ไฟป่าทองผาภูมิวิกฤต ! แก๊งขุดทองเถื่อนเหิมเกริม จุดไฟพรางตัว-ยิงขู่เจ้าหน้าที่ ระดม ฮ. โปรยน้ำกว่า 7 หมื่นลิตร คุมสถานการณ์

ไฟป่าทองผาภูมิวิกฤต ! แก๊งขุดทองเถื่อนเหิมเกริม จุดไฟพรางตัว-ยิงขู่เจ้าหน้าที่ ระดม ฮ. โปรยน้ำกว่า 7 หมื่นลิตรคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรง หลังตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) พุ่งสูงถึง 825 จุด ในช่วงเดือนเมษายน 2569 โดยเบื้องหลังสถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือขบวนการลักลอบขุดร่อนแร่ทองคำที่ใช้ไฟป่าเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่

ด้านนายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ระบุว่ากลุ่มผู้กระทำผิดใช้ยุทธวิธีจุดไฟเผาป่าเพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่ออกไปดับไฟในอีกจุดหนึ่ง ก่อนจะฉวยโอกาสแอบเข้าไปขุดร่อนทองคำในพื้นที่คดีเก่าที่เคยถูกตรวจยึดกว่า 13 ไร่ นอกจากนี้กลุ่มคนร้ายยังมีพฤติกรรมอุกอาจด้วยการนำอาวุธปืนยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ และเลือกปฏิบัติการในช่วงดึกเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม ซึ่งสภาพพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนและมีทุ่งไม้กวาดเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็วจนยากต่อการควบคุม ล่าสุดไฟได้ลามเข้าสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมที่อยู่ติดกันแล้ว

สำหรับอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิมีพื้นที่กว่า 700,000 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและมีอาณาเขตติดชายแดนเมียนมา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก อาทิ เสือโคร่ง ช้างป่า เสือลายเมฆ และเลียงผา ความเสียหายครั้งนี้จึงกระทบต่อระบบนิเวศที่ประเมินค่าไม่ได้ เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว หน่วยงานหลายภาคส่วนได้บูรณาการกำลังร่วมกัน ทั้งตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135, หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า และสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการกระทำผิดอย่างเข้มข้น

ในส่วนปฏิบัติการดับไฟ ได้มีการระดมอากาศยานเฮลิคอปเตอร์จากศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าทิ้งน้ำแล้วกว่า 141 เที่ยวบิน คิดเป็นปริมาณน้ำรวม 70,500 ลิตร พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการดับไฟในป่าลึกทางอากาศอีก 3 เที่ยวบิน ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 อุทยานฯ เคยประสบความสำเร็จในการลดจุดความร้อนได้ถึง 85.30% จากการจัดตั้ง War Room แต่ในปี 2569 นี้กลับเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้กระทำผิดปรับแผนเป็น “เข้าดึก ขุดเร็ว หนีไว” ต่างจากปีที่ผ่านมาซึ่งสามารถดำเนินคดีได้ 6 คดี และจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 คน

นายยุทธพงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่อุทยานฯ ยังคงตรึงกำลังต่อเนื่องภายใต้นโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่สั่งการให้ปราบปรามการลักลอบกระทำผิดและจุดไฟเผาป่าอย่างเด็ดขาด โดยมีผู้นำชุมชนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในขณะนี้.


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

ด่วน !! หน.อช.แก่งกระจาน เปิดหลักฐานเด็ดภาพนายทุนปล่อยเงินกู้ ต้องสงสัยจุดไฟเผาป่าล่ากระทิงป่ามรดกโลก จนลามเป็นไฟป่า เร่งรวบรวมหลักฐานตามล่าตัวขยายผล…

ด่วน !! หน.อช.แก่งกระจาน เปิดหลักฐานเด็ดภาพนายทุนปล่อยเงินกู้ ต้องสงสัยจุดไฟเผาป่าล่ากระทิงป่ามรดกโลก จนลามเป็นไฟป่า เร่งรวบรวมหลักฐานตามล่าตัวขยายผล…

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รายงานสถานการณ์ไฟป่าว่า มีพื้นที่ป่าถูกไฟป่าลามเผาไหม้ไปแล้วประมาณ 5,000 ไร่ และพบหลักฐานการล่ากระทิงในพื้นที่ไฟไหม้ชุมชนแม่คะเมยบน บ้านท่าเสลา ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี เป็นกระทิง 2 ซาก พบว่ามีร่องรอยถูกพรานใช้ปืนลูกซองแบบ 9 เม็ด ยิงตายโดยกระสุนฝังในซากกระทิง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างนำซากกระทิงกลับมาชันสูตรหาสาเหตุการตาย เพื่อเป็นพยานหลักฐาน โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่าขึ้น

ล่าสุด นายมงคล เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ภาพผู้ต้องสงสัยเผาป่าล่าสัตว์มาแล้ว ซึ่งบุคคลต้องสงสัยนี้พอทราบแล้วว่า เป็นนายทุนปลอยเงินกู้รายหนึ่ง โดยพบว่ามีการใช้หมาพรานเข้าไปนำทางล่าสัตว์ และเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวหลายครั้ง โดยใช้รถ จยย. เป็นยานพาหนะ พร้อมทั้งมีการนำปืนลูกซองแบบ 9 เม็ด เข้าไปด้วย

สำหรับพฤติการณ์ คือ จะเข้าไปในพื้นที่แม่คะเมยบน ซึ่งเป็นจุดที่กระทิงออกมาหากิน จากนั้นจะใช้วิธีจุดไฟเผา เพื่อต้อนให้กระทิงมารวมตัวตามทิศทางที่กำหนด แล้วดักซุ่มยิงเป้าหมาย แต่ไฟที่จุดกลับลุกลามออกไปวงกว้าง จนกลายเป็นไฟเผาผลาญป่าขึ้น และจากการที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ก็พบปลอกกระสุนปืนตกอยู่ และหมาพรานก็ยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลและรวบรวมหลักฐาน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


///บรรณรต เพชรบุรี

ผวจ.กาญจนบุรี​ ลงพื้นที่​ พร้อมทีมเสือไฟกาญจนบุรี ผนึกกำลัง พิชิตไฟป่า

ผนึกกำลัง พิชิตไฟป่า : ผวจ.กาญจนบุรี​ ลงพื้นที่​ พร้อมทีมเสือไฟกาญจนบุรี ปฏิบัติการแบบ “ไร้รอยต่อ” ตามนโยบาย “รมว.ทส.สุชาติ” ดับไฟป่าบริเวณเขาตองสกัดกั้นไฟลุกลามเข้าเมือง พร้อมถ่ายทอดเทคนิคการดับไฟป่าแก่เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองปากแพรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานะ เพิ่มพูล ผู้อำนวยการส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ได้สั่งการให้นายณัฐนนท์ ไชยศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากาญจนบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่ากาญจนบุรี (เสือไฟ) จำนวน 11 นาย เข้าสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าบริเวณเขาตอง ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ตามนโยบายและข้อสั่งการของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้มอบหมายให้นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติงานเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ “ไร้รอยต่อ” ทั้งในเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การสั่งการและการประสานงานบูรณาการเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

การปฏิบัติการดังกล่าว มีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช และ นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุดังกล่าว เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในรอยต่อพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอท่าม่วงอย่างเร่งด่วน โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ครอบคลุมไปยังพื้นที่บริเวณโรงเรียนดรุณากาญจนบุรี ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี และบริเวณพื้นที่ ตำบลหนองหญ้าดอกขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีการวางแนวทางปฏิบัติในการสกัดกั้นการลุกลามของไฟป่า โดยใช้อากาศไร้คนขับ (UAV) และส่งชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่ากาญจนบุรี (เสือไฟ) เข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

นอกจากการควบคุมสถานการณ์ในดังกล่าวแล้ว ผู้ว่าฯกาญจนบุรี ยังได้สั่งการให้มีการปิดบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปยังพื้นที่ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน และท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง โดยได้จัดให้มีการถ่ายทอดทักษะความรู้และเทคนิคการปฏิบัติงานด้านการดับไฟป่าที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้แก่เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองปากแพรก กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับฐานรากมีความเข้าใจในยุทธวิธีและสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางรากฐานระบบป้องกันภัยเชิงรุก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างยั่งยืนต่อไป

จนเมื่อเวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่ากาญจนบุรี (เสือไฟ) สามารถควบคุมกลุ่มไฟบริเวณดังกล่าวได้จนแล้วเสร็จ และถอนกำลังกลับยังศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากาญจนบุรี


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

ระทึก…ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติแตกตื่น หลังมีเหตุไฟไหม้บ้าน เจ้าหน้าปิดถนนเพื่อเข้าระงับเหตุ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบต้องรอ พฐ.เข้าตรวจสอบ

ระทึก…ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติแตกตื่นหลังมีเหตุไฟไหม้บ้านเจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าระงับเหตุ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบต้องรอ พฐ.เข้าตรวจสอบ

เวลา 15.00 น. วันที่ 24 เม.ย. 69 ศูนย์วิทยุสภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนบริเวณตรงข้ามซอยเขาพระตำหนัก 5 ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองพัทยารุดตรวจสอบและระงับเหตุ

ในที่เกิดเหตุที่บ้านตึก และ 3 และ 4 ชั้น ติดกันเป็นแถวยาว ที่บ้านเลขที่ 338/9 พบกลุ่มควันและเปลวเพลิงจำนวนมากที่บริเวณชั้นบนสุด ซึ่งเป็นห้องโถงด้านหน้ามีระเบียง ท่ามกลางความแตกตื่นของคนไทยและต่างชาติที่อยู่ในละแวกนั้นเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องทำ การปิดถนนและอำนวยความสะดวกให้รถน้ำดับเพลิงจำนวน 4 คันเข้าพื้นที่ โดยมีการลากสายดับเพลิงจากชั้นล่างขึ้นไปยังจุดเกิดเหตุก่อนทำการฉีดเหตุ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เพลิงจึงสงบ

เบื้องต้นทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้ทำการช่วยเหลือผู้ติดค้างภายในออกมาได้ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึงจำนวน 1 รายมีอาการสำลักควัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ส่งตัวรักษาต่อยังโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด ใมีความเสียหายทั้งห้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจะได้เข้ามาทำการตรวจสอบและหาหลักฐานของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าข่าวภาคตะวันออก รายงาน

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนด้านตะวันออก การสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ ศาลากลาง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ, คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ร่วมคณะลงพื้นที่

โดยมี ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ อาทิเช่น กอ.รมน. ฉะเชิงเทรา สำนักคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ศรชล. จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ต้อนรับ และรายงานผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น ดังต่อไปนี้

1.การบริหารจัดการ “ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่” ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) พบว่า การดำเนินงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเผชิญกับปัญหา อุปสรรค และภัยคุกคามหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชาย แดน ความมั่นคงของรัฐ การบริหารจัดการแรงงาน และปัญหายาเสพติด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ชายแดนยังขาดความชัดเจนในบางมิติ ทั้งการบูรณาการหน่วยงาน การควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะยาเสพติดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงเดินหน้า ผลักดัน 5 Cluter อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย

  1. อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ
  2. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
  3. อุตสาหกรรม BCG หรืออุตสาหกรรมสีเขียว
  4. อุตสาหกรรมการบริการ
  5. อุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา EEC ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญ หาความมั่นคงในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

2.การขับเคลื่อนแผนงาน “ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยการขับเคลื่อนแผนงาน “ตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินงานเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน โดยยึด “ตำบล” เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อน ผ่านกลไกความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ อีกทั้งการดำเนินงานมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามในระดับพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางพัฒนาร่วมดำเนินการ และร่วมรับผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละตำบล

ดังนั้นแผนงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคง เสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องในระยะยาว

3.ปัญหาการลักลอบทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ปัญหาการลักลอบทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความเชื่อมโยงกับการเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและส่วนหนึ่งของ EEC ที่มีความต้องการแรงงานสูง ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าแรงงานผ่านเครือข่ายนายหน้า แรงงานจำนวนหนึ่งอยู่ในสถานะผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น การบังคับใช้แรงงานหรือการจำกัดเสรีภาพ ซึ่งเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน อีกทั้งทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อสำคัญ ยิ่งเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานและการดำเนินการของเครือข่ายผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศ จึงจำเป็นต้องแก้ไขอย่างบูรณาการ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบแรงงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

4.ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม พบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะพื้นที่เชื่อมโยง
เขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)กำลังเผชิญความท้าทายด้าน “ความมั่นคงแบบองค์รวม” ที่มีลักษณะซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยพบปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมือง อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้โครงข่ายการสื่อสารข้ามประเทศเป็นเครื่องมือก่อเหตุ

นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและความไม่สงบในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ภัยคุกคาม ด้านสาธารณสุข เช่น COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ การบริหารจัดการปัญหาความมั่นคงในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานในระดับภูมิภาค ภายใต้กรอบ ASEAN เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ระยะยาว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณา
ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว ติดตามปัญหาที่ดิน – ความมั่นคง หารือแนวทางการสร้างรั้ว ไทย – กัมพูชา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้วติดตามปัญหาที่ดิน – ความมั่นคง หารือแนวทางการสร้างรั้ว ไทย – กัมพูชา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้วในภาคบ่าย ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ, คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ 3 จุดเพื่อติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ จังหวัดสระแก้วในภาคบ่าย

โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดสระแก้ว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พร้อมนำสำรวจพื้นที่บริเวณ 3 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 ณ จุดด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ในเวลา 13.00 – 14.00 นาฬิกา นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน เพื่อติดตามข้อร้องเรียนของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่ดินทำกินในพื้นที่รอยต่อชายแดน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ และประเด็นสำคัญคือการกำหนดแนวเขตกับการก่อสร้างรั้วชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านกลไกการเจรจาร่วม หรือ Joint Boundary Commission (JBC) ทั้งนี้ ยอมรับว่าการดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนอาจมีความอ่อนไหวและอาจเกิดการคัดค้าน จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์และการค้าชายแดน ซึ่งยังคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แม้ปัจจุบันไทยจะเผชิญภาวะขาดดุลการค้าในบางส่วน

จุดที่ 2 ในเวลา 14.00 – 15.00 นาฬิกา คณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณหลักเขตแดน 41 ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง ได้รับทราบสภาพของพื้นที่แนวเขตแดนระหว่างทั้งสองฝั่งและยังคงมีมุมมองต่อการสร้างรั้วชายแดนที่อาจจะดำเนินการในอนาคตตามนโยบายฝ่ายความมั่นคงและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หากปรากฏว่าสถานการณ์ ยังคงมีความไม่ชัดเจนและความขัดแย้งในระดับสูง อาจทำให้การสร้างรั้วตรงจุดเสี่ยงและมีความอันตรายสูงเป็นหนึ่งทางเลือกของการรักษาความมั่นคงชายแดนก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการทหาร ฯ ครั้งนี้มุ่งเน้นตรวจสอบสภาพภูมิ ประเทศตามแนวเขตแดน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน ตรงชายแดนจริงๆ รวมถึงประเมินความเหมาะสมของแนวทางการก่อสร้างรั้วเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและมีการใช้ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และคณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน เพื่อประกอบการพิจารณาในขั้นต่อไป หากโครงสร้างการก่อรั้วชายแดนยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและวางแผน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

พร้อมกันนี้นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตกับฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และฝ่ายตำรวจตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่ขอให้ร่วมกันและช่วยเหลือกันในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ชายแดน อันเป็นบ้านเกิดและอยู่อาศัยมีความมั่นคงและทุกคนได้รับความมั่นคงในการดำรงชีพและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อไป

จุดที่ 3 ในเวลา 15.00 – 16.00 นาฬิกา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบูรณาการการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้มุ่งเน้นการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน ป้องกันการลักลอบข้ามแดน และการกระทำผิดกฎหมาย รวมถึงเพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของอุทยานฯ ในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกในการหวงแหนมรดกของชาติ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง “ ความมั่นคงทางสังคม“ เพื่อการรักษาและปกป้องพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว ด้วยอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบจากหน่วยงานในพื้นที่ไปประกอบการพิจารณาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนและเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติในภาพรวมภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้ว

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 12.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนด้านตะวันออก การสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งนำโดยนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ร่วมคณะลงพื้นที่

ในการนี้ นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย (1) นายนพัชกรณ์ ชัยนพพงษ์ ผู้แทนป้องกันจังหวัดสระแก้ว, (2) ร.อ. ปพล วงศ์เจริญ ผู้แทนผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา, (3) นางสาวเพ็ญศรี เมยสูงเนิน ผู้แทนจัดหางานจังหวัดสระแก้ว, (4) นางสาวกรามาส ยั่งยืน ผู้แทนแรงงานจังหวัดสระแก้ว, (5) นางสาวจิตติมา แก่นอ้วน ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว, (6) ร.อ. อรุณ จันทร์ละม่อม ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12, (7) นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง (8) นายอนิรุท เสวกานันท์ ผอ.สำนักงาน กสทช. เขต 14, (9) นายพิสุทธิ์ ปัญจเดช ผู้แทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว, (10) นายณัรภูมิ สบายใจ ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 2 จังหวัดชลบุรี, (11) นายวิทวัส ปลื้มรัมย์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ (12) นายอภิรักษ์ คชินทร ผอ. ศูนย์ป่าไม้จังหวัดสระแก้ว ให้การต้อนรับ

สรุปผลการดำเนินงาน ดังนี้

1.ในเรื่องความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนภาคตะวันออกที่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงพบว่าสถานการณ์ได้สะท้อน “พื้นที่ความเสี่ยงเชิงซ้อน” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมือง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งล้วนเป็นภัยคุกคามที่มีลักษณะไร้พรมแดนและทวีความซับซ้อนมากขึ้น ในเชิงการวิเคราะห์ตามกรอบ Security Studies ปัญหาเหล่านี้สะท้อนทั้งช่องว่างของศักยภาพรัฐและการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมที่อาศัยเทคโนโลยีและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ ส่งผลให้การจัดการไม่อาจพึ่งพามาตรการภายในประเทศเพียงลำพัง ดังนั้นการแก้ไขจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการเสริมประสิทธิ ภาพการควบคุมชายแดน การพัฒนาระบบข่าวกรองและฐานข้อมูล การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการจัดการปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสัง คม เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนของฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองเป็นสำคัญ

2.ปัญหาที่ดินของราษฎรตามชายแดนไทย – กัมพูชา และราษฎรตามชายแดนไทย – กัมพูชา ตามที่มีผลกระทบและประสบปัญหาการถูกคุกคามจากประเทศกัมพูชาและการปิดพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยจำเป็นต้อจัดหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เด็ดขาดและเป็นรูปธรรมตามกรอบกฎหมายภายในและภายนอกอย่างเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งเห็นว่า ปัญหาที่ดินของราษฎรตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีรากฐานจากความไม่ชัดเจนของการปักปันเขตแดนและการอ้างสิทธิระหว่างสองประเทศจึงส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถถือครองที่ดินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ทั้งที่อยู่อาศัยและทำกินมาเป็นเวลานาน และเมื่อเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดที่ผ่านมายิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ และหากมีการใช้มาตรการด้านความมั่นคง เช่น การปิดพื้นที่หรือจำกัดการเข้า –ออก จึงเป็นเหตุให้กระทบต่อวิถีชีวิต รายได้ และความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงก่อให้เกิดความกังวลต่อการรุกล้ำพื้นที่ของกลุ่มคนหรือทหารฝ่ายกัมพูชาด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวจึงสะท้อนความไม่สมดุลระหว่างการรักษาอธิปไตยของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจึงควรมุ่งดำเนินการแบบบูรณาการ ได้แก่ การเร่งรัดการปักปันเขตแดนให้ชัดเจนภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับการกำหนดมาตรการผ่อนปรนการใช้พื้นที่ในเขตพิพาทในระยะเปลี่ยนผ่าน, การพัฒนารูปแบบเอกสารสิทธิหรือสิทธิครอบครองที่เหมาะสมกับบริบทชายแดน รวมทั้งการใช้มาตรการด้านความมั่นคงอย่างสมดุลและยืดหยุ่น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทั้งในมิติของรัฐและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

3.รับทราบความเป็นไปได้ข้อดีและข้อเสียของการสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา รวมทั้งสถานการณ์ และภัยความมั่นคงในพื้นที่ โดยการสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชาเป็นมาตรการที่มีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ ลดการลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติได้ในระดับหนึ่ง ภายใต้บริบทที่พื้นที่ชายแดนยังเผชิญปัญหาเขตแดนบางส่วนที่ไม่ชัดเจน ความตึงเครียดเป็นระยะ และภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการใช้เทคโนโลยีสื่อสารข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขรากฐานของปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ทั้งในมิติการปักปันเขตแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนชายแดนหากดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ ดังนั้นในภาพรวมรั้วชายแดนควรถูกใช้เป็น “มาตรการเสริมด้านความมั่นคง” ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการจัดการปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการเพื่อรักษาอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


เปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้มเสริมศักยภาพขนส่งมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ

โคราช – เปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมาสายสีส้มเสริมศักยภาพขนส่งมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่(24 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์–สถานีร่วมจอหอ ณ ห้องประชุมเซนเตอร์พอยต์ บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซนเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม และมีผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 400 คน

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสม รายละเอียดการออกแบบโครงการ แนวเส้นทาง รูปแบบและองค์ประกอบของระบบ ตลอดจนผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่

สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา มีจุดเริ่มต้นบริเวณหน้าโรงพยาบาลเทพรัตน์ บนถนนมิตรภาพ ผ่านสถานที่สำคัญ อาทิ วิทยาลัยนาฏศิลป์ ชลประทาน โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย แยกปีกธงชัย ทางรถไฟ มิตรภาพซอย 8 วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา แยกนครราชสีมา ต่อเนื่องไปตามทางหลวงหมายเลข 224 และ 205 ผ่านโรงเรียนเมืองนครราชสีมา โรงเรียนสุรนารีวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ก่อนสิ้นสุดที่บริเวณแยกจอหอ รวมระยะทางประมาณ 24.60 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 26 สถานี

นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ว่า การจัดประชุมครั้งนี้เป็นการนำเสนอความคืบหน้าหลังจากเคยจัดรับฟังความคิดเห็นมาแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยภายหลังจากนั้นได้มีการศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมจนมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในส่วนของแนวเส้นทาง ตำแหน่งสถานี และรูปแบบการก่อสร้าง การนำเสนอครั้งนี้จึงมีรายละเอียดครบถ้วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งแนวเส้นทาง การวางโครงสร้างในแต่ละช่วง รวมถึงแนวทางการก่อสร้างในจุดสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงหมายเลข 2 และทางหลวงหมายเลข 224 ซึ่งได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยบางช่วงจะก่อสร้างเป็นทางยกระดับเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านการจราจร ส่วนพื้นที่อื่นโดยรวมไม่พบปัญหาสำคัญ นายสาโรจน์กล่าวว่า หลังจากได้รับความคิดเห็นจากประชาชนในครั้งนี้ จะนำข้อมูลทั้งหมดไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 เพื่อขออนุมัติโครงการ และหากเป็นไปตามแผนจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ในส่วนของอัตราค่าโดยสาร ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้เหมาะสม โดยมีหลักการสำคัญคือกำหนดค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ขณะที่ปัจจุบันโครงการระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาคที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษา นอกจากจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ยังมีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และล่าสุดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งทั้งสามจังหวัดหลักมีความพร้อมใกล้เคียงกัน สำหรับปริมาณผู้โดยสาร มีการประเมินเบื้องต้นว่าเมื่อเปิดให้บริการจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 12,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ ในอนาคตยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายเพิ่มเติม โดยกำหนดแนวเส้นทางหลัก 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม สีม่วง และสีเขียว รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งต่อเชื่อมเพื่อสนับสนุนการเดินทางให้ครอบคลุมทั้งระบบ ส่วนรูปแบบการลงทุนโครงการ จะใช้แนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนในลักษณะสัมปทาน เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาททั้งในด้านการลงทุนและการเดินรถ ขณะที่มูลค่าการลงทุนยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียด เนื่องจากมีการปรับแบบโครงการเพิ่มเติม และจะมีการชี้แจงตัวเลขที่ชัดเจนในระยะถัดไป

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญของจังหวัด ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับการขยายตัวของเมืองและการท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์บนท้องถนน ลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศ อันเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกให้ดำเนินการศึกษาโครงการ โดยมีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2571 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2575 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดนครราชสีมาให้มีมาตรฐานระดับสากล


กันตินันท์ รายงาน

แถลงข่าวแข่งขันกระโดดร่มกองทัพไทยครั้งที่ 56 ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

จังหวัดลพบุรี – กองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ แถลงข่าวเตรียมจัดแข่งขันกระโดดร่มกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2569 และชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ที่ จังหวัดลพบุรี

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ แหล่งสมาคมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ อ.เมือง จ.ลพบุรี พันเอก กอสิน กัมปนยุทธ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ ผู้แทนกองทัพบก พร้อมด้วย นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ตลอดจน ผู้แทนทีมกีฬากระโดดร่มแต่ละเหล่าทัพ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ถึงความพร้อม ในการจัดการแข่งขันกีฬากระโดดร่ม กองทัพไทย ครั้งที่ 56 และชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 2-10 พ.ค.69 เวลา 06.00 – 16.00 น.เป็นต้นไป ณ สนามกระโดดร่มบ้านท่าเดื่อ บริเวณเขาจีนแล ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นสนามโดดที่มีจุดเด่นซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และทำกิจกรรมเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็น “กรีนโซน” ล้อมรอบด้วยทิวเขา สลับซับซ้อน มีทัศนียภาพที่สวยงามโดยเฉพาะช่วงเย็นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ปัจจุบันเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจกลางแจ้ง เป็นจุดชมวิวและจุดเช็กอินที่ได้รับสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมทักษะความแม่นยำและความสามัคคี ระหว่างเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจน เพื่อเป็นการส่งเสริมการกระโดดร่มให้แพร่หลายไปในหมู่ประชาชนที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโดดร่มซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะใช้ในภารกิจช่วยเหลือประชาชน การสร้างความปลอดภัยในสังคม หรือป้องกันประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประชาชน โดยทั่วไปเกิดความเชื่อมั่นในสมรรถภาพของทหารและตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว อันสะท้อนถึงขีดความสามารถของกำลังพลในหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไฮไลท์ ในช่วงพิธีเปิดการแข่งขัน ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 จะมีการโชว์การสาธิตการกระโดดร่มแบบเกาะหมู่ และโรยธงแต่ละเหล่าทัพ รวมถึงการสาธิตการกระโดดร่มทางทหาร

สำหรับการแข่งขัน แบ่งออกเป็น…ประเภทบุคคลแม่นยำ ชาย-หญิง นับผลคะแนนจำนวน 10 ครั้ง ประเภทหมู่แม่นยำรวม 5 คน นับผลคะแนนจำนวน 8 ครั้ง และ ประเภทเกาะหมู่เปลี่ยนรูป Formation Skydiving 4 way และ 8 way ชิงถ้วยรางวัลสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยมีทีมนักกีฬาจากส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมแข่งขันกว่า 30 ทีม

ทั้งนี้กองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมชมเชียร์ และเป็นกำลังใจให้กับเหล่านักกีฬากระโดดร่ม ได้ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งเเต่วันที่ 2-10 พ.ค.69 เวลา 06.00 – 16.00 น.เป็นต้นไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ทหารรบพิเศษเข้าช่วยเหลือประชาชนประสบภัยพายุฤดูร้อนถล่ม

จังหวัดลพบุรี – กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ในพื้นที่ 5 ตำบล ของ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี กว่า 100 หลังคาเรือน ตามนโยบายของกองทัพบก

พ.ต.ศิวธนาณัฐ พงค์สินภรภัทร รักษาราชการแทน ผู้บังครับกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) ค่ายวชิราลงกรณ์ มอบหมายให้กำลังพลชุดเคลื่อนที่เร็ว จากศูนย์บรรเทาสาธารณะภัยของหน่วย ร่วมกับ นายมงคล จงใจลาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวาตภัย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเกิดเหตุพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองลมกรรโชกแรง ต่อเนื่องหลายชั่วโมง สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 ตำบล ของอำเภอพัฒนานิ คม จังหวัดลพบุรี ประกอบด้วย ตำบลพัฒนานิคม 31 หลังคาเรือน ตำบลโคกสลุง 34 หลังคาเรือน ตำบลมะนาวหวาน 50 หลังคาเรือน ตำบลดีลัง 2 หลังคาเรือน และตำบลชอนน้อย 2 หลังคาเรือน รวม 5 ตำบล 119 หลังคาเรือน บ้านบางหลังได้รับความเสียหายพังทั้งหลัง

ในการนี้ ได้ดำเนินการนำสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น อาทิ ข้าวสาร น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผ้าห่ม ไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยทุกเครัวเรือน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ตามนโยบายของกองทัพบก พร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือ ตามระเบียบของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ณ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090