รวบ 2 ผัวเมียสุดแสบ ลักเอากิ้งก่า-“น้องมาร์ช” ลิงกระรอก ไปแลกยา

เบาะแสแก๊งยาเสพติดที่แจ้ง รองจ๋อ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ชุดยาเสพติด ตร. ร่วมชุดยาเสพติด บช.น. และ สน.บางยี่ขัน สามารถติดตามรวบ 2 ผัวเมียผู้เสพยานรก นำมาสู่การไขคดีลักสัตว์ทั่วพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ขยายผลพบก่อเหตุขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอก Signature ของสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน ขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว ไปจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ่นเกล้า ตรวจค้นพบสัตว์ที่ขโมยมาหลายชนิด มีตั้งแต่ กระรอกยันงูเหลือม เจ้าตัวอ้าง หาเงินไปเสพยา

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ, พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิไล ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ. กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7, พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน, พ.ต.อ. อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน, พ.ต.อ.นรามินทร์ เทพจักรินทร์ ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.ตร.-บช.น., สน.บางยี่ขัน, สน.บางเขน สืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายไร อายุ 26 ปี ภูมิลำเนาแขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุง เทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.354/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”, น.ส.วริ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.353/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”

ตรวจพบประวัติร่วมกันก่อเหตุเป็นจำนวน 3 คดี คือ

  1. วันที่ 20 มี.ค.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมยจากใต้ถุนบ้านของผู้เสียหาย เหตุเกิดพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา
  2. วันที่ 30 เม.ย.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมยลิงกระรอก ชื่อ “น้องมาร์ช” ไปจากสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน โดยน้องมาร์ชเป็นขวัญใจประจำสวนสัตว์ดังกล่าว เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางเขน
  3. วันที่ 1 พ.ค.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัวจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ้นเกล้า เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางยี่ขัน

ตรวจยึดของกลาง 1.ลิงกระรอกชื่อว่า “น้องมาร์ช” จำนวน 1 ตัว, 2.กิ้งก่าจรเข้ จำนวน 1 ตัว
3.ซาลาแมนเดอร์ลายเสือ สีเหลืองน่ารักดี จำนวน 1 ตัว, 4.งูเลี้ยง จำนวน 5 ตัว, 5.แรคคูน จำนวน 1 ตัว, 6.เต่าบก จำนวน 1 ตัว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ หลายชนิดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศอ.ปส.บช. น.) ได้รับแจ้งเบาะแส “แปลกๆ” จากสายลับในพื้นที่ย่านดอนเมือง ว่ามีสองสามีภรรยามักหอบหิ้วสัตว์เข้าไปในพื้นที่มีการจำหน่ายยาเสพติด โดยล่าสุดพบเห็นว่าได้หอบ “กิ้งก่า” ไปขอแลกกับยาเสพติดจากหัวจ่ายในพื้นที่ หลังรับแจ้ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ลงพื้นที่ตรวจสอบจนได้พบกับชาย-หญิง ต้องสงสัยเดินเข้าออกแหล่งแพร่ระบาดยาเสพติดย่านดอนเมือง ซึ่งต่อมาได้สืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็น วัยรุ่น ชาย-หญิง อายุ 26 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ย่านดอนเมือง และพบประวัติร่วมกันก่อเหตุ “ขโมยสัตว์” ลักษณะ “ตระเวนก่อเหตุ” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล จึงรายงานให้พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ทราบ

ชุดสืบสวนทำการตรวจสอบโดยละเอียดจนพบข้อมูลว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอก Signature ของสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน และในวันที่ 1 พ.ค.2569 ทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว ไปจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ่นเกล้า โดยล่าสุด พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน,พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน ได้นำทีมพนักงานสอบ สวน สน.บางยี่ขัน และ สน.บางเขน รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับคนร้ายทั้ง 2 รายไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยจับกุมตัวได้ที่ บ้านพักไม่มีเลขที่ ภายในซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 7 แยก 3-5 หลังการจับกุมได้มีการขยายผลพบสัตว์ที่ขโมยมาหลายชนิด มีตั้งแต่ ลิงกระรอกยันงูเหลือม และยังได้บุกไปอพาร์ทเม้นท์ภายในซอยโกสุมร่วมใจ 14 ย่านดอนเมืองที่ที่คนร้ายนำสัตว์ไปแอบไว้เพื่อเตรียมจะส่งขายตามที่ต่างๆ

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นการลักทรัพย์สัตว์เท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงไปถึงพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยต่อสังคมในวงกว้าง เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งขยายผลทั้งเครือข่ายลักทรัพย์สัตว์และเส้นทางยาเสพติดที่อาจเชื่อมโยงกัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย”


สุุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการบาติกภาคใต้ฝั่งอันดามันด้วยนวัตกรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา

กรมวิทย์ฯ บริการ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการบาติกภาคใต้ฝั่งอันดามันด้วยนวัต กรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคณะทำงานของศูนย์บริหารกลาง ได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “เทคนิคการเขียนเทียนบนผืนผ้าด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา” ณ โรงแรมสแปลช บีช รีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกิจกรรมการถ่าย ทอดเทคโนโลยีที่สำคัญในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา ให้แก่ผู้ประกอบการ OTOP SMEs ผู้ประกอบการชุมชน และผู้ที่สนใจ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการอบรมดังกล่าว

การจัดฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมอบรม จำนวน 80 คน ซึ่ง กรมวิทย์ฯ บริการ ได้ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้แก่ผู้ประกอบการช่วย สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและทันต่อการแข่งขันในตลาด เสริมสร้างงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่นของไทย

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.หนุนทุนวิจัย “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์” ขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่สังคมอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

วช. หนุนทุนวิจัย “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์” ขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่สังคมอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนานวัตกรรม “DUSTBOY ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศระดับชุมชนด้วยเครือข่ายเครื่องตรวจวัดระบบเซ็นเซอร์” และ “Dust Girl ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในห้องและควบคุมการทำงานเครื่องเติมอากาศเพื่อจัดทำห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในโครงการ “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ” โดยมี ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ได้สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 หลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านการพัฒนานวัตกรรมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ด้านการลดการเผาในภาคเกษตร ด้านการจัดการไฟป่า ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการอากาศ โดยเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, แพร่, น่าน, เชียงราย และพะเยา พบปัญหาปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงมาก และมากเป็นพิเศษในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม ทำให้ประชากรภาคเหนือมีอัตราการป่วยด้วยกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทและระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเด็กเล็ก 2-4 ปี การติดตั้งระบบกรองอากาศและลดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพภายในห้องจะสามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดปัญหาสุขภาพจากการสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ พร้อมด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมและติดตามคุณภาพอากาศได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อติดตามผล ในปัจจุบันได้มีการติดตั้งห้องลดฝุ่นแรงดันบวกแล้วทั้งหมด 65 ห้อง 138 เครื่อง โดยคาดว่าประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ประชาชนในพื้นที่ใกล้โรงงาน วัยทำงานในพื้นที่เสี่ยงสูง จะเข้าถึงพื้นที่อากาศสะอาดและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรม “DustBoy” และ “DustGirl” ที่พัฒนาขึ้นนี้ ใช้หลักการทางวิศวกรรมสภาวะแวดล้อมที่เรียกว่า “ระบบแรงดันบวก” (Positive Pressure System) ซึ่งทำงานโดยการเติมอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านการกรองประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ภายในห้อง จนความดันภายในสูงกว่าภายนอกเล็กน้อย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ฝุ่นละอองรั่วไหลเข้าสู่พื้นที่ปิดผ่านรอยรั่วต่างๆ ของอาคาร ควบคู่ไปกับการติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ” (Smart Monitoring System) ซึ่งประกอบด้วยเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่า PM2.5,VOC,CO2,อุณหภูมิ และความชื้น ที่สามารถราย งานผลแบบตามเวลาจริง (Real-time) ผ่านระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้ดูแลกลุ่มเปราะบางสามารถประเมินคุณภาพอากาศและตัดสินใจดำเนินการได้อย่างแม่นยำเป็นฐานข้อมูลสำหรับการติดตามผลและวางแผนระยะยาว ความก้าวหน้าของงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ (วช.) ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหา PM2.5 ในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะส่วนต้องการการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีระดับสูงและการจัดการเชิงพื้นที่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง “รุ่งเรือง กิจผาติ” เป็นเลขาฯ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง “รุ่งเรือง กิจผาติ” เป็นเลขาฯ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายรุ่งเรือง กิจผาติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อุทัยธานี เปิดตัวชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี บ้านท่าโพ” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี จัดโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมด้วยนวัตกรรมภูมิปัญญา “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมกิจกรรมเปิดตัวชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าโพ อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น

เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การเรียนรู้และอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านท่าโพ นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายพัฐศิษฏ์ ธนชวาลย์ ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นางสาวพรทิพย์ กำเหนิดแจ้ง วัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี, เรือตรีวิทยา เกล้าวิกรณ์ นายอำเภอเมืองอุทัยธานี และนายนฤเบศวร์ จีระพงศ์เอกธนา นายอำเภอหนองขาหย่าง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันแห่งวิถีชุมชนและกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านท่าโพ อาทิ การแข่งขันทำอาหารคาวจากวัตถุดิบ “ปลาแรด” สินค้าขึ้นชื่อจากลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งแต่ละทีมได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมารังสรรค์เมนูพื้นบ้านอย่างสร้างสรรค์ สร้างความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 30 ร้านค้า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกชมและเลือกซื้อสินค้าพื้นถิ่นคุณภาพ ตลอดจนกิจกรรมสาธิตการประกอบอาหาร “The Lost Taste รสชาติ…ที่หายไป” ที่ถ่ายทอดเมนูพื้นบ้านโบราณซึ่งหารับประทานได้ยาก สะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน

อีกทั้งยังมีการแข่งขันทำขนมไทยพื้นบ้าน “ข้าวแดกงา” ขนมโบราณที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชน โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานที่ร่วมชมและร่วมเชียร์กันอย่างอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศแห่งรอยยิ้มและความสามัคคีของคนในชุมชน

ภายในพิธีเปิดยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชุมชนบ้านท่าโพ ทั้งการแสดงเพลงพื้นบ้านท่าโพ เพลงพระมหาชนกจักรี และเพลงชักเย่อ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์และเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างน่าประทับใจ

ปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนหนองฉางวิทยา ที่ร่วมสร้างสีสันและมอบความบันเทิงให้กับผู้ร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

กิจกรรม “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าโพ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตริมลุ่มแม่น้ำสะแกกรังอย่างใกล้ชิด

จังหวัดอุทัยธานีขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมมาเยือนชุมชนบ้านท่าโพ เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชุมชน อาหารพื้นถิ่น และวัฒนธรรมอันงดงามของจังหวัดอุทัยธานีด้วยตนเอง


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ในพิธีเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพิธีเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

ในวันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพ มหานคร ภูมิสัญลักษณ์แห่งศรัทธาและมรดกด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณ อันเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) หินหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิฯ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่าน เฝ้าฯ รับเสด็จ โดยทุกท่านสามารถเข้าจุดคัดกรองได้ตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่โรงเรียนโกศลภัทรวิทย์ ซอยเจริญกรุง ๕๗ แขวงยานนาวา เขตสาทร เพื่อเข้าจุดพักคอยก่อนเตรียมเข้าพื้นที่รับเสด็จฯ ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา รัชกาลที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๕๐) บริเวณศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นลำดับถัดไป หรือรับชมการถ่ายทอดสด [LIVE STREAMING] ได้ที่ เฟชบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/TaiHongGongShrine และ facebook.com/atpohtecktung

หมายเหตุ : โปรดเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงหรือพาสปอร์ตตัวจริงเพื่อแสดงตน แต่งกายสุภาพ และปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย และการป้องกันทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung และ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.เอาผิด ชายจีนนิสัยเสีย ถีบช่องตรวจ ตม. ด่า จนท. เพิกถอนวีซ่า ดำเนินคดีอาญา ขึ้นแบล็คลิสต์

ตม.เอาผิด ชายจีนนิสัยเสีย ถีบช่องตรวจ ตม. ด่า จนท. เพิกถอนวีซ่า ดำเนินคดีอาญา ขึ้นแบล็คลิสต์

ตามที่ปรากฏข่าว ภาพคลิป ชายชาวจีน ใช้เท้าถีบประตูช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Automated Border Control ที่พื้นที่ ตม.ขาออก สนามบินสุวรรณภูมิ และมีเหตุ การณ์ขัดขืน ต่อว่า จนท.ตม.

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 : พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี โฆษก สตม. เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวนั้น เหตุเกิดเมื่อวันพุธที่ 13 พ.ค.2569 เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้ก่อเหตุชื่อนาย ลีเว่ย เจิง ( LIWEI ZHENG ) อายุประมาณ 30 ปี สัญชาติจีน กำลังเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออก ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อโดยสารเที่ยวบิน 9C7282 ไปประเทศจีน

เมื่อนายลีเว่ย เดินเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ตามที่เครื่องแนะนำ โดยนายลีเว่ย ได้วาง Boarding Pass ลงบนช่องอ่านหนังสือเดินทาง เครื่องจึงไม่ทำงาน โดยประตูบานแรกไม่เปิด เป็นเหตุให้ นายลีเว่ย แสดงอาการโกรธ ใช้เท้าถีบประตูกระจกใสของเครื่องจนได้รับความเสียหาย แล้วเดินกลับมาอีกครั้ง วางหนังสือ เดินทางแต่วางไม่ถูกต้อง เครื่องก็ไม่ทำงานอีก คราวนี้ใช้เท้าถีบประตูอีกครั้ง และเดินฝ่าเครื่องออกไป โดยไม่ผ่านการตรวจ ตามที่ปรากฏในคลิป

เจ้าหน้าที่ ตม.ขาออก ได้เข้าควบคุมตัว แต่ นายลีเว่ย กลับด่าทอเป็นภาษาจีน และภาษาอังกฤษใส่เจ้าหน้าที่ ตม. ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และพยายามจะเข้ามาทำร้าย แต่ภรรยา นายลีเว่ย ได้เข้ามาห้ามปรามไว้ก่อน ต่อมาเจ้าหน้าที่ ตม. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ดำเนินคดี ตามกฎหมาย

โดยแจ้งข้อกล่าวหา ความผิดฐาน “ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ นอกจากนั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายของช่องตรวจหนัง สือเดินทางอัตโนมัติ ของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าความเสียหายประมาณ 450,000 บาท

นอกจากนั้น ยังดำเนินคดีในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการในวันที่ 15 พ.ค.2569

กรณีดังกล่าว พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 เพิกถอนวีซ่า นายลีเว่ย และสั่งให้ลงข้อมูลเป็นบุคคลต้องห้ามในระบบ สตม. หรือ Blacklist เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม ห้ามเข้าประเทศ ไทยตลอดชีวิต พร้อมกับสั่งการให้ติดตามผลการดำเนินคดีจนถึงที่สุด และเมื่อสิ้นสุดคดี ให้ผลักดันนายลีเว่ย กลับประเทศต่อไป

พล.ต.ท.ภาณุมาศฯ ได้ฝากประชาสัมพันธ์ และเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ว่า ประเทศไทย ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ทุกชาติ ที่ให้เกียรติต่อคนไทยและประเทศ ไทย การแสดงกริยา และกระทำผิดใดๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งคดีอาญา หรือแม้กระทั่งศีลธรรมอันดีของไทย ย่อมเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนวีซ่า และถูกส่งกลับประเทศทุกรายโดยเด็ดขาด พล.ต.ต.เชิงรณฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒน์ ผนึก 7 หน่วยงาน พัฒนาทักษะติดตั้งน้ำดื่มสะอาด ส่งต่อ รร.ตชด. 17 แห่งทั่วประเทศ

กรมพัฒน์ ผนึก 7 หน่วยงาน พัฒนาทักษะติดตั้งน้ำดื่มสะอาด ส่งต่อ รร.ตชด. 17 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 เวลา 13.00 น. นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานร่วมในพิธีมอบวุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรมและมอบชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง ตามกรอบบันทึกความเข้าใจความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำดื่มแก่โรงเรียนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 26 นนทบุรี อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานร่วมในพิธีมอบวุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรมและมอบชุดปรับ ปรุงคุณภาพน้ำพร้อมอุปกรณ์ติดตั้งตามกรอบบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำดื่มแก่โรงเรียนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมอนามัย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และมูลนิธิพัฒนาฝีมือแรงงาน นอกจากนี้ยังได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายเพิ่มเติม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ด้านการสนับสนุนการฝึกอบรมและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ ความร่วมมือในวันนี้ตรงกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานที่ต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมการทำงานของแต่ละหน่วยงาน ที่มีความถนัดหรือเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ดีและร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

โดยมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการจัดการและแก้ปัญหาระบบสุขาภิบาลน้ำบริโภคในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนและประชาชนได้เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดป้องกันโรคภัยและการมีสุขภาวะที่ดี กลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ โครงการเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่ทุรกันดารและพื้นที่เฉพาะทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างปี2567–2568 ได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากรต้นแบบ การพัฒนาระบบผลิตน้ำสะอาดอัตโนมัติ หลักสูตรการปรับปรุงคุณภาพและการทดสอบน้ำเพื่อการผลิตน้ำสะอาด และหลัก สูตรระบบควบคุมอัตโนมัติเพื่อการผลิตน้ำสะอาด มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 147 คน และติดตั้งชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับการบริโภคแบบอัตโนมัติให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ (1 โรงเรียน), แม่ฮ่องสอน (1 โรงเรียน), เชียงราย (2 โรงเรียน) และตาก (9 โรงเรียน)

นายภัทรวุธ เภอแสละ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2569 เริ่มต้นด้วยการจัดฝึกอบรมหลักสูตรระบบควบคุมอัตโนมัติเพื่อการผลิตน้ำสะอาด หลักสูตรการปรับปรุงคุณภาพและการทดสอบน้ำเพื่อการผลิตน้ำสะอาด และหลักสูตรการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อการผลิตน้ำสะอาด มีผู้ผ่านการอบรม 54 คน เป็นบุคลากรฝึกของกรมและครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่รับผิดชอบด้านการจัดการคุณภาพน้ำบริโภคและการสุขาภิบาลอาหาร ขอแสดงความยินดีที่ได้รับมอบวุฒิบัตรในวันนี้ซึ่งสามารถนำทักษะไปถ่ายทอดความรู้และติดตั้งระบบต่างๆ ที่อบรมมาได้ ซึ่งมีแผนร่วมกันติดตั้งชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับการบริโภคแบบอัตโนมัติให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 17 แห่ง ในระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ฉะเชิงเทรา, สระแก้ว, แม่ฮ่อง สอน, เชียงใหม่, พะเยา, สุราษฎร์ธานี, สงขลา, สุรินทร์, อำนาจเจริญ, มุกดาหาร และ สกลนคร

“จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นความร่วมมือที่พิเศษอย่างมาก ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญ ในการช่วยเหลือยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและประชาชนให้ดีขึ้น เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดในการอุปโภคและบริโภค การพัฒนาจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้น” รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวทิ้งท้าย


พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ที่ปรึกษา ตร. และภริยา เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่กิมล้วน กัลยานุกูล

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และภริยา เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่กิมล้วน กัลยานุกูล

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 เวลา 19.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และคุณภคมน พิมลศรี ภริยา ได้เดินทางมาเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่กิมล้วน กัลยานุกูล คุณย่าของนางสาวสโรชา แดงศิริ ณ วัดหงษ์ปทุมาวาส (วัดมอญ) ถนนเทศปทุม ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เห็ดเผาะไม่ต้องพึ่งไฟป่า” งานวิจัยชี้ทางออก ลดหมอกควัน สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชนเหนือ

“เห็ดเผาะไม่ต้องพึ่งไฟป่า” งานวิจัยชี้ทางออก ลดหมอกควัน สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชนเหนือ

ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อที่ว่า “การเผาป่าจะช่วยให้เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบออกดอกจำนวนมาก” สามารถเก็บไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางวิชาการกลับพบว่าเห็ดเผาะไม่ได้ต้องการไฟป่าโดยตรงในการเจริญเติบโต เห็ดเผาะจัดเป็นเห็ดในกลุ่มไมคอร์ไรซา ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับรากพืช โดยเห็ดจะได้รับน้ำตาลจากพืช ขณะที่พืชได้รับน้ำและแร่ธาตุจากเส้นใยของเห็ด ซึ่งพืชอาศัยสำคัญของเห็ดเผาะในประเทศไทย ได้แก่ ไม้วงศ์ยาง เช่น เต็ง รัง พลวง เหียง ยางนา และตะเคียนทอง ซึ่งพบมากในป่าเต็งรัง โดยเห็ดชนิดนี้ต้องการสภาพแวดล้อมที่มีแสงแดดส่องถึงและมีความชื้นพอเหมาะ

สาเหตุที่มักพบเห็ดเผาะจำนวนมากหลังไฟป่า ไม่ได้เกิดจากไฟเป็นปัจจัยจำเป็น แต่เป็นเพราะไฟช่วยเปิดพื้นที่ ทำให้แสงส่องถึงพื้นป่า และลดเศษใบไม้ปกคลุม ส่งผลให้มองเห็นเห็ดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งสภาพพื้นที่โล่งหลังไฟไหม้ยังเอื้อต่อการเกิดดอกเห็ดในบางช่วงเวลา จากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแนวทางจัดการป่าแบบใหม่ ผ่านโครงการ “การใช้เห็ดป่าไมคอร์ไรซาเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างยั่งยืน” ซึ่งต่อยอดสู่แนวคิด “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” โดยใช้พื้นที่แนวกันไฟเป็นพื้นที่ทดลองเติมหัวเชื้อสปอร์และเส้นใยเห็ดเผาะ เพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดในป่าชุมชน ควบคู่กับการป้องกันไฟป่า โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านตอง ตำบลครึ่ง และป่าชุมชนบ้านแก่นเจริญ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการสนับสนุนงานวิจัยที่นำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริงในพื้นที่ ภายใต้แผนงานประเด็นมุ่งเป้าตามยุทธศาสตร์ (ววน.) “แผนงานประเทศไทยปลอดดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือ)” และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการทดลองและขยายผลในระดับพื้นที่ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ ช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจาก “ความเชื่อ” สู่ “ความรู้” บนฐานวิทยาศาสตร์ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” จึงนับเป็นอีกหนึ่งความหวังของการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนหันมาดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน