ขานรับนโยบาย นายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. สั่งการ “3 มาตรการเข้ม” กวาดล้างต่างชาติผิดกฎหมาย ตรวจเข้มกว่า 816 ราย พบสั่งปรับอื้อ!

ขานรับนโยบาย นายกรัฐมนตรี! ผบ.ตร. สั่งการ “3 มาตรการเข้ม” ตม.ชลบุรี,สืบสวน บก.ตม.3, ภ.จว.ชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังบุกตรวจ “TC Town บ่อวิน” กวาดล้างต่างชาติผิดกฎหมาย ตรวจเข้มกว่า 816 ราย พบสั่งปรับอื้อ!

สืบเนื่องจากนโยบายเน้นย้ำของ นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้หน่วยงานความมั่นคงเข้มงวดกวดขันการกระทำความผิดของคนต่างด้าวในประเทศไทย ทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จึงได้สั่งการยกระดับ “3 มาตรการเข้ม ตรวจสอบปราบปรามคนต่างด้าวปฏิบัติผิดกฎหมาย” เพื่อเอกซเรย์พื้นที่และระดมกวาดล้างอย่างจริงจังทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติไว้ 3 ระยะ ดังนี้:

  • มาตรการที่ 1: เอกซเรย์ ระดมกวาดล้าง (มาตรการเร่งด่วน 3 เดือน) มุ่งเน้นการปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายสุ่มเสี่ยง แหล่งที่พักอาศัย และสถานประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่นอย่างเฉียบพลัน เพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในทันที
  • มาตรการที่ 2: ขุดรากถอนโคน (มาตรการระยะกลาง 6-9 เดือน) ขยายผลไปถึงต้นตอ ขบวนการนำพา และนายทุนที่ให้การช่วยเหลือหรือที่พักพิงแก่คนต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดอย่างยั่งยืน
  • มาตรการที่ 3: มาตรการระยะยาว (ในระยะ 1-2 ปี) มุ่งสร้างระบบข้อมูลตรวจสอบและเชื่อมโยง “ONE POLICE” ในการป้องกัน ปราบปราม เฝ้าระวัง และคัดกรองบุคคลต่างด้าวอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องและรองรับกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

ล่าสุด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภานุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3, พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์, รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.ภาสกร ไพรจิตต์ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.กฤศ ธิติทัศนะ ผกก.สภ.บ่อวิน, พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผกก.สภ.หนองขาม, พ.ต.ท.ฤทธิไกร กะระกล รอง ผกก.สส.สภ.หนองขาม, พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1

โดยกำลังเจ้าหน้าที่ ตม.จว.ชลบุรี 14 นาย ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.3 9 นาย, ภ.จว.ชลบุรี 25 นาย, สภ.บ่อวิน 14 นาย, สภ.หนองขาม 13 นาย, ตำรวจท่องเที่ยว 13 นาย, ล่าม 23 คน และอาสาฯ 35 คน รวมจำนวนกว่า 146 นาย ได้ขานรับมาตรการที่ 1 (เอกซเรย์ ระดมกวาดล้าง) โดยบูรณาการกำลังร่วมกันเข้าตรวจสอบสถานประกอบการและที่พักอาศัยของคนต่างด้าว ณ โครงการ TC Town บ่อวิน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งที่มีแรงงานและนักท่องเที่ยวต่างชาติพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะทำการตรวจสอบได้มีคุณเก๋(สงวนชื่อจริง) แสดงตัวเป็นผู้จัดการนิติบุคคลของโครงการนี้ ได้ให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ว่า โครงการนี้มีอาคารหอพักทั้งหมด 10 อาคาร เป็นอาคาร 5 ชั้น 8 อาคารและ 7 ชั้น 2 อาคาร โดยมีห้องพักรวมทั้งหมดประมาณ 958 ห้อง มีผู้พักอาศัยรวมประมาณ 1000 คน

ผลการปฏิบัติการ “เอกซเรย์พื้นที่เป้าหมาย” จากการกระจายกำลังเข้าตรวจสอบและคัดกรองบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน, เมียนมา,ลาว และกัมพูชา ในพื้นที่ดังกล่าว จำนวนกว่า 816 ราย พบบุคคลต่างด้าวมีการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถูกต้อง 811 ราย และพบผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ดังนี้ อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay): จำนวน 1 ราย สัญชาติ กัมพูชา (วันอนุญาตสิ้นสุด), ไม่แจ้งที่พักอาศัย (ม.38): จำนวน 150 ราย เป็นสัญชาติจีน 136 ราย สัญชาติลาว 6 ราย และสัญชาติเมียนมา 8 ราย (ความผิดฐานเจ้าบ้าน ผู้ครอบครอง หรือผู้จัดการเคหสถาน, ไม่แจ้งการเข้าพักของคนต่างด้าวภายใน 24 ชั่วโมง)ม ไม่รายงานตัว 90 วัน (ม.37): จำนวน 14 ราย สัญชาติจีน (ความผิดฐานคนต่างด้าวอยู่เกิน 90 วันแล้วไม่รายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่), ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต (ม.8): จำนวน 4 ราย เป็นสัญชาติจีน 2 ราย สัญชาติเมียนมา 2 ราย (ความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน)

ดำเนินการเฉียบขาด พร้อมสร้างความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ทำการเปรียบเทียบปรับทั้งในส่วนของตัวบุคคลต่างด้าวผู้กระทำความผิด และเจ้าบ้าน/ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เจ้าของห้องเช่า และคนต่างด้าว เกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกฎหมายในการแจ้งที่พักอาศัย (ม.38) รวมถึงการรายงานตัวทุก 90 วัน (ม.37) ให้ถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยและการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ขอเน้นย้ำไปยังผู้ประกอบการและเจ้าของที่พักอาศัยทุกแห่ง ต้องตรวจสอบและแจ้งการเข้าพักของคนต่างด้าวทุกครั้งตามที่กฎหมายกำหนด หากพบการปล่อยปละละเลย จะถูกดำเนินคดีและปรับตามอัตราโทษสูงสุดไม่มีข้อยกเว้น เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป


ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ เครือข่ายโกดังยาเสพติด เปา K2 (คลองสอง ลำลูกกา)

ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ต้องการให้ประชาสัมพันธ์ นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,/ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ท.กฤษฎากาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.   

ตำรวจภูธรภาค โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.๑, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร.ช่วยราชการ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.๑, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1

ภ.จว.สระบุรี โดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.สุริยะ สุดกังวาล รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ศอ.ปส.ภ.๑ ชุดที่ ๒

ภ.จว.ปทุมธานี โดย พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.ธงรบ แจ้งจิต รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.กานตภณ วรรณา ผกก.สภ.คูคต, พ.ต.อ.อดิเรก โปธิปัน ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ขกท.โดย พล.ต.อภิชัย ทองธรรมชาติ ผบ.ขกท.

ขกท.ศปก.นสศ. โดย พ.อ.ศรายุทธ พัฒนชัย ผบ.ขกท.ศปก.นสศ. สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค ๑ โดย นายอำนาจ เหล่ากอที รอง เลขาธิการ ปปส. รักษาทราชการแทน ผอ.ปปส.ภ.1 , นางสาวศศิรัศมิ์ นามวงษ์ ผอ.บก.ปปส.ภ.๑ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด

ร่วมกันสืบสวนจับกุม ผู้ต้องหาที่เก็บพักยาเสพติดกลุ่มเครือข่าย “เปา K2 (คลองสอง ลำลูกกา)” 4 ราย คือ 1.นายวิโรจน์หรือเปา อายุ 42 ปี ภูมิลำเนา ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี, 2.นายวัชรพงษ์หรือโต้ง อายุ 31 ปี ภูมิลำเนา ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์, 3.นางสาวปริฉัตรหรือบี อายุ 21 ปี ภูมิลำเนา แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และ4.mrs.pantda หรือปลาย อายุ 19 ปี สัญชาติลาว พร้อมของกลาง คือ

  1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 8,900,000 เม็ด
  2. โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 5 เครื่อง
  3. ตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน

พฤติการณ์ในการจับกุม ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล และ นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ ตำรวจภูธรภาค 1 บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับ จนท.หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ขกท.ศปก.นสศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 1   ได้ร่วมกันขยายผลการจับกุมกลุ่มที่พักยาเสพติดและทีมลำเลียงยาแสพติดเรื่อยมา จนกระทั่งทราบว่ามีกลุ่มทีมพักยาเสพติดเพื่อนำมากระจายให้กับกลุ่มผู้รับในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลทั้งชายและหญิง จำนวนหลายคน โดยจะนำยาเสพติดมาเก็บพักไว้ภายในบ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และภายในบ้านไม่มีเลขที่ ซอยบ้านปั้นทองนิเวศน์ 3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

         

จนกระทั่งช่วงดึกของวันที่ 19 ต่อเนื่อง 20 พฤษภาคม 2569 พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว และสามารถจับกุม นายวิโรจน์หรือเปา, นายวัชรพงษ์หรือโต้ง, นางสาวปริฉัตรหรือบี และ mrs.panatda หรือปลาย ได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวน 45 กระสอบ (ประมาณ 8,900,000 เม็ด) ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านไม่มีเลขที่ ซอยบ้านปั้นทองนิเวศน์ 3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จำนวน 40 กระสอบ(ประมาณ 8,000,000 เม็ด) และซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 5 กระสอบ(ประมาณ 900,000 เม็ด)

เหตุเกิดภายในบ้านไม่มีเลขที่ ซอยบ้านปั้นทองนิเวศน์ 3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ต่อเนื่องบ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 03.30 น. ต่อเนื่องวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.30 น.

ในการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 300,000,000 บาท 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง พื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป


สภ. ดอนตูม ห่วงใยความปลอดภัยนักเรียนและผู้ปกครอง

วันที่ 21 พ.ค. 2569 เวลา 16.20 น. พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก.สภ.ดอนตูม ออกตรวจและกำชับการปฏิบัติหน้าที่ด้านการจราจร บริเวณหน้าโรงเรียนคงทองวิทยา เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนในช่วงเวลาเลิกเรียน

ทางด้าน ร.ต.อ.สุทิน ศรีสะใบ พร้อมด้วยสายตรวจจราจร ปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจร ดูแลการสัญจรอย่างเข้มแข็งการจราจรคล่องตัว เหตุการณ์ทั่วไปปกติ

สภ.ดอนตูม พร้อมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในทุกช่วงเวลา


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทรับส่งนักท่องเที่ยวเกาะทะลุ เสียหายเกือบทั้งลำ คนขับบาดเจ็บ คาดเสียหาย 3-4 ล้านบาท

ไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทรับส่งนักท่องเที่ยวเกาะทะลุ เสียหายเกือบทั้งลำ คนขับบาดเจ็บ คาดเสียหาย 3-4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ทของบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะจอดอยู่ริมทะเล เนื่องจากช่วงน้ำตื้นจึงไม่สามารถนำเรือเข้าจอดที่ท่าเรือตามปกติได้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เรือสปีดโบ๊ทลำดังกล่าวใช้สำหรับรับส่งนักท่องเที่ยวจากฝั่งข้ามไปท่องเที่ยวที่เกาะทะลุ เป็นเรือขนาด 2 เครื่องยนต์ อายุการใช้งานประมาณ 7-8 ปี ก่อนเกิดเหตุเครื่องยนต์มีปัญหาและเพิ่งนำไปซ่อมมา

กระทั่งวันนี้ คนขับเรือได้เข้าไปเตรียมเรือเพื่อหวังนำออกไปรับนักท่องเที่ยว แต่ระหว่างติดเครื่องยนต์ ได้เกิดเสียงดังคล้ายการจุดระเบิด ก่อนที่เปลวไฟจะลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนขับเรือถูกไฟลวกบริเวณแขนและลำตัวได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ คนขับเรือพยายามนำถังดับเพลิงภายในเรือมาฉีดสกัดเพลิง แต่ไม่สามารถควบ คุมไฟไว้ได้ เนื่องจากไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว จนเรือได้รับความเสียหายเกือบทั้งลำ ก่อนตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา

เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 3-4 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวทั้ง หมดได้เปลี่ยนไปใช้เรือลำอื่นของบริษัทฯ เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะทะลุ โดยไม่มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์


( เครดิตภาพ นายประจักษ์ ทองรัตน์ )

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ชุดเฉพาะกิจสังขละบุรี ! สกัดจับผู้นำพาชาวไทย ลอบขน 11 แรงงานเถื่อนซุกรถยนต์

ชุดเฉพาะกิจสังขละบุรี ! สกัดจับผู้นำพาชาวไทย ลอบขน 11 แรงงานเถื่อนซุกรถยนต์

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับพลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 / ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์, พลตำรวจตรี พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี, นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี, นายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี และพันตำรวจเอก สันติ พิทักษ์สกุล ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขละบุรี, พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 136, สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี, และฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ร่วมตั้งจุดตรวจหน้าหมวดทางหลวงสังขละบุรี ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจพิเศษ จังหวัดกาญจนบุรี ขณะปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจหน้าหมวดทางหลวงสังขละบุรี ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมกันทำการสกัดจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ได้ผู้ต้องหารวม 12 ราย พฤติการณ์ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจฯ ได้ตรวจพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าต้องสงสัย ขับขี่มาจากทางอำเภอสังขละบุรี มุ่งหน้าไปยังอำเภอทองผาภูมิ จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดตรวจเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบและควบคุมตัว ผู้นำพาชาวไทย: จำนวน 1 คน (ทำหน้าที่ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าว) และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย: จำนวน 11 คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น บุคคลต่างด้าวทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัว หนังสือ เดินทาง หรือเอกสารแสดงสิทธิการเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 12 คน พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลาง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้นำพาชาวไทยและแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง และจะทำการสืบสวนขยายผลถึงขบวนการลักลอบนำพาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายรายนี้ต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

นบ.ยส.24 ผนึกกำลังแถลงมาตรการปราบปรามยาเสพติด มอบนโยบายเข้ม เน้นการสกัดกั้น และปฏิบัติการเชิงรุก

นบ.ยส.24 ผนึกกำลังแถลงมาตรการปราบปรามยาเสพติด มอบนโยบายเข้ม เน้นการสกัดกั้น และปฏิบัติการเชิงรุก

พล.ท. วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 เป็นประธานการประชุมแถลงคำสั่งและมอบนโยบายการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อชี้แจงกรอบการดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ และแนวทางบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน พร้อมเน้นย้ำแนวทางปฏิบัติแก่หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาลและ ป.ป.ส. ณ ห้องประชุมพระยอด บก.มทบ.210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม

โดยเน้นย้ำการขับเคลื่อนการแก้ไขและปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ตัดวงจรเครือข่ายตามแนวชายแดน ยกระดับงานด้านการข่าว เพิ่มความเข้มงวดการลาดตระเวนและจุดผ่อนปรน ปิดกั้นการลักลอบนำเข้า บังคับใช้กฎหมายขยายผลจากผู้เสพสู่ผู้ค้า พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนชายแดน และประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นและภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส

จากนั้น มทภ.2 ได้เดินทางไปยัง บก.นรข. อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน รับชมการสาธิตอุปกรณ์และเครื่องมือพิเศษที่ได้รับการสนับ สนุนจากสำนักงาน ป.ป.ส. รวมถึงการปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นทางน้ำ เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบกระทำผิดตามแนวชายแดน โดยเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง การป้องกันและปราบปรามขบวนการแก๊ง “สแกมเมอร์” (Scammer) ตลอดจนการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบอื่นๆ ตามแนวชายแดน

#นบยส24 #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

ป.ป.ช.ภาค 1 ลงพื้นที่ลพบุรี เข้มมาตรการเฝ้าระวังป้องปรามการทุจริต

จังหวัดลพบุรี – ป.ป.ช. จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ลงพื้นที่เฝ้าระวังและป้องปรามการทุจริต ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรีมาตรการเฝ้าระวังในการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่ จ.สระบุรี

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 21 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมลพบุรีอินน์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 1 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการภายในจังหวัดลพบุรี ผู้แทนจากหน่วยงานราชการภายในจังหวัดสระบุรี และสื่อมวลชนเข้าร่วมโครงการ ในการนี้ นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาส สื่อมวลชนทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ ได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้าใจในกระบวนการทำงานที่ถูกต้อง แล้วนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการต่อต้านการทุจริต และการลงไปศึกษาดูงานในพื้นที่ สามารถนำความรู้ ข้อเท็จจริงที่ได้รับไปเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อสร้างความตระหนัก ถึงปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นของการทุจริตร่วมกัน ตลอดจนการได้รับมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช. ด้วย

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในพิธีเปิดโครงการฯ ว่างาน ป.ป.ช. มีการปรับปรุงกลไกเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมทั้งการเพิ่มมาตรการวิธีการ เพื่อส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อยกระดับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปัจจุบันสังคมไทยมีความตื่นตัวในการต่อต้านการทุจริตมากขึ้น สำนักงาน ป.ป.ช. มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริต หน่วยงานภาครัฐเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะงานสื่อสารกับสื่อมวลชน ซึ่งมีอิทธิพลในการขยายผลการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่อต้านการทุจริตไปสู่สังคม ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ ด้วยการให้บุคคลในกลุ่มนี้มีองค์ความรู้เรื่องการทุจริตและเสริมสร้างบทบาทการขับเคลื่อนงานสื่อสารสร้างกระแสสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต เกิดความเชื่อมั่น และความไว้วางใจต่อระบบการรับเรื่องร้องเรียน การแจ้งเบาะแสของสำนักงาน ป.ป.ช. ว่ามีการปกป้องผู้ร้องเรียนอย่างแท้จริง และสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

นอกจากนี้ ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชน เพราะท่านคือหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการต่อต้านการทุจริต ช่วยเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารการทุจริตคอร์รัปชั่น ให้คนในสังคมได้ทราบ และรับรู้ถึงผลเสียหายอันร้ายแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งท่านสามารถแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การร่ำรวยผิดปกติต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านศูนย์ CDC หรือหมายเลขโทรศัพท์ 1205 และขอให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับและมีความปลอดภัย” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีการเสวนาในประเด็นมาตรการเฝ้าระวังการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐการลงพื้นที่พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังในการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ กรณีการติดตั้งเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง (แสตนเลส) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี จำนวน 3 แห่ง ได้แก่เทศบาลตำบลท่าศาลา องค์การบริหารส่วนตำบลงิ้วราย และองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์เก้าต้น พร้อมทั้งประชุมติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดลพบุรี และการเสวนาในประเด็นการติดตั้งเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง (แสตนเลส) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี และประชุมติดตามเรื่องการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะฯ เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจในเขตรับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม และพื้นที่ช่องเสม็ด อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับทราบสถานการณ์ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญและกล่าวให้โอวาทเพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งยังได้รับมอบเงินสนับสนุนจาก “กลุ่มคนไทยใจดี ชิคาโก สหรัฐอเมริกา” และ “คณะศิษย์เก่า รว.สศ.07” ที่ได้ร่วมแสดงน้ำใจและสนับสนุนภารกิจของกองทัพในครั้งนี้ด้วย

ในการนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณในความเมตตาและน้ำใจของพี่น้องประชาชนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่เห็นถึงความสำคัญของกำลังพลแนวหน้า พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่า กองทัพภาคที่ 2 จะปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทยและความสุขของประชาชนให้ยั่งยืนต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

“ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2” ผู้ใหญ่ใจบุญ สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจ

“ทีปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2” ผู้ใหญ่ใจบุญซื้อชุดนักเรียนพร้อมรองเท้าให้เด็กยากจนกตัญญู สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์โมเดลต้นแบบเล็กๆ ที่หว่านในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จะพาไปชมเรื่องราวที่น่าชื่นชมเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวของเด็กที่ยากจนกตัญญูต่อพ่อแม่ของ เด็กชายดวงจันทร์ พยัค์ฆะ (น้องออม) อายุ 11 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านกวางงอย ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ คุณพ่อร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์ ส่วนคุณแม่ตรวจพบโรคมะเร็งสมอง ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อาชีพทั้งสองรับจ้างทั่วไป ในช่วงคุณแม่น้องออมเข้าโรงพยาบาลน้องออมจะเป็นคนคอยเฝ้าอาการที่โรงพยาบาลมาโดยตลอดและขาดโรงเรียนอยู่บ่อยๆ ในช่วงวันหยุดหรือปิดภาคเรียนน้องออมจะช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระงานต่างๆ น้องเป็นเด็กตัวเล็กๆ ร่างเริง ยิ้มแย้มแจ่มใจ หัวเราะตามประสาเหมือนเด็กทั่วๆไป ด้วยความยากจนเวลาไปโรงเรียนน้องจะสวมใส่ชุดนักเรียนเก่าที่ได้รับบริจาค

ซึ่งจากการสอบถามพ่อแม่เล่าให้ฟังว่าน้องออมไม่ได้สวมชุดนักเรียนใหม่เลยมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 เพราะฐานะทางบ้านยากจนและไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ลูก เพราะตัวเองทำงานรับจ้าง ได้เงินมาก็ซื้อข้าวสาร กับข้าว บางทีก็ไม่พอใช้จ่าย บางเดือนไม่มีเงินแม้แต่จะเสียค่าไฟฟ้า บ้างครั้งค้างถึง 2 เดือน จนการไฟฟ้าต้องงดการใช้ไฟฟ้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พากันต่อสู้เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือตลอดมา

จากการสอบถาม ว่าที่ พันตรีสุเทพ โตโสภณ กับ นางสาวไพรีราบ สันรัมย์ ครูประจำชั้นโรงเรียนบ้านกวางงอย ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้องออมเป็นเด็กที่นิสัยดี แต่ฐานะทางบ้านยากจน และก็ได้คอยให้การช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง และช่วงเปิดเทอมมีทางโรงเรียนก็ให้ยืมจักรยานเพื่อปั่นไปโรงเรียนอีกด้วย

เมื่อเรื่องราวชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของน้องออมได้ยินไปถึง นายวรพันธ์ อ่อนคง ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 2 (ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2) ตามคำสั่งแต่งตั้งของ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบข่าวว่าน้องออมเป็นเด็กยากจนแต่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ท่านก็มีความประสงค์ยื่นน้ำใจเข้าช่วยเหลือในการซื้อชุดนักเรียน เข็มขัด พร้อมถุงเท้า รองเท้า ให้ใหม่ จำนวน 1 ชุด เพื่อให้น้องออมได้มีชุดนักเรียนใหม่ ได้ใส่ไปโรงเรียนหลังจากไม่เคยมีชุดใหม่ใส่กับเขาเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจบุญ สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจให้กับเด็กยากจนที่มีโอกาสน้อยทางสังคม ส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์โมเดลต้นแบบเล็กๆ ที่หว่านในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ที่กำลังนิยามอนาคตใหม่ โดยที่เด็กไทยอาจไม่ได้ออกตัวจากจุดเดียวกัน เด็กจากครอบครัวที่พร้อม อาจมีโอกาสวิ่งทันโลก แต่เด็กอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนยากจน กำลังถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกวัน และเสี่ยง “หลุดจากระบบการศึกษา” ก่อนจะได้มีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง แม้จะมีนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” ซึ่งเด็กยากจนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยเฉพาะ “ค่าเล่าเรียน” รองลงมาคือ เครื่องแบบ, หนังสือ, ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ซึ่งโอกาส คำว่า “การให้และแบ่งปันน้ำใจ” จึงถูกเหินห่างและมักถูกมองข้ามและลดน้อยลงไปในทุกๆวัน

หวังว่าเรื่องเล่าของน้องออมในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายท่านในการสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันในสังคมไทยให้อยู่บนโลกใบนี้ต่อไป เพราะ “เด็กยากจน” อีกจำนวนมาก ยังไม่รู้ว่า…จะได้เรียนต่อไหม? เเต่ครอบครัวของเด็กยากจนพวกเขายังต่อสู้ในทุกๆวัน เพราะคำว่า “การศึกษาคือแสงสว่างนำทางของชีวิต” เพื่ออนาคตต่อไป

#บก.ไทบ้าน #ยิ่งให้ยิ่งได้ #สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจบนโลกใบนี้


พรพิพัฒน์ รายงาน

ต้องอีกครั้งที่เราเผลอทำร้ายคนดีเพราะข้อมูลเท็จปลุกปั่นโจมตีทางการเมือง

ต้องอีกครั้งที่เราเผลอทำร้ายคนดีเพราะข้อมูลเท็จปลุกปั่นโจมตีทางการเมือง

กรณี PTG ตัวเลขไม่เคยโกหก งบการเงินไตรมาส1 ที่ออกมา PTG พลิกกลับมาขาดทุน จากเป้าที่ถูกใส่ความว่าฟันกำไรจากการผันผวนราคาน้ำมัน สุดท้ายกลายเป็นคนที่เสียสละเพื่อประชาชนชนคนไทย ร่วมทุกร่วมสุขพร้อมกันกับคนไทยทุกคน

รัฐตรึงราคาหน้าปั้มแต่ราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าปั้ม แต่ต้องซื้อ แม้รู้ว่าทุกลิตรที่ขายต้องขาด ทุน แต่เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำมันเพื่อเดินทางไปทำงาน ไปดูแลครอบครัว ก็ต้องยอม

ขณะที่โรงกลั่นกำไรหมื่นล้าน แต่ PTG ไม่มีโรงกลั่น ไม่มีคลังที่สุราษ เป็นธุรกิจซื้อมาขายไปกินส่วนต่าง วันที่ราคาหน้าโรงกลั่นแพงกว่าราคาหน้าปั้มก็ต้องขาดทุนเป็นธรรมดา แต่กลับถูกใส่ความว่าเป็นคนฟันกำไรราคาน้ำมัน

PTG ตำนาน underdog บริษัทคนไทยที่เติบโตมาจากต่างจังหวัดผ่านวิกฤติ ล้มลุกคลุกคลานจนมาสู้กับต่างชาติรัฐวิสาหกิจอย่างสมศักศรี บริษัทที่ได้รางวัลธรรมาภิบาล และดูแลพนักงานคนไทยและครอบครัว หลายหมื่นชีวิต ไม่ควรถูกเข้าใจผิดเยี่ยงนี้

ไม่อยากให้คนไทยถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองแล้วเผลอทำร้ายคนดีอีก


ที่มา : เพจรู้ทันนักปั่น