พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี อัญเชิญพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ สู่พระบรมมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราช ดำเนินไปยังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภา กาชาดไทย เพื่อทรงเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาไปยังพระบรมมหาราชวัง

วันนี้ (๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๙) เวลา ๑๕.๕๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้า ฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ไปยังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อทรงเชิญพระศพ สมเด็จพระ เจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปยังพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร
มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ทรงรอรับเสด็จ ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง เสด็จขึ้นชั้น ๒๙ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ต่อจากนั้น สม เด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดินนำขบวนเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะแพทย์และพยาบาลที่ถวายการรักษาเชิญพระศพลงจากอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ แล้วเชิญพระศพขึ้นรถยนต์หลวง เสร็จแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินนำรถยนต์หลวงเชิญพระศพ ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง เส้นทางขบวนเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เคลื่อนไปทางถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม ๔ ถนนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนิน ถนนหน้าพระลาน เข้าประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ตลอดเส้นทางมีข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชา ชนทุกหมู่เหล่า เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูก เธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างเนืองแน่น

เวลา ๑๗.๑๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ไปพระราชทานน้ำสรงพระศพ และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวด พระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง ในการนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จในการนี้ด้วย

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป จบแล้ว เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่กลองชนะ ปี่พาทย์ กองทหารเกียรติยศพระศพถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำวันประสูติ ทรงกราบ เสร็จแล้ว ทรงทอดผ้าไตร ๑๑ ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา จากนั้น ทรงทอดผ้าไตร ๑๒ ไตร อีกจำนวน ๓ เที่ยว จนครบ ๔๗ ไตร เท่าพระชนมายุสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร
มหาวัชรราชธิดา

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระแท่นเตียงพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมด้านตะวันออกและด้านตะวันตก พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ เมื่อครบ ๔ จบ พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดผ้าไตรพระราชาคณะ ๑ รูป ที่ถวายอดิเรก และพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ๘ รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำวันประสูติทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จลงจากพระที่นั่งพิมานรัตยาประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ


อุทยานแห่งชาติลำคลองงู คุมเข้ม สั่งตรวจฉี่เจ้าหน้าที่ กำชับห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาด พบมีสารเสพติดมีผลกับการเข้าการปฏิบัติหน้าที่ต่อ

อุทยานแห่งชาติลำคลองงู คุมเข้ม สั่งตรวจฉี่เจ้าหน้าที่ กำชับห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาด พบมีสารเสพติดมีผลกับการเข้าการปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดทุกแห่งดำเนินมาตรการป้องกันปัญหายาเสพติดในหน่วยงานรัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือพฤติการณ์อันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อทางราชการ นั้น

นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 จึงได้สั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานภาคสนามในสังกัดทุกแห่ง กำกับดูแลและกำชับเจ้าหน้าที่ในความรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด มิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจคัดกรองหาสารเสพติดของเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้รายงานว่า อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้บูรณาการดำเนินการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ กองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอทอง ผาภูมิที่ 9 และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอทองผาภูมิ ดำเนินการตรวจคัดกรองหาสารเสพติดในปัสสาวะของเจ้าหน้าที่ จำนวน 61 ราย

ผลการตรวจเบื้องต้นพบว่า มีเจ้าหน้าที่จำนวน 12 ราย ซึ่งเป็นพนักงานจ้างเหมา ปรากฏผลเป็นบวกต่อสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ ภายหลังทราบผลการตรวจดังกล่าว อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้ดำเนินการยกเลิกข้อตกลงการจ้างพนักงานจ้างเหมาทั้ง 12 ราย ทันที และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งตัวเข้ารับการบำบัดรักษาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ ภายหลังการบำบัดรักษาและการติดตามประเมินผล หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลดังกล่าวผ่านกระบวนการบำบัดฟื้นฟูและไม่พบพฤติการณ์หรือผลการตรวจที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดแล้ว การพิจารณารับเข้าปฏิบัติงาน จะดำเนินการตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และดุล พินิจของทางราชการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ความเหมาะสมของตำแหน่งหน้าที่ และคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

จังหวัดเพชรบุรี จัดกิจกรรมจิตอาสาปลูกหญ้าแฝก 1 แสนต้น ในพื้นที่โครงการแก้มลิงลําห้วยใหญ่

จังหวัดเพชรบุรี จัดกิจกรรมจิตอาสาปลูกหญ้าแฝก 1แสนต้น ในพื้นที่โครงการแก้มลิงลําห้วยใหญ่

วันที่ 10 มิ.ย.69 ที่โครงการแก้มลิงลำห้วยใหญ่ ชุมชนห้วยทรายใต้ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี. ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสา ปลูกหญ้าแฝก 1แสนต้น รอบพื้นที่โครงการแก้มลิงลำห้วยใหญ่ (อ่างเก็บน้ำ) เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ดิน และป้องกันการพังทลายของชั้นดินริมอ่างเก็บน้ำ ฟืนฟระบบนิเวศ ตามแนวพระราชดําริฯ โดยมี นางณัฐฐินีย์ คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี, นายพลกฤต พวงวลัยสิน ปลัดจังหวัดเพชรบุรี, นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ, นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนรตีเมืองชะอำ, หัวหน้าส่วนราชการจจังหวัดเพชรบุรี, ภาครัฐ ภาคเอกชน และจิตอาสาพระราชทาน904 เข้าร่วมกิจกรรมปลูกหญ้าแฝก 1 แสนต้น จำนวน 910 นาย 67 หน่วยงานของจังหวัดเพชรบุรี

สืบเนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ในชุมชนสามพระยา อ.ชะอำ มีปริมาณนน้ำไหลเข้าอ่างน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของโครงการ พระราชดำริฯในพื้นที่ จึงได้มีการพิจารณาผันน้ำจากเขื่อนเพชรมาตามคลองส่งน้ำสายใหญ่ ฝั่งขวา1 อ.ชะอำ แล้วผันลงสู่แก้มลิงลำห้วยใหญ่ เพื่อเก็บกักเป็นน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำจากแก้มลิงลำห้วยใหญ่ ไปเติมในอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานของอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ในอนาคต

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแก้มลิงลำห้วยใหญ่ มีพื้นที่กว่า26 ไร่ ลึก5เมตร มีความจุน้ำ 150 ล้านลูกบาศก์เมตร มีถนน คสล. โดยรอบอ่างเก็บน้ำ มีอาคารรับน้ำ2แห่ง อาคารระบายน้ำ 1 แห่ง อาคารปลายท่อ 1 แห่ง สถานีสูบน้ำ ติดตั้งโซล่าเซลล์ งานขยายเขตไฟฟ้า งานวางท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำส่งไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ ระยะทางประมาณ 4.80 กิโลเมตร เพื่อเป็นแหล่งสำรองน้ำในฤดูแล้ง และส่งน้ำไปสนับสนุนพื้นที่ชลประทานเดิมอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ และสนับสนุนปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ บนพื้นที่ชลประทาน 3,150 ไร่ ที่ได้รับงบประมาณจากสำนักงาน กปร.จำนวน 22,672,900 บาท ในการดำเนินการก่อสร้างโครงการแก้มลิงลําห้วยใหญ่ให้แล้วเสร็จต่อไป


/////////// บรรณรต จ.พชรบุรี

สส.เขต 3 ประจวบฯ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ รณรงค์ ทำหมันหมา แมว เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ประจวบฯ เขต 3 พุ่งเป้า 1,000 ตัว ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน

ประจวบคีรีขันธ์ – สส.เขต 3 ประจวบฯ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ รณรงค์ ทำหมันหมา แมว เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ประจวบฯ เขต 3 พุ่งเป้า 1,000 ตัว ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน

วันที่ 8 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิดโครง การป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบไปด้วย ( อ.เมือง ( ต.ห้วยทราย ) อ.ทับสะแก อ.บาง สะพาน อ.บางสะพานน้อย )

โดยมี นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศ บาลตำบลทับสะแก นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์ เขต 7 นายสัตวแพทย์จามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายลือศักดิ์ สุทธิธรรม ปศุสัตว์อำเภอทับสะแก พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลทับสะแก หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ปศุ สัตว์ พนักงานเทศบาล และชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงมารับบริการร่วมให้การต้อนรับ

นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดภาระพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ และลดค่าใช้จ่าย ตนเองจึงประสานไปยัง กรมปศุสัตว์ เพื่อจัดโครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้นครั้งที่ 1 ที่เทศบาลตำบลทับสะแก และวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ อบต.บางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.ที่ อบต.กำเนิดนพคุณ วันจันทร์ที่ 29 มิ.ย.ที่ อบต.ร่อนทอง และที่ อบต.ห้วยทราย เขต.อ.เมือง และอบต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก ตามลำดับ โดยเป้าหมายนั้น ประมาณ 1,000 ตัว สามารถลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 1,000 – 1.200 บาท ต่อตัว


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

กิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569 ร่วมใจกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื้อที่ 1.19 ไร่

กิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569 ร่วมใจกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื้อที่ 1.19 ไร่

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 09.09 น. นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569 ณ วนอุทยานพระแท่นดงรัง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนางสาวนิศรา จีนสุกแสง ผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ป่าอนุรักษ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากผู้อำนวยการส่วน หัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ผู้นำท้องถิ่น คณะครูและนักเรียนในพื้นที่ ร่วมใจกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื้อที่ 1.19 ไร่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 150 คน โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 250 ต้น รวม 9 ชนิด กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เยาวชนและคนในพื้นที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

ฝันค้างทั้งเมือง! รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน “สะดุด” รัฐพับแผนซื้อคืนสัมปทาน

ใครที่กำลังรอใช้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีในราคา 40 บาทตลอดวัน คงต้องผิดหวังไม่น้อยเพราะล่าสุดมีข่าวออกมาแล้วว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมถอยจากแนวทางดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 2570 เป็นต้นไป

คำถามคือ… อะไรทำให้นโยบายที่เคยถูกเสนออย่างมั่นใจ ต้องสะดุดกลางทาง?

1. ต้องใช้เงินชดเชยจำนวนมาก

หากกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีไว้ที่ 40 บาทตลอดวัน ผู้โดยสารจะจ่ายถูกลงอย่างมาก สมมติว่าใน 1 วัน ใช้รถไฟฟ้า 3 เที่ยว เท่ากับจ่ายเฉลี่ยเพียงเที่ยวละ 13 บาท ซึ่งถูกกว่า 20 บาทตลอดสายเสียอีกเมื่อรายได้จากค่าโดยสารลดลง รัฐจึงต้องจ่ายเงินให้เอกชนผู้รับสัมปทานจำนวนมาก และต้องจ่ายต่อเนื่องเป็นเวลานานปัญหาคือ รัฐไม่เคยเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า จะต้องใช้เงินเท่าใด และจะนำเงินจากไหนมาชดเชย จึงเกิดคำถามว่า นโยบายนี้จะกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคตหรือไม่?

2. จึงเกิดแนวคิด “ซื้อคืนสัมปทาน”

เมื่อพบว่าการจ่ายชดเชยอาจมีต้นทุนสูง รัฐจึงหันไปพิจารณาแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนแนวคิดคือ เมื่อรัฐเป็นเจ้าของเอง ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยให้เอกชนอีก แต่แนวทางนี้กลับสร้างคำถามและปัญหาตามมาหลายข้อ

(1) ซื้อคืนในราคาที่เหมาะสมหรือไม่?มีข่าวว่าการซื้อคืนสัมปทานอาจต้องใช้เงินถึง 140,000 ล้านบาท คำถามสำคัญคือ ตัวเลขนี้คำนวณมาได้อย่างไร และสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ หากจ่ายแพงเกินไป ย่อมถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

(2) เป็นการย้าย “ความเสี่ยง” จากเอกชนมาสู่รัฐหรือไม่?ปัจจุบัน เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสาร แต่หากรัฐซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่ขาดทุนอยู่ เป็นการทำให้เอกชนไม่มีความเสี่ยงกับการขาดทุน อีกทั้ง รัฐจะจ้างเอกชนรายเดิมให้เดินรถและซ่อมบำรุงต่อไป ทำให้เอกชนมีรายได้ที่แน่นอน ไม่ต้องเสี่ยงกับจำนวนผู้โดยสาร ขณะที่ความเสี่ยงทั้งหมดกลับตกอยู่กับรัฐและผู้เสียภาษี

(3) เจรจายาก และอาจมีแรงต้านเอกชนย่อมต้องการขายในราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน ส่วนรัฐก็ต้องการซื้อในราคาที่ประชาชนยอมรับได้ เพียงประเด็นนี้ก็อาจใช้เวลาเจรจายาวนาน และต่อให้ตกลงราคากันได้ หากสังคมมองว่ารัฐจ่ายแพงเกินไป ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองตามมา

(4) รัฐไม่มั่นใจว่าจะเก็บค่าโดยสารได้คุ้มต้นทุนแม้ค่าโดยสารที่ถูกลงจะดึงดูดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่จะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะชดเชยต้นทุนทั้งหมดหรือไม่ ทั้งค่าชดเชย ค่าเดินรถและซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าซื้อคืนสัมปทานที่ต้องผ่อนจ่ายในอนาคต ดูเหมือนว่ารัฐเองก็ยังไม่มีคำตอบที่มั่นใจ

3. ถอยจาก 40 บาทตลอดวัน เป็น 17-45 บาท

เมื่อเห็นว่าการซื้อคืนสัมปทานจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ นานา รัฐจึงล้มแผนการซื้อคืนสัมปทาน พร้อมกับเตรียมที่จะประกาศใช้นโยบายค่าโดยสารทุกสายทุกสี 17-45 บาท แทน 40 บาทตลอดวัน กล่าวคือ 17 บาท เป็นค่าแรกเข้า ซึ่งจะจ่ายเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่สายกี่สีก็ตาม ส่วน 45 บาท เป็นค่าโดยสารสูงสุดข้อดีคือ รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยน้อยลง โดยมีการประเมินว่าประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี แต่สำหรับประชาชนแล้ว ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าแนวคิด 40 บาทตลอดวัน หากสมมติว่าค่าโดยสารเฉลี่ยของอัตราค่าโดยสารใหม่อยู่ที่ 35 บาท/เที่ยว เทียบกับค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันที่เฉลี่ยเพียง 13 บาท/เที่ยว ก็หมายความว่าประชาชนอาจต้องจ่ายแพงขึ้นถึงประมาณ 169%

4. บทสรุป

นโยบายสาธารณะที่ดีไม่ใช่นโยบายที่ประกาศแล้วคนปรบมือดังที่สุด แต่คือนโยบายที่คิดมาครบตั้งแต่ต้นว่า จะทำจริงได้อย่างไร ใช้เงินเท่าไร ใครเป็นคนจ่าย และผลกระทบระยะยาวเป็นอย่างไร เพราะถ้าประกาศวันนี้ว่า “ได้แน่” แล้วอีกวันบอกว่า “ขอทบทวน” จากนั้นเปลี่ยนเป็น “ทำไม่ได้” สุดท้าย ประชาชนก็เริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังติดขัดคือแนวคิดที่ยังไม่ตก ผลึก หรือการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จตั้งแต่แรก


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นบ.ยส.24 สกัดเครือข่ายขบวนการค้ายานรก พร้อมของกลาง จำนวน 1,214,000 เม็ด ก่อนส่งให้พ่อค้ารายใหญ่ในของประเทศ ในพื้นที่ ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม

นบ.ยส.24 สกัดเครือข่ายขบวนการค้ายานรก พร้อมของกลาง จำนวน 1,214,000 เม็ด ก่อนส่งให้พ่อค้ารายใหญ่ในของประเทศ ในพื้นที่ ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นคร พนม

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯตอนบน/บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร้อย ฉก. ตชด. 235 (หน่วยงานหลัก) ได้รับข้อมูลจากสายข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่ อ.เรณู นคร จว.น.พ. จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการวางกำลังเฝ้าติดตามและตรวจสอบเส้นทางต้องสงสัย จนกระทั่งเวลา 22.30 น.ตรวจพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน บย 4286 สระแก้ว ซึ่งมีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง ขับผ่านมาในบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 2031 พื้นที่ ต.เรณู อ.เรณูนคร จว.น.พ. จนท.จึงได้แสดงตัว เข้าทำการสกัดกั้น และตรวจค้น

ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ทราบชื่อ นายวิชัย ลุนลุดเลาะ หรือ เสา อายุ 40 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 114 หมู่ที่ 1 ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัว แดง จว.ช.ย. พร้อมตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1,214,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถคันดังกล่าว จึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางทั้งมายัง ร้อย ฉก.ตชด.235 เพื่อทำการขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการ จากนั้นจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เรณูนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน

นบ.ยส.24 จับกุมขบวนการค้ายาบ้า พร้อมของกลาง จำนวน 240,175 เม็ด ในพื้นที่ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ

นบ.ยส.24 จับกุมขบวนการค้ายาบ้า พร้อมของกลาง จำนวน 240,175 เม็ด ในพื้นที่ บ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ ส่วนปราบปรามขยายผล/ภ.จว.บ.ก. โดย สภ.บุ่งคล้า (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าบ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จว.บ.ก. มีการมั่วสุมและจำหน่ายยาเสพติด เมื่อ 13.00 น. จนท.ชุดสืบสวน สภ.บุ่งคล้า จึงได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าว และได้ขอทำการตรวจค้น

ผลการตรวจค้น พบผู้ต้องหา 2 ราย ทราบชื่อ นายวรายุทธฯ ภูมิลำเนา ต.หมากแข้ง จ.อุดร ธานี และ น.ส.จิตติมาฯ ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 175 เม็ด, เงินสด จำนวน 42,500 บาท และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง จากนั้นจึงได้พาตัวผู้ต้องหามายัง สภ.บุ่งคล้า เพื่อทำการขยายผลเกี่ยวกับยาบ้าและของกลาง หลังการขยายผลทราบว่ายังมีของกลางซุกซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 166 ม.3 บ้านโนนสวรรค์ ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จว.บ.ก. ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 240,000 เม็ด และสมุดจดรายชื่อลูกค้ายาเสพติด จำนวน 2 เล่ม ผุ้ต้องหาให้การว่าก่อนหน้านั้น 2 วัน ได้ร่วมกันเดินทางไปรับเอายาเสพติดดังกล่าว บริเวณพื้นที่ บ.นาข่า อ.บ้านแพง จ.นครพนม โดยใช้รถยนต์ Toyota Camry Hybrid สีดำ กจ3064 อุทัยธานี เป็นยานพาหนะขนส่งลำเลียงมาพักที่ บ้านเลขที่ 166 ม.3 ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จว.บ.ก. หลังจากนั้นจึงได้นำยาบ้าไปส่งให้กับลูกค้าตามจุดนัดหมายต่างๆ เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจส่งยาเสพติดจึงได้เดินทางกลับมาพักที่บ้านพัก ณ บ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จว.บ.ก. จนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บุ่งคล้า พร้อมของกลางทั้งหมด เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน

“เดช” สารภาพสิ้น..เผาล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของ “ป้าขยัน” ไปแล้ว ตำรวจเตรียมขยายผลเพิ่ม

“เดช” สารภาพสิ้น..เผาล๊อตเตอรี่รางวัลที่1 ของ “ป้าขยัน” ไปแล้ว ตำรวจเตรียมขยายผลเพิ่ม

คดี “หวยอลเวง” ที่บ้านปากน้ำ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย และกำลังเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีผู้เสียหายคือ นางสาวสายัญ ดอกไม้ หรือ “ป้าขยัน” อายุ 54 ปี อ้างว่าได้ซื้อล๊อตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 1 มิย.2569 จำนวน 3 ใบ เมื่อรางวัลออกแล้วให้เพื่อนบ้านตรวจให้ เพื่อนบ้านบอกว่ามีอยู่ 1 ใบที่ถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 173770 แต่ต่อมากลับบอกว่าไม่ถูก และได้ทิ้งล๊อตเตอรี่ไปแล้ว เมื่อนางขยันไปค้นขยะกลับพบเพียง 2 ใบ แต่ไม่พบใบที่คาดว่าถูกรางวัล จึงมีการร้องเรียนผ่านสื่อ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอายัดสลากใบนี้แล้ว และจากพยานบุคคล หลักฐานกล้องวงจรปิดทั้งหมด เชื่อได้ว่า “ป้าขยัน” ถือกรรมสิทธิ์สลากที่ถูกรางวัลที่ 1 จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 11 มิย. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. สวรรคโลก ได้เชิญตัว นายเดชและนางแหวว สองสามีภรรยา ที่ “ป้าขยัน” อ้างว่าให้ช่วยตรวจหวยให้ มาทำการสอบปากคำอีกครั้ง หลังเค้นสอบอยู่นานหลายชั่วโมง ในที่สุด นายเดช ก็ยอมเปิดปากรับสารภาพว่า เป็นคนนำล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของ “ป้าขยัน” ไปจริง และอ้างว่าได้เผาทิ้งไปแล้ว ในช่วงที่กลายเป็นข่าวดัง

จากการสอบสวน นายเดชอ้างว่า หลังจากค่ำวันที่ 1 มิย. ที่ “ป้าขยัน” นำล๊อตเตอรี่ทั้ง 3 ใบ มาให้ตรวจและฝากไว้กับภรรยา ตนทราบว่า มีอยู่หนึ่งใบที่ถูกรางวัลที่1 ด้วยความโลภจึงคิดจะเก็บเอาไว้เอง แต่เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้น 2 มิย. “ป้าขยัน” กลับมาทวงถามถึงล๊อตเตอรี่อีกครั้ง จึงโกหกว่าไม่ถูกรางวัลใดๆ พร้อมทำทีเป็นตรวจกับโทรศัพท์มือถือให้อีกครั้ง ก่อนแอบดึงล๊อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่1เอาไว้เอง และเอาอีก 2 ใบ ที่ไม่ถูกรางวัลคืนให้ แต่พอเรื่องนี้กลายเป็นข่าวดัง จึงตัดสินใจเอาไปเผาทำลายหลักฐานเมื่อวันที่ 6 มิย.ที่ผ่านมา ทางตำรวจจึงต้องนำตัวนายเดช ไปชี้จุดที่เผาเพื่อประกอบสำนวนคดี

ด้าน พตอ.นิคม พรมพิราม ผกก.สภ.สวรรคโลก เปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ ทำให้แนวทางคดีมีความชัดเจนมากขึ้น ยืนยันว่า ล๊อตเตอรี่ของ “ป้าขยัน” เป็นล๊อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่1 จริง ส่วนกรณีบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องนั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ารับรู้ข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด และมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานเป็นรายบุคคล เบื้องต้นนายเดช ผู้ต้องหาคนสำคัญ จะถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ส่วนจะขยายผลถึงใครอีกหรือไม่ ขอเวลาอีกนิดเดียว


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

ชุดสืบสวนภูธร จ.มุกดาหาร ตามรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว หลังลักทรัพย์หน้าร้านค้ากลางเมือง พบเป็นชาวลาวลักลอบข้ามแดนไป-กลับทางเรือเล็ก

มุกดาหาร – ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดมุกดาหารตามรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว หลังลักทรัพย์หน้าร้านค้ากลางเมือง พบเป็นชาวลาวลักลอบข้ามแดนไป-กลับทางเรือเล็ก

ความคืบหน้ากรณีหญิงชาวมุกดาหารเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร หลังถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์บริเวณหน้าร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติการณ์เอาไว้ได้อย่างชัดเจนนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ได้สืบสวนแกะรอยจากภาพกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อม จนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาเป็นชายสัญชาติลาว ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบเดินทางข้ามไป-มาระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยใช้เรือขนาดเล็กตามแนวแม่น้ำโขงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวมีประวัติเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเวช โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารและประวัติการรักษาอย่างละเอียด เพื่อประกอบการดำเนินคดีและการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นางศิริพร มุกดาจำปา อายุ 44 ปี ชาวอำเภอเมืองมุกดาหาร ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ว่าถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์บริเวณหน้าร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12.13 น. ทำให้ทรัพย์สินสูญหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,200 บาท

ภายหลังผู้เสียหายตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและนำหลักฐานเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่จึงเร่งสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุ กระทั่งสามารถควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหารายดังกล่าวยังคงถือเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบสภาพร่างกายรวมถึงสภาพจิตใจตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการในลำดับต่อไป


จ.มุกดาหาร – ทรงสิทธิ์ สาระกิจ
โทร. 098-869-9888