สมาคมนายทหารนอกประจำการ แนะนำผู้เกษียณอายุราชการและผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดประจำปีงบประมาณ2569

สมาคมนายทหารนอกประจำการ แนะนำผู้เกษียณอายุราชการและผู้เข้าร่วมโครง การเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดประจำปีงบประมาณ2569 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

เมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2569 พลเอก วินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหาร นอกประจำการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ จำนวน 8 ท่าน ประกอบด้วย

  1. พลเอกวินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ
  2. พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ อุปนายกสมาคม
  3. พลเอก มณฑล บำรุงพฤกษ์ กรรมการและนายทะเบียน
  4. พลเอก พัชราวุธ วงษ์เพชร กรรมการและสวัสดิการ
  5. พลเอก เพิ่มศักดิ์ รอบจังหวัด กรรมการ
  6. พลตรีหญิง วัชราวรรณ วีระรัตนกุล กรรมการและผู้ช่วยกีฬาและนันทนาการ
  7. พลตรีหญิง อุไรพงศ์สังขวาสี กรรมการและผู้ช่วยสวัสดิการ
  8. พลเรือตรีหญิงสุรัชฎาชลออยู่ กรรมการและผู้ช่วยประชาสัมพันธ์

ได้ร่วมแนะนำสมาคมฯ ในการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้เกษียณอายุราชการ และผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ ห้องศรีสมาน3
อาคารอเนกประสงค์(ศรีสมาน) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ได้มีการแนะนำสมาคมฯ ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น บรรยายบทบาทของสมาคมฯ ที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม การชี้แจงผลงานและแผนงานที่เป็นรูปธรรมของสมาคมฯ ตลอดจนสิ่งที่จะได้รับเมื่อเข้าเป็นสมาชิก

นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนให้ผู้ที่สนใจสมัครสมาชิก โดยมีผู้สนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคมจำนวนหนึ่งและเปิดโอกาสให้สมัครเป็นสมาชิกได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


กอ.รมน. บูรณาการรัฐ–เอกชน ส่งบังเกอร์ 2.5 ล้าน ครั้งที่ 2 เสริมความปลอดภัยกำลังพลแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

กอ.รมน. บูรณาการรัฐ–เอกชน ส่งบังเกอร์ 2.5 ล้าน ครั้งที่ 2 เสริมความปลอดภัยกำลังพลแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน การป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขสถานการณ์ไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคี ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งด้านกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือ และมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์อธิปไตยและรักษาความมั่นคงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการสนับ สนุนกำลังพลในพื้นที่แนวชายแดน พร้อมผลักดันการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอุปกรณ์ป้องกันโดรนและโดรนพลีชีพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและจุดปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง

ภายใต้นโยบายดังกล่าว สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. (สมท.กอ.รมน.) ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมทั้งขับเคลื่อนการระดมสิ่งของและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความพร้อม ความปลอดภัย และขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา สมท.กอ.รมน. ได้ดำเนินการส่งมอบบังเกอร์และสิ่งของสนับสนุนให้กับหน่วยกองกำลังสุรนารีในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ป้องกันภัยทางอากาศ และสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่แนวชาย แดน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. สมท.กอ.รมน. ได้ดำเนินการส่งสิ่งของสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่ชายแดนเป็นครั้งที่ 2 โดยจัดพิธีปล่อยขบวน ณ บริษัททรัพย์กวี ในเครือบริษัทกวีวรรณ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เพื่อส่งมอบอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

สิ่งของสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย บังเกอร์คอนกรีต ขนาด 1.8 x 3 เมตร จำนวน 50แท่งมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท สำหรับเสริมความแข็งแรงให้แก่ฐานปฏิบัติการและจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่เสี่ยง พร้อมด้วยแหอวนป้องกันโดรน จำนวน 4,500 กิโลกรัม มูลค่า 400,000 บาท เพื่อใช้ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางอากาศ และกระสอบทราย จำนวน 6,000 ถุง สำหรับเสริมแนวป้องกันและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ยังได้ประสานความร่วมมือกับศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก (ศคย.ทบ.) ในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 18,297 ลิตร เป็นเงิน 714,839 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการลำเลียง การเคลื่อนย้ายกำลังพล และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้สนับสนุนกำลังพลและยานพาหนะ สำหรับการลำเลียงสิ่งของทั้งหมด ประกอบด้วย รถนำขบวน รถโลว์เบด (Low Bed) สำหรับขนย้ายบังเกอร์ และรถ FTS สำหรับสนับสนุนภารกิจด้านการขนส่งและลำเลียงยุทโธปกรณ์ เพื่อให้สามารถส่งมอบสิ่งสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สมท.กอ.รมน. ได้เชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 2 ร่วมกล่าวขอบคุณภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของและอุปกรณ์ให้แก่กำลังพลในพื้นที่แนวชายแดน พร้อมยืนยันว่าการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนถือเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่แนวหน้า

การดำเนินการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก บริษัททรัพย์กวี ในเครือบริษัทกวีวรรณ คณะกรรมการมูลนิธิ ทสปช. ชมรมพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (พคบ.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สมาคมไทยซิกข์ รักษาความมั่นคงภายใน (ประเทศไทย) สมาคมไทยอินเดีย มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) เครือข่ายมวลชน จิตอาสาจังหวัดปทุมธานี ข้าราชการ กอ.รมน. (ส่วนกลาง) และจิตอาสารวมกว่า 300 คน ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก ที่ร่วมกันสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ

การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของรัฐบาล กองทัพ หน่วยงานด้านความมั่นคง ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ร่วมกันส่งต่อความห่วงใยและการสนับสนุนสู่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความพร้อม ความปลอดภัย และขวัญกำลังใจในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

กอ.รมน. ขอเชิญชวนภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจดูแลกำลังพลตามแนวชายแดน ทั้งด้านสิ่งอุปกรณ์ เครื่องอุปโภคบริโภค วัสดุสนับสนุน รวมถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจ เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า ตลอดจนร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อย เสริมความมั่นคงของประเทศ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน


พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร.ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 9

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร.ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 9

วันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 9 โดยมี พล.ต.ท.วรวิทย์ ลิปิพันธ์ ประธานกรรมการ สอ.ตร. เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด อาคาร 5 (ชั้น G) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2027 มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เวทีวิทยาศาสตร์ระดับสากล

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2027 มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เวทีวิทยาศาสตร์ระดับสากล

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วย ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Pure and Applied Chemistry International Conference 2027 (PACCON 2027) ครั้งที่ 3/2569 ณ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ในการประชุมดังกล่าว ได้มีการติดตามความก้าวหน้าในด้านต่างๆ อาทิ การดำเนินงานด้านวิชาการ การคัดเลือกวิทยากร การพิจารณาบทความวิจัย ระบบการลงทะเบียน การบริหารจัดการพื้นที่จัดงาน การสนับสนุนจากภาคเอกชน (Sponsors) ตลอดจนการจัดแสดงผลงานวิจัย เพื่อรองรับนักวิจัยและนักวิชาการจากนานาประเทศตามมาตรฐานสากล

การจัดงาน PACCON 2027 นับเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยด้านเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในภูมิภาคต่อไป

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นักวิชาการ หนุนกรมสรรพสามิตเร่งปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียวหลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

นักวิชาการหนุนกรมสรรพสามิตเร่งปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียวหลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี ล่าสุดกรมสรรพสามิตได้เผยแพร่ข่าวเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างเสนอการปรับโครง สร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการอิสระ ซึ่งได้เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษางานวิจัยเรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของกรมสรรพสามิตเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรยาสูบพื้นที่จังหวัดสุโขทัย มีความเห็นว่า “รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังที่จะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จาก 2 อัตราให้เป็นอัตราเดียวโดยเร็วที่สุด เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่มีการใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราในปี 2560 นั้นมีแต่ด้านลบ ไม่มีด้านบวกเลย โดยจากการศึกษาของหน่วยงานต่างๆ ก็ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ตามมูลค่า 2 อัตรา ไม่มีประสิทธิภาพทั้งด้านรายได้และด้านสาธารณสุข แถมยังกระทบชาวไร่ยาสูบความบิดเบือนของกลไกราคาในตลาดที่ไปเร่งให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้นในตลาดบุหรี่ราคาถูกอีกด้วย หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดว่าจะทำให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบมีการเติบโตติดลบ กระทบกับกลุ่มเกษตรกรยาสูบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โครงสร้างภาษีอัตราเดียวเป็นแนวทางสากลที่ใช้กันมากที่สุดในโลก โดยรายงานจากองค์ การอนามัยโลกปี 2568 ชี้ว่ามี 147 ประเทศจากทั้งหมด 178 ประเทศ ที่ใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว ทั้งนี้ ทั้งองค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียต่างก็สนับสนุนโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีความเรียบง่ายและไม่กระตุ้นให้เกิดการลดราคาบุหรี่แข่งกัน ทำให้มีประสิทธิภาพทั้งในด้านสุขภาพและการสร้างรายได้รัฐ
โครงสร้างแบบอัตราเดียวนั้นไม่มีผลกระทบกับปัญหาบุหรี่เถื่อน เนื่องจากปัญหาบุหรี่เถื่อนนั้นไม่ใช่ผลของโครงสร้างภาษี หากแต่เป็นผลของระดับภาษีว่าสูงเกินไปกว่าสภาพเศรษฐกิจหรือไม่ เพียงใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการป้องกันและปราบปรามที่มีประสิทธิ ภาพมากน้อยเพียงใด ถ้ากำหนดระดับภาษีให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ และปราบปรามการลัก ลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด ควบคู่กันไปก็จะช่วยบรรเทาปัญหาบุหรี่เถื่อนลงได้

สำหรับประเทศไทยนั้นชัดเจนว่า บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการภาษี 2 อัตรา โดยเฉพาะหลังเดือนตุลาคม 2564 ที่มีการปรับนโยบายภาษีบุหรี่ครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นสูงจากการที่รัฐบาลยุคนั้นเลือกที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ภายใต้โครงสร้างบุหรี่แบบ 2 อัตราไว้จนเกิดขึ้นมาถึงปัจจุบัน” รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจให้โครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว โดยไม่ควรรอรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลจากภาษีบุหรี่สูญหายไปจำนวนมาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.1 เดินเกมรุกต่อเนื่อง ปิดล้อมตลาดกีบหมู เอกซ์เรย์ แรงงานต่างด้าวทุกมิติ

สืบสวนตม.1 เปิดปฎิบัติการร่วมจัดหางาน เข้าพื้นที่กีบหมู คลองสามวา เนื่องจากได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านถึงแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ จับกุมกัมพูชา Overstay 11 ราย!! และสัญชาติ อื่นๆ รวมกว่า 20 ราย

ตามนโยบาย ผบ.ตร. ให้กวาดล้างคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

เช้าตรู่ วันที่ 27 พ.ค.2569 เวลาประมาณ 05.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ร่วมกับ นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 นำโดย พ.ต.ท.พรชัย สุขเจริญ รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ทวีโชติ ฉัตรทวีศักดิ์, พ.ต.ท.หญิง โอภา กล้าหาญ, พ.ต.ท.เจตน์ ยุทธโยธิน, พ.ต.ต.ฆฤณ ลักษณะสมพงศ์ สว.ฯ สนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 ร่วมกันนำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณชุมชนตลาดกีบหมู แขวงบางชัน เขตคันนายาว กรุงเทพ มหานคร

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพื้นที่แสดงตัวบริเวณตลาดกีบหมู พบบุคคลต่างด้าวจำนวนมาก จึงได้ทำการปิดล้อมชุมชนเพื่อตรวจสอบเอกสารทุกมติจำนวนกว่า 100 คน ผลการตรวจสอบ พบแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่กระทำผิด จำนวน 14 ราย มีทั้งอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) และหลบหนีเข้าเมือง

จากนั้นได้ทำการตรวจสอบการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวในละแวกดังกล่าวบางแห่งพบความผิดฐานไม่แจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ จำนวนทั้งหมด 6 ราย จึงได้ควบคุมตัว เพื่อเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายคนเข้าเมือง และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.คันนายาว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามข้อมูลจากคนในพื้นที่ ทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีบุคคลต่างด้าวพักอาศัยอยู่จำนวนมาก ได้แสดงความขอบคุณกองกำกับการสืบสวน ตรวจคนเข้าเมือง 1 และกรมจัดหางาน ที่ให้ความสำคัญและเข้ามาตรวจสอบบุคคลต่างด้าวในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอชื่นชมการปฏิบัติงานในวันนี้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่อุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในการอยู่ร่วมกันในชุมชน

พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ได้เน้นย้ำว่า การจะนำเอาบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้นั้น ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของวีซ่าและใบอนุญาตทำงานตามประเภทงานและพื้นที่ที่ตนเองทำงาน นอกจากนี้ บุคคลผู้เป็นเจ้าบ้าน ผู้ครอบครองเคหสถาน หากให้บุคคลต่างด้าวเข้ามาพักอาศัยจะต้องดำเนินการแจ้งที่พักอาศัยของบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายด้วย

ดังนั้นจึงขอฝากประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสผ่านช่องทาง1599 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ 1178 สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตม. ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงกรณีชาวต่างชาติยึดพื้นที่เกาะพงันทำธุรกิจนอมินี

สตม. ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงกรณีชาวต่างชาติยึดพื้นที่เกาะพงันทำธุรกิจนอมินี

จากกรณีที่มีนำเสนอข่าวว่าชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยอาจจะแอบแฝงประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจในลักษณะนอมินี ตลอดจนมีการเปิดโรงเรียนสอนนักเรียนต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

สตม. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประชุม หารือ เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว พบว่า สถิติบุคคลต่างด้าวที่มิใช่นักท่องเที่ยว ซึ่งได้ขออยู่ต่อในราชอาณาจักรชั่วคราวโดยมีการอนุญาตมากกว่า 30 วัน และการอนุญาตยังไม่สิ้นสุดในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี มีจำนวน 2,641 ราย แบ่งเป็นสัญชาติอิสราเอล จำนวน 369 คน, รัสเซีย จำนวน 335 คน,บริติช จำนวน 291 คน,ฝรั่งเศส จำนวน 283 คน,เยอรมัน จำนวน 210 คน และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 1,153 คน

ส่วนของสถิติการดำเนินคดีกับคนต่างด้าวในพื้นที่ สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เป็นต้นมา มีจำนวนทั้งหมด 141 คน แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา จำนวน 47 คน, อิสราเอล จำนวน 16 คน, รัสเซีย จำนวน 13 คน, อเมริกา จำนวน 8 คน, เยอรมัน จำนวน 7 คน และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นคดีจราจร คดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติด, พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น โดยพบว่า ตั้งแต่ ปี 2567 ถึงปัจจุบัน มีการดำเนินคดีกับคนไทยที่เป็นตัวแทน (นอมินี) ไปทั้งสิ้น จำนวน 23 คดี ได้แก่ บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอล จำนวน 9 คดี, รัสเซีย จำนวน 3 คดี,ฝรั่งเศส จำนวน 3 คดี,อเมริกา จำนวน 2 คดี และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 6 คดี

สตม. ยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เกาะพะงัน ประกอบด้วย สภ.เกาะ พะงัน, กก.สส.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี, ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน และเจ้าหน้าที่ทหาร กอ. รมน.ภาค 4 ตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการดำเนินกิจการเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง อาทิ สถานรับเลี้ยงเด็ก ชยุต,บริษัท เวิลด์ อาบันแดนซ์ และ บริษัท คิดดี้ เวิร์ล พร็อพเพอร์ตี้ ไม่พบการกระทำความผิด

สถานรับเลี้ยงเด็ก ARKI KIDS และเป็นโรงเรียนเอกชนสอนภาษานอกระบบ ARKI KIDS LANGUAGE SCHOOL โดยบริษัท อาร์กิ คิดส์ จำกัด ซึ่งเปิดรับเด็กตั้งแต่อายุ 3–12 ปี มีการสอนวาดภาพ ร้องเพลง ทำกิจกรรมเด็กเล็ก และออกกำลังกาย มีเด็กที่เข้ามาเรียน จำนวน 144 คน แบ่งเป็นสัญชาติอิสราเอล จำนวน 122 คน, เยอรมัน จำนวน 2 คน, ฝรั่งเศส จำนวน 2 คน และสัญชาติอื่นๆ จำนวน 18 คน พบการกระทำความผิดในข้อหาเป็นนายจ้างรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาต, เป็นนายจ้างไม่แจ้งคนต่างด้าวเข้าทำงานให้นายทะเบียนทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จ้าง, เป็นเจ้าของสถานรับเลี้ยงเด็ก ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจับกุมคนไทย และคนต่างด้าว 3 ราย ได้แก่ นางประทุมทิพย์ (สงวนนาม สกุล), MR.AIDIN และ MS.NEGAR สัญชาติอิหร่าน กรรมการบริษัท ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบัน สตม. ยังคงเดินหน้าสืบสวน ปราบปราม สกัดกั้นมิให้คนต่างด้าวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือเข้ามากระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกวาดล้างและผลักดันออกนอกประเทศทันที


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะ” พร้อมให้บริการ! วช.สนับสนุนทีมวิจัย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรมด้วย ววน. Wellness สูงวัยสุขภาพดี ณ จังหวัดอุทัยธานี

“รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะ” พร้อมให้บริการ! วช.สนับสนุนทีมวิจัย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรมด้วย ววน. Wellness สูงวัยสุขภาพดี ณ จังหวัดอุทัยธานี

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมกับคณะนักวิจัย สมาคมวิศวชีวการแพทย์ไทย บริษัทสมาร์ทเมดกรุป 2019 จำกัด และคลินิคทันตกรรมสไมล์แกลอรี่ นำ“รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะเพื่อสุขภาวะยุคใหม่“ นำร่องให้บริการ “Wellness สูงวัยสุขภาพดี” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวต้อนรับ,นายศรัณย์ ธรรมาศิริกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรมธาราฮิลล์ จังหวัดอุทัยธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า “รถทันตกรรมเคลื่อนที่อัจฉริยะเพื่อสุขภาวะยุคใหม่” เป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากของประชาชนในทุกช่วงวัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยได้นำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และระบบบริการสาธารณสุข มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อพัฒนารถทันตกรรมเคลื่อนที่ต้นแบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัย รองรับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญคือการนำระบบบริการสุขภาพเชิงรุกเข้าไปสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้ที่ยังมีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากในจังหวัดอุทัยธานียังคงมีข้อจำกัดในการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการทันตกรรม อาทิ กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิต โครงการรถทันตกรรมเคลื่อนที่แบบปลอดเชื้อต้นแบบจึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำบริการด้านทันตกรรมเข้าไปใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง พร้อมทั้งทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นายศรัณย์ ธรรมาศิริกุล หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาและทดสอบรถทันตกรรมเคลื่อนที่แบบปลอดเชื้อต้นแบบ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานรถทันตกรรม พ.ศ. 2568 พร้อมทั้งนำไปทดสอบการใช้งานจริงในพื้นที่ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการให้บริการประชาชน โดยการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบระบบภายในรถ การให้บริการภาคสนาม การเก็บข้อมูลจากผู้รับบริการและบุคลากรสาธารณสุข ตลอดจนการจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการยกระดับระบบบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ของประเทศในอนาคต ทั้งนี้ การให้บริการทันตกรรมบนรถเคลื่อนที่ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งยูนิตทำฟันบนรถเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ให้บริการอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมการติดเชื้อ การจัดโซนสะอาดและปนเปื้อน ระบบไฟฟ้า ระบบกรองน้ำ ระบบอากาศอัด ระบบดูดน้ำลาย การจัดการขยะติดเชื้อ รวมถึงการออกแบบสรีรศาสตร์การทำงานภายในพื้นที่จำกัดของรถ เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ สมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทยร่วมกับคลินิกทันตกรรมสไมล์แกลอรี่ จัดทันตแพทย์มาทดสอบการให้บริการทันตกรรม ได้แก่ ตรวจสุขภาพช่องปาก ขูดหินปูน อุดฟัน (ถอนฟัน) เคลือบฟลูออไรด์ และให้คำแนะนำการดูแลช่องปากแก่ประชาชนในพื้นที่เพิ่มเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากของประชาชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จัด Thailand Inventors’ Day Road Show 2026 ที่ จ.เชียงใหม่ จุดประกายเครือข่ายนักประดิษฐ์ภูมิภาค สู่การพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม

วช. จัด Thailand Inventors’ Day Road Show 2026 ที่ จ.เชียงใหม่ จุดประกายเครือข่ายนักประดิษฐ์ภูมิภาค สู่การพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “Thailand Inventors’ Day Road Show 2026” ระหว่างวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2569 ณ จ.เชียงใหม่ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นายสมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ นายคงกะพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ดร.อัครสิทธิ์ บุญส่งแท้ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ตนานุวัฒน์ จำกัด ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) นักวิจัย นักประดิษฐ์ เยาวชน และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ Grand Ville Hall 3 โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านที่ได้ร่วมกันสนับสนุนการจัดงาน Thailand Inventors’ Day Road Show 2026 ในปีนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ที่ถูกกำหนดให้เป็นวันนักประดิษฐ์ (วช.) จึงได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และในโอกาสอันดีปีนี้ (วช.) จึงได้มาจัดงาน road show ณ จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้ ด้วยเล็งเห็นถึงโอกาสในการเผยแพร่ ถ่ายทอด และขยายผลสิ่งประดิษฐ์ให้แก่นักประดิษฐ์ นักวิจัยที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ

โดยในปีนี้เริ่มต้นด้วยจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกการจัดงาน ผ่านรูปแบบ “พื้นที่ฐานนักคิด” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือค้นหา ทดลอง และสร้างแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ผ่านหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ

  1. “Beyond R&D : Next-Gen Regional Innovation Forum ยกระดับภูมิภาคสู่ยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม”
  2. “Beyond Competency : ปฏิรูปนิเวศการเรียนรู้เพื่อสร้างกำลังคนสายวิจัยสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย”
  3. “Beyond Competition : เปลี่ยน ‘รางวัล’ จากความภูมิใจให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่จับต้องได้สู่การใช้ประโยชน์”
  4. “Beyond Astronomy : เมื่ออวกาศไม่ใช่แค่ ‘ดูดาว’”
  5. “Beyond Degrees: อนาคตภาพการศึกษาไทยที่วัดกันด้วยสมรรถนะ”
  6. “Beyond the Award : ก่อนจะได้รางวัล เราต้องผ่านอะไรมาบ้าง?”

นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในนามของหน่วยงานราชการ ภาคส่วนต่างๆ และประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ (วช.) ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ และเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นหมุดหมายแรก ในการจัดงาน “Thailand Inventors’ Day Road Show 2026” ในวันนี้ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองที่อบอวลด้วยรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนืออย่างเต็มภาคภูมิ การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็น “สะพานเชื่อมโยงโอกาส” ครั้งสำคัญ เพราะเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงมีผู้ประกอบการฐานราก เกษตรกรยุคใหม่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่ยังขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและการบริการ การมาถึงของนวัตกรรมระดับประเทศและเวทีเสวนาวิชาการในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการเติมอาวุธทางปัญญาที่จะช่วยให้พวกเราสามารถแก้ปัญหาในท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด จังหวัดเชียงใหม่มีความมุ่งมั่นที่จะรับไม้ต่อจาก (วช.) ในการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปขยายผลขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และร่วมพัฒนาเมืองเหนือให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ถัดมาเป็นเวทีเสวนาวิชาการ NRCT Beyond: Research,Invention and Innovation Forum จุดประกายงานวิจัย สร้างนวัตกรรม เปลี่ยนอนาคต แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่
1) “Beyond R&D: Next-Gen Regional Innovation Forum ยกระดับภูมิภาคสู่ยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม”
2) “Beyond Competency: ปฏิรูปนิเวศการเรียนรู้เพื่อสร้างกำลังคนสายวิจัยสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย” และ
3) “Beyand Combettion เปลี่ยนรางวัลจากความภูมิใจให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่จับต้องได้สู่การใช้ประโยชน์”

ทั้งนี้ งาน “Thailand Inventors’ Day Road Show 2026” นับเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาเครือข่ายนักประดิษฐ์ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food–มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน

สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ “อินเดีย” ตลาดดาวรุ่งแนะ เร่งพัฒนา Future Food–มาตรฐานสากล รับโอกาสตลาด 1.4 พันล้านคน

สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค พร้อมชี้ “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอาหารมูลค่าสูง อาหารสุขภาพ และ Future Food เติบ โตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 กรุงเทพฯ : สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” นำโดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น

“ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดาฯ กล่าว

ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025 : India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

สำหรับความร่วมมือระหว่างสถาบันอาหารและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานนวัตกรรมอาหาร ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมผลักดันให้ ประเทศไทย ไม่เป็นเพียงครัวของโลกในเชิงปริมาณ แต่ต้องก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์อาหารไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถาบันอาหาร (NFI)
โทรศัพท์ 0-2422-8688 | เว็บไซต์ www.nfi.or.th

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท แบงค์คอกไรเตอร์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
คณมาศ อิ่มพิทักษ์ (ออย) 081 363 9191, มยุรี พันธ์กุ่ม (กุ้ง) 081 784 1162, นิรามัย เสาร์บดีรักษ์ (เนม) 086 359 6106


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน