นบ.ยส.24 ผนึกกำลังแถลงมาตรการปราบปรามยาเสพติด มอบนโยบายเข้ม เน้นการสกัดกั้น และปฏิบัติการเชิงรุก

นบ.ยส.24 ผนึกกำลังแถลงมาตรการปราบปรามยาเสพติด มอบนโยบายเข้ม เน้นการสกัดกั้น และปฏิบัติการเชิงรุก

พล.ท. วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 เป็นประธานการประชุมแถลงคำสั่งและมอบนโยบายการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อชี้แจงกรอบการดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ และแนวทางบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน พร้อมเน้นย้ำแนวทางปฏิบัติแก่หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาลและ ป.ป.ส. ณ ห้องประชุมพระยอด บก.มทบ.210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม

โดยเน้นย้ำการขับเคลื่อนการแก้ไขและปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ตัดวงจรเครือข่ายตามแนวชายแดน ยกระดับงานด้านการข่าว เพิ่มความเข้มงวดการลาดตระเวนและจุดผ่อนปรน ปิดกั้นการลักลอบนำเข้า บังคับใช้กฎหมายขยายผลจากผู้เสพสู่ผู้ค้า พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนชายแดน และประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นและภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส

จากนั้น มทภ.2 ได้เดินทางไปยัง บก.นรข. อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน รับชมการสาธิตอุปกรณ์และเครื่องมือพิเศษที่ได้รับการสนับ สนุนจากสำนักงาน ป.ป.ส. รวมถึงการปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นทางน้ำ เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบกระทำผิดตามแนวชายแดน โดยเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง การป้องกันและปราบปรามขบวนการแก๊ง “สแกมเมอร์” (Scammer) ตลอดจนการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบอื่นๆ ตามแนวชายแดน

#นบยส24 #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

ป.ป.ช.ภาค 1 ลงพื้นที่ลพบุรี เข้มมาตรการเฝ้าระวังป้องปรามการทุจริต

จังหวัดลพบุรี – ป.ป.ช. จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ลงพื้นที่เฝ้าระวังและป้องปรามการทุจริต ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรีมาตรการเฝ้าระวังในการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่ จ.สระบุรี

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 21 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมลพบุรีอินน์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 1 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการภายในจังหวัดลพบุรี ผู้แทนจากหน่วยงานราชการภายในจังหวัดสระบุรี และสื่อมวลชนเข้าร่วมโครงการ ในการนี้ นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาส สื่อมวลชนทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ ได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้าใจในกระบวนการทำงานที่ถูกต้อง แล้วนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการต่อต้านการทุจริต และการลงไปศึกษาดูงานในพื้นที่ สามารถนำความรู้ ข้อเท็จจริงที่ได้รับไปเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อสร้างความตระหนัก ถึงปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นของการทุจริตร่วมกัน ตลอดจนการได้รับมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช. ด้วย

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในพิธีเปิดโครงการฯ ว่างาน ป.ป.ช. มีการปรับปรุงกลไกเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมทั้งการเพิ่มมาตรการวิธีการ เพื่อส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อยกระดับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปัจจุบันสังคมไทยมีความตื่นตัวในการต่อต้านการทุจริตมากขึ้น สำนักงาน ป.ป.ช. มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริต หน่วยงานภาครัฐเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะงานสื่อสารกับสื่อมวลชน ซึ่งมีอิทธิพลในการขยายผลการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่อต้านการทุจริตไปสู่สังคม ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ ด้วยการให้บุคคลในกลุ่มนี้มีองค์ความรู้เรื่องการทุจริตและเสริมสร้างบทบาทการขับเคลื่อนงานสื่อสารสร้างกระแสสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต เกิดความเชื่อมั่น และความไว้วางใจต่อระบบการรับเรื่องร้องเรียน การแจ้งเบาะแสของสำนักงาน ป.ป.ช. ว่ามีการปกป้องผู้ร้องเรียนอย่างแท้จริง และสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

นอกจากนี้ ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชน เพราะท่านคือหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการต่อต้านการทุจริต ช่วยเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารการทุจริตคอร์รัปชั่น ให้คนในสังคมได้ทราบ และรับรู้ถึงผลเสียหายอันร้ายแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งท่านสามารถแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การร่ำรวยผิดปกติต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านศูนย์ CDC หรือหมายเลขโทรศัพท์ 1205 และขอให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับและมีความปลอดภัย” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีการเสวนาในประเด็นมาตรการเฝ้าระวังการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐการลงพื้นที่พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังในการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ กรณีการติดตั้งเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง (แสตนเลส) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี จำนวน 3 แห่ง ได้แก่เทศบาลตำบลท่าศาลา องค์การบริหารส่วนตำบลงิ้วราย และองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์เก้าต้น พร้อมทั้งประชุมติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดลพบุรี และการเสวนาในประเด็นการติดตั้งเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง (แสตนเลส) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี และประชุมติดตามเรื่องการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะฯ เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจในเขตรับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม และพื้นที่ช่องเสม็ด อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับทราบสถานการณ์ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญและกล่าวให้โอวาทเพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งยังได้รับมอบเงินสนับสนุนจาก “กลุ่มคนไทยใจดี ชิคาโก สหรัฐอเมริกา” และ “คณะศิษย์เก่า รว.สศ.07” ที่ได้ร่วมแสดงน้ำใจและสนับสนุนภารกิจของกองทัพในครั้งนี้ด้วย

ในการนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณในความเมตตาและน้ำใจของพี่น้องประชาชนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่เห็นถึงความสำคัญของกำลังพลแนวหน้า พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่า กองทัพภาคที่ 2 จะปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทยและความสุขของประชาชนให้ยั่งยืนต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

“ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2” ผู้ใหญ่ใจบุญ สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจ

“ทีปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2” ผู้ใหญ่ใจบุญซื้อชุดนักเรียนพร้อมรองเท้าให้เด็กยากจนกตัญญู สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์โมเดลต้นแบบเล็กๆ ที่หว่านในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จะพาไปชมเรื่องราวที่น่าชื่นชมเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวของเด็กที่ยากจนกตัญญูต่อพ่อแม่ของ เด็กชายดวงจันทร์ พยัค์ฆะ (น้องออม) อายุ 11 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านกวางงอย ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ คุณพ่อร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์ ส่วนคุณแม่ตรวจพบโรคมะเร็งสมอง ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อาชีพทั้งสองรับจ้างทั่วไป ในช่วงคุณแม่น้องออมเข้าโรงพยาบาลน้องออมจะเป็นคนคอยเฝ้าอาการที่โรงพยาบาลมาโดยตลอดและขาดโรงเรียนอยู่บ่อยๆ ในช่วงวันหยุดหรือปิดภาคเรียนน้องออมจะช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระงานต่างๆ น้องเป็นเด็กตัวเล็กๆ ร่างเริง ยิ้มแย้มแจ่มใจ หัวเราะตามประสาเหมือนเด็กทั่วๆไป ด้วยความยากจนเวลาไปโรงเรียนน้องจะสวมใส่ชุดนักเรียนเก่าที่ได้รับบริจาค

ซึ่งจากการสอบถามพ่อแม่เล่าให้ฟังว่าน้องออมไม่ได้สวมชุดนักเรียนใหม่เลยมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 เพราะฐานะทางบ้านยากจนและไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ลูก เพราะตัวเองทำงานรับจ้าง ได้เงินมาก็ซื้อข้าวสาร กับข้าว บางทีก็ไม่พอใช้จ่าย บางเดือนไม่มีเงินแม้แต่จะเสียค่าไฟฟ้า บ้างครั้งค้างถึง 2 เดือน จนการไฟฟ้าต้องงดการใช้ไฟฟ้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พากันต่อสู้เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือตลอดมา

จากการสอบถาม ว่าที่ พันตรีสุเทพ โตโสภณ กับ นางสาวไพรีราบ สันรัมย์ ครูประจำชั้นโรงเรียนบ้านกวางงอย ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้องออมเป็นเด็กที่นิสัยดี แต่ฐานะทางบ้านยากจน และก็ได้คอยให้การช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง และช่วงเปิดเทอมมีทางโรงเรียนก็ให้ยืมจักรยานเพื่อปั่นไปโรงเรียนอีกด้วย

เมื่อเรื่องราวชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของน้องออมได้ยินไปถึง นายวรพันธ์ อ่อนคง ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 2 (ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2) ตามคำสั่งแต่งตั้งของ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบข่าวว่าน้องออมเป็นเด็กยากจนแต่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ท่านก็มีความประสงค์ยื่นน้ำใจเข้าช่วยเหลือในการซื้อชุดนักเรียน เข็มขัด พร้อมถุงเท้า รองเท้า ให้ใหม่ จำนวน 1 ชุด เพื่อให้น้องออมได้มีชุดนักเรียนใหม่ ได้ใส่ไปโรงเรียนหลังจากไม่เคยมีชุดใหม่ใส่กับเขาเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจบุญ สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจให้กับเด็กยากจนที่มีโอกาสน้อยทางสังคม ส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์โมเดลต้นแบบเล็กๆ ที่หว่านในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ที่กำลังนิยามอนาคตใหม่ โดยที่เด็กไทยอาจไม่ได้ออกตัวจากจุดเดียวกัน เด็กจากครอบครัวที่พร้อม อาจมีโอกาสวิ่งทันโลก แต่เด็กอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนยากจน กำลังถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกวัน และเสี่ยง “หลุดจากระบบการศึกษา” ก่อนจะได้มีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง แม้จะมีนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” ซึ่งเด็กยากจนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยเฉพาะ “ค่าเล่าเรียน” รองลงมาคือ เครื่องแบบ, หนังสือ, ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ซึ่งโอกาส คำว่า “การให้และแบ่งปันน้ำใจ” จึงถูกเหินห่างและมักถูกมองข้ามและลดน้อยลงไปในทุกๆวัน

หวังว่าเรื่องเล่าของน้องออมในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายท่านในการสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันในสังคมไทยให้อยู่บนโลกใบนี้ต่อไป เพราะ “เด็กยากจน” อีกจำนวนมาก ยังไม่รู้ว่า…จะได้เรียนต่อไหม? เเต่ครอบครัวของเด็กยากจนพวกเขายังต่อสู้ในทุกๆวัน เพราะคำว่า “การศึกษาคือแสงสว่างนำทางของชีวิต” เพื่ออนาคตต่อไป

#บก.ไทบ้าน #ยิ่งให้ยิ่งได้ #สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจบนโลกใบนี้


พรพิพัฒน์ รายงาน

ต้องอีกครั้งที่เราเผลอทำร้ายคนดีเพราะข้อมูลเท็จปลุกปั่นโจมตีทางการเมือง

ต้องอีกครั้งที่เราเผลอทำร้ายคนดีเพราะข้อมูลเท็จปลุกปั่นโจมตีทางการเมือง

กรณี PTG ตัวเลขไม่เคยโกหก งบการเงินไตรมาส1 ที่ออกมา PTG พลิกกลับมาขาดทุน จากเป้าที่ถูกใส่ความว่าฟันกำไรจากการผันผวนราคาน้ำมัน สุดท้ายกลายเป็นคนที่เสียสละเพื่อประชาชนชนคนไทย ร่วมทุกร่วมสุขพร้อมกันกับคนไทยทุกคน

รัฐตรึงราคาหน้าปั้มแต่ราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าปั้ม แต่ต้องซื้อ แม้รู้ว่าทุกลิตรที่ขายต้องขาด ทุน แต่เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำมันเพื่อเดินทางไปทำงาน ไปดูแลครอบครัว ก็ต้องยอม

ขณะที่โรงกลั่นกำไรหมื่นล้าน แต่ PTG ไม่มีโรงกลั่น ไม่มีคลังที่สุราษ เป็นธุรกิจซื้อมาขายไปกินส่วนต่าง วันที่ราคาหน้าโรงกลั่นแพงกว่าราคาหน้าปั้มก็ต้องขาดทุนเป็นธรรมดา แต่กลับถูกใส่ความว่าเป็นคนฟันกำไรราคาน้ำมัน

PTG ตำนาน underdog บริษัทคนไทยที่เติบโตมาจากต่างจังหวัดผ่านวิกฤติ ล้มลุกคลุกคลานจนมาสู้กับต่างชาติรัฐวิสาหกิจอย่างสมศักศรี บริษัทที่ได้รางวัลธรรมาภิบาล และดูแลพนักงานคนไทยและครอบครัว หลายหมื่นชีวิต ไม่ควรถูกเข้าใจผิดเยี่ยงนี้

ไม่อยากให้คนไทยถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองแล้วเผลอทำร้ายคนดีอีก


ที่มา : เพจรู้ทันนักปั่น

พล.ต.ต.พีรพลฯ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม โครงการ “ปทุมธานีเข้มแข็งยั่งยืน”

วันนี้ (18 พ.ค. 2569) เวลา 09.30 น. พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการ “ปทุมธานีเข้มแข็งยั่งยืน” และโครงการ “สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมปัองกันอาชญากรรม (ระยะที่2)” ปทุมเข้มแข็ง ชุมชนปลอดภัย ประชาอุ่นใจ ใกล้ชิดตำรวจ

โดยมี พ.ต.อ.ทศพร ปทุมมา รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.วิวัฒน์ อัศวะวิบูลย์ ผกก. สภ. เมืองปทุมธานี เข้าร่วมพิธี และมีผู้เข้าร่วมอบรมรวม 70 คน ณ ห้องประชุม สภ.เมืองปทุมธานี อ.เมืองปทุมธานี จว.ปทุมธานี

ภ.จว.ปทุมธานี
ตำรวจภูธรภาค1



พลตำรวจตรี สุรวุฒิฯ ผบก.ภ.จว.อยุธยา สั่งการสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 26 สถานี ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุในพื้นที่รับผิดชอบ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตามนโยบายของ พลตำรวจตรี สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้สถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 26 สถานี ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทุกประเภทในพื้นที่รับผิดชอบ

การซักซ้อมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อุปกรณ์ ยุทธวิธี และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที อันเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และผู้เข้ารับบริการ ตามแนวทางปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา


ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่ข้าราชการตำรวจภูธรภาค 1

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการฝึกทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของตำรวจภูธรภาค 1

วันที่ 18 พ.ค.2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1 : พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมคณะฯ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบสิ่ง ของบำรุงขวัญให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการฝึกทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของตำรวจภูธรภาค 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1,รอง ผบก.ภ.จว.ในสังกัด ภ.1,คณะวิทยากร และ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ร่วมให้การต้อนรับฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สวทช. – สจล. เร่งเครื่องอัปสกิลคนรุ่นใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่ EV ขานรับนโยบาย อว. for EV สู้ศึก Tech War

สวทช. – สจล. เร่งเครื่องอัปสกิลคนรุ่นใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่ EV ขานรับนโยบาย อว. for EV สู้ศึก Tech War

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่โถงแถลงข่าว อาคารวิจัยโยธี สวทช. กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยี พระ จอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมแถลงข่าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงาน และพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดครบวงจร พร้อมเดินหน้ายกระดับอัปสกิลบุคลากรไทยผ่านการปฏิบัติจริงและป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียวอนาคต โดยมี ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (สวทช.) ศ.ดร.วิษณุ เพชรภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (สจล.) ตลอดจนคณะผู้บริหาร และทีมนักวิจัยทั้งสองหน่วยเข้าร่วมงาน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า (สวทช.) ได้วางรากฐานด้านระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) โดยการผนึกกำลังกับ (สจล.) ในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์กระทรวง (อว.) ในการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) ด้านพลังงานสีเขียว ซึ่งการทำงานร่วมกันของ (สวทช.) และ (สจล.) ภายใต้การลงนามครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญที่สุดคือการสร้างคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ตามยุทธศาสตร์กระทรวง (อว.) ที่ต้องการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยและการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม EV ได้ทันที ตามแนวคิด “เรียนได้งบจบได้งาน” ของท่านรัฐมนตรีกระทรวง (อว.)

“วันนี้ (สวทช.) เราทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์วิจัยหลักของชาติ (National Research Engine) แต่เครื่องยนต์นี้จะทรงพลังและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น เมื่อได้พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงอย่าง (สจล.) มาร่วมเสริมแกร่ง ความร่วมมือกันครั้งนี้เรามุ่งเป้าที่ระบบยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เรือไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อน ระบบจัดเก็บพลังงาน จนถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งสอดรับโดยตรงกับนโยบายของท่านรัฐมนตรี (อว.) ที่ย้ำว่าไทยต้องชนะ Tech War โดยการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี (สจล.) กล่าวว่า (สจล.) พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการผลักดันให้สถาบันก้าวสู่ความเป็น “The World Master of Innovation” โดยการจับมือร่วมกับ (สวทช.) คือ การดึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูระดับชาติของ (สวทช.) โดยศูนย์ TECE มาสู่การปฏิบัติจริงในภาคอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของ สจล. ดังนั้นจึงเป็นการรวมศักยภาพที่แข็งแกร่ง ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญเพื่อร่วมวิจัยและพัฒนา ทั้งระบบขับเคลื่อน (Drive Train) และระบบควบคุมอัจฉริยะ โดย สจล. พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง เช่น สหกิจศึกษา รวมถึงการทำ Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะระดับ Deep Tech ที่เชี่ยว ชาญ เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมาของ (สวทช.) และ (สจล.) ได้แก่

  1. ด้านการพัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD) อาทิ โครงการ TAIST-Tokyo Tech : ร่วมมือผลิตและพัฒนาบุคลากรวิจัยระดับสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม, การสนับสนุนนักวิจัยระดับปริญญาเอก : ร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและดูแลนักศึกษาทุนระดับปริญญาเอกที่ศึกษาวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า, การถ่ายทอดองค์ความรู้ : ผู้เชี่ยวชาญจาก (สวทช.) ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้แก่นักศึกษา (สจล.) และโครงการสหกิจศึกษาและฝึกงาน : เปิดรับนักศึกษาฝึกงานและสหกิจศึกษาเพื่อสร้างเสริมทักษะและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการและภาคอุตสาหกรรม
  2. ด้านการวิจัยและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน (EV & Energy Innovation) อาทิ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด: ร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) ที่ได้จากก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อต่อยอดสู่พลังงานทางเลือกแห่งอนาคต,การพัฒนาองค์ความรู้วิศวกรรม: ร่วมวิจัย พัฒนา และจัดทำผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ (Academic Paper) ด้านการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์ และ
  3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมอื่นๆ (Advanced Technology & Other Innovations)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. หนุนงานวิจัย ม.สวนดุสิต นำมาตรฐานสากล ISO 37001 ยกระดับความโปร่งใสองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วช. หนุนงานวิจัย ม.สวนดุสิต นำมาตรฐานสากล ISO 37001ยกระดับความโปร่งใสองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ส่งเสริมและสนับสนุนมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดการประชุมเผยแพร่แผนงานวิจัย “การประยุกต์ใช้ระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนตามกรอบมาตรฐาน ISO 37001 เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในองค์การบริหารส่วนตำบล” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) มอบหมายให้ นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 เป็นประธานเปิดงานประชุมพร้อมด้วย ศ.พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ แผนงานเสริมสร้างธรรมาภิบาล และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ของ (วช.) กล่าวถึงผลสำเร็จของโครงการวิจัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หัวหน้าโครงการกล่าวสรุปผลการดำเนินงาน ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ

นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน วช. จึงให้การสนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลไก และเครื่องมือเชิงรุก ได้แก่ การใช้มาตรฐานสากล ISO 37001 ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการต่อต้านการติดสินบน และมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านการทุจริต ผ่านการประเมินความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการป้องกันช่องโอกาสในการกระทำผิด ทั้งนี้ ระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนตามมาตรฐาน ISO 37001 จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการป้องกันเชิงรุก พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบและจัดการปัญหาการติดสินบนได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดคู่มือ แนวปฏิบัติ สู่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการบริหารองค์กรให้มีความโปร่งใส และลดปัญหาการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวมุ่งดำเนินงานในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการต่อต้านการติดสินบนผ่านการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO 37001 โดยครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การควบคุม และการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต ผ่านการดำเนินงานในหน่วยงานนำร่อง ซึ่งใช้ทั้งระบบการประเมินตนเองและการประเมินจากภายนอกเพื่อการมีส่วนร่วมของประชา ชน โดยคาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถพัฒนาและผลักดันให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานอื่นทั่วประเทศ ตลอดจนขยายผลเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้กล่าวถึงแผนงานวิจัยดังกล่าวที่แบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อย ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติภายในและภายนอกองค์กร โดยโครงการย่อยที่ 1 มุ่งประยุกต์ใช้ระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนตามมาตรฐาน ISO 37001 เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ขณะที่โครงการย่อยที่ 2 มุ่งพัฒนาและประเมินการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1) องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ, 2) องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย, 3) องค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัด และ 4) องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม (เทศบาลเมืองโคกขาม)

ทั้งนี้ หลังจากดำเนินการพบว่าดิจิทัลแพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนและทำหน้าที่สำคัญในการเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลเปิด การมีส่วนร่วม และการตัดสินใจเข้าด้วยกันซึ่งส่งผลให้หน่วยงานนำร่องเกิดความโปร่งใส การบริหารมีประสิทธิภาพ และประชาชนมีความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น

ภายในงานดังกล่าวยังได้มีการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ท้องถิ่นยุคใหม่ เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้” โดยมีนายกฤตชัย พรมวัน ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ป.ป.ช,ดร.มุทิตา มากวิจิตร์  และ ผศ.มนตรี พานิชยานุวัฒน์ นักวิจัยภายใต้แผนงาน เป็นผู้ร่วมเสวนา และมี พ.ต.ท.วิชิต อาษากิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายหลังเสวนา ได้มีการการมอบรางวัล “องค์กรเครือข่ายท้องถิ่นธรรมาภิบาลต้นแบบ” ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ,เทศบาลเมืองโคกขาม,องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย และองค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัดที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการวิจัยนี้

ทั้งนี้ (วช.) มีความมุ่งหวังให้งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในการป้องกันการให้และการรับสินบนเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในองค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนขยายผลและประยุกต์ใช้เป็นระบบต้นแบบด้านการต่อต้านการติดสินบนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบราชการส่วนท้องถิ่นที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน