“บิ๊กเต่า” ยันมีหลักฐานเอาผิดกลุ่มเซียนพระ เชื่อมีคนโกหก ขออย่าร้อนใจ=เหลี่ยมเยอะ

“บิ๊กเต่า” ยันตำรวจมีหลักฐานวิทยาศาสตร์เอาผิดกลุ่มเซียนพระ เชื่อมีคนโกหก ขออย่าร้อนใจ=เหลี่ยมเยอะ ยังไม่คิดจะฟ้องกลับหรือไม่ มองเป็นโจรกระจอก! ส่วนคดียังเหลือสอบอีก 1-2 ประเด็น พร้อมสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เพิ่ม ก่อนเตรียมเรียกคนกลางเชื่อม “มาดามเก่ง-โทน” เข้าให้ข้อมูล หากพบหลักฐานร่วมกันหลอกหรือฉ้อโกง ต้องดำเนินคดีไม่มีละเว้น

วันที่ 8 พ.ค.2569 ที่อาคารพิทักษ์สันติ ชั้น 27 บช.ก. : พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีของ นายโทน สุขแก่น หรือโทน บางแค และมาดามเก่ง ออกมาให้สัมภาษณ์ เรื่องปมปัญหาหนี้สินเกี่ยวกับพระเครื่อง ว่า ความจริงแล้วเราก็ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนตำรวจก็เป็นคนกลาง เราได้รับร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น โดยจากที่ฟังสัมภาษณ์ของโทน เขาน่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด แต่ความจริงแล้ว ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ นายโทน ได้เข้ามาพร้อมกับทนายความ พบตนเองที่ชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนเองไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงได้ยื่นข้อเสนอด้วยเจตนาที่สุจริตใจว่า ขณะนี้มาดามเก่ง สแตนด์บายรอเคลียร์อยู่ และได้พูดย้ำไปว่า “อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย”

สุดท้าย นายโทน ยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันและอีกทั้งคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน ตอนนั้นบรรยากาศก็ดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไร และจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลากว่าร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายสัญญากลับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว

โดยการเจรจา 3 ฝ่าย ตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน 1.สัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน โดยไม่มีอะไรติดค้าง 2.สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรม ซึ่งสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่ง และทนายความ ก็ยื่นข้อเสนอให้นายโทน ว่า ให้เอาพระไปขาย หากขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง 180 ล้านบาท ส่วนถ้าได้กำไรก็ให้เอาไปเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

ส่วนสัญญาที่ยังขาด ก็ให้ขายทรัพย์สินที่นายโทน มีอยู่เอามาชดใช้หนี้ จะได้จบกัน ยอดยังขาดอยู่ร้อยกว่าล้านบาท ทำให้สัญญาไม่เป็นธรรม

พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ ยังยืนยันว่า การนัดหมายในวันที่ 17 เม.ย. นายโทน เป็นคนอยากเข้าพบตนเอง ผ่านการประสานงานของ ป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงตั้งแต่ปลายปี 68 โทนพยายามที่จะเข้ามาชี้แจงกับตนเองหลายครั้ง และเชื่อว่าเรื่องนี้ ป๋อง ไม่มีผลประโยชน์อะไรด้วย ยืนยันได้ว่าการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ได้เป็นการทวงหนี้ เป็นการพูดคุยเจรจาในฐานะคนรู้จักกันเท่านั้น หรือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่ายได้มาคุยกัน ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่ก็ต้องบอกว่า ทางฝ่ายผู้เสียหายเขาก็มีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น

“ผมจะเรียกเขาเข้ามาเพื่ออะไร เขามีเจตนาอยากจะชี้แจงแต่แรกอยู่แล้ว การที่เขาเข้ามา เพราะคดีมันเริ่มคืบหน้า มันเริ่มมีการออกหมายเรียก และแจ้งข้อกล่าวหากันแล้ว เขาร้อนตัว จึงประสานผ่านพี่ป๋องเข้ามา ในข้อความมันยังมีข้อความที่คุยกันกับพี่ป๋องอยู่เลยว่า ขอบคุณพี่ป๋องครับ แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาคลิปไลน์ให้สื่อมวลชนดูหรือไม่” พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ กล่าว

เมื่อถามว่ากระแสข่าว นายโทน จะถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ ระบุว่า ทราบว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง อยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐาน ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบก็ขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น และยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย โดยเมื่อวานที่ โทน เข้ามาแสดงตัว ซึ่งก็แสดงเจตนาว่าเขาไม่หนี แต่ร้อนตัว ก็ถ้าว่าในแง่กฎหมาย ก็หมายความว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ก็กลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน

“เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ก็ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายเขาหรอก คุณรู้อยู่เต็มอก อยากให้ลองเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาความเป็นพี่เป็นน้องมาใส่ใจกัน เขาจะรู้ว่ามันไม่ซื่อสัตย์ ผมไม่พูดหรอกว่าคุณเนรคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนไทย คนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน เคยช่วยเหลือกันมา คนที่ไหนหรือนักธุรกิจที่ไหน พอซื้อขายพระหรือขายของกันแล้วยังให้เวลาอีกตั้ง 10 เดือนค่อยมาจ่าย พอมีเงิน สภาพคล่องแล้ว ก็ต้องเอาเงินมาจ่ายเขาสิ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เห็นเขาโพสต์เขาใส่อยู่ปัจจุบัน ก็เอามาค้ำมูลหนี้ได้ด้วย เห็นใส่อยู่ 3-4 ปีแล้ว รวมถึงรถหรูก็ยังอยู่ เหนียวหนี้ไม่เหนียวหนี้ก็คิดกันเอาเอง”

เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วใครโกหก พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ บอกว่า “ผมเช็กจากวิทยาศาสตร์เอาว่าใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรู รถหรู และการโพสต์ในโซเชียลปัจจุบัน”

สำหรับคดีนี้กลุ่มแรกมีทั้งหมด 7 คน และกลุ่มสองมีทั้งหมด 2 คน โดยนายโทน อยู่ในกลุ่มที่สอง และมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเซียนพระที่มีหนี้สิน ทำปั่นป่วนอีก 1 คน อยู่ภาคเหนือตอนล่าง ตอนนี้มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายร่วม 2-3 พันล้านบาท แต่ขอยังไม่อยากขยายไปถึงคนอื่น แต่ยืนยันว่ามีเซียนพระหลายคนที่มีแผนประทุษกรรม โดยการเอาตัวตีเนียนเข้าหามาดามเก่ง ซึ่งในส่วนของมาดามเก่ง ยอดความเสียหายกับกลุ่มเซียนพระอยู่ที่ 2 พันล้านบาท และยังมียอดที่กลุ่มเซียนพระไปทำกับคนอื่นอีก 5 พันล้านบาท โดยในความเป็นจริง ไม่มีใครทำธุรกรรมกับกลุ่มเซียนพระนี้อยู่แล้ว ส่วนจะมีคนกลางที่เชื่อมให้มาดามเก่งกับเซียนพระเหล่านี้รู้จักกันหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมรวมกันมาหลอกหรือฉ้อโกง ถ้ามีหลักฐานก็จะดำเนินคดีด้วย

เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ บอกว่า เราได้ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าตนเองเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง

ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน ก็คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนเองและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ตอนนี้ตนยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เพราะมองดูแล้วเป็นโจรกระจอก

เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติฯ บอกว่า ตนเองเจอเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้าเรากลัว หรือไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ก็อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ไม่นิ่งดูดาย ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลย เรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน จึงเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาคงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแน่นอน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วศ. เดินหน้าขับเคลื่อนลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่ภาคเหนือ จัดสัมมนา “มาตรฐานและการรับรอง”ต่อยอดความร่วมมือ 5 หน่วยงานรัฐ หนุนนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วศ. เดินหน้าขับเคลื่อนลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่ภาคเหนือ จัดสัมมนา “มาตรฐานและการรับรอง”ต่อยอดความร่วมมือ 5 หน่วยงานรัฐ หนุนนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง” ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ : ภาคเหนือ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้าน “มาตรฐานและการรับรอง” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่างานวิจัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมไทยให้สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่

ภายในงานมีการมอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.พจมาน ท่าจีน กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.), ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), นายญาณพล ขาวพลศรี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เภสัชกร, ธนพัฒน์ เลาวหุตานนท์ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.), นายกฤตภาส คงรัตน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี (สวทช.) และ รศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่ตอบโจทย์ทิศทางอนาคตของประเทศไทย

ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดี (วศ.) กล่าวว่า กิจกรรมในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ร่วมมือกับ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) เพื่อบูรณาการการทำงานด้านวิจัย มาตรฐาน การกำกับดูแลและการส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ (วศ.) ได้มีความร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานวิจัยและนวัต กรรมของนักวิจัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับการรับรองคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน และเพิ่มโอกาสให้นวัตกรรมไทยสามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการและหน่วยงานพันธมิตรพร้อมทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ในการผลักดันมาตรฐานและการรับรองให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมไทย และยกระดับประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ลมใต้ปีก #เชียงใหม่


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“วิโรจน์ ศรีสังข์” นายก ทต.สีมามงคล รับมอบเงินบริจาค-รถกู้ชีพฉุกเฉิน มูลค่ากว่า 46.5 ล้านบาท

ผู้ใจบุญ “เชี่ยวชาญ คงลิ้ม” พร้อมครอบครัว มอบรถ Ambulance สนับสนุนภารกิจกู้ชีพช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ปากช่อง เพิ่มศักยภาพงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยริมถนนมิตรภาพ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ศรีสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคล อำเภอปาก ช่อง จังหวัดนครราชสีมา รับมอบรถยนต์กู้ชีพฉุกเฉิน (Ambulance) จากคุณเชี่ยวชาญ คงลิ้ม เจ้าของบริษัท CHIEWCHAN INDUSTRY (1989) CO.,LTD และเจ้าของรีสอร์ทบ้านแม่เรา อ.ปากช่อง พร้อมด้วย นางลมัย คงลิ้ม,นายชาติชาย คงลิ้ม และครอบครัว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเทศบาลตำบลสีมามงคล

การบริจาคครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของคุณเชี่ยวชาญ คงลิ้ม โดยตั้งใจอุทิศผลบุญให้แก่ คุณสุเทพ เทพประดิษฐ์ หุ้นส่วนทางธุรกิจที่ล่วงลับ พร้อมดำเนินโครงการสาธารณกุศลรวม 4 โครงการ ประกอบด้วย: สมทบทุนสร้างหอพักหญิงโรงเรียนสอนคนตาบอดมงกุฎคีรีวันต์เขาใหญ่ จำนวน 9 ล้านบาท,ร่วมต่อเติมศาลาอเนกประสงค์วัดคลองเดื่อ จำนวน 200,000 บาท,ร่วมบริจาคค่ารักษาพระอาพาธ สำนักสงฆ์วัดป่ามะขาม จำนวน 100,000 บาท และมอบรถยนต์กู้ชีพฉุกเฉิน จำนวน 31 คัน มูลค่า 37 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมมูลค่าการทำบุญครั้งนี้กว่า 46.5 ล้านบาท

นายวิโรจน์ ศรีสังข์ กล่าวว่า พื้นที่เทศบาลตำบลสีมามงคล อยู่ติดถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินมากกว่า 10 เคสต่อวัน ขณะที่เทศบาลมีรถกู้ชีพเพียง 1 คัน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน การได้รับมอบรถกู้ชีพฉุกเฉินในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและการบริการด้านสาธารณภัยให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ ศรีสังข์ ยังได้มอบพระพุทธรูปจำลอง “พระพุทธสกลสีมามงคล” หรือ “หลวงพ่อพระขาว” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกลางดง เพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงความขอบคุณแก่ผู้มอบอีกด้วย


สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.61ปี)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รอง ผบ.ตร. เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ สั่ง บช.สอท. ทลายโกดังย่านประเวศ จับกุมเครือข่ายได้ทั้งขบวนการ ยึดของกลางกว่า 200,000 ชิ้น

รอง ผบ.ตร. เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ สั่ง บช.สอท. ทลายโกดังย่านประเวศ จับกุมเครือข่ายได้ทั้งขบวนการ ยึดของกลางกว่า 200,000 ชิ้น

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร.) ลงพื้นที่ติดตามผลการตรวจค้นจับกุมเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเข้าตรวจค้นโกดังบุหรี่ไฟฟ้าในเขตพื้นที่ประเวศ ยึดของกลางบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์มากกว่า 200,000 ชิ้น และ รถยนต์ 3 คัน พร้อมจับกุมผู้ต้องหาหลายราย

ทั้งนี้ ตามนโยบายรัฐบาลให้หน่วยงานรัฐร่วมบูรณาการปราบปรามการกระทำผิดความเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกำกับดูแลการดำเนินการ และมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมาย เน้นการจัดการ “ต้นทาง” คือ ผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรายใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร. ขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามจนมีผลดำเนินการจับกุมการกระทำผิดรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ศปบย.ตร. และ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.2 บช.สอท.) พร้อมด้วยกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ได้ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นโกดังเก็บสต็อกบุหรี่ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปฏิบัติการภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร., พล.ต.ท. กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปบย.ตร. ร่วมกับนายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, นายพิภัทร์ สิริจำรัสสกุล ผอ.ส่วนสืบสวนปราบปราม 1 กรมศุลกากร, พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รัง มาตย์ รองผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พานทอง สุวรรณจูฑะ รอง ผบช.สง.ก.ตร., พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผบก.น.4, พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผบก.จร., พ.ต.อ.สมพล ใจดี รอง ผบก. สอท.2 และ พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2 สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าของกลางจำนวนมหาศาล ประมาณ 200,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

การตรวจค้นโกดังครั้งนี้เป็นมาตรการต่อเนื่องตามแผนปฏิบัติงานของ ศปบย.ตร. ตามที่ได้หารือกับนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ศปบย.ตร. มอบหมายให้ บช.สอท. (บก.สอท.2) สืบสวนจากผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายย่อยทางออนไลน์ เพื่อขยายผลไปยังผู้จำหน่ายรายใหญ่ จนสามารถสืบสวนพบข้อมูลเครือข่ายขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางไลน์แอด ในชื่อ “Heaven” จึงได้เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในครั้งนี้ ของกลางที่ตรวจยึดได้มีบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 200,000 ชิ้น พร้อมด้วยกล่องและอุปกรณ์สำหรับบรรจุและจัดส่ง,คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์สำหรับพิมพ์บิลส่งพัสดุ,ตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน เป็นรถตู้ 1 คัน และรถกระบะตู้ทึบ 2 คัน พร้อมป้ายทะเบียนสำหรับสับเปลี่ยนหมายเลขอื่นซุกซ่อนภายในรถ และได้จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย เป็นคนไทย 2 ราย คนลาว 7 ราย ซึ่งคนลาวที่จับกุมได้นั้น มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่ใช้ในการขายบุหรี่ไฟฟ้าของเครือข่ายนี้ด้วย หลังจากนั้นจึงได้สืบสวนขยายผลไปยังตัวการของเครือข่ายกลุ่มนี้ โดยเข้าไปตรวจค้นห้องชุดในคอนโดย่านสุขุมวิท พบผู้ต้องหาชายไทยอีก 1 ราย เป็นเจ้าของร้านบุหรี่ไฟฟ้าทางออนไลน์เครือข่ายนี้ โดยมีหลักฐานในโทรศัพท์มือถือเป็นแชทบทสนทนาการขายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับลูกค้า ผ่านไลน์แอด “Heaven” ในห้องชุดยังพบบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 500 ตัว,กล่องบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าที่เตรียมส่งให้ลูกค้า 10 กล่อง ในกล่องมีบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุประมาณ 100 ตัว

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ดำเนินคดีให้ครบถ้วนทุกฐานความผิด ทั้งข้อหาร่วมกันขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้าฯ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรฯ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 รวมทั้งให้นำมาตรการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาใช้บังคับในคดีนี้ด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.นิรันดรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศปบย.ตร. ได้ขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามโดยใช้กลไกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกหน่วยร่วมบูรณาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างเช่นในครั้งนี้ มี บช.สอท. เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงาน มีกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร มาร่วมอำนวยการด้วย ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดเกือบทั้งกระบวนการได้ในคราวเดียว แต่ทั้งนี้ ยังต้องสืบสวนขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่ลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศเพิ่มเติมด้วย ซึ่งได้สั่งการให้ บช.สอท. เร่งสืบสวนขยายผลดำเนินการคดีในส่วนนี้ไว้แล้ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศปบย.ตร. จะเปิดปฏิบัติการปราบปรามอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลให้บุหรี่ไฟฟ้าหมดไปจากประเทศ และขอฝากพี่น้องประชาชนว่า ช่วยแจ้งเบาะแสการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะการจำหน่ายออนไลน์ให้ตำรวจทราบโดยให้โทรแจ้งเบาะแสมายังสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดให้มีการแจ้งเบาะแสผ่านทางแอปพลิเคชัน Police Care ได้อีกช่องทางด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ ราสยงาน

เดอะ เจ็นซ์ แข่งต่อสนาม 3 ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 16-17 พ.ค.นี้ ที่เทรเชอร์ฮิลล์ฯ เกมส์ชี้ชัดใครเป็นตัวแทนไปเล่นญี่ปุ่น

เดอะ เจ็นซ์ แข่งต่อสนาม 3 ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 16-17 พ.ค.นี้ ที่เทรเชอร์ฮิลล์ฯ เกมส์ชี้ชัดใครเป็นตัวแทนไปเล่นญี่ปุ่น

บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดโปรแกรมพัฒนาเยาวชนต่อเนื่อง เป็นสนามที่ 3 กับการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนรายการ ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 2026 มีขึ้นในวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ สนามเทรเชอร์ฮิลล์ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี สนามนี้ชี้ชัดใครคือผู้เล่นในรุ่น Super GENZ และ Junior GENZ ได้รับโควตาเป็นตัวแทนไปแข่งขัน Yonex Junior Golf Championship 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น

รายการนี้นับว่าเป็นโอกาสทองของนักกอล์ฟในรุ่น Junior GENZ และ Super GENZ ที่ทำคะแนนสะสมดีที่สุดจากสนามที่ 1-3 (รวม 6 คน) ได้รับสิทธิ์เดินทางไปแข่งขันรายการ Yonex Junior Golf Championship 2026 ณ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสิทธิ์เข้าสู่โครงการ GENZ CREW ที่มอบให้กับผู้เล่นที่มีคะแนนสะสมหลังจบฤดูกาลและอยู่ในอันดับ 1-3 ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในปี 2570 ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ GENZ Mind Training Camp ที่ เดอะ เจ็นซ์ ได้ร่วมมือกับ Golfing Ground และ ทีม FlowCode ได้เรียนรู้ในเรื่องของ Mental Game ปรับใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ในการแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งนี้น้องๆ นักกอล์ฟที่เข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่สนามที่ 1-5 จำนวนรวม 28 คน ที่ผ่านเกณฑ์ ยังได้เข้าร่วมแคมป์กอล์ฟในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

ความพิเศษของปีนี้คือการเป็นรายการกอล์ฟเยาวชนที่ยกระดับสู่มาตรฐานโลกด้วย TUGR และ JGS โดยนำระบบ The Universal Golf Ranking (TUGR) มาใช้สะสมคะแนนให้กับนักกีฬาทุกคนที่เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่โค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาใช้คัดเลือกนักกีฬาเข้าศึกษาต่อ (ได้รับการสนับสนุน โดย GCAA และ CGX) ควบคู่ไปกับการสะสมคะแนนในระบบ Junior Golf Scoreboard (JGS) ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากรางวัลในสนามแล้ว นักกีฬายังได้ลุ้นสิทธิ์เป็นผู้เล่นในโครงการ Order of Merit ประจำปี 2570 จำนวน 12 คน ซึ่งได้รับสิทธิ์เข้าร่วมทุกรายการที่จัดโดย GENZ Golf Tour ในปีหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมแข่งขัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @genzgolf หรือโทร. 065 696 2229


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พญาไท–เปาโล จับมือ Jaymart Group เปิดดีลสุขภาพเชิงรุก สร้าง ‘เกราะป้องกันสุขภาพครบวงจร’ ยกระดับการรับมือไข้เลือดออกเพื่อคนไทย

พญาไท–เปาโล จับมือ Jaymart Group เปิดดีลสุขภาพเชิงรุก สร้าง ‘เกราะป้องกันสุขภาพครบวงจร’ ยกระดับการรับมือไข้เลือดออกเพื่อคนไทย

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ประกาศความร่วมมือกับ Jaymart Group เปิดตัวแคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่ผสาน “การป้องกันโรค” ควบคู่กับ “ความคุ้มครองทางการเงิน” ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล นำความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวัคซีนผสานกับระบบสิทธิประโยชน์และการบริหารความเสี่ยงผ่านประกันของ เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เพื่อยกระดับ “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” ให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

วัคซีนที่นำเสนอในแคมเปญนี้คือวัคซีนไข้เลือดออกตัวล่าสุด (Qdenga) ครอบคลุม 4 สายพันธุ์ สามารถฉีดได้ทั้งเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคมาก่อน โดยไม่ต้องตรวจภูมิคุ้มกัน ให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกว่า 80% และช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้มากกว่า 90% โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน

นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล กล่าวว่า “ไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกปีเราเห็นครอบครัวคนไทยจำนวนมากต้องสลับกันลางานมาเฝ้าลูก เฝ้าพ่อแม่ที่โรงพยาบาล มีภาระค่ารักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ และเผชิญความกังวลที่ไม่มีใครอยากเจอ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ความร่วมมือกับ Jaymart ครั้งนี้ เราจึงไม่ได้ออกแบบแค่แพ็กเกจวัคซีน แต่ออกแบบ ‘ความอุ่นใจ’ ให้ครอบครัวไทย ทั้งการป้องกันและการแบ่งเบาภาระค่ารักษา เพราะเราเชื่อว่า สุขภาพที่ดีเริ่มต้นก่อนที่คนไข้จะมาถึงโรงพยาบาล”

ด้าน เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ โดย นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เชื่อว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ความร่วมมือกับพญาไท–เปาโลในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโลกของสุขภาพและการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สิทธิประโยชน์ “วัคซีนช่วยไทย คุ้ม x5” นอกจากการเข้าถึงวัคซีนไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ แคมเปญนี้ยังมอบสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร ผ่านระบบสมาชิก Fitpoint และ JPoint ที่ผสานทั้งความคุ้มค่าและความอุ่นใจในการดูแลสุขภาพ ได้แก่

• ประกันคุ้มครอง: ค่ารักษาไข้เลือดออกสูงสุด 30,000 บาท (โดย Jaymart)
• Fitpoint X2: รับคะแนนสะสมเพิ่ม
• JPoint โบนัส: รับเพิ่ม 100 คะแนน เมื่อสมัครสมาชิก
• ผ่อน 0%: นานสูงสุด 4 เดือน (ตามเงื่อนไขบัตรที่ร่วมรายการ)
• โอนคะแนนข้ามระบบ: เปลี่ยน JPoint เป็น Fitpoint เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่ารักษาพยาบาล
สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

แคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569 ณ เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทุกสาขา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.phyathai.com , www.paolohospital.com ,Health Up Application, Smart Contact Center 1772


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“อัจฉรา”พร้อม “เทพประทานพร” อัยการ จังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี พร้อมคณะ เข้าพบ พล.ต.ท.วัฒนา (ผบช.ภ1) หารือ เร่งรัด สภ.พื้นที่จ.นนทบุรี ส่งสำนวนสอบคดีอาญา

“อัจฉรา”พร้อม “เทพประทานพร” อัยการ จังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี พร้อมคณะ เข้าพบ พล.ต.ท.วัฒนา (ผบช.ภ1) หารือ เร่งรัด สภ.พื้นที่จ.นนทบุรี ส่งสำนวนสอบคดีอาญ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร : นางสาวอัจฉรา ศรีฉ่ำ อัยการจังหวัดนนทบุรี และนายเทพ ประทานพร ทองคลัง อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี พร้อมคณะ ได้เข้าพบและปรึกษาหารือข้อราชการ กับ พลตำรวจโท วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ในการปฏิบัติงาน โดยมีวาระสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ การขอความร่วมมือ ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ดำเนินการประสานการปฏิบัติ ระหว่างสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ให้เร่งรัด ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญา ให้กับสำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีและสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี โดยเร็ว โดยให้เหลือระยะเวลา ให้พนักงานอัยการ สามารถตรวจสอบความเรียบร้อยในสำนวน อย่างน้อยจำนวน 1 ฝาก กล่าวคือ ระยะเวลา 12 วัน ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อตกลง ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากการตรวจสอบพบว่า ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีล่าช้า บางสำนวนคดี พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนคดีอาญา ใกล้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย จำนวน 1 วัน หรือ 2 วัน หรือบางสำนวนครบกำหนดฝากขังไปแล้วบ้าง เป็นเหตุให้ต้องติดตามตัวผู้ต้องหามาฟ้องคดี

โดยที่ผ่านมา ทางสำนักงาน อัยการ จังหวัดนนทบุรีก็ดี สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรีก็ดี ได้ใช้ดุลพินิจ รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนมาทำการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับทางราชการ ทั้งนี้ หากพนักงานสอบสวน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน ในคดี อาชญา กรรมทางเทคโนโลยี หรือคดีฟอกเงิน ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ทางสำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี มีความยินดีที่ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับ สำนวนคดีลักษณะดังกล่าว เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยพนักงานอัยการ ไม่จำต้องสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมอันเป็นการยุ่งยากและ เพิ่มภาระงานของพนักงานสอบสวน

นอกจากนี้ ทางสำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานอัยการแขวงนนทบุรี ได้ขอความร่วมมือ ให้ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค1 ช่วยดำเนินการ เร่งรัดให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม ให้กับพนักงานอัยการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดภาระสำนวนค้าง อันทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ในระหว่างร่วมปรึกษาหารือ ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ได้เชิญ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมรับฟังการปรึกษาหารือ เพื่อรับทราบสภาพปัญหาและข้อขัดข้องในการปฏิบัติราชการ แล้วนำข้อสั่งการ ของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ไปถ่ายทอดให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดนนทบุรี ดำเนินการปฏิบัติ เพื่อลดปัญหาและขจัดข้อขัดข้องดังกล่าวให้หมดสิ้นไป ทั้งนี้บรรยากาศในการปรึกษาหารือข้อราชการ ระหว่างทั้งสองหน่วยงาน เป็นไปด้วยดี เปี่ยมด้วย ไมตรีจิตในการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม ของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

วันที่ 8 พ.ค.2569 มีรายงาน ว่า นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว โพสต์ facebook ส่วนตัวระบุว่า ในการเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ ผมได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเรื่องที่จะ “ไม่ติดป้ายหาเสียง” เพื่อไม่สร้างภาระและสร้างความกีดขวางต่อพี่น้องประชาชน ทั้งบนทาง เท้า การสัญจร และทัศนวิสัยบนท้องถนน โดยมีจุดมุ่งหมายคือ

1.ในทุกการเลือกตั้ง จะมีบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่อและรูปผู้สมัครติดตั้งอยู่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครได้ก่อนลงคะเเนนเสียง

2.เพื่อลดอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน ทั้งการกีดขวางทางเท้า การบดบังทัศนวิสัย และการมองเห็นการจราจร ซึ่งในหลายพื้นที่ป้ายหาเสียงจำนวนมากอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้ถนนของประชาชน

3.เพื่อลดปริมาณขยะและการใช้ทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง โดยในทุกการเลือกตั้งมักมีป้ายหาเสียงจำนวนมากที่กลายเป็นขยะหลังจบการเลือกตั้ง ทั้งโครงสร้าง เเผ่นพลาสติก(Vinyl) และวัสดุต่างๆ ซึ่งสร้างภาระต่อการจัดเก็บและสิ้นเปลืองทรัพยากร

4.การไม่ติดป้ายหาเสียงครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประมาทคู่แข่งหรือชะล่าใจต่อการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกแนวทางหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ แต่ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มได้จากการลงมือทำ

“และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จะเป็นเเรงผลักดันทำให้ผมและทีมงานต้องขยันลงพื้นที่และทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกพื้นที่ รับฟังทุกปัญหา พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทำงานการเมืองให้เข้าถึงประชาชน มากกว่าการสื่อสารผ่านป้ายหาเสียงเพียงอย่างเดียว

ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างภาระหรือผลกระทบให้กับประชาชนและพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ป้ายหาเสียงก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และเป็นสิทธิในการสื่อสารทางการเมืองของผู้สมัครทุกคนเช่นกัน” นายณภัคฯ ระบุ

โดยหลังจากที่เจ้าตัวโพสต์ facebook ระบุถึงการปฏิรูปวิธีการหาเสียง ซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้ป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดตัังตามเสา พื้นที่สาธารณะข้างทาง ให้รกและบดบังทัศนียภาพเหมือนการเลือกตั้งทุกสนามที่ผู้สมัครคนไทยใช้เป็นวิธีหลักในอดีตนั้น ทำให้มีประชาชนเข้ามาสนใจและร่วม comment ในโพสต์ดังกล่าวจำนวนมาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผู้การนนท์” ประชุมมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำเดือน เมษายน 2569

“ผู้การนนท์” ประชุมมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำเดือน เมษายน 2569

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุม ศปก.ภ.จ.นนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี : พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เป็นประธาน ประชุมมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 ร่วมกันนี้มี พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.ภ. จ. นนทบุรี, พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.เมธา วงศ์อนันต์นนท์ รอง ผบก.ฯ ปฏิบัติราชการ ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.จิรายุส วานิชกูล รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี และผกก. ทุก สภ.ในสังกัด ภ.จ.นนทบุรี รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมบริหารงาน ภ.จ.นนทบุรี ประจำเดือน เมษายน 2569 เพื่อมอบนโยบาย ติดตามผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน งานบริหาร และขับเคลื่อนการปฏิบัติในภาพรวมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ พล.ต.ต.เดชรพีฯ ยังได้มอบรางวัลใบประกาศนียบัตรข้าราชการตำรวจดีเด่น ประจำเดือน เมษายน 2569 ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด จำนวน 2 รายอีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวบ 2 ผัวเมียสุดแสบ ลักเอากิ้งก่า-“น้องมาร์ช” ลิงกระรอก ไปแลกยา

เบาะแสแก๊งยาเสพติดที่แจ้ง รองจ๋อ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ชุดยาเสพติด ตร. ร่วมชุดยาเสพติด บช.น. และ สน.บางยี่ขัน สามารถติดตามรวบ 2 ผัวเมียผู้เสพยานรก นำมาสู่การไขคดีลักสัตว์ทั่วพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ขยายผลพบก่อเหตุขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอก Signature ของสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน ขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว ไปจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ่นเกล้า ตรวจค้นพบสัตว์ที่ขโมยมาหลายชนิด มีตั้งแต่ กระรอกยันงูเหลือม เจ้าตัวอ้าง หาเงินไปเสพยา

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ, พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิไล ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ. กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7, พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน, พ.ต.อ. อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน, พ.ต.อ.นรามินทร์ เทพจักรินทร์ ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.ตร.-บช.น., สน.บางยี่ขัน, สน.บางเขน สืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายไร อายุ 26 ปี ภูมิลำเนาแขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุง เทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.354/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”, น.ส.วริ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.353/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะ”

ตรวจพบประวัติร่วมกันก่อเหตุเป็นจำนวน 3 คดี คือ

  1. วันที่ 20 มี.ค.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมยจากใต้ถุนบ้านของผู้เสียหาย เหตุเกิดพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา
  2. วันที่ 30 เม.ย.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมยลิงกระรอก ชื่อ “น้องมาร์ช” ไปจากสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน โดยน้องมาร์ชเป็นขวัญใจประจำสวนสัตว์ดังกล่าว เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางเขน
  3. วันที่ 1 พ.ค.2569 ก่อเหตุ ร่วมกันขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัวจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ้นเกล้า เหตุเกิดพื้นที่ สน.บางยี่ขัน

ตรวจยึดของกลาง 1.ลิงกระรอกชื่อว่า “น้องมาร์ช” จำนวน 1 ตัว, 2.กิ้งก่าจรเข้ จำนวน 1 ตัว
3.ซาลาแมนเดอร์ลายเสือ สีเหลืองน่ารักดี จำนวน 1 ตัว, 4.งูเลี้ยง จำนวน 5 ตัว, 5.แรคคูน จำนวน 1 ตัว, 6.เต่าบก จำนวน 1 ตัว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ หลายชนิดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศอ.ปส.บช. น.) ได้รับแจ้งเบาะแส “แปลกๆ” จากสายลับในพื้นที่ย่านดอนเมือง ว่ามีสองสามีภรรยามักหอบหิ้วสัตว์เข้าไปในพื้นที่มีการจำหน่ายยาเสพติด โดยล่าสุดพบเห็นว่าได้หอบ “กิ้งก่า” ไปขอแลกกับยาเสพติดจากหัวจ่ายในพื้นที่ หลังรับแจ้ง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ลงพื้นที่ตรวจสอบจนได้พบกับชาย-หญิง ต้องสงสัยเดินเข้าออกแหล่งแพร่ระบาดยาเสพติดย่านดอนเมือง ซึ่งต่อมาได้สืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็น วัยรุ่น ชาย-หญิง อายุ 26 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ย่านดอนเมือง และพบประวัติร่วมกันก่อเหตุ “ขโมยสัตว์” ลักษณะ “ตระเวนก่อเหตุ” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล จึงรายงานให้พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ทราบ

ชุดสืบสวนทำการตรวจสอบโดยละเอียดจนพบข้อมูลว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุขโมย “น้องมาร์ช” ลิงกระรอก Signature ของสวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน บางเขน และในวันที่ 1 พ.ค.2569 ทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุขโมย กิ้งก่าจระเข้ 1 ตัว และสลาแมนเดอร์ลายเสือ 1 ตัว ไปจากสวนสัตว์ พาต้า ปิ่นเกล้า โดยล่าสุด พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร ผกก.สน.บางยี่ขัน,พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน ได้นำทีมพนักงานสอบ สวน สน.บางยี่ขัน และ สน.บางเขน รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับคนร้ายทั้ง 2 รายไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยจับกุมตัวได้ที่ บ้านพักไม่มีเลขที่ ภายในซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 7 แยก 3-5 หลังการจับกุมได้มีการขยายผลพบสัตว์ที่ขโมยมาหลายชนิด มีตั้งแต่ ลิงกระรอกยันงูเหลือม และยังได้บุกไปอพาร์ทเม้นท์ภายในซอยโกสุมร่วมใจ 14 ย่านดอนเมืองที่ที่คนร้ายนำสัตว์ไปแอบไว้เพื่อเตรียมจะส่งขายตามที่ต่างๆ

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นการลักทรัพย์สัตว์เท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงไปถึงพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยต่อสังคมในวงกว้าง เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งขยายผลทั้งเครือข่ายลักทรัพย์สัตว์และเส้นทางยาเสพติดที่อาจเชื่อมโยงกัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย”


สุุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน