ที่ปรึกษาพิเศษ มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมจัดพิธีปลูกขมิ้นชันพันธ์ุพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ชื่อ “เนื้อทอง” ที่โครงการทหารพันธุ์ดี จ.พิษณุโลก

ที่ปรึกษาพิเศษ มูลนิธิชัยพัฒนา พร้อม รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ร่วม สำนัก งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเเม่โจ้ หน่วยทหาร จัดพิธีปลูกขมิ้นชันพันธ์ุพระราชทาน “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ขมิ้นชันชื่อพันธุ์ “เนื้อทอง” ที่โครงการทหารพันธุ์ดี จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษ มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในพิธีปลูกขมิ้นชันพันธ์ุพระราชทาน “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ขมิ้นชันชื่อพันธุ์ “เนื้อทอง” โดยมี คณะจาก มูลนิธิชัยพัฒนา, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเเม่โจ้, กำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตร, นายทหารชั้นประทวน และกำลังพลทหารกองประจำการของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 เข้าร่วมพิธี

ซึ่งกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 มอบหมายให้กองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ได้จัดกิจกรรมขึ้น โดยมีพันเอก ลาภชัย เศรษฐะทัตต์ ผู้บังคับกองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 เป็นผู้กล่าวรายงาน และดำเนินการจัดกิจกรรม ณ สวนสมุน ไพร 25 ไร่ กองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ในการนี้ พันเอก อัศวิน ดุสิตรัตนกุล รองเสนาธิการ กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก ศักดิ์สิทธิ์ นิลจันทร์ รองผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3, พันเอก กฤตธี พรมชัย ผู้บังคับกองพันซ่อมบำรุงที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3, พันเอก ลาภชัย เศรษฐะทัตต์ ผู้บังคับกองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และฝ่ายอำนวยการกองพันทหารศรีรารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับในการจัดกิจกรรมปลูกขมิ้นชันพันธ์ุพระราชทาน (พันธ์เนื้อทอง) มีวัตถุประสงค์ เพื่อขยายพันธุ์ และเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ในการปลูกขมิ้นชัน ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้น ตลอดจนเพื่อให้มีหัวแม่พันธุ์ที่ได้จากการปลูก จำนวนมากพอสำหรับแจกจ่ายให้แก่กำลังพล เเละเกษตรกร นำไปเพาะปลูกสร้างอาชีพให้มีรายได้ต่อไป ณ โครงการทหารพันธุ์ดี กองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมืองพิษ ณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 พลตรี วิษณุ วิจิตรพงษา ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วย ฝ่ายอำนวยการ ตรวจเยี่ยมสวนสมุนไพร 25 ไร่ ค่ายสม เด็จพระเอกาทศรถ โดยมีพันเอก ลาภชัย เศรษฐะทัตต์ ผู้บังคับกองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ให้การต้อนรับ และนำตรวจ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของเเปลงขมิ้นชัน ความพร้อมของต้นกล้าพันธุ์ขมิ้นชัน พันธุ์เนื้อทอง ที่จะมีการจัดกิจกรรมปลูกขมิ้น ในวันพืชมงคล 13 พฤษภาคม 2569 ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา เเละชี้เเจงเเผนการปฏิบัติ ตามคำเเนะนำที่ได้รับ เพื่อพัฒนาเเผนการปลูกขมิ้นชันต่อไป ณ โครงการทหารพันธุ์ดี กองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก


นที มีเดช รายงาน

ผบช.กองกำลังนเรศวร ส่งมอบ โดรนโจมตีทิ้งระเบิด ให้กับ รร.นส.ทบ.จำนวน 8 ระบบ เสริมสร้างทักษะทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้กับ นนส.ทบ.

ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ส่งมอบโดรนโจมตีทิ้งระเบิด ให้กับ รร.นส.ทบ.จำนวน 8 ระบบ เสริมสร้างทักษะทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้กับนักเรียนนายสิบทหารบก

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 พลตรี ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ส่งมอบโดรนโจมตีทิ้งระเบิดให้กับโรงเรียนนายสิบทหารบก โดยมี พันเอก ภาณุพงษ์ เชื้อแถว ผู้อำนวยการกองการศึกษา โรงเรียนนายสิบทหารบก เป็นผู้รับมอบ ณ กองบัญชาการกองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อ.เมือง จ.ตาก

โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ กองกำลังนเรศวร จัดสร้างอากาศยานไร้คนขับโจมตีทิ้งระเบิด จำนวน 8 ระบบ เพื่อนำไปใช้ในการฝึกเสริมสร้างทักษะให้กับนักเรียนนายสิบทหารบก ได้มีขีดความสามารถด้านการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการรบ อีกทั้งยังได้ปรับหลักสูตร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำบทเรียน และเทคนิคจากการรบในห้วงที่ผ่านมาถ่ายทอดให้กับกำลังพลรุ่นใหม่

ทั้งนี้โดรนฟีนิกซ์ ถือว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่ผ่านการทดสอบการใช้งานจริงในสนามรบ ในห้วงที่ผ่านมาอย่างมีประสิทธิภาพ มีเกียรติประวัติที่เป็นตำนาน ทั้งในด้านของยุทโธปกรณ์และทีมนักบินโดรนฟีนิกซ์ ถือเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณการปกป้องรักษาผืนแผ่นดิน และอธิป ไตย สู่กำลังพลรุ่นใหม่ ให้คงอยู่ตลอดไป

โดยก่อนการส่งมอบ ได้ทำการทดสอบ และฝึกบินโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

รพ.ค่ายกาวิละ จัดโครงการบูรณาการระบบ LEAN เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาลกองทัพบก มุ่งพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง

โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการบูรณาการระบบ LEAN เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาลกองทัพบก มุ่งพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 11–12 พฤษภาคม 2569 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการบูรณาการระบบ LEAN เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาลกองทัพบก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเรียนรู้ และขยายผลการประยุกต์ใช้แนวคิด LEAN ในการพัฒนาระบบงาน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการภายในหน่วยงานของโรงพยาบาลกองทัพบก ณ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับหน่วยเป้าหมายในการดำเนินโครงการครั้งนี้ จำนวน 4 หน่วย ได้แก่ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ และโรงพยาบาลค่ายกาวิละ

ในการอบรมครั้งนี้ ได้มีการดำเนินกิจกรรมลงสังเกตและเก็บข้อมูลที่หน้างาน (Gemba & Data Collection) เพื่อออกแบบขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาระบบงาน โดยมุ่งเน้นในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ กระบวนการดูแลผู้ป่วยนอก กระบวนการจัดซื้อ และกระบวนการรับ–ส่งหนังสือ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ลดความสูญเปล่า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกมิติ

ทั้งนี้ การฝึกอบรมตามโครงการดังกล่าว เป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลกองทัพบกที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว จำนวน 7 หน่วย ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์จาก อาจารย์ยิ่งศักดิ์ นันทิวรรณกุล วิทยากรจากมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะต่าง ๆ แก่หน่วยรับการฝึกอบรม รวมถึงวิทยากร ผอ.กวก.พบ. พ.อ.สงคราม โชคชัย ที่ปรึกษาโครงการและประเมินผลโครงการ เพื่อให้สามารถนำแนวคิด LEAN ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อองค์กรและผู้รับบริการ


นที มีเดช รายงาน

“รองผู้การโทน” แถลง บ่อวินจับบุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีมูลค่า เกือบ 2 ล้านบาท

รองผู้การเมืองชลบุรี แถลงการณ์ สภ.บ่อวิน จับกุมบุหรี่ต่างประเทศชนิดไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต จากประเทศจีน จำนวน 15,460 ซอง ราคาประมาณซองละ 100 บาท คิดเป็นเงินทั้งสิ้นเกือบ 2 ล้านบาท

วันนี้ 12 พฤษภาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน จังหวัดชลบุรี พันตำรวจเอก ภาสกร ทุนทรัพย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พันตำรวจเอก กฤศ ธิติทัศนะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสภ.บ่อวิน แถลงผลการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศชนิดมิได้เสียภาษีสรรพสามิต จากประเทศจีน จำนวน 1,546 Cotton หรือ 15,460 ซองราคาประมาณซองละ 100 บาทคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 1,546,000 บาท โดยสามารถจับกุมตัว นายวู ไวจิง สัญชาติจีน ซึ่งเป็นผู้ครอบครองบุหรี่ชุดดังกล่าว ได้ภายใน รีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ่อวิน

โดยพฤติกรรมจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบทราบว่า จะมีการลักลอบนำบุหรี่จีนหนีภาษีเข้ามาซุก ซ่อนในพื้นที่ สภ.บ่อวิน จนกระทั่งทราบว่าจะมีการนำบุหรี่จำนวนมากมาซุกซ่อนไว้ที่บริเวณรีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานชุดจับกุมจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ดังกล่าวปรากฏว่าไม่พบผู้ใดและไม่มีผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองห้องพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบบริเวณโดยรอบและเฝ้าสังเกตการอยู่บริเวณใกล้เคียง

ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 69 เวลาประมาณ 00.20 น. ได้มีนาย วู ไวจิง ขับขี่รถยนต์เก๋งยี่ห้อ Suzuki สีดำ หมายเลขทะเบียนกท 3590 นครพนม ขับเข้ามายังบริเวณหอพักดังกล่าว และเข้าไปภายในห้องพักจากนั้นได้ทำการขนรางบรรจุบุหรี่ขึ้นรถยนต์เก๋ง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตนทำการตรวจสอบ เมื่อผู้ถูกจับ ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพยายามวิ่งหลบหนี. แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวไว้ได้ทัน และได้ตรวจค้นรถยนต์ และห้องพักดังกล่าวโดยมีผู้ถูกจับกุมนำตรวจค้น. จึงได้พบกับบุหรี่ต่างประเทศหลายยี่ห้อ ดังกล่าว

จากการสอบถาม ผู้ถูกจับกุม รับว่าตนเองมีหน้าที่นำบุหรี่ทั้งหมดไปส่งให้กับผู้ว่าจ้างชื่อ นายหู ชาวจีน ซึ่งนายหู จะเป็นผู้สั่งให้ผู้ถูกจับกุมว่าจะให้นำบุหรี่ดังกล่าวไปเก็บไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่ซ้ำกัน โดยนายหู ได้สั่งการจากต่างประเทศ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่ามีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีตามมาตรา 203 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ 2560 มีไว้เพื่อขาย ซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีตามมาตรา 204 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ 2560 จึงได้นำตัวผู้ถูกจับกุมพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ. บ่อวิน เพื่อดำเนินการตามกระบวนกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
ศูนย์ข่าวพัทยา รายงาน

ด่านศุลกากรประจวบฯ กวาดล้างสินค้าหนีภาษี 2 ไตรมาสแรก ยึดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเพียบ มูลค่าของกลางรวมกว่า 34 ล้านบาท

ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ กวาดล้างสินค้าหนีภาษี 2 ไตรมาสแรก ยึดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเพียบ มูลค่าของกลางรวมกว่า 34 ล้านบาท

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ แถลงผลงานการปกป้องเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ไตรมาสแรก ปี งบประมาณ 2569 โดยโชว์ผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ตามนโยบายเร่งด่วนของกรมศุลกากร

ผลการจับกุมเข้มข้น : จากการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทั้งทางบกและช่องทางไปรษณีย์ พบการกระทำผิดรวม 211 คดี มูลค่าของกลางรวม 34 ล้านบาท

สกัดกั้นสินค้าทำลายสุขภาพ: ยึดบุหรี่หนีภาษีมูลค่ารวม 29.7 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าอีกกว่า 3.9 ล้านบาท โดยล่าสุดได้มีการทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วเป็นบุหรี่กว่า 2 ล้านมวน

มิติด้านรายได้และการค้า : แม้จะเน้นการปราบปราม แต่ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกมีมูลค่าการค้านำเข้ารวม 13,746 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 997 ล้านบาท

การเชื่อมโยงระบบขนส่ง : ด่านฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อท่าเรือประจวบ-แหลมฉบัง เพื่อยกระดับโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์มุ่งมั่นที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐมีมาตรการควบคุมสินค้าให้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจประเทศ


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ตร.ทล.ประจวบฯ รวบ ชัยย่องเบา ผตห.ตามหมายจับศาลจ.เพชรบุรี พบประวัติก่อคดีมาแล้ว 9 ครั้งในหลายจังหวัด

ตร.ทล.ประจวบฯ รวบชัยย่องเบา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี พบประวัติก่อคดีมาแล้ว 9 ครั้งในหลายจังหวัด

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทศพล กิติลาภ สวญ.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กรณ์ บริรักษ์กุล สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล., จ.ส.ต.ณัฏฐพงศ์ เวชชศาสตร์ ผบ.หมู่ สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายชัย( สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี ชาวอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 219/2569 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ขณะกำลังเดินทางด้วยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ได้ที่บริเวณริมถนนหลวงหมายเลข 37 กิโลเมตรที่ 38+700 (ขาเข้า) ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์

โดยพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน กรุงเทพมหานคร วิ่งอยู่บนถนน เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญานให้หยุดรถเพื่อขอตรวจสอบ พบนายวัน เป็นผู้ขับขี่ และนายชัยนอนหลับอยู่บริเวณเบาะท้ายคนขับ จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม พบหมายจับของศาลจังหวัดเพชรบุรี ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายจับก่อนเข้าจับกุมตัว โดยนายชัยรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และไม่เคยถูกจับตามหมายจับนี้มาก่อนแต่อย่างใด ก่อนเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับให้นายชัยทราบ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชะอำ จ.เพชรบุรีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจสอบประวัติ พบนายชัย เคยโดนจับคดีลักทรัพย์ ร่วม9 ครั้ง ในหลายท้องที่ เช่น
สภ.เมืองปทุมธานี, สภ.ด่านช้างจังหวัดสุพรรณบุรี, สภ.คอนสารจังหวัดชัยภูมิ, สภ.ภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ, สน.ประเวศ, สภ.นครไทยจังหวัดพิษณุโลก, สภ.บางสะพานจังหวัดประจวบฯสภ.เมืองอุตรดิตถ์, สภ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 69 ที่ผ่านมานายชัยได้ลงมือก่อเหตุลักทรัพย์ แฟลตพยาบาลที่จังหวัดระนอง โดยคณะแพทย์พยาบาล ได้มาพบเข้าจึงขอถ่ายบัตรประชาชนไว้ตรวจสอบ ก่อนประสานตำรวจสภ.เมืองระนองให้สกัดจับตัว แต่นายชัยฉวยโอกาสหลบหนีไปได้ ก่อนมาถูกจับกุมตัวได้ดังกล่าว


//////////บรรณรต เพชรบุรี

ห้างดังนำสินค้าชุดนักเรียนร่วมโครงการไทยช่วยไทย ซื้อ 1 แถม 1 ลดค่าครองชีพ

สุพรรณบุรี – บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของกินของใช้ ที่ตลาดชุมชนจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ที่บริเวณโดม หลังที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี มีประชาชนเดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่อง ภายในงานมีห้างสรรพสินค้าดัง และผู้ประกอบการร้านค้านำสินค้าหลากหลายทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ชุดนักเรียน มาจำหน่าย กว่า 36 ร้านค้า

โดยห้างเทสโก้โลตัสสาขาสุพรรณบุรี ได้นำอุปกรณ์การเรียน สมุด ปากกา ดินสอ รองเท้า นักเรียนเสื้อผ้าชุดนักเรียนชาย หญิง ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยม โดยเฉพาะเสื้อผ้าชุดนักเรียน ทางห้างได้จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 รองเท้านักเรียนขายราคาคู่ 99 บาทซึ่งทางผู้บริหารของห้างเล็งเห็นความเดือดร้อนของประชาชนผู้ปกครองจึงนำสินค้ามาจัดโปรช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้บริษัทกิจโกศล สุพรรณบุรี ก็ได้นำเสื้อผ้าชุดนักเรียน อุปกรณ์เครื่องเขียน รองเท้า กระเป๋าหนังสือ มาจำหน่ายและลดราคา 20 % รองเท้านักเรียน ลดราคา 50 % ลูกค้าท่านใดที่ซื้อครบ 2,000 บาทจะได้รับข้าวสาร หอมมะลิแท้จากทุ่งกุลาร้องไห้ 5 กอโล 1 ถุงทันที
ทางด้านสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ได้ยกครัวมาทำเมนูข้าวไข่เจียวสูตรพิเศษให้ลูกค้าที่เดินจับจ่ายซื้อของแล้วหิว ก็แวะมารับประทาน ซึ่งข้าวไข่เจียวของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี นั้นรสชาติอร่อย ขนาด พันเอก ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยม และช้อปซื้อสินค้า กับปลัดอาวุโสอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ยังแวะเวียนเข้ามาโชว์ฝีมือในการเจียวไข่ ท่านรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณบุรี บอกเมนูไข่เจียวทรงเครื่องนี้ช่างหอมหวนชวนน้ำลายสอ

นอกจากนี้มีบรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างนำสินค้าอาหารคาวหวาน ผลไม้ขึ้นชื่อทุเรียน ระยอง กล้วยหอมลูกใหญ่ ส้มโอขาว มาจำหน่ายมีประชาชนทยอยเดินทางมาจับจ่ายซื้อของกันแบบไม่ขาดสาย งานนี้มีหมอนวดแผนไทยจากวัดพระลอยมาให้บริการนวดคลายปวดเมื่อยฟรี อีกด้วย

กิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระลดค่าครองชีพ “ตลาดชุมชน คนเมืองสุพรรณบุรี” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพานิชย์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) อาที Makro, Lotus’s, Big C, Tops และ GO Wholesale จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ Makro, Lotus’s , บิ๊กซี (Bie C), Tops และ GO Wholesale เพื่อนำสินค้า “ไทยช่วยไทย” ไปจำหน่าย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด
ซึ่งมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 3,000 รายการ และจะสามารถลดราคา สูงสุดได้กว่า 58 เปอร์ เซ็นต์ โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษ มาจัดจำหน่ายให้ทุกท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ ประกอบด้วย สินค้า อุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร อาหารเครื่องดื่ม และสินค้าราคาประหยัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้านมากขึ้น

โดยลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของและจัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย” ลดภาระลดค่าครองชีพ เพื่อนำสินค้าของห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modem Trade) ซึ่งมีกำหนดเริ่มการจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องเป็นประจำในทุกวัน ศุกร์ที่ 8,15,22 และ 29 ของเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดำเนินการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” และเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่อีกด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง รับมอบเสื้อเกราะจาก กต.ตร. ชื่นชมการดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนฯ พร้อมลุยโครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน”

ประจวบคีรีขันธ์ – ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง รับมอบเสื้อเกราะจาก กต.ตร.ชื่นชมการดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนฯ พร้อมลุยโครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน”

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์, คุณณัฐนิช แหวนเพ็ชร ชิ้นทอง ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง, นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง, คณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง พร้อมข้าราช การตำรวจ สภ.ห้วยยาง ให้การต้อนรับ โดยได้รับมอบเสื้อเกราะ จากคณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ที่นำมา สนับสนุนให้กับ สภ.ห้วยยาง จำนวน 10 ชุด

ผบช.ภ.7 ได้ชมเชยโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด(ชุมชนยั่งยืน) ของ สภ.ห้วยยาง และ สั่งการให้ สภ.ห้วยยาง ขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ตามนโยบาย ผบ.ตร. 1 6 9 อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ให้ถือภารกิจ ถปภ. เป็นสำคัญ และหมั่นฝึกฝนยุทธวิธีตำรวจอยู่เสมอ ตั้งมั่นบริหารงานสถานีตำรวจให้ดีอยู่เสมอ เพื่อพี่น้องประชาชน ตลอดจนให้ความสำคัญกับสวัสดิการต่างๆให้กับผู้บังคับบัญชาด้วย

ทั้งนี้ ประธานชมรมแม่บ้าน ตร.ภ.7 ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อสนับสนุนงานครอบครัวตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

“วิ่งเล่าเมือง” มุกดาหารคึกคัก! เปิด The ICONIC RUN FEST – RUN Mukdahan สำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์ 8 กิโลเมตร กลางเมืองริมโขง

จังหวัดมุกดาหารจับมือภาคีเครือข่ายสุขภาพและการท่องเที่ยว เดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายเชิงสร้างสรรค์ จัดกิจกรรม “The ICONIC RUN FEST – RUN Mukdahan” พานักวิ่งสัมผัสเสน่ห์เมืองริมโขง ผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ระยะทาง 8 กิโลเมตร เชื่อมโยงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน สู่ต้นแบบเมือง “Slow Run Rally” แห่งใหม่ของประเทศไทย

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 น. ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (หลังเก่า) นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดกิจกรรม “The ICONIC RUN FEST – RUN Mukdahan” ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน นักวิ่งสายสุขภาพ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายระดับประเทศ “The Iconic Run Fest Thailand 2026 – Run Mukdahan” จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย (TIEFA) และจังหวัดมุกดาหาร เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการออกแบบเส้นทางวิ่งระยะ 8 กิโลเมตร ให้เป็นมากกว่าการออกกำลังกาย แต่เป็น “การเดินทางผ่านเรื่องราวของเมือง” โดยนักวิ่งจะได้สัมผัส 10 จุดเช็กอินสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร ทั้งศาลหลักเมือง งาน Street Art ย่านอาหารเช้า วัด ศาลเจ้า ตลอดจนพื้นที่เศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชนริมแม่น้ำโขง ซึ่งแต่ละจุดสะท้อนประวัติ ศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองชายแดนแห่งนี้ได้อย่างลงตัว

ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบเมือง Slow Run Rally” ผู้จัดงานมุ่งเน้นการสร้างกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การมีส่วนร่วมของชุมชน การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดมุกดาหารให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

นอกจากนี้ กิจกรรมยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวและนักวิ่งที่เดินทางเข้ามาร่วมงานจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “กีฬา + วัฒนธรรม + ชุมชน” ที่สามารถขับเคลื่อนเมืองให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

จังหวัดมุกดาหารยังคงเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมสร้างสุขในรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับเมืองริมโขงสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต.


มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ 0988699888

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 760,000 เม็ด ผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย ในพื้นที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 760,000 เม็ด ผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย ในพื้นที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 01.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 ได้รับข่าวสารจากแหล่งข่าว ว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบขนยาเสพติดจาก อำเภอแม่ฟ้าหลวง เข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เนอร์ สีขาว ป้ายทะเบียน กษ 9922 เชียงราย ลำเลียงยาเสพติดผ่านเส้นทาง บ้านเทอดไทย ตำบลเทอดไทย ไปยัง บ้านแม่สลองนอก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย หน่วยจึงได้จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการติดตามรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณ 14.00 นาฬิกา ตรวจพบคันดังกล่าว ในพื้นที่ บ้านเล่าฟู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น ผลการปฏิบัติ จับกุมผู้ต้องหาเพศชาย 1 ราย เป็นผู้ขับขี่ ผลการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 3 ถุง รวมทั้งสิ้นประมาณ 760,000 เม็ด

และต่อมาเมื่อเวลา 18.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก ธวัฒน์ อินกอง รอง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางเข้าตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ณ กองบังคับการกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 ตำบลแม่จัน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมี พันตำรวจเอก รัฐกร อินทนิล ผู้กำกับการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 เป็นประธาน ในการแถลงข่าว ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลาง ส่ง สถานีตำรวจภูธรแม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 350 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 345 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 210,661,713 เม็ด, เฮโรอีน 6.5 กิโลกรัม, ไอซ์ 3,675.8 กิโลกรัม, ฝิ่น 232.3 กิโลกรัม และ คีตามีน 437.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 48 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 37 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 35,730 ล้านบาท (35,730,923,745 บาท)


นที มีเดช รายงาน