“อาจารย์เชน” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. หนุนงานวิจัยวัฒนธรรมดนตรี “ท่าสยาม” สร้างคุณค่าวัฒนธรรมไทยสู่สากล

“อาจารย์เชน” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. หนุนงานวิจัยวัฒนธรรมดนตรี “ท่าสยาม” สร้างคุณค่าวัฒนธรรมไทยสู่สากล

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 : ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการแสดงดนตรีในหัวข้อ “ท่าสยาม ท่าเรือนานาชาติจันทบุรี” การแสดงดนตรีเพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในวาระที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) เฉลิมพระเกียรติครบ 100 ปี ภายใต้โครงการวิจัยดนตรีประจำชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านดนตรี สร้างคนดนตรีและวัฒนธรรมดนตรีให้เป็นวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, รองศาสตราจารย์พอพันธ์ สุทธิวัฒนะ อธิการบดี มหา วิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ณ หอประชุมสิริรำไพพรรณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า การวิจัยเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาประเทศ โดยการแสดงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้าในจังหวัดจันทบุรีครั้งนี้ เป็นการต่อยอดงานวิจัยด้านดนตรีสู่การสร้างสรรค์สังคมร่วมสมัย ผ่านการสะท้อนอัตลักษณ์ “ท่าสยาม” เมืองท่านานาชาติที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมระบุว่า บท เพลงสามารถสร้างพลัง ความเข้าใจ และความผูกพันในสังคมได้ อีกทั้งการยกระดับบทเพลงท้องถิ่นสู่สากล ถือเป็นนวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่สำคัญ นอกจากนี้ UNESCO ยังยกย่องสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในวาระครบรอบ 100 ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาและการพัฒนาสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีถือเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีกด้วย

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง (ผวช.) กล่าวว่า มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) โครงการ “ท่าสยาม ท่าเรือนานาชาติจันทบุรี” ได้ศึกษามรดกทางดนตรีในพื้นที่ประวัติศาสตร์ และถ่ายทอดคุณค่าของเมืองจันทบุรีผ่านการแสดงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา โดยการแสดงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการบรรเลงบทเพลง แต่เป็นการเล่าเรื่องเมืองจันทบุรีผ่านเสียงดนตรี ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความทรงจำของผู้คนในท้องถิ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนเวทีแห่งศิลปะร่วมสมัย “ดนตรีมีพลังเชื่อมโยงผู้คน สร้างจินตนาการ สร้างความเข้าใจ และหล่อเลี้ยงความผูกพันระหว่างกัน การนำบทเพลงท้องถิ่นมาพัฒนาและนำเสนอในรูปแบบสากล จึงเป็นทั้งการเชิดชูมรดกทางวัฒนธรรม และการเปิดพื้นที่ให้ศิลปะไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติอย่างสง่างาม”

ขณะที่ นายธวัชชัย นามสมุทร กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีมีความโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยเผยแพร่อัตลักษณ์ของจังหวัดผ่านพลังของดนตรีและศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า โครงการ “ท่าสยาม ท่าเรือนานาชาติจันทบุรี” เป็นการนำงานวิจัยด้านดนตรีมาผสมผสานกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อสร้างการเรียนรู้และถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมผ่านการแสดงดนตรีร่วมสมัย โดยมุ่งหวังให้บทเพลงท้องถิ่นได้รับการยกระดับสู่เวทีนานาชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทย

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของงานวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ และพลังสร้างสรรค์ของชุมชน ผ่านเสียงดนตรีที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

อนุกมธ.กีฬา สว. ชี้สเปก ผู้ว่ากกท.คนใหม่ บริการเก่ง-โปร่งใส ไร้การเมืองแทรกแซง

อนุกมธ.กีฬา สว. ชี้สเปกผู้ว่ากกท.คนใหม่ บริการเก่ง-โปร่งใส ไร้การเมืองแทรกแซง ด้าน “สว.จำลอง” เปรียบกกท.เป็นคนป่วยหนัก ต้องการหมอผ่าตัดใหญ่-แนะกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครอย่างเข้มข้นและเป็นสากล

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายชัยธัช เพราะสุนทร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาความคืบหน้าการสรรหาผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยมีนายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายบริหาร นายยุธยา จีนหีต ผอ.ฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ น.ส.ดารินทร์ วิกรานตโนรส ผอ.กองบริหารทรัพยากรบุคคล นายประวิทย์ เมตตา ผอ.ฝ่ายการคลังกองทุน นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเข้าชี้แจง

นายชัยธัชฯ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้บอร์ดการกีฬาแห่งประเทศไทยพิจารณาเห็นชอบสรรหาผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย แม้กระบวนการล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2 เดือนจากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ทางอนุกมธ.กีฬาก็อยากให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 หากไม่สามารถแต่งตั้งได้ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกระบวนการก็จะมีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเพื่อให้การบริหารงานดำเนินต่อเนื่อง

นายจำลอง อนันตสุข รองประธานอนุกรรมาธิการกีฬา วุฒิสภา กล่าวว่า ปัจจุบันการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรที่ตกอยู่ในภาวะคล้ายคนป่วยหนัก ต้องการหมอมาผ่าตัดใหญ่ ดังนั้นกกท.จะต้องเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาซึ่งต้องกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจนและต้องมีความเชี่ยวชาญแต่ละด้านมาเป็นกรรมการสรรหาผู้ว่ากกท.คนใหม่ ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติเป็นเลิศในการบริหารงานกีฬา

“อาการป่วยแรกคือ เส้นเลือดอุดตัน งบประมาณของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่เปรียบเสมือนเลือดที่ต้องถูกส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่กลับเกิดอาการอุดตัน ด้วยเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่ซับซ้อนเกินจำเป็น ทำให้น้ำเลี้ยงไม่ไหลไปสู่ตัวนักกีฬาและบุคลากรทางตรง เราจึงมักได้ยินข่าวสมาคมกีฬาหรือนักกีฬาต้อง สำรองเงินจ่ายไปก่อน หรือ งบตกค้าง นานนับปี ปัญหานี้สร้างความอ่อนแอให้ระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งก็คือความพร้อมของนักกีฬา จนบางครั้งกล้ามเนื้อลีบแบนเพราะขาดสารอาหารต่อเนื่อง อีกโรคที่พบคืออาการสายตาสั้นและโฟกัสผิดจุดมองภาพระยะไกลไม่ชัด เช่น การขยายฐานกีฬาเพื่อมวลชนและการสร้างสวัสดิ การระยะยาว แต่กลับไปโฟกัสหนักกับกิจกรรมระยะสั้นหรืองานอีเวนต์บางประเภทที่สร้างความกระปรี้กระเปร่าชั่วคราว การพัฒนาเยาวชนและระบบการคัดกรองสร้างฐานนักกีฬาหน้าใหม่ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานผู้ตัดสินและผู้ฝึกสอนให้เป็นสากล ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร ทำให้ไทยเริ่มขาดช่วงสายเลือดใหม่ในหลายสมาคมกีฬา โรคต่อมาคือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ถูกการแทรกแซงจนขาดเอกภาพ ไม่มีเกราะป้องกันจากขั้วอำนาจทางการเมืองหรือการแทรกแซงในสมาคมกีฬาต่างๆ การบริหารงานหลายครั้งไม่ได้ยึดโยงกับระบบ คุณธรรมและความสามารถ แต่ขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์และขั้วอำนาจในขณะนั้นนโยบายก็เปลี่ยนตามความต้องการผู้บริหารใหม่ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการรักษาตัวระยะยาว ยาที่จ่ายให้คนไข้จึงเปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ ตามใจหมอคนใหม่“ สว.จำลองฯ กล่าวในตอนท้าย

ทั้งนี้ ที่ประชุมอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา เสนอให้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครอย่างเข้มข้นโปร่งใสและเป็นสากลเพื่อลดการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมเน้นย้ำว่าผู้นำองค์กรควรมีวิสัยทัศน์และความสามารถด้านบริหารจัดการองค์กรและงบประมาณควบคู่กับความรู้ด้านกีฬา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เสริมสมรรถนะเยาวชนด้านปัญญาประดิษฐ์ จัดอบรมเขียนโปรแกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร สร้างทักษะสู่การปฏิบัติ

วช. เสริมสมรรถนะเยาวชนด้านปัญญาประดิษฐ์ จัดอบรมเขียนโปรแกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร สร้างทักษะสู่การปฏิบัติ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2569 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม นายธนกนก หงส์ประสงค์ กรรมการอาวุโสของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร บุคลากร (วช.) นักเรียน นิสิตและนักศึกษา เข้าร่วม ณ ลานนิทรรศการหมุนเวียน อาคาร วช. 8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนโปร แกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร เพื่อเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์แก่นักเรียนและนักศึกษา โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การวางแผนการบิน การออกแบบการแปรอักษร ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมควบคุมโดรนอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณการแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสร้างสรรค์ นวัต กรรม

นายธนกนก หงส์ประสงค์ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ร่วมกับ (วช.) จัดกิจกรรม “การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร” ระหว่างวันที่ 22–23 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านการเขียนโปรแกรมและเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคดิจิทัล ซึ่งการอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนกว่า 30 ทีม จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ร่วม 100 คน โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้านการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนด้านเทคโนโลยีโดรนของประเทศไทย

ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือคิด ออกแบบ และพัฒนาศักยภาพด้านการเขียนโปรแกรมและเทคโนโลยีโดรนอย่างสร้างสรรค์


ออเดอร์ล้น !! ข้าวหลามในกะลามะพร้าวอ่อน เมนูขนมไทยโบราณ

จังหวัดลพบุรี – ข้าวหลามในลูกมะพร้าว ขนมไทยแนวใหม่ทำง่ายไม่ต้องใช้กระบอกไม้ไผ่ที่เริ่มหายาก และความอร่อยที่เข้าไม่ถึงทุกอนูของขนม “ข้าวหลามในกะลาป้าติ๋ม” ทางเลือกใหม่ขนมไทยโบราณ เริ่มทำขายยังไม่ถึงเดือน ยอดอเดอร์ลูกค้าที่สั่งซื้อวันละ เป็น 100 รายต่อวัน เป็นการสร้างอาชีพ ต่อยอดสร้างรายให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ที่อำเภอเมืองลพบุรี “ข้าวหลามกะลาป้าติ๋ม” หรือข้าวหลามในลูกมะพร้าว เจ้าแรก เป็นเมนูขนมไทยประยุกต์ ที่ดัดแปลงจากการใช้กระบอกไม้ไผ่มาเปลี่ยนมาใส่ในกะลามะพร้าวอ่อนแทน เพิ่มความอร่อยแถมได้รสชาติหอมหวานมันจากกะทิและเนื้อมะพร้าวแท้ๆ เปิดขายไม่ถึงเดือนยอดสั่งซื้อพุ่งกระฉูด กลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว จากเช่าร้านขายริมทางขณะนี้ทำแทบไม่ทัน ต้องขยับขยายเวลา กลับมาทำอยู่ที่บ้านเปิดวอล์คอินลูกค้าตลอดทั้งวัน

นายสรวิชญ์ ปลื้มมาก อายุ 53 ปี ได้คิดค้นสูตรการทำข้าวหลามในลูกมะพร้าวอ่อน เปิดออเดอร์ทดลองขาย ด้วยการนำมะพร้าวพันธุ์ดีมาเป็นภาชนะใส่ข้าวเหนียว ข้าวที่ตั้งชื่อเรียกว่า ”ข้าวหลามกะลา” โดยได้สาธิตวิธีทำโดยเอาข้าวเหนียวดำที่นึ่งสุก มาคลุกเค้ากับเนื้อมะพร้าวอ่อน ถั่วดำ และเผือก แล้วราดด้วยน้ำกะทิที่ปรุงตามสูตรทำเองคลุกเค้าให้เข้ากันจนฉ่ำ แล้วตักใส่ในกะลามะพร้าว ก่อนนำขึ้นไปขึ้นไปย่างบนเตาถ่านในกะลามังสแตนเลสด้วย ความร้อนพอประมาณใช้เวลา 20 นาที จะเห็นน้ำกะทิเดือดปุดๆ อยู่ในกะลานั้นคือสุก พร้อมรับประมาณ ก่อนนำมาโรยหน้าด้วยเนื้อมะพร้าวถั่วดำ เผือก และข้าวโพด อีกครั้งเพื่อเพิ่มความสวยงาม หอมมัน น่ารับประทาน

นายสรวิชญ์ เจ้าของสูตรข้ามหลามกะลาป้าติ๋ม (ชื่อของแม่) ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ที่มาของข้าวหลามกะลาป้าติ๋ม เป็นเจ้าแรกของจังหวัดลพบุรี ตนเองได้เริ่มทำขายได้เกือบ เดือน โดยได้คิดสูตรขึ้นมาเอง ช่วงแรกไปเช่าหน้าร้านทำขายริมทาง แต่ด้วยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี บางรายเดินทางมาจากต่างจังหวัด แวะมาซื้อแต่ของหมดก่อน จนต้องคิดปรับกลยุทธให้ลูกค้าที่มาซื้อ ได้กลับไปรับประทานกันได้ทุกคน จึงเปลี่ยนมาทำขายกันอยู่บ้านทั้งหมด 3 ชีวิต ตนเอง แม่ติ๋ม และภรรยา แล้วเปิดหน้าร้านที่บ้านพัก ภายหมู่บ้านสิรัญญา 3 ต.ถนนใหญ่ อ.เมือง โดยทำการประชาสัมพันธ์จากออนไลน์ เปิดวอล์คอินที่บ้านลูกค้าทุกคนมาซื้อแล้วจะได้ของอร่อยไปทุกคน เพราะตนและครอบครัวมีเวลาทำกันแต่เช้าตรู่ทำให้ขณะนี้มีออเดอร์ สั่งซื้อเข้ามาดีมากจนต้องขยายเวลา ทำตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ให้ทันพร้อมส่ง และยังส่งฟรีให้กับลูกค้าในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี นอกจากนี้ยังมีแม่ค้าจากจังหวัดใกล้เคียงสั่งออเดอร์มาเพื่อเอาไปขายต่อหน้าร้าน ซึ่งบางวันต้องใช้ลูกมะพร้าวผลิตทำข้าวหลามกะลา ป้าติ๋มวันละ100 – 200 ลูกต่อวัน ขายราคาลูกละ 35 บาท หรือ3 ลูก 100 บาท ต่อไปคาดจะต้องเพิ่มเป็น 300 ลูก/วัน ปริมาณ และความอร่อยเหมือนเดิม

นายสรวิชญ์ เล่าต่อว่า “ก่อนหน้านนี้ตนกับภรรยา ได้เปิดขายอาหารสุกี้ กับขนมบ้าบิ่นมานานหลายปี จนกระทั่งมีแนวคิดอยากทำขนมดีๆ ให้คนลพบุรีได้กินกัน จึงทำข้าวหลามกะลาที่คิดสูตรเอง ช่วงแรกทำขายแล้วก็มีลูกค้าตอบรับดี จนขยายโอกาสตัวเอง และไม่จำเจสำหรับลูกค้า จึงได้ทำสังขยากะลามะพร้าวอ่อนเพิ่มขึ้นมาอีกเมนู ก็ได้รับการต้อนรับไม่แพ้กันกับข้าวหลามกะลา ซึ่งในไม่ช้าก็จะมีขนมหม้อแกงแกงกะลาอร่อยๆ ให้ลุกค้าได้ชิมลิ้มลองอีกเมนู เพียงจะจำกัดการผลิตให้ได้วันละประมาณ 300 ลูก เพื่อให้ทันออเดอร์ลูกค้าที่ต้องการก่อน อย่างไรก็ตามตนเอง ยังคงคิดที่จะต่อยอด การนำมะพร้าว กะลามะพร้าวติดเนื้อ มาทำเป็นขนมโดยใช้มะพร้าวทั้งลูกต่อไป ไม่ให้เกิดการสูญเปล่า ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เมื่อกินขนมหมดแล้ว กะลามะพร้าวมาทำเป็นกระบวยตักน้ำกินที่บ้านเหมือนสมัยอดีตโบราณที่ผ่านมา …….ร้านข้าวหลามกะละป้าติ๋มหมายเลขโทรศัพท์ 083-9144644


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

รวบชายวัย 50 อ้างเป็น ผบช.ภ.1 ย่องบุกรุกบ้านย่านปากน้ำกลางดึก เจ้าของบ้านตื่นมาเจอ เนียนอ้างเป็นตำรวจจับคดียา

รวบชายวัย 50 อ้างเป็น ผบช.ภ.1 ย่องบุกรุกบ้านย่านปากน้ำกลางดึก พอเจ้าของบ้านตื่นมาเจอเนียนอ้างเป็นตำรวจจับคดียา เจ้าตัวรับแค่บุกรุก ปฏิเสธลักทรัพย์

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัว หน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เผยความคืบหน้าจากกรณีชายอ้างตัวเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เดินสายพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จนมีคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น ดังนี้

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.จักรกฤช ศรีโรจนากูร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมนายสมมาตร ทองนวล อายุ 50 ปี ชายที่ปรากฏอยู่ในคลิปและอ้างตัวเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้แล้ว

จากการสืบสวนทราบว่า ก่อนหน้าที่คลิปจะถูกเผยแพร่เพียง 1 วัน คือช่วงคืนวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ต้องหารายดังกล่าวได้ก่อเหตุพยายามลักทรัพย์ภายในบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ย่านปากน้ำ โดยอาศัยช่วงเวลากลางดึกเข้าไปภายในบ้านพัก ขณะที่เจ้าของบ้านกำลังนอนหลับ ก่อนเจ้าของบ้านจะตื่นขึ้นมาเห็นผู้ก่อเหตุกำลังพยายามหยิบกระเป๋าเงินภายในห้องนอน จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น

ระหว่างนั้นชายผู้ก่อเหตุได้อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเข้ามาติดตามผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่หลบหนีเข้ามาในพื้นที่บ้านดังกล่าว ก่อนจะรีบหลบหนีออกจากบ้านพักไป หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนพบคลิปชายอ้างตัวเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ จึงตรวจสอบลักษณะบุคคลและพฤติการณ์ ก่อนเชื่อว่าน่าจะเป็นบุคคลเดียวกัน เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน กระทั่งสืบทราบว่าผู้ก่อเหตุพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ย่านตำบลบางโปรง จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด

สอบสวนเบื้องต้น นายสมมาตรยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปจริง ส่วนคดีบุกรุกเคหสถานในยามวิกาล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่ในข้อหาพยายามลักทรัพย์ยังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่มีเจตนาเข้าไปลักทรัพย์แต่อย่างใด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ชอบแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และมักอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องหาจะอาศัยช่วงไม่มีคนอยู่บ้านเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ แต่หากถูกพบเห็นก็จะอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ทันที


คึกคัก !! แข่งขันผิวมะพร้าวขาว ชิงเงินรางวัล กว่า 10,000 บาท ในงานประจำปี วัดอ่างทอง 2569

ประจวบคีรีขันธ์ – คึกคัก !! แข่งขันผิวมะพร้าวขาว ชิงเงินรางวัล กว่า 10,000 บาท ในงานประจำปี วัดอ่างทอง 2569

วันที่ 24 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการวัดอ่างทอง ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะ แก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดงานประจำปีปิดทองหลวงปู่เขียว และ หลวงปู่ท้วม หลวงพ่อสำรวม ขึ้น ในระหว่างวันที่ 24-31 พ.ค. 69 โดยไฮไลท์ของงานโดยเฉพาะ ในการแข่งขันผิวมะพร้าวขาว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวสวนมะพร้าวอำเภอทับสะแก ที่ขึ้นชื่อว่ามีมะพร้าวที่มันที่สุดในประเทศไทย

สำหรับการแข่งขันนั้น คณะกรรมการได้มีการรับสมัครชาวบ้าน ที่มีความชำนาญในการผิวมะพร้าวเป็นประจำตามล้งมะพร้าวต่างๆ โดยมีผู้สนใจที่คิดว่าผิวมะพร้าวได้ไวที่สุดเข้ามาแข่ง ขันกว่า 70 ราย โดยกติกาในการแข่งขันคือ ต้องผิวมะพร้าวให้สะอาดที่สุด และมากที่สุด ภายใน 1 ชั่วโมง ใครได้มากคือผู้ชนะ

รอบแรกจากผู้แข่งขันกว่า 70 คน คัดผู้ผ่านเข้ารอบ 2 เหลือ 20 คน จากนั้นมาแข่งชิงชนะเลิศ สำหรับผู้แข่งขันชิงชนะเลิศเมื่อคณะกรรมการผู้จัดการแข่งขันเป่านกหวีดนักผิวมะพร้าวที่มีอาชีพผิวมะพร้าวทั้งหลายต่างก็ลงมืออย่างขะมักเขม้นเพื่อผิวมะพร้าวให้สะอาดให้ได้จำนวนมากที่สุดโดยใช้เวลาในการแข่งขัน 1 ชั่วโมง โดยจะมีคณะกรรมการดูและคัดเลือกเมื่อหมดเวลาภายใน 1 ชั่วโมงจึงนำมะพร้าวขาวที่ผิวได้ใส่ในตะกร้าไปชั่งน้ำหนักหลังจากหักตะกร้าออกแล้วก็จะเหลือปริมาณสุทธิที่ว่าใครได้มะพร้าวน้ำหนักมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะเลิศ โดยมีคณะกองเชียร์แต่ละคนเข้ามาร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก

ผลการตัดสินปรากฏว่าผู้ที่ชนะเลิศอันดับที่ 1 ผิวมะพร้าวได้จำนวน 55.2 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 5,000 บาท, อันดับที่ 2 ได้น้ำหนัก 53.4 กิโลกร้ม ได้เงินรางวัล 4,000 บาท, อันดับที่ 3 ได้ 48.8 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 3,000 บาท, อันดับที่ 4 และที่ 5 ได้ ได้เงินรางวัล 2,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัลเงินรางวัลคนละ 1,000 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับเงินรางวัลทางล้งมะพร้าว ของ บริษัทนิลทองแท้ โคโค่นัท จำกัด ของคุณสาวชล และ คุณกาญจนา จ้อยร่อย จะจ่ายให้เป็นเงินค่าผิวมะพร้าวที่ผิวได้กิโลกรัมละ 2 บาท สร้างความสนุกสนานภายในงาน ซึ่งในปีหน้าทางเจ้าอาวาสวัดอ่างทอง ก็จะเพิ่มเงินรางวัลรางวัลที่ 1 เป็น 10,000 บาท สำหรับงานจะมีไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยจะมีมหรสพทุกคืน


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

รมว.“วราวุธ” ขอคำชี้แนะพร้อมแลกเปลี่ยนความเห็น จากจองชัย อดีต รมช.กระทรวงแรงงาน ก่อนล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

สุพรรณบุรี – รมว.“วราวุธ”พูดคุย-ขอคำชี้แนะ-แลกเปลี่ยนความเห็น จากจองชัย อดีต รมช.กระทรวงแรงงาน ก่อนล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ สส.-ผู้บริหารท้องถิ่นในสุพรรณบุรีอย่างเป็นกันเอง

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางมายังสำนักงานนายจองชัย เที่ยงธรรม ณ บ้านกล้วย ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อพบปะพูดคุยกับนายจองชัย อดีตสส.สุพรรณบุรีหลายสมัย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีนายจองชัยและนางมุกดา เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ภริยา ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

โดยนายวราวุธได้มีการพูดคุย ขอคำชี้แนะ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความเห็นกับนายจองชัยซึ่งเป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาหลายตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ยังได้แวะสวัสดีผู้หลักผู้ใหญ่ ทักทายผู้บริหารท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนที่สำนักงานนายจองชัย รวมถึงถ่ายรูปร่วมกันอย่างเป็นกันเอง

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายจองชัย นางมุกดา โดยมีนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณ บุรี เขต 4 พรรคภูมิใจไทย และนายบารมี เที่ยงธรรม นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกร่าง บุตรชายของนายจองชัย รวมถึงผู้นำท้องถิ่นในหลายตำบลและหลายอำเภอในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อาทิ อำเภอด่านช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอหนองหญ้าไซ และนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันอย่างเป็นกันเอง


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ตำรวจชุดสืบเมืองมุกดาหาร ตามหาจนเจอ ! พลเมืองดีเก็บกระเป๋าคุณยายชาวลาว ส่งคืนครบทุกชิ้น ลูกสาวข้ามสะพานรับของสุดดีใจ

มุกดาหาร – ตำรวจชุดสืบเมืองมุกดาหาร ตามหาจนเจอ พลเมืองดีเก็บกระเป๋าคุณยายชาวลาว ส่งคืนครบทุกชิ้น ลูกสาวข้ามสะพานรับของสุดดีใจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เร่งติดตามหากระเป๋าสูญหายของคุณยายชาวลาว หลังตรวจสอบจุดเกิดเหตุ สอบถามพยานแวดล้อม และไล่ตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียด กระทั่งพบพลเมืองดีเก็บกระเป๋าไว้ได้บริเวณตลาดติดสี่แยกสิงห์คะนองนา ถนนเลียบโขง ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ก่อนนำส่งคืนเจ้าของครบทุกชิ้น สร้างความดีใจและความโล่งใจให้กับครอบครัวอย่างมาก

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ทราบว่าหลังเกิดเหตุมีชาวบ้านรายหนึ่งเก็บกระเป๋าได้บริเวณใกล้ตลาดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบยังบ้านพักของพลเมืองดีเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก่อนพบว่าสิ่งของทั้งหมดภายในกระเป๋ายังคงอยู่ครบ ไม่มีการสูญหายแต่อย่างใด

พลเมืองดีเปิดเผยว่า หลังเก็บกระเป๋าได้ ได้นำกลับไปตรวจสอบที่บ้าน แต่ไม่พบเอกสารหรือข้อมูลติดต่อเจ้าของ จึงเก็บรักษาไว้ภายในบ้าน โดยไม่มีเจตนาครอบครองทรัพย์สิน เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะนำส่งคืนให้ใคร อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวต้องรีบเดินทางไปเฝ้าไข้ญาติที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

นอกจากนี้ พลเมืองดียังระบุอีกว่า ตนมีอาชีพทำไร่ทำสวน และไม่ได้เล่นสื่อสังคมออนไลน์ จึงไม่ทราบข่าวการประกาศตามหาของเจ้าของกระเป๋า กระทั่งวันนี้เดินทางกลับมาถึงบ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเดินทางมาติดตามสอบถาม จึงรีบนำกระเป๋าพร้อมทรัพย์สินทั้งหมดส่งมอบคืนทันที

ต่อมา วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) เวลาประมาณ 17.00 น. นางสาวสายทิพย์ มีทรัพย์ อายุ 41 ปี บุตรสาวของคุณยายขัน ทะลี ได้เดินทางข้าม สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 มารับสิ่งของคืนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความดีใจและความซาบซึ้งใจของครอบครัวที่ได้รับทรัพย์สินคืนครบถ้วน

ทั้งนี้ ครอบครัวของคุณยายได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และพลเมืองดีที่ช่วยเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เป็นอย่างดี จนสามารถส่งคืนเจ้าของได้อย่างปลอดภัย


มุกดาหาร / ทรงสิทธิ์ สาระกิจ รายงานจากจังหวัดมุกดาหาร

“กองทัพภาคที่ 2” มอบทุนการศึกษา ให้แก่บุตรของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ประจำปี 2569

“กองทัพภาคที่ 2” มอบทุนการศึกษา ให้แก่บุตรของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ประจำปี 2569

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑิชา รักศิลป์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ประจำปี 2569 ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,686,500 บาท

โดยทุนการศึกษาในครั้งนี้ มอบให้แก่บุตรกำลังพลที่สังกัดส่วนราชการในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 และกองร้อยกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสทางการศึกษา สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ตลอดจนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของกำลังพล เพื่อสร้างขวัญ สร้างกำลังใจให้แก่บุตรหลานในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #สมาคมแม่บ้านทหารบก #มอบทุนการศึกษา #ค่ายสุรนารี #นครราชสีมา #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

หลานทาสยาบ้า ลักทองยาย 2 บาท ซุกกระติบข้าว ตำรวจโพนสวรรค์บุกรวบคาที่นอน

นครพนม – หลานทาสยาบ้าลักทองยาย 2 บาทซุกกระติบข้าว ตำรวจโพนสวรรค์บุกรวบคาที่นอน

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบลบ้านค้อ สภ.โพนสวรรค์ ได้รับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์คราบน้ำตาจากคุณยายอายุประมาณ 70 ปี รายหนึ่ง ในพื้นที่บ้านนาคำ หมู่ 16 ต.บ้านค้อ อ.โพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ว่าถูกหลานชายแท้ๆ ซึ่งมีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างหนัก ก่อเหตุลักเล็กขโมยน้อยสิ่งของภายในบ้านมาโดยตลอด และล่าสุดได้ก่อเหตุฉกสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 บาท ของคุณยายหายไป ทำให้ครอบครัวต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวงและทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง

ล่าสุดวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมายพบตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ กำลังนอนหลับสบายอยู่บนที่นอนอย่างไม่สะทกสะท้าน เจ้าหน้าที่จึงทำการควบคุมตัวและตรวจค้นอย่างละเอียดก็พบ สร้อยทองคำหนัก 2 บาท ของคุณยาย ถูกนำไปซุกซ่อนอยู่ภายในกระติบข้าวเหนียว นอกจากนี้ยังพบยาบ้าอีกจำนวน 2 เม็ด พร้อมอุปกรณ์การเสพ ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวบ้าน จึงได้ยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบสวนโดย พ.ต.ท.ประทีป เพิ่มพูน สว.สอบสวน สภ.โพนสวรรค์ ผู้ต้องหาจำนนด้วยหลักฐานและสารภาพว่า ได้ลงมือลักทรัพย์สร้อยทองของคุณยายไปจริงเพื่อเตรียมไปขายนำเงินไปซื้อยาเสพติด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาหนัก ลักทรัพย์ในเคหสถานและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป


ภาพ/ข่าว กิตติ หงษาวงศ์(หลาวเหล็ก) / เทพข่าวร้อน รายงาน