กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือ ดัน “มาตรฐานและการรับรอง” เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือ ดัน “มาตรฐานและการรับรอง” เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผ่านการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของสินค้าที่แม้มีจุดเด่นด้านการออกแบบและอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังขาดมาตรฐานหรือข้อกำหนดรองรับ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด

ในปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568–เมษายน 2569) มีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนได้รับการรับรองคุณภาพแล้ว จำนวน 6 ราย รวม 27 โมเดลผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่
• ผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรม ประเภทภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร
• ผลิตภัณฑ์วัสดุสัมผัสอาหารจากธรรมชาติ ประเภทกาบหมาก

ทั้งนี้ นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นผู้มอบใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบการ จำนวน 4 สถานประกอบการ ได้แก่

1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่เซลาดอน (2015) จังหวัดเชียงใหม่
2.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณ นว อินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดเชียงใหม่
3.วิสาหกิจชุมชนเฮือนปฏิมาเซรามิค จังหวัดพะเยา
4.วิสาหกิจชุมชนผลิตจานกาบหมากและวัสดุธรรมชาติห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

เป็นการตอกย้ำบทบาทของ (วศ.) ในการผลักดันผลิตภัณฑ์ไทย “จากของดีท้องถิ่น สู่สินค้าที่ได้รับการรับรองอย่างน่าเชื่อถือ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืนในอนาคต และพร้อมมุ่งพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพที่สอด คล้องกับลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับกระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนยันคุณภาพสินค้าได้อย่างชัดเจน เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า ตลอดจนลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #มาตรฐานผลิตภัณฑ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“นิกร” รมว.พม. จับมือ “ปิยะรัฐชย์” รมช.กษ. บูรณาการ 2 กระทรวง ลุย จ.เชียงราย พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการแก่กลุ่มเปราะบาง

“นิกร” รมว.พม. จับมือ “ปิยะรัฐชย์” รมช.กษ. บูรณาการ 2 กระทรวง ลุย จ.เชียงราย พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการแก่กลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่าตนได้ร่วมกับ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการติดตามการขับเคลื่อนการบูรณาการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย เพื่อสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน ซึ่งมี ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และ ทีม พม. จังหวัดเชียงราย, นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราช การจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น และผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่ โดยเริ่มจากเขตราษฎรบนพื้นที่สูงเล่าชีก๋วย ชุมชนอิ้วเมี่ยน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อพบปะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งมอบประกาศเกียรติคุณ “เชิดชูเกียรติผู้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง” จังหวัดเชียงราย และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการกิจกรรมและผลงานของหน่วยงานทีม พม. จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายท้องถิ่น อาทิ บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมมอบคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์, เครื่องฟอกอากาศ และตู้กดน้ำดื่ม ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่, ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงรายและจังหวัดต่างๆ, นิทรรศการมีชีวิต ได้แก่ การสาธิตประกอบอาหารพื้นเมืองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน (หมูห่อใบชา และ หมูอบกระบอกไม้ไผ่),การสาธิตวิถีชงชาและกาแฟจากแหล่งเพาะปลูกคุณภาพบนพื้นที่สูง,การสาธิตปักผ้าชนเผ่าอิ้วเมี่ยน และการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและงานหัตถกรรมชุมชน นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 2 ราย พร้อมร่วมพิธีผูกข้อมือ รับขวัญ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนอิ้วเมี่ยน เพื่อความเป็นสิริมงคลตามประเพณีดั้งเดิม

จากนั้น เดินทางไปลงพื้นที่ ณ โรงเรียนจีนบ้านเล่าฝู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยพบปะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการสังคมเป็นเงินสงเคราะห์และเงินอุดหนุนต่างๆ แก่กลุ่มเปราะบาง อาทิ เงินสง เคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน, เงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง, เงินสงเคราะห์สตรีและครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม, เงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย และเงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับคนพิการ รวมถึงงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย ปี 2569 (สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน และจังหวัดบูรณาการ) พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การเรียนในโครงการ Back to School และถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น นอกจากนี้ มีการเยี่ยมชมบูธนิทรรศการกิจกรรมและผลงานของเครือข่ายท้องถิ่น

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนีั ได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ (โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลบ้านดู่) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยพบปะให้กำลังใจผู้สูงอายุ และเครือข่าย พร้อมรับฟังสถานการณ์ทางสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยในพื้นที่ จากนั้นมอบสิทธิสวัสดิการสังคมเป็นเงินสงเคราะห์ต่างๆ แก่กลุ่มเปราะบาง อาทิ เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน,เงินสงเคราะห์สตรีและครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม และเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก นอกจากนี้ ได้เยี่ยมบ้านให้กำลังใจกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุและคนพิการ จำนวน 3 ราย พร้อมมอบเงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย,เงินอุดหนุนตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับคนพิการ และถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #เชียงราย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือ ต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่

กระแสคัดค้านจากกลุ่มชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศปะทุขึ้น หลังสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (สคสบ.) ได้เสนอมาตรการ “ห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” เพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ สร้างความไม่พอใจในหมู่ยาวไร่ยาสูบต่อท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มาจากพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง

นายกิตติทัศน์ ผาทอง เลขาภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ขณะนี้อุตสาหกรรมยาสูบไทยประสบปัญหามากมายอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นจะพูดแล้วทำ เพราะทำแต่สิ่งที่ไม่เคยพูดไว้ กฎหมายห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่จะยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนที่จะทะลักมาล้นหลามแน่นอน ปัจจุบันบุหรี่ถูกกฎหมายยังขายได้ แต่บุหรี่เถื่อนกลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึงกว่า 25% นอกจากนี้ หากกฎหมายนี้ผ่าน รัฐจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้เลย รายได้ที่เคยมีกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปีอาจหายไป และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศแน่นอน ผู้ทรงคุณวุฒิที่เสนอกฎหมายนี้ควรพิจารณาผลกระทบในวงกว้างอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันไทยต้องกู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 4 แสนล้าน การออกกฎหมายที่ขัดขวางการจัดเก็บรายได้รัฐถือเป็นการบั่นทอนการทำงานของทีมเศรษฐกิจอย่างยิ่ง”

นายสงกรานต์ ภัคดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แสดงความผิดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นชาวเพชรบูรณ์โดยกำเนิด และกล่าวว่า “จังหวัดที่มีต้นยาสูบเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ชีวิตเราเกิดและโตมากับการทำยาสูบ แต่รัฐมนตรีพัฒนาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่เคยสัมผัสชีวิตเกษตรกร คงไม่ทราบว่ายาสูบสำคัญกับชาวเพชรบูรณ์อย่างไร การทำยาสร้างรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องคอยลุ้นราคารับซื้อ ไม่ต้องลุ้นว่าผลผลิตจะล้นตลาดไหม ทุกครั้งที่ปลูกก็สามารถการันตีกำไรได้เลย ต่างจากพืชชนิดอื่นที่ต้องคอยหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รายได้ที่มั่นคงจากยาสูบได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันยาสูบเพชรบูรณ์ถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 210-250 ล้านบาทต่อปี หากกฎหมายนี้ผ่าน จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรยาสูบกว่า 2,500 ครัวเรือนในเพชรบูรณ์ และกว่า 23,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ หากท่านรัฐมนตรีหวังจะเป็นฮีโร่ด้านสุขภาพ คงต้องแลกกับการเป็นผู้ร้ายทำลายชีวิตชาวไร่ยาสูบด้วย”

นายสงกรานต์ยังเสริมว่า “การแบนคนที่เกิดในปีที่กำหนดไม่ให้ซื้อบุหรี่มีการเริ่มทำแล้วในต่างประเทศก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการวัดผลออกมาเลยว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลจริง ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ ไม่อยากให้เอาชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบมาแลกกับการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก”

“ชาวไร่ยาสูบไทยขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ทบทวน “มาตรการห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” อย่างรอบคอบอีกครั้ง โดยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและแรงงานในไร่ยาสูบกว่า 100,000 คน เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่เป็นผลดีกับการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่อย่างที่หวัง แต่กลับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจฐานราก รายได้ของประเทศในอนาคต และเพิ่มภาระให้กับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายแทน ทั้งนี้ ชาวไร่ยาสูบยืนยันว่าความสุดโต่งไม่ใช่ทางออกของนโยบายสาธารณสุขไทย บทเรียนมากมายในการควบคุมยาสูบเกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไข และชาวไร่เป็นคนกลุ่มแรกที่รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส อยากวอนขอให้รัฐพิจารณาหามาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายสงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ร่วมเวที ASEAN-EU Sustainability Summit 2026 ชูบทบาทไทยขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ–สุขภาพหนึ่งเดียว เสริมความมั่นคงอาหารอาเซียน

สศก. ร่วมเวที ASEAN-EU Sustainability Summit 2026 ชูบทบาทไทยขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ–สุขภาพหนึ่งเดียว เสริมความมั่นคงอาหารอาเซียน

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า (สศก.) ได้ร่วมสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยมอบหมายให้ ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าร่วมเป็นวิทยากรในฐานะผู้แทนฝ่ายไทยและผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงานเสวนา ASEAN–EU Sustainability Summit 2026 เมื่อวันที่ 7 พฤษภา คม 2569 ณ Tambuli Seaside Resort & Spa เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายใต้หัวข้อ Food Security,Animal Health,and Climate Resilience : A Sustainability Imperative for ASEAN เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร สุขภาพสัตว์ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเกษตรและอาหารต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานเสวนาดังกล่าวจัดโดยสภาธุรกิจสหภาพยุโรป–อาเซียน (EU–ASEAN Business Council: EU–ABC) ร่วมกับหอการค้ายุโรปแห่งฟิลิปปินส์ (European Chamber of Commerce of the Philippines: ECCP) โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48 มีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และภาคีเครือข่ายจากอาเซียนและสหภาพยุโรปเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียว เกษตรกรรมยั่งยืน ความมั่นคงอาหาร และการรับมือการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ

โอกาสนี้ รองเลขาธิการ (สศก.) ได้นำเสนอทิศทางนโยบายเกษตรของประเทศไทย ตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการความยั่งยืนและความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่ระบบเกษตรและอาหาร ผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ การบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงเชิงรุก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลขนาดใหญ่ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศและตลาดโลก

สำหรับประเด็นด้านสุขภาพสัตว์ ได้นำเสนอภาพรวมเชิงนโยบายของไทย โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคสัตว์ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร พร้อมเน้นย้ำว่า สุขภาพสัตว์เป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจชนบท และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดโลก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ปศุสัตว์ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญของครัวเรือน

นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคสัตว์เชิงรุกตามแนวทาง One Health ผ่านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การฉีดวัคซีน การเฝ้าระวังโรค การบริหารจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน และการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนจากโรคระบาด ลดการใช้ยาต้านจุลชีพโดยไม่จำเป็น และสนับสนุนการผลิตปศุสัตว์ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค ไทยสนับสนุนให้อาเซียนยกระดับการทำงานร่วมกันจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ความร่วมมือเชิงระบบที่มีข้อมูลเป็นฐาน โดยเฉพาะการแบ่งปันข้อมูล ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการประสานนโยบายเพื่อรับมือความเสี่ยงข้ามพรมแดน ทั้งโรคระบาดสัตว์ ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ภูมิภาคสามารถเฝ้าระวัง ตอบสนอง และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ภาคเกษตรไม่ใช่เพียงฐานการผลิตอาหารของประเทศ แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การขับเคลื่อนเกษตรไทยในระยะต่อไป จึงต้องอาศัยทั้งข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการบูรณาการจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้ระบบอาหารของไทยและอาเซียนมีความมั่นคง ปลอดภัย และยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งการเข้าร่วมเวที ASEAN–EU Sustainability Summit 2026 นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของประเทศไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่ระบบที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ พร้อมแสดงความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับอาเซียน สหภาพยุโรป และภาคีระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร ความปลอดภัยอาหาร สุขภาพสัตว์ และความสามารถในการปรับตัวของภาคเกษตรอย่างยั่งยืน


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘พิพัฒน์’ นำไทยเป็นเจ้าภาพ จัดงานต้อนรับผู้นำธุรกิจการบินโลก โชว์ความพร้อมท่าอากาศยานไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค

‘พิพัฒน์’ นำไทยเป็นเจ้าภาพ จัดงานต้อนรับผู้นำธุรกิจการบินโลก โชว์ความพร้อมท่าอากาศยานไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Airports Council International Asia-Pacific & Middle East Regional Assembly, Conference and Exhibition 2026 (ACI APAC & MID RACE) โดยได้รับเกียรติจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ และงานต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมฯ พร้อมด้วยนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT และ Mr.Stefano Baronci,Director General,ACI APAC & MID ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง โดยการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค และยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือกับท่าอากาศยานชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งด้านการคมนาคมทางอากาศควบคู่ไปกับการส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการของท่าอากาศยานไทยให้พัฒนาไปสู่ World Class Hospitality ที่ส่งมอบประสบการณ์เดินทางที่น่าจดจำให้กับผู้โดยสารไปพร้อมกับขับเคลื่อนการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

โดยการจัดงาน ACI Asia-Pacific & Middle East Regional Assembly,Conference and Exhibition 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Airports as Engines of Shared Prosperity” สะท้อนความสำคัญของท่าอากาศยานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศที่ปลอดภัย ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยภายในงาน AOT ได้จัดแสดงนิทรรศการเพื่อนำเสนอบทบาทของ AOT ทั้งด้านการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อเป็นฮับการบินภูมิภาค การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมการบินสมัยใหม่ รวมถึงการยกระดับคุณภาพบริการ

เพื่อรองรับการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Passenger Experience) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก

ทั้งนี้ การประชุม ACI APAC & MID RACE 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยวกว่า 400 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารสนามบินจากทั่วโลกกว่า 600 แห่งใน 44 ประเทศ เข้าร่วมงาน

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
โทรศัพท์ 0 2535 5245,0 2535 5240 โทรสาร 0 2535 5216
อีเมล aot_media@airportthai.co.th เว็บไซต์ www.airportthai.co.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา รุกภูเก็ต! ปักธงยุทธศาสตร์ “Hub เรือสำราญอาเซียน 2026” ยกระดับอัตลักษณ์ชุมชนควบคู่โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ และ นายจำลอง อนันตสุข รองประธานและโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์, นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล, นางประทุม วงศ์สวัสดิ์, นายสุวิทย์ ขาวดี, นายสุวิช จำปานนท์, นายณรงค์ จิตราช และประกาสิทธิ์ พลซา และคณะเดินทางลง พื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อปฏิบัติภารกิจศึกษาดูงานและจัดสัมมนาเรื่อง “การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาเมืองท่าเรือสำราญของไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเรือสำราญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2026” ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2569

โดยวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้เริ่มต้นภารกิจ ณ บ้านทองตัน ถนนดีบุก เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้นำชุมชนสำคัญ นายดอน ลิ้มนันทพิสิฐ ประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต และ นายสมยศ ปาทาน รองประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต พร้อมนายนิวัฒน์ เอ่งฉ้วน เลขานุการนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต การหารือเน้นไปที่การรักษาอัตลักษณ์ของเมืองควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางมากับเรือสำราญ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว การคมนาคม ซึ่งนายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภาภูเก็ตก็ได้มาร่วมหารือด้วย

และเพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่เดินเท้าสำรวจย่านเมืองเก่าภูเก็ตด้วยตนเองอย่างละเอียดเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความพร้อมของเส้นทางเดินท่องเที่ยว การจัดการจราจร และความปลอดภัย ซึ่งข้อมูลจากการสัมผัสพื้นที่จริงนี้จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายยกระดับเมืองท่าท่องเที่ยวสู่ระดับสากลต่อไป

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปยัง ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เพื่อตรวจเยี่ยมและศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับให้เป็น ท่าเรือต้นทาง โดยได้รับฟังข้อมูลการดำเนินงานจากคณะผู้บริหารบริษัท ภูเก็ต ดีพ ซี พอร์ต จำกัด นำโดย นายอดิศร์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป นางสาวอรสา พงศ์พัฒนคม รองผู้จัดการทั่วไป และนายปรีชา ปานเถื่อน ผู้จัดการแผนกปฏิบัติการฝ่ายเรือและสินค้า ซึ่งคณะก็ได้ดูงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการบนเรือสำราญ Genting Dream เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนามาตรฐานท่าเรือและการให้บริการนักท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการศึกษาแนวทางเพื่อผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมทั้งด้านโครง สร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการชุมชน เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคภายในปี 2026 โดยความสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการ จัดลำดับความสำคัญ ในการพัฒนาเมืองท่าเรือสำราญของไทยให้เป็นศูนย์กลางในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรม

“การพัฒนาเกาะในประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลมากแล้ว ขณะที่ประเทศไทยเรากลับล่าช้ามาก แม้แต่ท่าเรือขนาดใหญ่เช่นแหลมฉบัง ก็ยังไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ได้ดี การพัฒนาเกาะภูเก็ตก็ยังเผชิญกับปัญหาการลำเลียงนักท่องเที่ยวนับพันคนขึ้นจากเรือก็ใช้เวลามาก ตรงนี้คือปัญหาที่ทำให้เราสู้เขาไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการฯ ลงมาภูเก็ตในครั้งนี้” ประธาน กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภากล่าว

ด้านนายจำลอง อนันตสุข โฆษก กมธ.การท่องเที่ยวและการกีฬา กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประ เทศไทยเสียโอกาสทางการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการพัฒนาเกาะและท่าเรือไปอย่างก้าวหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผลักดันให้มีเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะกระบวนการลำเลียงนักท่องเที่ยวจากเรือสำราญขนาดใหญ่ขึ้นสู่ฝั่งที่ปัจจุบันยังมีความล่าช้า ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

“การที่คณะเข้าศึกษาดูงาน ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต และเรือสำราญ Genting Dream มีวัตถุ ประสงค์เพื่อนำมาตรฐานสากลมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภูเก็ตสามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่และบริหารจัดการนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับโลก” สว.จำลอง กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 ร่วม อย. จับกุมลักลอบจำหน่าย โบท็อกซ์–ฟิลเลอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านสื่อออนไลน์

สืบสวนนครบาล 1 ร่วม อย. จับกุมลักลอบจำหน่าย โบท็อกซ์–ฟิลเลอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านสื่อออนไลน์

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์, พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.อัฏพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. ได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ, พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท. ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ หัดคำ รอง ผกก. สส.บก.น.1 และ พ.ต.ต.ประเดิม ดาวสว่าง สว.กก.สส.บก.น.1 ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด และจากการสืบสวนติดตามจนกระได้ทำการจับ กุมตัวผู้กระทำผิด โดยมีรายละเอียดของกลางดังนี้ รายการเครื่องมือแพทย์ที่ไม่มีทะเบียนผลิตภัณฑ์ จำนวน 11 รายการ, ผลิตภัณฑ์ยาไม่มีทะเบียน/อุปกรณ์ จำนวน 15 รายการ, ผลิต ภัณฑ์ยามีทะเบียน จำนวน 10 รายการ รวมจำนวนของกลางทั้งหมด 36 รายการ จำนวนกว่า 300 ชิ้น มูลค่าทรัพย์รวม 370,000 บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นบาท)

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.30 น. ตรวจยึดได้บริเวณ บ้านเลขที่ 36/3 หมู่บ้านเบลสทาวน์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พร้อมด้วยของกลาง 1.รายการเครื่องมือแพทย์ที่ไม่มีทะเบียนผลิตภัณฑ์ จำนวน 11 รายการ, 2.ผลิตภัณฑ์ยาไม่มีทะเบียน/อุปกรณ์ จำนวน 15 รายการ และ 3.ผลิตภัณฑ์ยามีทะเบียน จำนวน 10 รายการ รวมจำนวนของกลางทั้งหมด 36 รายการ จำนวนกว่า 300 ชิ้น โดยกล่าวหาว่า “ความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดขายยาแผนปัจจุบัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตผู้ฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท, มาตรา 72 (4) ห้ามมิให้ผู้ใดขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ผู้ฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 122 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่รับอนุญาต มีโทษตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 46/1 ฐานขายเครื่องมือแพทย์ไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียด โทษตามมาตรา 109/1 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

พฤติการณ์กล่าวคือ ทั้งนี้ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.สส.บก.น.1 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ตรวจสอบบัญชี LINE ID : @MCSUPPLYMED เกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต ผู้บังคับบัญชา จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.ประเดิม ดาวสว่าง ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทราบว่าบัญชี LINE ID : @MCSUPPLYMED ได้มีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปลอมเป็นสายลับติดต่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และได้ทำการสืบสวนจนทราบสถานที่ตั้งที่ทำการอยู่ที่ บ้านเลขที่ 36/3 หมู่บ้านเบลสทาวน์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม ได้นำหมายค้นของหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ มาทำการตรวจค้น เมื่อมาถึงเจ้าพนักงานตำรวจ พบ นายชินวัฒน์ อนันตะ อายุ 24 ปี แสดงตัวเป็นผู้อาศัย เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงหมายค้น และขอทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว โดยก่อนทำการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ นายชินวัฒน์ฯ ดูจนเป็นที่พอใจแล้วจึงทำการตรวจค้น โดย นายชินวัฒน์ฯ ยินยอมและเป็นผู้นำการตรวจค้น

ขณะทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบ นายเอกพันธ์ อนันตะ อายุ 36 ปี ได้พักอาศัยอยู่บริเวณชั้นสองภายในบ้านหลังดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบของกลางรายการเครื่องมือแพทย์ที่ไม่มีทะเบียนผลิตภัณฑ์ จำนวน 11 รายการ, ผลิตภัณฑ์ยาไม่มีทะเบียน/อุปกรณ์ จำนวน 15 รายการ, ผลิตภัณฑ์ยามีทะเบียน จำนวน 10 รายการ รวมจำนวนของกลางทั้งหมด 36 ราย การ จำนวน 300 ชิ้น (ตามบัญชีของกลาง) มูลค่าทรัพย์ประมาณ 370,000 บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นบาท) อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว

จากการสอบถาม นายเอกพันธ์ฯ รับว่า ของกลางทั้งหมดเป็นของตนที่เอาไว้จำหน่ายผ่านช่องทาง บัญชี LINE ID : @MCSUPPLYMED จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิให้ นายเอกพันธ์ฯ ทราบ ผู้ต้องหาทราบสิทธิและข้อกล่าวหาแล้ว จึงได้นำตัวผู้ต้องหามายัง กก.สส.บก.น.1 เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม แล้วนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา : กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายเอ (ชาวเนปาล) ติดตามคดีหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เตรียมร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบช.ภ.8 พร้อมชี้แจงปมวีซ่า

นายเอ (ชาวเนปาล) ติดตามคดีหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เตรียมร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบช.ภ.8 พร้อมชี้แจงปมวีซ่า

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายเอ (นามสมมติ) ชาวเนปาล ได้เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ตนตกเป็นผู้ต้องหา โดยได้รับแจ้งจากทางพนักงานอัยการฯว่า ในคดีดังกล่าวพนักงานอัยการฯมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” แล้วหลังพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนของกฎหมาย สำนวนคดียังคงต้องถูกส่งต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ว่าจะมีความเห็นแย้งหรือดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่

นายเอฯ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ตามสิทธิและกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างครบถ้วน หลังจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ชีวิตส่วนตัว และการทำงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ นายเอฯ ยังเตรียมเข้าชี้แจงต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกี่ยวกับปัญหาเรื่องวีซ่า โดยอ้างว่า ก่อนเกิดคดี ตนได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะฝึกงานในนามนักศึกษา และได้มอบหนังสือเดินทางรวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สถานประกอบการแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ดำเนินการต่อวีซ่าและเอกสารการพำนักให้

นายเอฯ ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเข้าใจโดยสุจริตว่าสถานประกอบการดังกล่าวได้ดำเนินการต่อวีซ่าให้เรียบร้อยแล้ว กระทั่งภายหลังเมื่อเกิดคดี และเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบหนังสือเดินทางและวีซ่า จึงพบว่ายังไม่มีการดำเนินการต่อวีซ่าตามที่เคยแจ้งไว้ โดยเพิ่งทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวหลังได้รับหนังสือเดินทางคืนจากสถานประกอบการดังกล่าว

นายเอฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบถามพบว่า ไม่ได้มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว แต่ยังมีผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการเดียวกันอีกประมาณ 11 คน ที่ยังไม่ได้รับการดำเนินการต่อวีซ่าหรือเอกสารการพำนักเช่นเดียวกัน

ภายหลัง นายเอฯ ได้ปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายและพยายามดำเนินการเข้าพบสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอต่อวีซ่าตามขั้นตอน แต่ได้รับคำแนะนำว่าจำเป็นต้องให้ทนายความหรือผู้มีความรู้ทางกฎหมายดำเนินการยื่นเรื่องและเอกสารประกอบ จึงทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการต่อวีซ่าได้แล้วเสร็จ

ด้วยเหตุนี้ นายเอฯ จึงได้เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน รวมถึงยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือต่อสมาคมไทย–เนปาล ซึ่งภายหลังทางสมาคมไทย–เนปาลได้เร่งเข้าช่วยเหลือและติดตามประสานงานในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการทางกฎหมาย และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ นายเอฯ ยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายทุกขั้นตอน โดยหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

ประจวบคีรีขันธ์ – “ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

วันที่ 14 พ.ค.69 นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด บรรยายสรุปพร้อมต้อนรับคณะของดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยนายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน นายบรรดิษฐ์ ไวยมิตรา หัวหน้ากองควบคุมการปฏฺิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางน้ำให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ณ ท่าเทียบเรือ C

ในการนี้ นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ได้ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลเชิงเทคนิค โดยประเด็นสำคัญในการหารือมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า และการวางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งสินค้าหนักและวัตถุ ดิบทางอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการพัฒนาท่าเรือในอนาคต

“ท่าเรือประจวบ” ได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือพาณิชย์เอกชนที่มีความสำคัญระดับประเทศ ด้วยศักยภาพการในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Vessel) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจร ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้าทั่วไป ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน นับเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งทะเลอ่าวไทย


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0624644468

อำเภอแม่สะเรียง รายงานเหตุด่วนสาธารณภัย(อุทกภัย) น้ำป่าไหลหลากพัดคอสะพานขาด

อำเภอแม่สะเรียง รายงานเหตุด่วนสาธารณภัย(อุทกภัย) น้ำป่าไหลหลากพัดคอสะพานขาด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 11:00 น. อำเภอแม่สะเรียงได้รับรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ กรณีเกิดเหตุฝนตกหนักเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นเหตุให้น้ำป่าไหลหลากกัดเซาะคอสะพานท่อลอดเหลี่ยม (เส้นทางรอง) เชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 108 – บ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนขาดชำรุดเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรของราษฎรบ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ซึ่งมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 165 ครัวเรือน รวม 347 คน โดยปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวยังไม่สามารถใช้สัญจรผ่านได้ตามปกติ เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 70,000 บาท

การดำเนินการในระดับพื้นที่ดังนี้

  1. การช่วยเหลือเบื้องต้น: องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและอยู่ระหว่างประสานงานเครื่องจักรกลเพื่อเข้าดำเนินการซ่อมแซมคอสะพานให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
  2. การรายงานเหตุต่อจังหวัด: นายอำเภอแม่สะเรียง ในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้รายงานเหตุด่วนสาธารณภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด เพื่อพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณและการช่วยเหลือเป็นไปตามระเบียบของทางราชการต่อไป

มาตรการเฝ้าระวัง: อำเภอแม่สะเรียงได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน