ผบ.ตร.พร้อมครอบครัวกิตติประภัสร์ มอบเงินทำบุญ 21 ล้านบาท ที่ได้จากงานพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ให้ รพ.ตำรวจ และรพ.รามาธิบดี

ผบ.ตร.พร้อมครอบครัวกิตติประภัสร์ มอบเงินทำบุญ 21 ล้านบาท ที่ได้จากงานพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ ให้ รพ.ตำรวจ และรพ.รามาธิบดี เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อสวัสดิ์ ด้วยการส่งต่อกำลังบุญช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์

วันที่ 27 มิ.ย.2566 เวลา 10.00 น. ณ ห้องพรหมนอก อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ : พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และคุณแม่บัวลอย กิตติประภัสร์ พร้อมครอบครัวคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ มอบเงิน 21 ล้านบาท ให้แก่ รพ.รามาธิบดี และ รพ.ตำรวจ โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.รพ.รามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี และ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) รพ.ตร.เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยบุคคลากรทางการแพทย์ แขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม

สืบเนื่องจาก ผบ.ตร.และคุณแม่บัวลอย กิตติประภัสร์ พร้อมครอบครัวคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ มีความประสงค์จะนำเงินทำบุญที่ได้จากงานพระราชทานเพลิงของคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ จำนวน 21 ล้านบาท บริจาคให้โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยแบ่งเป็น มอบให้ มูลนิธิรามาธิบดี 11 ล้านบาท ได้แก่ ทุนโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี 5 ล้านบาท ทุนเพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว 5 ล้านบาท ทุนโครงการทุนการศึกษารามาธิบดีเพื่อนักศึกษาแพทย์และพยาบาล 1 ล้านบาท

มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจในพระบรมราชินูปถัมภ์ จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนเรื่มต้นในการจัดซื้อเครื่องเพทซีทีสแกน (PET/CT SCAN) เพื่อประสิทธิภาพสูงในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ซึ่งถือเป็นกองทุนเริ่มต้นของการระดมจัดซื้อเครื่องดังกล่าวที่มีมูลค่าประมาณ 140 ล้านบาท สำหรับเงินร่วมทำบุญส่วนที่จะเหลือจะได้นำไปบริจาคให้ รพ.และบริจาคเพื่อการกุศลต่อไป

ทั้งนี้ ผบ.ตร.และคุณแม่บัวลอย กิตติประภัสร์ พร้อมครอบครัวคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ ได้ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเป็นอย่างสูง สำหรับปัจจัยที่ร่วมทำบุญในงานพระราชทานเพลิงของคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ ซึ่งได้นำมาบริจาคให้แก่โรงพยาบาลทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายการจัดงาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อสวัสดิ์ ส่งต่อกำลังบุญในการช่วยผู้ป่วยและสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แอนนา โร่พบ ตำรวจไซเบอร์ หลังถูกกระแสข่าว หลบหนีคดีกล่องสุ่ม 200 ล้านบาทไปยัง สปป.ลาว ยืนยัน ไม่หนี เผย มีเงิน-ทรัพย์สินพอจะทยอยคืนแล้ว

แอนนา โร่พบ ตำรวจไซเบอร์ หลังถูกกระแสข่าว หลบหนีคดีกล่องสุ่ม 200 ล้านบาทไปยัง สปป.ลาว ยืนยัน ไม่หนี เผย มีเงิน-ทรัพย์สินพอจะทยอยคืนแล้ว

วันที่ 26 มิ.ย.2566 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. แอนนา วรินทร วัตรสังข์ หรือ แอนนา ทีวีพูล อินฟูลเอนเซอร์ชื่อดัง พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 เพื่อมารายงานตัว และขอคำปรึกษาในกรณีที่จะเยียวยาชดใช้ผู้เสียหาย

แอนนา กล่าวว่า วันนี้มาพบพนักงานสอบสวนเรื่องรายงานตัวแสดงความบริสุทธิ์ใจและมีกระแสข่าวว่าได้เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปยังประเทศลาว พร้อมกันนี้ได้มาติดตามความคืบหน้าคดี และขอคำปรึกษาทางพนักงานสอบสวนเพื่อเยียวยาผู้เสียหายในคดี หลังช่วงเช้าได้พูดคุยกับผู้เสียหายไปหลายราย และบางรายได้รับเงินคืนไปแล้ว

แอนนา กล่าวต่อว่า ส่วนผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ที่บก.สอท.1 มีด้วยกัน 9 ราย มูลค่าความเสียหายยังไม่สามารถเปิดเผยถึงข้อมูลหรือรายละเอียดได้ ต้องรอพนักงานสอบสวนสรุปความเสียหายทั้งหมดก่อน แต่ยืนยันว่าขณะนี้ตนได้พยายามติดต่อไปยังผู้เสียหายทุกคนและทยอยคืนเงินค่าเสียหายทั้งหมดให้กับทุกคนแล้ว ซึ่งได้พูดคุยและหาจุดกึ่งกลางจนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย จึงมาแจ้งกับพนักงานสอบสวนให้รับทราบเพื่อที่จะนัดผู้เสียหายมาคืนเงินต่อหน้าพนักงานสอบสวน

แอนนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่เดินทางเข้ามาพบตำรวจวันนี้ คือ มีกระแสข่าวว่าตนจะหลบหนีไปยังเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อหลบหนีคดีดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ตนได้รับความเดือดร้อน จึงต้องเดินทางเข้ามาพบกับตำรวจไซเบอร์เพื่อรายงานตัวและแสดงความจริงใจ พร้อมทั้งให้เบอร์โทรศัพท์และบุคคลที่สามารถติดต่อได้โดยตรงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือถูกดำเนินคดีใดๆ เพิ่มเติม

แอนนา กล่าวยืนยันว่า จะไม่หลบหนีคดีดังกล่าวอย่างแน่นอน และจะทยอยคืนเงินให้ผู้เสียหายครบทุกคน เพราะขณะนี้ตนมีเงินและทรัพย์สินพอที่จะทยอยคืนให้กับผู้เสียหายได้ทุกคน และเชื่อว่าถ้าหากหลบหนีก็คงหนีเวรกรรมไม่พ้นและจะได้รับผลกระทบไปถึงครอบครัวของตนและลูกน้อง

แอนนา กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีบุคคลที่ให้ข่าวว่าตนจะหลบหนีไปยังสปป.ลาวนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความคิดว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวที่ให้ข้อมูลเสียหายต่างๆ เพราะมองว่าอาจเป็นความเข้าใจผิดหรืออาจเป็นความกลัวของกลุ่มผู้เสียหายว่าตนจะหลบหนี ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม จากข่าวที่เกิดขึ้นรู้สึกกังวลว่าจะไม่ได้รับโอกาสในการออกมาใช้ชีวิตทำงานหาเงินคืนผู้เสียหาย เพราะตัวแอนนาเชื่อเรื่องบุญบาป เป็นไปได้ก็อยากจะคืนเงินให้ผู้เสียหายให้เร็วที่สุด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รอง ผบช.น. จับมือผู้ว่าชัชชาติ เปิดใช้งานระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรเป็นพื้นที่ (ATC)

รอง ผบช.น.จับมือผู้ว่าชัชชาติ เปิดใช้งานระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรเป็นพื้นที่ (ATC)

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2566 เวลา 09.30-11.30 น. ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรม Eastin Grand พญาไท : รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร,รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานและผู้กล่าวนำในพิธีเปิดใช้งานระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรเป็นพื้นที่ (ATC) โครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ด้วยการติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบเป็นพื้นที่ (BATCP) โดยร่วมกับคณะผู้บริหารสำนักการจราจร และขนส่ง (สจส.) เอกอัครราชทูตแห่งญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทย

รวมทั้งตัวแทนตำรวจนครบาล ประกอบด้วย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอกรองผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล (น.2), พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ ผู้บังคับการ บก.จร.(จ.1), พ.ต.อ.สืบสด สิงหเสนี ผกก.4 บก.จร.(นก.4), พ.ต.ท.อัชฌา พุทธิปิลันธน์ รอง ผกก.4 บก.จร., พ.ต.ท. ฐิติวัชร์ กุลศิรวัฒน์ สว.งานศูนย์ รวมข่าว กก.4 บก.จร., พ.ต.ท.วัฒนา เพชรรัตน์ สว.งานวิศวกรรมฯ กก.4 บก.จร., พ.ต.ต. ทศพล จันทะเสน สว.งานATC กก.4 บก.จร., พ.ต.ต.ไชยยา เวฬุวนารักษ์ สว.งาน CCTV กก.4 บก.จร., ร.ต.ท.วรท อุ้ยคำ รอง สว.งานวิศวกรรมฯ กก.4 บก.จร., ร.ต.ท.นพรุจ โตงิ้ว รอง สว.งานวิศวกรรมฯ กก.4 บก.จร.เข้าร่วมพิธีฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

คณะข้าราชการตำรวจ บก.ตชด.ภาค 3 ค่ายดารารัศมี ร่วมทอดผ้าป่า ณ วัดป่าดาราภิรมย์ เพื่อสมทบทุนสร้างพลับพลาฯเพื่อประดิษฐานพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

คณะข้าราชการตำรวจ บก.ตชด.ภาค 3 ค่ายดารารัศมี ร่วมทอดผ้าป่า ณ วัดป่าดาราภิรมย์ เพื่อสมทบทุนสร้างพลับพลาฯเพื่อประดิษฐานพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

พล.ต.ต.ประกอบ พลเตชา ผบก.ตชด.ภาค 3 นำคณะข้าราชการตำรวจ บก.ตชด.ภาค 3 ค่ายดารารัศมี ร่วมทอดผ้าป่า ณ วัดป่าดาราภิรมย์ เพื่อสมทบทุนสร้างพลับพลาฯเพื่อประดิษฐานพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี โดยมีประธานฝ่ายสงฆ์ คือ พระเทพวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ ประธานฝ่ายฆราวาส, นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เจ้ารัตนา ทิพยเดช ณ เชียงใหม่ นายกสมาคมลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก บก.ตชด.ภาค 3 ได้ย้ายจาก ที่ตั้งเดิม ภายในเขตพระตำหนักดาราภิรมย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มาตั้ง ณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และได้รับเมตตาจาก ท่านเจ้าอาวาส วัดป่าดาราภิรมย์ มอบพระรูปเหมือนให้สักการะ เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ และเป็นที่กราบไหว้บูชาบก.ตชด.ภาค 3 จึงจัดสร้างพลับพลาที่ประทับเพื่อประดิษฐานพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ให้ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และประชาชนได้สักการะ ต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบ.ตร.พร้อมด้วย สมาคมแม่บ้านตำรวจ เร่งช่วยเหลือ สารวัตรที่ พระนครศรีอยุธยา ขาดแคลนเงินส่งลูกเรียน ม.ดัง

ผบ.ตร.พร้อมด้วย สมาคมแม่บ้านตำรวจ เร่งช่วยเหลือ สารวัตรที่ พระนครศรีอยุธยา ขาดแคลนเงินส่งลูกเรียน ม.ดัง พร้อมนำเข้าโครงการแก้ไขหนี้สินการออม บริหารใช้เงิน กำชับผู้บังคับบัญชาทั่วประเทศดูแลสวัสดิการความเป็นอยู่ลูกน้องทุกมิติ

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2566 : พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีมีกระแสข่าวขอให้ช่วยเหลือสารวัตรที่มีปัญหาด้านการเงิน มีความลำบากในการส่งลูกสาวเรียนมหาวิทยาลัย จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโชเชียลนั้น

จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า ตำรวจนายดังกล่าวคือ พ.ต.ท.วิริยะ เจิมจำนงค์ สว.ฝอ.ภ. จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีปัญหาทางการเงินจริง จากการค้ำประกันเงินกู้ตำรวจที่ถูกออกจากราชการและเสียชีวิต จนเป็นหนี้สิน สถานะครอบครัว ภรรยามีอาชีพค้าขาย มีบุตรสาว 1 คน กำลังจะเข้าศึกษาต่อ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ (ไฟฟ้า) ซึ่งบุตรสาวนายตำรวจผู้นี้ เป็นผู้ที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีความขยันขันแข็ง ช่วยพ่อแม่ขายก๋วยเตี๋ยว อาหารกล่อง และในช่วงปิดเทอมยังทำถั่วเคลือบแก้ว ส่งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาเงินมาจุนเจือความเป็นอยู่ในครอบครัวมาตลอด

พ.ต.ท.วิริยะฯ รับอัตราขั้นเงินเดือน ส.2 เงินเดือน 45,750 บาท จะต้องถูกหักสหกรณ์ตำรวจ 30,000 กว่า บาท รวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆในครอบครัว ทำให้รายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมา ทางผู้บังคับบัญชาชั้นต้น และเพื่อนร่วมงานก็ได้ช่วยเหลือด้านการเงินมาโดยตลอด แต่ยังไม่เพียงพอ ประกอบกับบุตรสาวกำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้ต้องใช้เงินอีกพอสมควร เกิดความเครียด จึงมีการไปขอความเห็นใจจากที่ต่างๆจนเป็นข่าว

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ได้รับทราบเรื่องแล้ว ได้ประสานคุณสุมนา กิติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจเข้าช่วยเหลือด่วนในส่วนของการให้ทุนการศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางสมาคมฯ ดำเนินการมาต่อเนื่อง โดยในเบื้องต้น จะสามารถมอบทุนแก่บุตรข้าราชการตำรวจที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในระดับอุดมศึกษา ปีละ 40,000 บาท จำนวน 4 ปี หรือ 6 ปี ตามสาขาที่เรียน ซึ่งในรายนี้ จะได้เข้าไปพูดคุยรายละเอียด เพื่อช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น โดยผู้บังคับบัญชาระดับ ตร.จะเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก หากไม่เพียงพอ

ส่วน พ.ต.ท.วิริยะฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนำเข้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจ เพื่อช่วยเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ และทางสมาคมแม่บ้านตำรวจ จะลงไปช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการออม การบริหาร การใช้เงิน ตามโครงการ Money Management & Investment พร้อมกับช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวที่ทำให้เกิดจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยจะมีการเชิญ พ.ต.ท.วิริยะฯ ครอบครัวและบุตรสาว มาพูดคุยช่วยเหลือเยียวยาในช่วงบ่าย

โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า “การดูแลช่วยเหลือตำรวจและครอบครัวตำรวจเป็นนโยบายที่ดำเนินการมาต่อเนื่องของ ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ที่ผ่านมามีการช่วยเหลือ มอบทุนมาตลอด ส่วนตำรวจที่มีปัญหาหนี้สินจะนำเข้าสู่โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และ โครงการ Money Management & Investment ซึ่งสามารถช่วยเหลือ ปรับหนี้ได้หลายราย

อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร.ได้กำชับไปยังผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ให้สอดส่องดูแลความเป็นอยู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลสวัสดิการ ช่วยเหลือในทุกมิติ หากรายใดมีปัญหาสามารถร้องขอมาที่ ตร.ร่วมกันหาทางออก เพื่อช่วยกันดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจให้ดีขึ้นไป สามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ตามนโยบายของรัฐบาล”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DSI/ก.ล.ต./บก.ปอศ. ร่วมประชุมหารือ เร่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีพิเศษ “หุ้น STARK”

DSI/ก.ล.ต./บก.ปอศ. ร่วมประชุมหารือ เร่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีพิเศษ “หุ้น STARK”

สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้รับกรณีบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) “STARK” ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกรณีที่มีการพบความผิดปกติของงบการเงิน ซึ่งมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เป็นคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547  

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 : พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมหารือแนวทางการดำเนินการ ร่วมกับ พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถึงแนวทางในการร่วมมือดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีให้เกิดประสิทธิภาพ โดยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ให้การสนับสนุนพนักงานสอบสวนมาเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547

และในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมประชุมหารือกำหนดแนวทางดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นางพัฒนพร ไตรพิพัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และคณะ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก อภิชน เจริญผล รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ,พันตำรวจเอก นิตติโชติ เพ็ญจำรัส ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และคณะ โดยในเบื้องต้นมีประเด็นที่ได้หารือกัน ดังนี้

1.รูปแบบในการร่วมกันสืบสวนสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และจะเสนอให้มี
การแต่งตั้งให้หน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  

2.ที่ประชุมฯ ได้ร่วมรับฟังข้อเท็จจริงและผลการดำเนินการที่ผ่านมา จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.)
             
3.ได้ร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ พฤติการณ์แห่งคดี รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินคดีให้เกิดความรวดเร็ว

4.ทุกหน่วยงานจะร่วมกันบูรณาการโดยบังคับใช้กฎหมายทุกมิติให้เกิดประสิทธิภาพ โดยให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว เพื่อที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ลงทุน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนโดยเร็วต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

PTEC สวทช. โชว์ขุมพลังระบบนิเวศวิจัย ด้านการวิเคราะห์-ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า EV ตามมาตรฐานสากล

PTEC สวทช. โชว์ขุมพลังระบบนิเวศวิจัย ด้านการวิเคราะห์-ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า EV ตามมาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ณ อาคารแชมเบอร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) : ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ PTEC (สวทช.) พร้อมด้วยทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน เปิดบ้านให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์พิเศษ ประเด็น EV ปลอดภัย ต้องใส่ใจมาตรฐานการทดสอบสากล ในกิจกรรม NSTDA Meets the Press พร้อมเข้าเยี่ยมชมมาตรฐานการวิเคราะห์ทดสอบด้านยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าทั้งคันด้านการทดสอบ EMC /การทดสอบเครื่องอัดประจุไฟฟ้า EV Charger เยี่ยมชมการทดสอบด้านความปลอดภัยและการขนส่งแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และ เยี่ยมชมการทดสอบด้านประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า

ดร.ไกรสรฯ กล่าวว่า ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC (สวทช.) ให้บริการทดสอบ สอบเทียบสนับสนุนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยยุค 4.0 ให้ได้การรับรองผลิตภัณฑ์ในระดับสากลโดยบุคลากรมืออาชีพ ซึ่งปัจจุบัน PTEC ให้บริการทดสอบแบตเตอรี่ลิเธี่ยมสำหรับยานยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามมาตรฐานสากลเพื่อใช้งานในประเทศ ส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และทดสอบตามความต้องการเฉพาะของค่ายยานยนต์ต่าง ๆ ทั้งเพื่อการทำ R&D ในบริษัทผู้ผลิตหรือพัฒนายานยนต์รุ่นใหม่ๆ

จากนโนบายยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล ซึ่งมีการออกมาตรการส่งเสริมออกมาหลายส่วน จึงทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปี 2566 มียอดสะสมของยานยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด และไฮบริดมากกว่า 10,000 คัน ถือเป็นประเทศต้นๆ ในอาเซียนที่มีอัตราการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามาก

และเนื่องจากการเลือกซื้อและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากผู้บริโภคจะให้ความสนใจในเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก การประหยัดค่าน้ำมันแล้ว ผู้บริโภคควรคำนึงถึงด้านความปลอดภัยด้วย และไม่ใช่แค่ยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นแต่ต้องรวมไปถึงหัวชาร์จไฟฟ้า ทั้งติดตั้งในบ้าน และในพื้นที่ให้บริการอื่นๆ อีกด้วย โดยวิธีการที่จะใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ปลอดภัย ต้องดูที่ชิ้นส่วนและยานยนต์ไฟฟ้าว่าผ่านมาตรฐานการทดสอบสากลมาแล้วหรือไม่

โดย PTEC ได้ให้บริการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญในยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท ตั้งแต่ แบตเตอรี่ลิเธียม ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ ระบบไฟส่องสว่าง หัวชาร์จ ไปจนถึงการทดสอบ EMC สำหรับยานยนต์ทั้งคัน โดยใช้มาตรฐานสากลและมาตรฐาน มอก. เป็นหลัก นอกจากนี้ยังให้บริการทดสอบเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะแก่ค่ายยานยนต์ที่ตั้งโรงงานประกอบในประเทศและมีมาตรฐานชิ้นส่วนของตนเอง เพื่อให้สามารถส่งชิ้นส่วนไปจำหน่ายในตลาดยุโรป ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนที่ PTEC ให้บริการทดสอบ ได้แก่

• แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าทางด้านความปลอดภัย และเพื่อการขนส่งตามข้อกำหนดของสหประชาชาติ(UN)ในด้านความปลอดภัยแบตเตอรี่ PTEC ให้บริการทดสอบแบตเตอรี่ลิเธียมได้ทั้ง 3 ขนาดคือ แบตเตอรี่เซลล์ แบตเตอรี่โมดูล และแบตเตอรี่แพ็ค โดยใช้มาตรฐานสากลในการทดสอบ เช่น UN R136 สำหรับมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า และ UN R100 สำหรับยานยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดและยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งตามมาตรฐานนี้ต้องมีการทดสอบหลายหัวข้อ เช่น การป้องกันการลัดวงจรไฟฟ้า การทนต่ออุณหภูมิสูง การสั่น การตกกระแทก การบีบอัดจากการชน การเผาไฟ การจมน้ำ การอัดประจุฟ้าเกิน การคายประจุไฟฟ้าเกิน เป็นต้น

ในด้านประสิทธิภาพพลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่ PTEC ให้บริการทดสอบด้านการชาร์จ/การดิสชาร์จแบตเตอรี่ ขณะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความชื้น โดยในส่วนนี้ PTEC สามารถทำการทดสอบแบตเตอรี่ลิเธียมขนาด กำลังไฟฟ้า 1MW ได้เป็นแห่งแรกในอาเซียน
ในส่วนของการขนส่งแบตเตอรี่บนท้องถนน ขนส่งทางเรือ ทางเครื่องบิน แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน UN 38.3 ก่อน เนื่องจากตามข้อกำหนดสากลแบตเตอรี่ถือเป็นวัตถุอันตรายควบคุม คล้ายกับการขนส่งน้ำมัน และแก๊สไวไฟ ดังนั้นหากมีอุบัติเหตุขณะขนส่ง อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนทั่วไปได้ สำหรับการทดสอบในการขนส่ง เช่น การทดสอบการตก การสั่น การลัดวงจร อุณหภูมิ ความกดอากาศ เป็นต้น

• ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการส่งออก

สำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ ที่ PTEC ให้บริการทดสอบ มีตั้งแต่ ไฟในห้องโดยสารยานยนต์ ไฟหน้า/ไฟท้าย วิทยุเอ็นเตอร์เทรนเม้นต์ ระบบนำร่อง ระบบ ECU ระบบเรดาห์ สายอากาศ โดยส่วนนี้ PTEC ใช้มาตรฐาน UN R10 มาตรฐาน ISO CISPR IEC ในการทดสอบ และมีเครื่องมือในการทดสอบขนาดใหญ่รองรับการทดสอบ EMC สำหรับยานยนต์ทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็น รถเก๋ง รถปิ๊กอัฟ รถ SUV รถตู้ รถบัส หัวลากรถบรรทุก ด้วย นอกจากนี้ยังมี Dynamo meter สำหรับใช้จำลองสภาวะการขับขี่บนถนนเรียบ ทางตรง ทางโค้ง การไต่ระดับความสูง การลงทางลาด จำลองการขับเคลื่อนได้ทั้งแบบ 2 wheels drive และ 4 wheels drive และการวัดเสียงจากการขับขี่ยานยนต์ทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสารด้วย

• สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า หนุน EV Ecosystem แบบครบวงจรในไทย

ในส่วนของสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า PTEC ให้บริการทดสอบหัวชาร์จแบบ AC normal charge ที่นิยมติดในบ้านและในห้างสรรพสินค้า และหัวชาร์จแบบ DC quick charge ที่ติดตั้งในปั๊มน้ำมัน โดย PTEC สามารถให้บริการทดสอบหัวชาร์จขนาด 150kW ได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีแผนขยายขีดความสามารถในการทดสอบขึ้นเป็น 250kW ในปี 2566 ด้วย โดยจะเป็นห้องทดสอบที่มีขีดความสามารถในการทดสอบด้านหัวชาร์จใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และยังสามารถรองรับการทดสอบยานยนต์ที่ป้อนไฟฟ้าแบตเตอรี่ในรถเข้าสู่สายส่งไฟฟ้า ที่เรียกว่า Vehicle to Grid (V2G) ได้ในปีหน้าด้วย อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการทดสอบต่างๆ ที่กล่าวมา ถูกใช้เป็นส่วนสำคัญในการคัดเลือกและควบคุมชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย เพื่อส่งถึงมือผู้บริโภค แต่การนำยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ไปใช้งาน ผู้บริโภคควรมีความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่นี้ด้วย เพื่อทำให้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง คุ้มค่าและเสียค่าซ่อมบำรุงต่ำ

• ข้อควรรู้ของผู้บริโภค เพื่อความปลอดภัยจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV

สำหรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการ PTEC (สวทช.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

1.ข้อควรรู้ในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ในสถานการณ์ฝนตก-น้ำท่วมขังถนน

เนื่องจากการออกแบบและติดตั้งแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตทุกรายได้ทำการติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ใต้ที่นั่งผู้ขับขี่เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารกว้าง แต่ประเทศไทยในช่วงฤดูฝนมักมีน้ำขังบนถนนในระดับสูง บางครั้งสูงถึงครึ่งคันรถ ดังนั้นการขับผ่านน้ำบ่อยๆ การจอดยานยนต์ไฟฟ้าแช่น้ำเป็นเวลานาน หรือการใช้งานรถเป็นเวลานานๆ หลายปี ผู้ขับขี่ควรหมั่นตรวจสอบเรื่องน้ำ ความชื้น และการเสียหายภายใต้ท้องรถให้บ่อยขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีน้ำรั่วเข้าสู่แบตเตอรี่ได้ นอกจากนี้การขับรถข้ามผ่านหลังเต่าที่สูงๆ การจอดรถคร่อมฟุตบาทและมีการกระแทกใต้ท้องรถอาจทำให้เกิดความเสียหายขึ้นโดยไม่ได้สังเกตจึงควรระมัดระวังให้มาก

2.ข้อควรระวัง การติดตั้งชาร์จเจอร์ ใช้ในบ้านที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับผู้ที่ติดตั้งหัวชาร์จที่บ้าน ควรตรวจสอบขนาดสายไฟฟ้าที่เหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าที่จะชาร์จรถ ไม่ควรใช้สายไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานนาน เช่น สายหุ้มเปราะหรือแตกหัก หากกระแสไฟฟ้าเสี่ยงไม่เพียงพอก็ไม่ควรพ่วงต่อสายไฟฟ้าในบ้านเข้าสู่หัวชาร์จโดยตรง ทั้งนี้แนะนำว่าก่อนการติดตั้งควรให้ผู้ที่มีความรู้เรื่องการติดตั้งหัวชาร์จ ช่วยทำการประเมินด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้าเสียก่อน ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานออกข้อแนะนำในการติดตั้งมาให้แล้ว เช่น การไฟฟ้านครหลวง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เป็นต้น และควรแยกประเภทหัวชาร์จให้ถูกต้องด้วยว่าแบบใดเหมาะที่จะติดตั้งในบ้าน แบบใดติดตั้งนอกอาคาร เพราะหัวชาร์จแต่ละประเภทมีความสามารถในการต้านทานอุณหภูมิ น้ำฝน ฝุ่นแตกต่างกัน
นอกจากนี้ PTEC ยังได้รับการขึ้นทะเบียนจาก ASEAN SECTORAL MRA ON ELECTRICAL AND ELECTRONIC EQUIPMENT (ASEAN EE MRA) เมื่อเดือนกันยายน ปี 2561 ที่ผ่านมา ให้เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของภายใต้ข้อตกลงการค้าอาเซียน โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียนให้การยอมรับมากถึง 7 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และเวียดนาม และยังได้รับการยอมรับให้เป็นห้องปฏิบัติการการทดสอบ EMC สำหรับการนำสินค้าเข้าสู่ประเทศเวียดนาม จากหน่วยงาน QUACERT ซึ่งเป็นเสมือน สมอ.ของประเทศเวียดนาม อีกด้วย

สำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ PTEC ได้ลงนามความร่วมมือกับ SGS ประเทศฟินแลนด์ เพื่อทำให้ชิ้นส่วนด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ สามารถทดสอบ EMC ได้ในประเทศไทย เราสามารถเข้าตรวจโรงงานผลิตได้และ PTEC จะนำผลการทดสอบและการตรวจโรงงานเพื่อขอเครื่องหมาย E mark จากกรมขนส่งทางบกของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองยานยนต์สากล ทำให้อุตสาหกรรมของไทยสามารถส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ไปจำหน่ายในประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศได้อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถติดต่อศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ PTEC-สวทช. ได้ที่ sales@ptec.or.th โทรศัพท์ 02 117 8600 ฝ่ายการตลาดต่อ 8611–8614


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ชี้แจง กรณีจับทุเรียนลักลอบนำเข้า จำนวน 8,420 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

กรมศุลกากร ชี้แจง กรณีจับทุเรียนลักลอบนำเข้า จำนวน 8,420 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าว อาคาร 1 ชั้น 2 กรมศุลกากร : นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ รองอธิบดี และนายศศิน ปงรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 แถลงข่าวชี้แจงกรณีจับทุเรียนลักลอบนำเข้าจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 8,240 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 กรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านศุลกากรอรัญประเทศจับกุมทุเรียนลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ต่อมามีข่าวว่าเจ้าของทุเรียนแจ้งว่าทุเรียนที่ถูกจับไม่ใช่ทุเรียนลักลอบนำเข้า แต่เป็นทุเรียนที่มาจาก จ.ศรีษะเกษ นั้น

ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2566 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการนำทุเรียนลักลอบนำเข้าจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ
จ.สระแก้ว จึงขอให้เจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจค้นจับกุม โดยสายลับจะเป็นผู้นำชี้ให้ทำการตรวจค้นด้วยตนเอง จนกระทั่งเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่ารถบรรทุกที่ขนทุเรียนลักลอบได้ออกจากพื้นที่แนวชายแดนแล้ว มุ่งหน้าไปทางถนนหมายเลข 317 เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่บริเวณที่สายลับแจ้ง จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.45 น. ได้พบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 68-2537 กทม. มีผ้าใบคลุมทับ ตามที่ได้รับแจ้งที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลวังสมบูรณ์ ต.วังสมบูรณ์ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่จึงให้สัญญาณหยุดรถเพื่อขอทำการตรวจค้น และได้พบคนขับรถ เจ้าหน้าที่ได้แสดงตนพร้อมแจ้งเหตุแห่งความสงสัยให้ทราบ

ผลการตรวจค้นพบทุเรียนสดบรรจุอยู่ภายในกระบะบรรทุก เจ้าหน้าที่ได้สอบถามคนขับรถถึงที่มาซึ่งของที่ตรวจพบ และได้รับคำชี้แจงว่าตนเป็นคนขับรถรับจ้าง โดยได้รับการว่าจ้างให้นำรถบรรทุกมารับทุเรียน น้ำหนัก 8,420 กิโลกรัม ที่บริเวณหลังวัดเขาน้อย ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อไปถึงสถานที่ดังกล่าวมีชาวกัมพูชาเป็นผู้ขนถ่ายทุเรียนขึ้นรถให้ ซึ่งผู้ว่าจ้างได้สั่งให้นำทุเรียนไปส่งที่ล้งใน จ.จันทบุรี โดยได้รับจ้าง 6,000 บาท โดยไม่มีเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนจะติดต่อผู้ว่าจ้างให้มาพบเจ้าหน้าที่ต่อไป เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้คนขับรถทราบ และนำของกลางพร้อมคนขับรถ และรถบรรทุกคันดังกล่าวส่งด่านฯ อรัญประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น. ในวันเดียวกันเจ้าของสินค้าได้มาพบเจ้าหน้าที่ โดยแสดงตนเป็นเจ้าของทุเรียนที่ตรวจพบ และได้ให้การรับสารภาพว่าตนได้รับซื้อทุเรียนมาจากชาวกัมพูชาโดยทราบว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 โดยเจ้าของสินค้าให้การรับสารภาพตลอด ข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวเจ้าของสินค้าส่งงานคดี ด่านศุลกากรอรัญประเทศเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ส่วนประเด็นเรื่องทุเรียนรับซื้อมาจากจังหวัดศรีสะเกษ กรมศุลกากรได้ตรวจสอบเส้นทางของรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว พบว่าในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 21-23 มิถุนายน 2566 รถยนต์คันดังกล่าวมิได้มีการเดินทางเข้าไปในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษแต่ได้มีการใช้รถอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้วเท่านั้น

สำหรับในกรณีทำการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมได้เข้าจับกุมโดยสุภาพ มิได้มีการขู่เข็ญบังคับแต่อย่างใด และเจ้าของสินค้าก็มาแสดงตนยอมรับด้วยตนเอง และได้มีการบันทึกคำให้การโดยสมัครใจตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ ซึ่งภายหลังจากที่เป็นข่าว ผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าของทุเรียนได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภอ.คลองลึก โดยมิได้โต้แย้งการจับกุม หรือการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับของกลางเท่านั้น

กรมศุลกากรยังคงดำเนินการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ และเป็นการป้องกันการสวมสิทธิผลไม้ไทยที่ส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการที่สุจริต ต่อไป


ภาพ/ข่าว/เผยแพร่โดย : ส่วนสื่อสารองค์กร สลข.
สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

BMW-MINI เปิดยิ่งใหญ่อลังการศูนย์บริการ ‘บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สุราษฎร์ธานี’ รองรับไลฟ์สไตล์เหนือระดับสำหรับพี่น้องชาวปักษ์ใต้ แบบครบวงจร

BMW-MINI เปิดยิ่งใหญ่อลังการศูนย์บริการ ‘บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สุราษฎร์ธานี’ รองรับไลฟ์สไตล์เหนือระดับสำหรับพี่น้องชาวปักษ์ใต้ แบบครบวงจร

ชาวสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมรับประสบการณ์ใหม่ ทางด้านมาตรฐานยานยนต์ชั้นนำ เมื่อบริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) พร้อมปักธงพื้นที่ยุทธศาสตร์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรอย่างเป็นทางการ ‘บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สุราษฎร์ธานี’ ชูจุดเด่นกลยุทธ์ ‘MGC-ASIA Southern Model’ ขยายเครือข่ายครอบคลุมภาคใต้ ด้วยบริการเหนือระดับ รองรับไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ( BMW ) กล่าวว่า “ในนามของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผมขอแสดงความยินดีกับมิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เนื่องในโอกาสเปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร สำหรับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับเป็นโชว์รูมแห่งที่ 3 ในประเทศไทย ที่สร้างขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Retail Next’ ซึ่ง มิลเลนเนียม ออโต้ฯ นับว่าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ไม่เพียงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจแถวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย และได้สร้างความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา” “หลังจากที่ได้เปิดบริการ มิลเลนเนียม ออโต้ พัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา วันนี้ผมขอแสดงความยินดีกับ มิลเลนเนียม ออโต้ฯ อีกครั้ง ซึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในภาคใต้ ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ในไทย จึงเป็นการเพิ่มช่องทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ ให้กับกลุ่มลูกค้าทางภาคใต้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็มจีซี-เอเชีย เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ ที่มีระบบนิเวศแบบครบวงจร วางยุทธศาสตร์ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่สำคัญในภาคใต้ ภายใต้กลยุทธ์ ‘MGC-ASIA Southern Model’ ผ่านธุรกิจในเครือ อาทิ ธุรกิจจำหน่ายรถใหม่, รถมือสอง, การบริการหลังการขาย, ธุรกิจรถเช่าในนามบุคคล และนิติบุคคลพร้อมพนักงานขับ, สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, ธุรกิจมารีน, ธุรกิจสินเชื่อและประกันภัย รวมถึงธุรกิจคาร์แคร์ครบวงจร โดยขยายเครือข่ายครอบคลุมภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, พังงา และอื่นๆ ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญต่อแผนการเติบโตขององค์กรโดยรวม เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจภาคใต้ที่ยังอยู่ในทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนจากรัฐในโครงการ Southern Economic Corridor ที่เน้นพัฒนาประเทศและการลงทุน การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ในภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมและขนส่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
โดยมีเป้าหมายการเป็นประตูเศรษฐกิจ ด้านตะวันตกของไทยสู่เอเชียใต้ ภายใต้เนื้อที่ครอบคลุม 7 ไร่ 3 งาน ตัวอาคารของโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สุราษฎร์ธานี ได้รับการออกแบบอย่างเรียบหรู ด้วยพื้นที่ใช้สอยภายในกว่า 4,500 ตารางเมตร และนับเป็นแห่งที่ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สร้างขึ้นภายใต้อัตลักษณ์องค์กร ‘Retail Next’ ของ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศเยอรมนี ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้า พร้อมรังสรรค์ประสบการณ์พิเศษแบบเฉพาะตัว โดยเน้นบรรยากาศผ่อนคลาย คล้ายอยู่ในแกลเลอรี่ หรือห้องนั่งเล่นที่บ้าน จัดวางรถยนต์ในองศาที่หลากหลาย รายล้อมด้วยโซฟาและเก้าอี้สำหรับลูกค้า เรียกว่า ‘Customer Stage’ เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างลูกค้ากับรถยนต์มากยิ่งขึ้น มีห้องรับรองลูกค้าแยกเป็นสัดส่วน เพิ่มความเป็นส่วนตัวขึ้นอีกระดับ

นอกจากนั้น บริเวณพื้นที่เดียวกัน ยังมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ จัดแสดงรถยนต์จาก มินิ ครบทุกสายพันธุ์ ภายใต้บรรยากาศสุดชิค ที่มีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อเรื่อยมา บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจพร้อมให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม ตามหลัก ESG เพื่อสร้างการเติบโตให้กลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถือโอกาสวันเปิดโชว์รูมใหม่อย่างเป็นทางการ ร่วมทำความดีเพื่อสังคม จัดกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) แข่งขันฟุตบอลมหากุศล พร้อมมอบเงินสนับสนุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬา ให้กับโรงเรียนบ้านเกาะพะลวย, โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา 2,โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านกอเตย อ.ท่าชนะ, โรงเรียนตำรวจชายแดน บ้านยางโพรง อ.ไชยา, โรงเรียนตำรวจชายแดน บ้านคลองวาย อ.วิภาวดี และโรงเรียนตำรวจชายแดน เทคนิคมีนบุรีอนุสรณ์ 1 อ.พระแสง รวมมูลค่า 200,000 บาท เรียกว่าสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ สัมผัสไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้สุราษฎร์ธานี ที่พรั่งพร้อมไปด้วยยนตรกรรมหลากหลายสายพันธุ์ และบริการเหนือระดับ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เพื่อพี่น้องชาวปักษ์ใต้ ได้แล้ววันนี้ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1286 Millennium Auto Connect


ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443

กองทุนแม่ของแผ่นดิน จ.ประจวบฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดงานวันต่อต้านยาเสพติดโลก

กองทุนแม่ของแผ่นดิน จ.ประจวบฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดงานวันต่อต้านยาเสพติดโลก

วันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่บ้านทางสาย หมู่ 9 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ผู้บริหารสถานศึกษา สถานศึกษาในเครือข่ายฯ ,สำนักงาน ปปส.ภาค 7, สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์, พัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบฯ, กลุ่มเหล็กสหวิริยาฯ, ภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ตลอดจนภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดโครงการ “26 มิถุนายน เสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งเกราะป้องกันและต่อต้านปัญหายาเสพติด” โดยมี นายเลิศยศ แย้มพราย นายอำเภอบางสะพาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อม นายนพรัตน์ ไวอัมภา ผอ.ส่วนประสานพื้นที่ ปปส.ภาค 7 ร่วมกิจกรรม และร่วมเสวนา

นายวัชรินทร์ เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อเดือนธันวาคม 2530 ได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรม เพื่อต่อต้านยาเสพติด โดยดำเนินงานกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดในอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นปัญหาที่ทำให้ทุกคนต้องให้ความสนใจ และตระหนักเห็นว่าเป็นปัญหาวิกฤติที่ต้องได้รับการป้องกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งพิษภัยของยาเสพติด ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งในทุกพื้นที่ ซึ่งในวันนี้เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบฯ จึงได้จัดโครงการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งเกราะป้องกันและต่อต้านปัญหายาเสพติดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดเสวนาประสาเด็กและเยาวชน เพื่อปลุกกระแสการป้องกันและต่อต้านปัญหายาเสพติด โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของยาเสพติด ให้กับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อเสริมสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันและต่อต้านปัญหายาเสพติดต่อไป นายวัชรินทร์ กล่าว



ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443