และป้องกันการเกิดเหตุอาชญากรรมให้ชาวบ้านในพื้นที่ นายอำเภอฝากถึงประชาชน หากพบเห็นเหตุลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งตรงได้ที่ว่าการอำเภอชะอำหรือสายด่วน นายอำเภอชะอำ

นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางปกครองตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยยของพี่น้องประชาชนและนักเรียนในโรงเรียน ได้สั่งการให้ปิดการเรียนการสอน1วัน ก่อนสั่งการให้ปลัดฝ่ายความมั่งคงอำเภอชะอำ นำกำลังกองร้อย อส.ที่3 ชะอำ บูรณาการร่วมกับ ตำรวจ ลงพื้นที่นำตัวชายวิกลจริตรายดังกล่าวไปคัดกรองก่อนประสานกับ ผอ.รพ.ชะอำ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ให้คัดกรองและส่งตัวชายวิกลจริตที่ค่อนข้างจะรุนแรงรายนี้ไปเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูที่ ค่าย มทบ.15 จ.เพชรบุรี หรือเรือนจำจังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้บุคลดังกล่าวนี้อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ในระยะเวลา 1-3 เดือน แล้วแต่ความรุนแรงของแพทย์ที่ประเมินออกมา ซึ่งกรณีเคสดังกล่าวไม่ใช้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่อำเภอชะอำ ทางฝ่ายปกครองไม่ได้นิ่งนอนใจถึงเรื่องดังกล่าว

ฝากถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่หากพบเห็นบุคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมีวิกลจริตแบบนี้ ที่อาจจะก่ออันตรายต่อพี่น้องประชาชนได้ สามารถแจ้งได้ที่ ที่ว่าการอำเภอชะอำ หรือ นายอำเภอชะอำโดยตรง 0861616156จะได้ดำเนินการแก้ไข จัดการได้อย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้บุคลเหล่านี้ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาณแก่พีน้องประชาชนต่อไป


//// บรรณรต จ.เพชรบุรี

สุชาติ รมว.ทส. ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ติดตามช่วยเหลือ “ช้างสีดอทองม้วน – ลูกช้างพลัดหลง” เน้นย้ำ รักษาตามหลักวิชาการ มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพช้างและความปลอดภัยทุกฝ่าย

สุชาติ รมว.ทส. ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ติดตามช่วยเหลือ “ช้างสีดอทองม้วน – ลูกช้างพลัดหลง” เน้นย้ำ รักษาตามหลักวิชาการ มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพช้างและความปลอดภัยทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือช้างป่า “สีดอทองม้วน” และลูกช้างป่าพลัดหลง ณ อุทยานแห่งชาติไทรโยค พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และนายพีร พวงมาลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

โอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบนโยบายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยกระดับศักยภาพทีมสัตวแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือและรักษาสัตว์ป่า พร้อมกล่าวขอบคุณทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้จะเป็นภารกิจที่ยากและมีความเสี่ยงสูง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ จะสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ช้างทั้งสองมีโอกาสรอดชีวิตและได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการรักษาช้างตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด โดยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ประสานการทำงานร่วมกับสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง จัดเตรียมยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งให้บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ควบคุมพื้นที่ปฏิบัติงานไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ตลอดจนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแล และประชาชน รวมทั้งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และรายงานปัญหาหรืออุปสรรคให้ผู้บริหารรับทราบโดยทันที เพื่อพิจารณาสั่งการอย่างเร่งด่วน

สำหรับกรณีลูกช้างป่าพลัดหลง รัฐมนตรีฯ ได้กำชับว่า เมื่อลูกช้างมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์แล้ว ให้เตรียมความพร้อมและวางแผนนำกลับคืนสู่โขลงตามหลักวิชาการ โดยติดตามพฤติกรรมและตำแหน่งของโขลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกช้าง ช้างในโขลง เจ้าหน้าที่ และประชาชนเป็นสำคัญ หากไม่สามารถนำลูกช้างกลับคืนสู่โขลงได้ หรือพบอุปสรรคที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย ให้ประสานผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดแนวทางที่เหมาะสม พร้อมรายงานผู้บริหารโดยทันที

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า การช่วยเหลือช้างป่าทั้งสองกรณีเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา จึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือ ทั้งการอำนวยความสะดวก การเฝ้าระวัง และไม่รบกวนพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ

สำหรับช้างป่า “สีดอทองม้วน” เป็นช้างเพศผู้ อายุประมาณ 50 ปี น้ำหนักประมาณ 4,000 กิโลกรัม ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลังด้านซ้าย พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 บริเวณบ้านสลอบ ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้เข้ารักษาอย่างต่อเนื่องรวม 4 ครั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการติดตามอาการระหว่างวันที่ 25–31 กรกฎาคม 2569 พบว่า สีดอทองม้วนมีอาการทรงตัว แม้ยังไม่สามารถลุกยืนได้ด้วยตนเอง แต่สามารถกินอาหารและขับถ่ายได้ดีขึ้น ผลตรวจเลือดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 พบว่า ภาวะอักเสบและการทำงานของไตมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเอนไซม์ที่บ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ (CK) ยังคงอยู่ในระดับสูง และภาวะโลหิตจางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทีมสัตวแพทย์จึงยังคงเฝ้าติดตามอาการและปรับแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด

ส่วนลูกช้างป่าพลัดหลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุบาลด้วยนมผงและน้ำนมแม่ช้างแช่แข็งที่ได้รับการสนับสนุนจากปางช้างหลายแห่ง พร้อมรอผลตรวจสุขภาพและการตรวจหาโรคไวรัสที่พบบ่อยในลูกช้าง หากผลตรวจเป็นลบ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะพิจารณาส่งต่อไปยังแม่ช้างรับในปางช้างใกล้เคียง เพื่อให้ลูกช้างได้รับน้ำนม ความอบอุ่น และภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ หรือการดูแลในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57” ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา ” ด้วยความสนพระราขหฤทัย

แม่ทัพภาคที่ 3 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน “โครง การหลวง 57” ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา ” ด้วยความสนพระราขหฤทัย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 18.39 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครโดยมี พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง และประธานกรรมการจัดงาน “โครงการหลวง ๕๗” พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่มูลนิธิโครงการหลวง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราช ดำเนินไปยังบริเวณพิธีเปิดงาน “โครงการหลวง ๕๗” พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายคงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนางสาวมัทนา แก้วกระจ่างหัวหน้าฝ่ายศูนย์ผลิตผลและสถาบันการเรียนรู้กรุงเทพฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ต่อจากนั้นพลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

โดยมูลนิธิโครงการหลวงได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดงาน “โครงการหลวง 57“ ระหว่างวันที่ 1 – 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโครงการหลวง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 รวมถึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเผยแพร่การดำเนินงานและผลสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ และหน่วยงานที่สนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวง

จากนั้นทอดพระเนตรการแสดง ประกอบด้วย 2 องก์ ได้แก่ “งามสะพรั่ง นิรันดร์” (Everlasting Blossom) และ “บุปผาในดวงใจ”(Bloom of Heart) พร้อมทอดพระเนตรวีดิทัศน์ เฉลิมพระเกียรติในชื่อชุด“The Blooming Legacy of Royal Flora: พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” แล้วเสด็จฯ ไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดงาน “โครงการหลวง 57”

ต่อจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 5 เรื่องได้แก่ “จากพืชทดแทน สู่ความงามแห่งไม้ดอกเมืองหนาว” ถ่ายทอดเรื่องราวจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงจากการส่งเสริมพืชทดแทนฝิ่น สู่การพัฒนาไม้ผลเมืองหนาว และองค์ความรู้ด้านเกษตรพื้นที่สูงอย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่ “ไม้ดอกเมืองหนาว” ในฐานะพืชทางเลือกที่สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่ชุมชน “ความงามแห่งการอนุรักษ์:กุหลาบควีนสิริกิติ์”ความงามแห่งพระเมตตาสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืนสะท้อนพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์พันธุ กรรมไม้ดอก “พรรณไม้จากภูผาสู่คุณค่าแห่งความหลากหลาย” การนำพืชต่างถิ่นจากพื้นที่สูงที่เปราะบาง เช่น เอเดลไวส์ และเจนเทียน มาศึกษาวิจัยและปลูกเลี้ยง ภายใต้พระราชดำริ เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายาก สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งจัดแสดงกุหลาบพันธุ์ใหม่ของมูลนิธิโครงการหลวง คือ “กุหลาบควีนสุทิดา นามพระราชทานกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ ที่งดงามด้วยความหมายแห่งพระเมตตา ซึ่ง กุหลาบ “ควีนสุทิดา” (Queen Suthida) เป็นกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากผลงานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สม เด็จพระนางเจ้าสุทิดา ฯพระบรมราชินี เป็นชื่อพันธุ์กุหลาบว่า “ควีนสุทิดา” (Queen Suthida) เนื่องในศุภมงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนม พรรษาครบ 4 รอบ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ต่อด้วย “พรรณพืชพระราชทาน : ต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนา” การผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกษตร ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพ สู่โอกาสใหม่ด้านเกษตรและอาหารในอนาคตและ “สืบสาน รักษา และต่อยอด งานโครงการหลวง” ถ่ายทอดพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการหลวง สู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร การสร้างอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิต อันนำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระ ราชดำเนินไปทอดพระเนตรร้านจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ต่าง ๆ อาทิ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง โครงการกำลังใจในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภา กาชาดไทย มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ ฯ ร้านภูฟ้าโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และบริษัท ดอยคำ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ร้านค้าของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทอดพระเนตรร้านจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งมีมากกว่า 3,000 รายการ พร้อมกับจัดแสดงผลิตผลและผลิตภัณฑ์เด่นของมูลนิธิ ฯ อาทิ มะเขือเทศเชอรี่ช็อคโกแลต เมล่อน 101 แตงเปรี้ยว ข้าวเหนียวพันธุ์จานูเนเน ข้าวจ้าวพันธุ์จาคูเนเน ผลิตภัณฑ์ชุดชา กาแฟ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ คอมบูชะ ไอศครีม อโวคาโด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากสารสกัดเอเดลไวส์ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มงานหัตถกรรม อาทิ ผ้าทอ ตะกร้าหวายปักลวดลาย และเครื่องเงิน ผลิตภัณฑ์กลุ่มไม้ดอกไม้กระถาง ปุ๋ยอินทรีย์ ปัจจัยการผลิต และชีวภัณฑ์

โอกาสนี้ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และคณะผู้บริหารมูลนิธิโครงการหลวง ผู้แทนศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และคณะกรรมการจัดงาน แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

โดย พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ด้วย


ผบ.นบ.ยส.35 ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมมอบโอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล

ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมมอบโอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพลในสังกัด เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังปัญหา อุปสรรค และให้ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติภารกิจด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือ

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมี ภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ได้กล่าวมอบโอวาท พร้อมชื่นชมความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ยึดมั่นในระเบียบวินัย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ภายหลังการตรวจเยี่ยม ได้เป็นประธานในพิธีมอบ ชุดฝึกพรางและเสื้อโปโล ให้แก่ผู้แทนกำลังพลของหน่วย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ อันสะท้อนถึงความห่วงใยและการให้ความสำคัญต่อสวัสดิการของกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน


นที มีเดช รายงาน

เริ่มแล้วงาน “เทศกาลลำไยและหอการค้าแฟร์ เกษตรแฟร์ จ.ลำพูน ครั้งที่ 18” ฉลองครบรอบ 40 ปี หอการค้า จ.ลำพูน กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว

เริ่มแล้วงาน “เทศกาลลำไยและหอการค้าแฟร์ เกษตรแฟร์ จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 18” ฉลองครบรอบ 40 ปี หอการค้าจังหวัดลำพูน กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 19:00 น. ณ บริเวณบ้านแม่สารป่าแดด ถนนลำพูน–ดอยติ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับ นางสาวเบญวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนและ นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด/ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน ในงาน “เทศกาลลำไยและหอการค้าแฟร์ เกษตรแฟร์ จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 และงานครบรอบ 40 ปี หอการค้าจังหวัดลำพูน” ซึ่งหอการค้าจังหวัดลำพูนจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–12 สิงหาคม 2569 รวม 12 วัน เพื่อส่งเสริมการตลาดลำไยและสินค้าเกษตร ยกระดับเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัด

นาย นพดา อธิกากัมพู ประธานหอการค้าจังหวัดลำพูน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายลำไยและสินค้าเกษตรของจังหวัด เพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตร กรและผู้ประกอบการ พร้อมเผยแพร่สินค้าและผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัด รวมถึงนำเสนอ นวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูง สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การจัดงานในปีนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของหอการค้าจังหวัดลำพูน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดลำพูนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการประชาสัมพันธ์คุณภาพลำไยลำพูน ตลอดจนส่งเสริมสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และของดีจังหวัดลำพูนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมได้แสดงความยินดีกับหอการค้าจังหวัดลำพูนในโอกาสครบรอบ 40 ปี พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนการจัดงาน

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตร การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร การออกร้านจำหน่ายลำไย ผลผลิตทางการเกษตร สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ พิธีมอบรางวัลประกวดสายพันธ์ลำไย ประมูลลำ ไย กิจกรรม CSR การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดตลอดระยะเวลาการจัดงานและขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวชมงาน ระหว่างวันที่ 1–12 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณบ้านแม่สารป่าแดด ถนนลำพูน–ดอยติ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เพื่อร่วมอุดหนุนผลผลิตลำไยคุณภาพ สินค้าเกษตร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดลำพูนให้เติบโตอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน