ตม.1 ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านอาหารย่านห้วยขวาง หลัง Influencer ชาวจีนเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียไม่รับเงินบาท รับเฉพาะเงินหยวน

ตม.1 ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านอาหารย่านห้วยขวาง หลัง Influencer ชาวจีนเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียไม่รับเงินบาท รับเฉพาะเงินหยวน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้กำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดเพิ่มความเข้มงวดในการสืบสวน ปราบปราม และตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายของคนต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง

สืบเนื่องจากกรณีที่ มี Influencers ชาวจีน เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า ได้มีร้านอาหารจีน มีพฤติกรรมไม่รับเงินไทย รับเฉพาะเฉพาะเงินหยวน ซึ่งต่อมาทราบว่า ร้านดังกล่าวคือ ร้านซินซิน หลานโจว นู้ดเดิ้ล ซึ่งตั้งอยู่ บนถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ พื้นที่สน.ห้วย ขวาง พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก. ตม.1 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวทันที

ต่อมา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 เวลาประมาณ 13.00 น. กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้ประสานเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เข้าร่วมตรวจสอบร้านอาหารดังกล่าว รวมทั้งร้านอาหารอื่นในบริเวณใกล้เคียงรวม 5 ร้าน เบื้องต้น พบบุคคลต่างด้าวที่กระ ทำผิด ฐานหลบหนีเข้าเมือง และความผิดตาม พ.ร.ก. การทำงานของบุคคลต่างด้าวฯ รวม 6 ราย

ในส่วนของร้าน ซินซิน หลานโจว นู้ดเดิ้ล นั้น ได้จับกุมบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 1 ราย และ ความผิดตาม พ.ร.ก. การทำงานของคนต่างด้าวฯ อีก 1 ราย ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท อยู่ในระหว่างการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

พล.ต.ต.ประสาธน์ฯ ยังกล่าวเสริมว่า หลังจากทราบเหตุดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนวางแผนเข้าตรวจตรวจสอบทันที ซึ่งในพื้นที่ย่านห้วยขวางนี้ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนพบเบาะแสบุคคลต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1178 ของสำนัก งานตรวจคนเข้าเมือง


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

เสียงหวูดดังทุกวัน… แต่เราเพิ่งฟัง เมื่อมีคนเสียชีวิต

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จากโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569

เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียง “อุบัติเหตุ” แต่คือสัญญาณเตือนว่า ปัญหาที่เรามองข้ามมานาน กำลังเรียกร้องให้สังคมไทยเอาจริงเสียที

1. นี่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหลายครั้งเมื่อผ่านจุดตัดทางรถไฟ เรามักเห็นภาพคุ้นตา รถจอดคร่อมราง มอเตอร์ไซค์มุดไม้กั้น คนวิ่งตัดหน้ารถไฟ ทั้งที่สัญญาณเตือนดังอยู่แล้ว ทุกครั้งผมได้แต่ภาวนาว่า “อย่าเกิดเรื่องเลย” แต่การภาวนาไม่อาจชนะความประมาทได้ สุดท้าย เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ก็เกิดขึ้นจนได้แน่นอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ไม่ควรพูด คือการสรุปว่า “เป็นเหตุสุดวิสัย” เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้สามารถป้องกันได้ หากทั้งภาครัฐและผู้ใช้รถใช้ถนน เคารพกฎจราจรอย่างจริงจัง

2. ข้อมูลจาก “กล่องดำ” สะท้อนอะไร?กรมการขนส่งทางราง เปิดเผยผลการตรวจสอบ “กล่องดำ” ของรถไฟ พบว่า ก่อนชนรถเมล์ รถไฟวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีการใช้เบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดชนราว 100 เมตร โดยขณะพุ่งชนความเร็วลดลงเหลือประมาณ 28 กิโลเมตร/ชั่วโมงผมนำข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณหาระยะเบรกที่ปลอดภัย ซึ่งสามารถหยุดรถได้ทันโดยไม่ชนรถเมล์ ได้ระยะทางประมาณ 350 เมตรดังนั้น ตัวเลขที่มีการพูดถึงกันว่า รถไฟต้องใช้ระยะเบรกเกือบ 2 กิโลเมตร จึงจะหยุดได้ อาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ปรากฏจากกล่องดำ และไม่ทราบว่าตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากที่ใดขอย้ำว่า หากข้อมูลจากกล่องดำถูกต้อง คือรถไฟวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีการใช้เบรกฉุกเฉินจริง ผลการคำนวณจะได้ระยะหยุดรถประมาณ 350 เมตร ไม่ใช่เกือบ 2 กิโลเมตรอย่างไรก็ตาม รถไฟหยุดได้ยากกว่ารถยนต์มาก เพราะมีน้ำหนักมหาศาล โดยเฉพาะรถสินค้า อีกทั้งล้อเหล็กวิ่งบนรางเหล็ก ทำให้มีแรงเสียดทานต่ำ ส่งผลให้อัตราการลดความเร็ว (Deceleration Rate) ต่ำกว่ารถยนต์มาก

3. จุดตัดทางรถไฟหลายแห่ง ยังเสี่ยงอันตรายจุดตัดทางรถไฟในหลายพื้นที่ยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง โดยเฉพาะจุดที่มีสัญญาณไฟจราจรอยู่ด้านหน้า แต่ไม่มีระบบนับเวลาถอยหลัง (Count Down) ผู้ขับขี่จึงตัดสินใจยากว่า “ควรข้ามหรือไม่” หลายคนเห็นไฟเขียวจึงขับต่อ แต่ยังไม่พ้นรางรถไฟกลับเจอรถติดด้านหน้า จะไปต่อก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ สุดท้ายต้องติดค้างอยู่บนราง จุดลักษณะนี้มีอยู่หลายแห่ง เช่น บริเวณใกล้สถานีรถไฟสามเสน เป็นต้น

4. ทางแก้ ไม่จำเป็นต้อง “ปิดหัวลำโพง” มีข้อเสนอว่าควรยกเลิกรถไฟเข้าหัวลำโพง เพื่อลดจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ แต่ผมเห็นว่า ไม่จำเป็น เพราะการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) มีแผนพัฒนารถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก ในรูปแบบทางวิ่งใต้ดินแบบอุโมงค์เปิด ซึ่งรถไฟดีเซลสามารถใช้ร่วมได้หากโครงการนี้เกิดขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาจุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องยกเลิกการเดินรถเข้าสถานีหัวลำโพง แม้ในกรณีที่โครงการนี้ไม่เกิดขึ้น ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างอุโมงค์ลอด หรือสะพานข้ามทางรถไฟสำหรับรถยนต์

การปิดหัวลำโพงจะสร้างผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากทั้งผู้โดยสารจากชานเมือง และประชา ชนจากต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงาน รักษาพยาบาล หรือทำธุระต่างๆ พูดได้ว่า การยกเลิกรถไฟเข้าหัวลำโพงทั้งหมด ก็ไม่ต่างจากการ “ปิดประตูสู่ระบบราง” ของประ ชาชนจำนวนมาก เนื่องจากทำเลที่ตั้งของสถานีหัวลำโพงอยู่ในย่านธุรกิจกลางเมือง มีรถไฟ ฟ้าหลายสาย เดินทางเข้าออกได้อย่างสะดวก

5. ทางป้องกันที่ควรเร่งทำ

5.1 เร่งสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมากรฟท.ควรเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และช่วงบางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก เมื่อทางรถไฟลงใต้ดิน ก็จะช่วยลดจุดตัดกับถนน และลดความเสี่ยงอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน

5.2 ระหว่างรอโครงการใหญ่ ต้องป้องกันทันทีเพราะโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา และงบประมาณสูง สิ่งที่ทำได้ทันที คือการลดความเสี่ยงในปัจจุบัน

  1. รัฐต้องเข้มงวดกวดขันและรณรงค์ให้คนไทยมีวินัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างเคร่งครัด
  2. ติดตั้งสัญญาณไฟแบบ Count Down สัญญาณไฟแบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่ประเมินได้ว่า ควรข้ามทางรถไฟหรือไม่ ลดโอกาสรถติดค้างบนราง
  3. ติดตั้งป้ายแจ้งเวลารถไฟจะมาถึง หากผู้ขับขี่รู้ว่ารถไฟกำลังจะมาถึงในอีกกี่นาที ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ปลอดภัยขึ้น
  4. เรียนรู้จากญี่ปุ่นทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ สังคมไทยมักพูดถึงญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่มีวินัยจราจรสูง ผมเคยเรียนที่ญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ที่นั่นมีจุดตัดทางรถไฟ หรือ “Fumikiri” เหมือนไทย ทั้งแบบไม้กั้นอัตโนมัติและแบบใช้เจ้าหน้าที่ควบคุม แต่สิ่งที่ต่างกันคือ “พฤติกรรมของคน” แทบไม่มีใครฝ่าไม้กั้น หรือคิดว่า “ขอไปก่อน” นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีระบบช่วยลดอุบัติเหตุที่น่าสนใจ เช่น ก. ปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Emergency Button) หากมีรถติดค้างบนราง ประชาชนสามารถกดปุ่มแจ้งเหตุได้ทันที เพื่อให้พนักงานขับรถไฟเบรกฉุกเฉินข. ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางด้วยเลเซอร์ (Laser Detector) หากตรวจพบรถ คน หรือสิ่งกีดขวางบนราง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนโดยอัตโนมัติไปที่พนักงานขับรถไฟทันทีค. พลุไฟฉุกเฉิน หรือไฟฉุกเฉิน LED รถยนต์ในญี่ปุ่นต้องมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณฉุกเฉิน เพื่อเตือนพนักงานขับรถไฟให้เบรกรถไฟได้ทันเวลา หรือเพื่อเตือนรถคันอื่นเมื่อเกิดเหตุบนถนน

6. สรุป

เสียงหวูดรถไฟดังเตือนทุกวัน แต่สังคมไทยเพิ่งจะ “ได้ยิน” เมื่อมีคนเสียชีวิต โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ควรจบลงแค่การหาคนผิด แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะความสูญเสียจากความประมาทไม่ควรกลายเป็น “เรื่องปกติ” ของสังคมไทยอีกต่อไป


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รวบรถไฟฟ้าทุกสายไว้ที่ รฟม.“เกมใหญ่กว่า” คืออะไร?

เมื่อรัฐบาลเดินหน้าแนวคิด “การบริหารรถไฟฟ้าเหลือเพียงรายเดียว หรือ Single Ownership” ให้รถไฟฟ้าทุกสายอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อปูทางสู่ “ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม” หลายคนมองว่านี่คือข่าวดีที่รอคอยมานาน

แต่คำถามสำคัญคือ… นี่เป็นเพียงการจัดระเบียบรถไฟฟ้า หรืออาจมีเกมใหญ่กว่าที่หลายคนคิด?

1. ตั๋วร่วม-ค่าโดยสารร่วม

ใครๆ ก็อยากได้ตั๋วร่วมหมายถึง ใช้บัตรหรือแอปเดียวขึ้นรถไฟฟ้าได้ทุกสายทุกสี โดยไม่ต้องใช้บัตรหลายใบเหมือนในปัจจุบันที่ BTS ใช้ Rabbit และ MRT ใช้ EMV หรือ MRT Card นับเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ค้างคามานานกว่า 20 ปี ถ้ามี “ตั๋วร่วม” ผู้โดยสารอาจใช้เพียงบัตรเครดิตหรือแอปมือถือใบเดียวแตะได้ทุกระบบส่วนค่าโดยสารร่วมหมายถึง การคิดอัตราค่าโดยสารเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่เริ่มนับค่าโดยสารใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนสาย ระบบจะมองว่าเป็นการเดินทางครั้งเดียว ไม่ใช่คิดแยกตามผู้ให้บริการผลลัพธ์คือ ประชาชนจ่ายน้อยลง เดินทางสะดวกขึ้น คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น รถติดลดลง มลพิษลดลง ใช้พลังงานน้อยลง และเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. “ไม่ใช้งบประมาณ และไม่กระทบหนี้สาธารณะ”… จริงหรือ?

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มีการยืนยันว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะ “ไม่ใช้งบประมาณ” และ “ไม่กระทบหนี้สาธารณะ” ประโยคนี้ฟังดูดี แต่หากรัฐบาลต้องการให้ค่าโดยสารเหลือเพียง 40 บาทตลอดวัน คำถามง่ายๆ คือ รายได้ที่หายไป ใครจะเป็นคนจ่าย เพราะหากรายได้จากค่าโดยสารลดลง ย่อมต้องมีผู้รับภาระส่วนต่าง และถ้าสุดท้ายเป็นภาครัฐ ก็ย่อมหนีไม่พ้นการเป็นภาระทางการคลังในอนาคต

3. “เกมใหญ่กว่า” ที่น่าจับตา

ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องแนวคิดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางสู่การลดค่าโดยสาร หากแนวคิดนี้ยังอยู่บนโต๊ะ นี่อาจเป็นเกมใหญ่กว่าที่หลายคนคิดเพราะฝ่ายที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดอาจไม่ใช่ประชาชนหรือรัฐบาล แต่คือผู้รับสัมปทานเดิม เมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าคาด ขณะที่ยังมีโอกาสได้รับงานเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ พร้อมรายได้ที่แน่นอนในระยะยาวส่วนรัฐบาลจะกลายเป็นผู้รับความเสี่ยงแทบทั้งหมด หากหลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นไม่มากพอ รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่เพียงพอทั้งค่าซื้อคืนสัมปทาน ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย ภาระอาจย้อนกลับมาที่งบประมาณของประเทศน่าคิดว่า หากซื้อคืนสัมปทาน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืน จ่ายค่าจ้างเดินรถ และรับความเสี่ยงเองทั้งหมด แต่หากไม่ซื้อคืน รัฐเพียงจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างจากการลดค่าโดยสาร โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ ค่าซ่อมบำรุง และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด แล้วทางเลือกไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

4. บทสรุป

ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ รอคอยมานาน และควรเกิดขึ้นได้แล้ว แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ ไม่ได้อยู่ที่การโอนรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีไปที่ รฟม.เท่านั้น แต่อยู่ที่คำตอบของคำถามสำคัญว่า “ค่าโดยสารที่ถูกลงนั้น จะยั่งยืนได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับภาระส่วนต่าง”เพราะสุดท้ายแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงข่าวดีในวันนี้ แต่ต้องการระบบขนส่งที่ดี เป็นธรรม และไม่กลายเป็นภาระของประเทศในวันข้างหน้า

จึงขอให้รัฐบาลศึกษาและพิจารณานโยบายนี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาในวันนี้ กลายเป็นภาระที่รัฐบาลและประชาชนต้องร่วมกันแบกรับในอนาคต


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ได้ขอปาฏิหาริย์แค่อยากได้ผู้ว่าฯ แบบนี้

ได้เห็นหน้าตาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.กันไปแล้ว หลายคนอาจยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร?

ผมเข้าใจดีว่า “ผู้ว่าฯ กทม.” ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ และไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ในวันที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม รถติด ฝุ่นพิษ ค่าครองชีพสูง และปัญหาอาชญากรรม สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง อาจไม่ใช่ปาฏิหาริย์

แค่อยากได้ “ผู้ว่าฯ ที่เข้าใจปัญหา และลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

1. ไม่ทำงานแบบ “ศิลปินเดี่ยว”กรุงเทพฯ ไม่ใช่เกาะโดดเดี่ยว ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ตลอดเวลาคนจำนวนมากอาศัยอยู่นอกกรุงเทพฯ แต่เดินทางเข้ามาทำงานในเมืองทุกวัน น้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ บางครั้งก็มาจากพื้นที่รอบนอก ฝุ่น PM2.5 ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เส้นแบ่งเขตจังหวัดดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม.ที่ดี ต้องไม่ทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” แต่ต้องมีความสามารถในการประสานงานและสร้างความร่วมมือกับจังหวัดปริมณฑล รวมถึงรัฐบาล หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนเพราะปัญหาของมหานครในวันนี้ ผู้ว่าฯ เพียงคนเดียวไม่สามารถแก้ได้ผู้ว่าฯ ที่ประชาชนต้องการ จึงไม่ใช่แค่ “คนเก่ง” แต่ต้องเป็น “คนที่ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้”

2. ไม่เอาคำว่า “ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ” มาเป็นข้ออ้าง

ประชาชนเข้าใจดีว่า ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้มีอำนาจทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ คือการใช้ข้อจำกัดนั้นเป็น “คำอธิบายถาวร” ว่าทำไมปัญหาจึงไม่ถูกแก้เสียที

(1) น้ำท่วม ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก กรุงเทพฯ มักกลับสู่ภาพคุ้นตา รถติด น้ำรอระบาย ถนนกลายเป็นคลองชั่วคราว คำอธิบายเดิมๆ คือ “ท่อระบายน้ำเล็กเกินไป” แต่เมื่อรู้ว่าท่อเล็ก ก็ต้องเร่งแก้ “คอขวด” ให้เร็วที่สุด ไม่ใช่พูดซ้ำทุกปีกทม.สามารถเร่งวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่กว่าเดิมได้ โดยใช้เทคนิคดันท่อใต้ดิน (Pipe Jacking) เพื่อลดผลกระทบด้านจราจร ซึ่ง กทม.ก็เคยทำมาแล้วในบางพื้นที่ ถ้าระบบท่อใหม่สามารถนำน้ำเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำได้เร็วขึ้น อุโมงค์ก็จะทำหน้าที่เป็น “ทางด่วนน้ำ” ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเมืองที่ฝนตกหนักไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เมืองที่น้ำท่วมซ้ำจุดเดิมทุกปี นั่นต่างหากคือปัญหา

(2) รถติด กทม.อาจไม่จำเป็นต้องทุ่มงบมหาศาลไปกับเมกะโปรเจกต์ใหม่ตลอดเวลา เพราะบางครั้ง การบริหารจัดการที่ดี อาจคุ้มค่ากว่าการก่อสร้างราคาแพงผู้ว่าฯ ที่ดีควรนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหา เช่น ใช้ AI วิเคราะห์ปริมาณรถแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับสัญญาณไฟจราจรให้เหมาะกับสภาพถนนจริง ไม่ใช่ตั้งเวลาแบบเดิมทั้งวัน ถ้ารถเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่องมากขึ้น แม้เพียงแยกละไม่กี่นาที ก็จะช่วยลดการสูญเสียเวลาของคนทั้งเมืองได้มหาศาล

(3) ขนส่งสาธารณะ เวลานี้กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลายสาย แต่ปัญหาคือ “การเชื่อมต่อ” ยังแย่เหมือนเดิม หลายสถานียังไม่มีทางเดินดีๆ ไม่มีจุดรับส่งที่เป็นระบบ ไม่มีหลังคากันแดดกันฝน ผู้สูงอายุ คนพิการ หญิงมีครรภ์ หรือผู้ปกครองที่ต้องพาเด็กเดินทาง ยังลำบากกทม.ควรเป็นเจ้าภาพผลักดัน “จุดเชื่อมต่อการเดินทาง” หรือ Intermodal Station ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนแก้ปัญหาเอาเองบนฟุตปาธ เพราะระบบขนส่งที่ดี ไม่ได้จบแค่ “มีรถไฟฟ้า” แต่ต้องทำให้การเดินทางได้รับความสะดวกตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงจุดหมายปลายทาง

(4) PM2.5 และอาชญากรรมฝุ่นพิษและอาชญากรรม อาจไม่ใช่อำนาจโดยตรงของ กทม. แต่ผู้ว่าฯ ที่ดีต้องไม่ยืนดูปัญหาแล้วบอกว่า “เป็นหน้าที่หน่วยงานอื่น” หน้าที่ของผู้นำเมืองคือการผลักดันมาตรการ ประสานงาน และติดตามให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการแค่คนบริหารงบประมาณ แต่ต้องการคนที่พร้อมรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนเมืองในเรื่อง PM2.5 กทม.อาจไม่สามารถควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นทุกแห่งได้ แต่สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ควบคุมมาตรฐานไซต์ก่อสร้างให้มีการปิดคลุมพื้นที่หรือ “กางมุ้ง” ป้องกันฝุ่นอย่างเคร่งครัด รวมถึงเฝ้าระวังและควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานและกิจกรรมอื่นๆ ที่อยู่ในอำนาจของ กทม.ส่วนปัญหาอาชญากรรม แม้การจับกุมผู้กระทำผิดจะเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ กทม.สามารถช่วยลดโอกาสเกิดเหตุได้โดยผ่านการออกแบบเมืองและการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น การติดตั้งกล้อง CCTV และจอแสดงภาพบริเวณทางขึ้นสะพานลอย เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นสภาพบนสะพานก่อนตัดสินใจเดินขึ้น และการปรับปรุงแสงสว่างในพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น

3. มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่แค่บริหารไปวันๆ

เมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่จำนวนตึกสูง แต่วัดกันที่ “คุณภาพชีวิตของคนตัวเล็กที่สุดในเมือง” ผู้ว่าฯ ที่ดีต้องมองไกลกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องกล้าคิดเรื่องอนาคตของเมือง เช่นจะทำอย่างไรให้ฟุตปาธไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจร?จะทำอย่างไรให้คนทุกเขตเข้าถึงสวนสาธารณะได้อย่างสะดวกและปลอดภัย?จะทำอย่างไรให้เด็ก คนแก่ คนพิการ และหญิงมีครรภ์ใช้เมืองนี้ได้อย่างเท่าเทียม?จะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่แค่น่าทำงาน?จะป้องกันไม่ให้กรุงเทพฯ จมน้ำจากแผ่นดินทรุดและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้อย่างไร?

4. รับฟังประชาชน ไม่ใช่แค่เก่งประชาสัมพันธ์

ทุกวันนี้ นักการเมืองจำนวนมากเก่งการสื่อสาร ไลฟ์เก่ง ถ่ายคลิปเก่ง ทำคอนเทนต์เก่ง แต่ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ “ผู้ว่าฯ ที่ดูขยัน” ประชาชนต้องการ “ผู้ว่าฯ ที่แก้ปัญหาได้จริง”การรับฟังประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดเพจให้คอมเมนต์ แต่ต้องกล้ายอมรับความผิดพลาด กล้าย้อนดูว่านโยบายไหนไม่ได้ผล และกล้าปรับปรุง

5. สรุป

เมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่มีวันที่จะสมบูรณ์แบบได้ แต่ประชาชนก็พร้อมจะให้อภัย ถ้าเห็นว่าผู้นำเมือง “จริงใจและพยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่”ท้ายที่สุดแล้ว คนกรุงเทพฯ อาจไม่ได้กำลังมองหา “ผู้ว่าฯ ที่เก่งที่สุด” แต่อยากได้ผู้ว่าฯ ที่เห็นปัญหาเดียวกับประชาชน เข้าใจชีวิตคนธรรมดา และพร้อมลงมือทำมากกว่าพูด เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แค่อยากได้ผู้ว่าฯ แบบนี้เท่านั้นเอง แล้วคุณล่ะ… อยากให้ผู้ว่าฯ คนใหม่แก้ปัญหาอะไรมากที่สุด?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ตร. แถลงข่าว ปิดคดี สะเทือนขวัญ “น้ององุ่น” สุดสะเทือนใจ ฆาตกรเป็นพี่สาว อายุ 13 ปี และน้าชายอายุ 17 ปี ของน้ององุ่นเอง

ตร. แถลงข่าว ปิดคดี สะเทือนขวัญ “น้ององุ่น” สุดสะเทือนใจ ฆาตกรเป็นพี่สาว อายุ 13 ปี และน้าชายอายุ 17 ปี ของน้ององุ่นเอง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์ รัฐพันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7., พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.
ภ.7., พล.ต.ต.พศวีร์ เรื่องภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พล.ต.ต. กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7 พร้อมด้วย ร้อย ตชด.ที่ 134 สพฐ.7.กก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสืบสวนสอบสวน ได้แถลงผล การจับกุม พี่สาว กับ น้าชาย ของน้ององุ่น ที่สารภาพพลั้งมืออุดปากน้องจนขาดใจตาย ก่อนร่วมกับน้านำศพไปทิ้ง

เหตุการณ์คดีการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของน้ององุ่น อายุ 7 ปี ที่หายจากบ้านไป เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ก่อนจะถูกพบเป็นศพตอนเสียชีวิตอยู่กลางสวนยาง ในพื้นที่หมู่ 4 บ้านทิโคร่ง ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งหลังจากพบศพของน้ององุ่น ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งจากชุดสืบสวนภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ระดมกำลังลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลสอบปากคำพยาน เพื่อสืบหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการควบคุมตัว เด็กหญิงกานดา อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวของน้ององุ่น และนายแป๊ะ อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นน้าของน้ององุ่น มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังจากที่เด็กหญิง เปิดปากสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทำให้น้ององุ่นเสียชีวิต โดยเบื้องต้น เด็กหญิงอ้างว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ตนและน้ององุ่น เกิดทะเลาะมีปากเสียงกันที่บ้าน จนตนใช้มืออุดปากอุดจมูกของน้ององุ่นจนเสียชีวิต จากนั้นถึงได้ขอความช่วยเหลือจากนายแป๊ะ ซึ่งเป็นน้าชาย ช่วยกันนำศพไปซุกซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า ก่อนจะนำศพใส่กระสอบ และนำศพไปทิ้งไว้ยังจุดที่มีผู้มาพบศพดังกล่าว โดยในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ มีชาวบ้านเดินทางมา เฝ้าสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก โดยชาวบ้านรายหนึ่ง กล่าวทั้งน้ำตาว่า รู้สึกตกใจและไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ที่ลงมือกับน้ององุ่น จะเป็นพี่สาว และน้าชาย ของน้ององุ่นเอง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในหมู่บ้านมาโดยปกติ ก็เห็นทั้งสองคนดูแลน้องเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มุ่งมั่นดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกภาคส่วน สืบสวนสอบ สวน เก็บวัตถุพยานหลักฐาน จนสามารถรู้ตัวคนร้าย และนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก ภาพ-ข่าว

ทลายขบวนการลอบขนอะโวคาโดเถื่อนข้ามแดน ! ศุลกากรสกัดรถบรรทุกกลางดึก ยึดของกลางมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท จ.เลย

เลย – เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎ หมายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถตรวจยึดอะโวคาโดนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก พร้อมรถบรรทุกของกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท หลังไม่สามารถแสดงเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรได้อย่างถูกต้อง

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเข้มงวดในการปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยนายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม และนางสาวกัญญณัฐ พิพัฒน์กิจไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนและปราบปราม ได้มอบหมายให้นายพิภัทร์ สิริจำรัสสกุล ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 และ ร.ต.อ.ธนวิน ทัตธนนันท์ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ดำเนินมาตรการปราบปรามอย่างเข้มข้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากรหน่วยสืบสวนและปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม นำโดยนายสมชาย โชคเฉลิมวงศ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากร ฝปป.สคศ.ศภ.2 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรท่าลี่ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชท่าลี่ ร่วมกันตรวจค้นรถบรรทุกกระบะเสริมข้าง ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว-เทา บนถนนหมายเลข 2013 บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโคกงาม ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

ผลการตรวจค้นพบอะโวคาโดบรรจุลังจำนวนมาก บรรทุกมาเต็มคันรถ มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ น้ำหนักรวมประมาณ 1 ตัน มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ครอบครองไม่สามารถนำเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรที่ถูกต้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พิจารณาว่าสินค้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็นของอันพึงต้องริบตามพระราชบัญ ญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และผู้เกี่ยวข้องอาจมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎ หมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงได้ตรวจยึดสินค้าและยานพาหนะไว้เป็นของกลาง ก่อนนำส่งด่านศุลกากรท่าลี่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องต่อไป

กรมศุลกากรยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง


ภาพ/ข้อมูล : กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร

จ.เลย – ทรงสิทธิ์ สาระกิจ
ผู้สื่อข่าว โทร. 098-869-9888

ระทึกกลางดึก ! หญิงชาวลาวดิ่งสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 สูญหายต่อหน้าคนขับรถตู้

มุกดาหาร – เกิดเหตุสะเทือนขวัญกลางดึกบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เมื่อหญิงชาวลาววัย 33 ปี ตัดสินใจกระโดดลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณตอม่อที่ 11 ในเขต สปป.ลาว เจ้าหน้าที่สองฝั่งโขงสนธิกำลังเร่งค้นหาแต่ยังไม่พบตัว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางการลาวได้รับแจ้งเหตุมีคนกระโดดสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2 จากการสอบสวนเบื้องต้นจากท้าว สีทอง บัวลาดพาสี คนขับรถตู้โดยสารชาวลาว ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว ให้การว่า ได้รับผู้ประสบเหตุมาจากสนามบินนครพนม เพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

ตลอดเส้นทางหญิงคนดังกล่าวไม่มีท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด จนกระทั่งรถวิ่งมาถึงบริเวณกลางสะพาน หญิงรายนี้ได้บอกกับคนขับว่ามีอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้ ขอให้จอดรถชั่ว คราว ทันทีที่รถจอดสนิท หญิงคนดังกล่าวกลับเปิดประตูและวิ่งตรงไปยังราวสะพาน ก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงสู่แม่น้ำโขงอย่างรวดเร็ว ต่อหน้าต่อตาคนขับรถตู้ซึ่งพยายามวิ่งตามไปคว้าตัวแต่ไม่ทันการณ์

หลังเกิดเหตุ คนขับรถตู้ได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝั่ง สปป.ลาว ก่อนจะมีการประสานงานมายังเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย ทำให้หน่วยงานกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ ร่วมกันนำเรือออกตรวจการณ์และเร่งค้นหาในลำน้ำโขงบริเวณจุดเกิดเหตุทันที อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมและยังไม่พบร่างของผู้สูญหาย เนื่องจากกระแสน้ำโขงที่ไหลเชี่ยวและเป็นช่วงเวลากลางคืน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้นหา

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทางฝั่ง สปป.ลาว อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจที่แท้จริง พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อวางแผนปูพรมค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่องต่อไป


วีระชัย บทมาตย์
ข่าวสาธารณะ รายงาน

ตร.คืนทรัพย์กว่า 14 ล้านบาท โกดังชายแดนหลังตรวจสอบ ไม่พบเอี่ยวกระทำผิดกฎหมาย

ตร.คืนทรัพย์กว่า 14 ล้านบาท โกดังชายแดนหลังตรวจสอบ ไม่พบเอี่ยวกระทำผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมกันตรวจยึด เงินสดและทองคำมูลค่ารวมกว่า 14 ล้านบาท ภายในโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่ชายแดน อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ก่อนสรุปผลการตรวจสอบไม่พบความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดตามกฎหมาย และส่งมอบทรัพย์สินคืนให้เจ้าของครบถ้วน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้บูรณาการกำลังร่วมเข้าตรวจสอบโกดังเก็บสินค้าเลขที่ 438 หมู่ 8 ตลาดเมืองใหม่ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ โดยพบนางเนง เอส (Miss Neng Et) สัญชาติกัมพูชา และนายทองคำ บุญสง่า สัญชาติไทย แสดงตนเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว ประกอบด้วยเงินสดประมาณ 11,031,150 บาท และทองคำรูปพรรณจำนวน 33 รายการ มูลค่าประมาณ 3,326,900 บาท ภายหลังการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจยึดทรัพย์สินทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สินตามขั้นตอนของกฎหมาย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ทั้งข้อมูลจากโทรศัพท์ พยานบุคคล รวมถึงหลักฐานอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับบุคคลทั้งสองราย โดยผลการตรวจสอบไม่ปรากฏข้อมูลที่เชื่อมโยงกับฐานความผิด หรือพบสิ่งต้องสงสัยอื่นใด จึงเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจค้าขายโดยชอบด้วยกฎหมาย

กระทั่งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 พนักงานสอบสวน สภ.ภูสิงห์ ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์ สินที่ตรวจยึดไว้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สิน คือ นางเนง เอส และนายทองคำ บุญสง่า ณ สภ.ภูสิงห์ โดยเจ้าของได้รับทรัพย์สินคืนครบถ้วนตามจำนวนที่ตรวจยึดไว้ ทั้งนี้ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย


พรพิพัฒน์ รายงาน

พิธีเปิดศึกวันรวมน้ำใจไทนครพนม เวนิส บขส. แชมป์โลกขวัญใจชาวไทย

นครพนม – พิธีเปิดศึกวันรวมน้ำใจไทนครพนม เวนิส บขส.แชมป์โลกขวัญใจชาวไทย

เมื่อ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานเปิดงาน “มวยการกุศลเพื่อกองทุนสวัสดิการเวนิส บขส.” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวภูมิภาคจังหวัดนครพนม ร่วมกับชมรมนักมวยเก่าจังหวัดนครพนม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร, นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 3, ทนายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ นักกีฬา ผู้มีจิตศรัทธา และประชาชน เข้าร่วมงานฯ ณ เวทีมวยชั่วคราวจังหวัดนครพนม ลานพนมนาคา บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

ในการจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการเวนิส บขส.” เพื่อช่วยเหลือ นายประเวศ พลเชียงขวาง หรือ “เวนิส บขส.” อดีตแชมป์มวยสากลโลก รุ่นฟลายเวต สภามวยโลก (WBC) ขวัญใจชาวไทย ผู้มีภูมิลำเนาอยู่บ้านโคกสว่าง ตำบลดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญทางวงการกีฬาไทยและผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติและจังหวัดนครพนม ในระดับนานาชาติปัจจุบัน เวนิส บขส. มีอายุ 76 ปี และประสบภาวะเจ็บป่วยตามวัย จำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง คณะผู้จัดงานจึงได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการดูแลคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านสวัสดิการให้แก่อดีตแชมป์โลกผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ รวมถึงเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูและการตอบแทนคุณความดีของบุคคลผู้สร้างเกียรติประวัติให้กับวงการกีฬาไทย

ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ‘เวนิส บขส.’ ถือเป็นบุคคลต้นแบบของวงการกีฬาไทย เป็นผู้สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ชาวนคร พนมและคนไทยทั้งประเทศ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่ผู้ที่เคยสร้างคุณูปการให้แก่ชาติแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนและประชา ชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของความเสียสละ ความมุ่งมั่น และการเชิดชูเกียรติประวัติของบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่บ้านเมือง


ภาพ/ข่าว เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ

สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

กระแสแรงเกินคาด ! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ทะลุเป้า สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ชายแดน

กระแสแรงเกินคาด! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ทะลุเป้า สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ชายแดน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ลงทะเบียนเข้าชมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และยุทธภูมิ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ว่า ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเพจอย่างเป็นทางการ โดยมียอดจองสิทธิ์เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้

สำหรับการเปิดลงทะเบียนรอบแรกในวันที่ 6 มิถุนายน เปิดรับจำนวน 1,000 สิทธิ์ ปรากฏว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมมากกว่า 1,200 ราย สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

ขณะที่การเปิดลงทะเบียนในวันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งกำหนดรับนักท่องเที่ยวจำนวน 1,500 สิทธิ์ ล่าสุดมียอดจองแล้วกว่าพันราย และยังคงมีผู้สนใจทยอยลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเต็มจำนวนภายในเวลาอันใกล้

ทั้งนี้ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานคุณค่าทางประวัติ ศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของยุทธภูมิชายแดนไว้อย่างน่าสนใจ เปิดโอกาสให้ ประชาชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสถานที่จริง พร้อมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและ ทัศนียภาพของพื้นที่ชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ยังเป็นการ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่นำ สินค้าเกษตรอาทิ ทุเรียน และพืชผัก สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมากมาย ในพื้นที่มาวางจำหน่าย

#กองทัพภาคที่2 #RTA #ปราสาทตาควาย #เนิน350 #ประวัติศาสตร์


Cr. บุรีรัมย์ ทันข่าว

พรพิพัฒน์ รายงาน