กองทัพภาคที่ 3 ฝึกซ้อมปฏิบัติการชุดแพทย์เผชิญเหตุ (M-MERT) ผสานการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศยาน ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 3 ฝึกซ้อมปฏิบัติการชุดแพทย์เผชิญเหตุ (M-MERT) ผสานการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศยาน ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการฝึกซ้อมปฏิบัติการชุดแพทย์เผชิญเหตุเคลื่อนที่ (Military Medical Emergency Response Team : M-MERT) ร่วมกับการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน สอด คล้องตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มุ่งเน้นการนำยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการพัฒนาอากาศยานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปให้มีขีดความสามารถเป็นอากาศยานพยาบาล สำหรับสนับสนุนภารกิจส่งกลับสายแพทย์ทั้งในยามปกติและในสถานการณ์สนาม

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.00 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการฝึกซ้อมปฏิบัติการดังกล่าว โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พลตรี วิษณุ วิจิตรพงษา ผู้บัญชาการกองบัญชา การช่วยรบที่ 3 และ พลตรี คณิศร อาสมะ รองแม่ทัพน้อยที่ 3 ให้การต้อนรับและร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างพร้อมเพรียง ณ หน่วยบินทหารบกยุทธวิธีที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สำหรับการฝึกในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมและซักซ้อมการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศของโรงพยาบาลกองทัพบกในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 โดยมีการสาธิตและฝึกปฏิบัติในสถาน การณ์เสมือนจริง ครอบคลุมตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลสนามระดับ 1 ไปยังโรงพยาบาลเขตหลัง ด้วยอากาศยานเฮลิคอปเตอร์แบบ ฮ.ท.212 โดยชุดปฏิบัติการ Sky Doctor จากโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รวมถึงการสาธิตเทคนิคการผูกรัดและมัดตรึงเปลผู้ป่วย (Basket) ด้วยอุปกรณ์ Cargo Strap ภายในอากาศยาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดระหว่างการลำเลียง

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยแพทย์ทหารและหน่วยแพทย์พลเรือน ได้แก่ โรงพยาบาลกองทัพบก กองทัพภาคที่ 3 โรงพยาบาลพุทธชินราช และโรงพยาบาลพิษณุเวช โดยดำเนินการตามสถานการณ์สมมุติ รวมจำนวนทั้งสิ้น 15 เที่ยวบิน เพื่อให้เกิดความชำนาญ ความคล่องตัว และการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ

ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 เมษายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของกำลังพลด้านการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ เพิ่มความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทันต่อสถานการณ์ อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

“รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช มทบ.37 ” เตรียมความพร้อมในการรับทหารกองประจำการ ผลัด 1/69

โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 “การเตรียมความพร้อมในการรับทหารกองประจำการ ผลัด 1/69”

โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 ดำเนินการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากความร้อน การป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อในหน่วยฝึก การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพจิต และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) ให้แก่ครูฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 และ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับทหารกองประจำการผลัด 1/69 โดยมี พ.ท. ธีรทัช คุณรัตนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นประธานฯ

การป้องกันและการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากความร้อนในกองทัพบก (Heat-related Illness) เน้นมาตรการเชิงรุก (Preventable) ตามคู่มือกรมแพทย์ทหารบก โดยกำหนดให้หน่วยฝึกทหารใหม่คัดกรองความเสี่ยง จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง สัญญาณธงสีตามดัชนีความร้อน ควบคุมการดื่มน้ำและการฝึกช่วงอากาศร้อนจัด เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากฮีทสโตรก และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) ของกองทัพบกเน้นการฝึกอบรมทหารกองประจำการและกำลังพลให้มีความรู้ทักษะ CPR และการใช้เครื่อง AED ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นกะทันหันในภาวะฉุกเฉิน โดยมุ่งเน้นการกดหน้าอกที่มีคุณภาพสูง (ลึก 5-6 ซม., อัตรา 100-120 ครั้ง/นาที) และการใช้ AED อย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับกำลังต่อไป


นที มีเดช รายงาน

เพชรบูรณ์ เตรียมโชว์ศักยภาพ 11 ชาติพันธุ์ ! แถลงความพร้อมมหกรรมวัฒนธรรมกลางขุนเขา ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเต็มสูบ

เพชรบูรณ์ – เตรียมโชว์ศักยภาพ 11 ชาติพันธุ์! แถลงความพร้อมมหกรรม วัฒน ธรรมกลางขุนเขา ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569ที่ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” พร้อมด้วย พัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิต

านนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลงข่าว โดยมีสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก

งาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ”จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างใกล้ชิด

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า งานนี้เป็นการนำ “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” มาผสานกับ “ประสบการณ์ท่องเที่ยว”ที่ไม่ใช่เพียงการจัดแสดง แต่เป็นการมีส่วนร่วมจริงของผู้เข้าชม ผ่านกิจกรรมวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมผลักดัน “ทุนทางวัฒนธรรม” ของเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

ด้าน ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์” มีความหลากหลาย ทั้งนี้ เพราะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศและเป็นรอยต่อของภาคเหนือ กับภาคอีสาน และภาคกลาง จึงมีกลุ่มผู้คนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ผสมผสานกันหลากหลายได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มคนดั้งเดิม ได้แก่ ไทหล่ม คนเพชรบูรณ์ คนไทยเบิ้งวิเชียรบุรีศรีเทพ กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้โยกย้ายอพยพเข้ามาอยู่ ได้แก่ คนจีน คนอีสาน คนเหนือ คนภาคกลาง กลุ่มที่ 3 กลุ่มชนเผ่า ม้ง เย้า ลีซู ถิ่น ไตดำ ชาวบน กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เปรียบเสมือนดอกไม้หลากสีสันที่ประดับเมืองเพชรบูรณ์ให้สวยงาม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งภายในงานได้รวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ในเพชรบูรณ์มากถึง 11 กลุ่ม มานำเสนอผ่านขบวนพาเหรด การแสดง และนิทรรศการ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ขณะที่ นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าวเสริมว่า ภายในงานมีการจัดนิทรรศการชาติพันธุ์อย่างครบวงจร ทั้งในรูปแบบสื่อวิดีโอและการจำลองหมู่บ้าน 5 ชาติ พันธุ์ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศจริง พร้อมจัดโซนถ่ายภาพกว่า 3 จุด และกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีโซนตลาดวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน 11 ชาติพันธุ์” กว่า 80 ร้านค้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมการจัดนิทรรศการและมอบรางวัลการประกวดภาพนิ่ง และการประกวดคลิปวิดีโอ ภายใต้กิจกรรมสืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ “อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” และกิจกรรมพิเศษในแต่ละวัน โดยวันที่ 25 เมษายน พบขบวนพาเหรด “เพชรบูรณ์บ้านฉัน” และพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ วันที่ 26 เมษายน ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีท้องถิ่น และวันที่ 27 เมษายน ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตจาก ครูเต้ย อภิวัฒน์

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 15.00–21.00 น. ตลอดทั้ง 3 วัน ณ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์คาดหวังว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ สร้างรายได้ให้ชุมชน และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบไปในอนาคต


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สลดแต่เช้า ดต.นั่งล้างปืนพกประจำกาย พลาดกระสุนลั่นเจาะอกดับสยอง

นครพนม – สลดแต่เช้า ดต.นั่งล้างปืนพกประจำกาย พลาดกระสุนลั่นเจาะอกดับสยอง

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ร.ต.อ.พิชานน ปลื้มสุด รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 1669 สายด่วนศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉินฯ ว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย ขณะนี้แพทย์ พยาบาลในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพนม กำลังช่วยเหลือชีวิตอย่างสุดความสามารถ
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ธนชิต สุขพัฒนานรากุล ผกก.สภ.เมืองนครพนม หลังได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา จึงเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 39/15 ซอย 2 หมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมถนนบายพาสช่วงบ้านท่าควาย-บ้านน้อยหนองเค็ม พื้นที่ ต.หนองแสง อ.เมืองนครพนม ซึ่งเป็นบ้านของดาบตำรวจพิษณุ ทาระวัฒน์ หรือดาบนุ อายุ 45 ปีผู้เสียชีวิต ตรวจสอบพบรอยเลือดหยดเป็นทางจากหน้าระเบียงมาจนถึงถนนของหมู่บ้าน ส่วนบนที่นั่งหน้าบ้าน พบอุปกรณ์สำหรับล้างอาวุธปืน พร้อมแม็กกาซีนมีกระสุนเต็ม ส่วนที่พื้นพบอาวุธปืน SIG Sauer (ซิกซาวเออร์) ขนาด 9 มม.ตกอยู่ จึงกันพื้นที่ทั้งหมดรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานนครพนม (พฐ.ฯ) ตรวจสอบอย่างละเอียด

เบื้องต้นดาบนุผู้เสียชีวิต เป็นตำรวจอารมณ์ดี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ งานสืบสวน สภ.เมืองนคร พนม ประมาณปีเศษๆพลาดตกต้นไม้ทำให้ร่างกายซีกขวาใช้งานไม่สะดวก ทำให้เป็นอุปสรรคในงานด้านสืบสวนหาข่าว ผู้บังคับบัญชาจึงโยกให้มาเป็นสิบเวรดูแลห้องควบคุมผู้ต้องขัง เพื่อให้ร่างกายซีกขวาใช้งานน้อยที่สุด แม้ร่างกายไม่ปกติแต่อารมณ์ดาบนุยังเป็นเอกลักษณ์คือยิ้มง่าย คุยสนุกเหมือนเดิม

ก่อนเกิดเหตุดาบนุนำอาวุธปืนมาล้างทำความสะอาดอยู่หน้าระเบียง ส่วนภรรยาที่ทำงานเป็นพยาบาล รพ.นครพนม ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้ว ขณะแกะส่วนประกอบอาวุธปืนอยู่นั้น เกิดมีเสียงปืนลั่นดัง 1 นัด ดาบนุวิ่งกุมหน้าอกร้องเรียกภรรยาว่า “พี่ทำปืนลั่น พี่เจ็บ” ภรรยารีบโยนสายยางทิ้งเข้าช่วยเหลือสามีทันที พร้อมโทรศัพท์แจ้งศูนย์วิทยุ 1669 นำตัวส่ง รพ.นครพนม แต่กระสุนเข้าจุดสำคัญดาบนุทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
สันนิษฐานว่าดาบนุนำอาวุธปืนคู่กายมาล้างตามปกติ แต่ด้วยความที่มือขวาไม่ถนัด ขณะกำลังถอดส่วนประกอบ อาจมีกระสุนหลงเข้าไปอยู่ในลำกล้อง โดยปลายกระบอกจ่อมาที่หน้าอกตัวเอง และเกิดปืนลั่นเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว

ด้าน นายชนะภูมิ สิมะเสถียร ซึ่งมีบ้านอยู่ตรงข้ามกับบ้านดาบนุ ให้รายละเอียดกับพนักงานสอบสวน ว่า สามีภรรยาคู่นี้เขารักกันมาก ตั้งแต่ตนมาอยู่ยังไม่เคยเห็นเขามีปากเสียงกันสักครั้ง ช่วงเกิดเหตุตนอยู่ในบ้านได้ยินเสียงดัง แต่คิดว่ามีคนขว้างก้อนหินใส่หลังคาบ้าน ก่อนจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เห็นภรรยาดาบนุกำลังปั๊มหัวใจช่วยสามี มารู้ทีหลังว่าดาบนุทำปืนลั่นใส่อกตัวเอง ต่อมาพ้องเพื่อนและน้องๆตำรวจ ทราบข่าวดาบนุเสียชีวิต ต่างมีสีหน้าเศร้าสลด เพราะผู้ตายเป็นที่รักใคร่ของทุกคน รวมถึงผู้บังคับบัญชา


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน รายงาน

หน.อช.ดอยภูคา จ.น่าน ประกาศ ปิดพื้นที่ป่า อ.ทุ่งช้าง ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต สกัดวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ลดจุด Hotspot ตามเป้า

น่าน – อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ประกาศปิดพื้นที่ป่าห้ามเข้าห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตชั่วคราว สกัดวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งช้างและตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ลดจุด Hotspot ตามเป้าอธิบดีกรมอุทยานฯ และอธิบดีกรมป่าไม้ วันที่ 20 เมษายน (รอบบ่าย) ไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ 4 อช. น่าน 16 จุด

วันนี้ วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและหมอกควัน (War Room) ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตำบลดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายรณกฤต จักร์เงิน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา พร้อมด้วย นายศุภวัฒฒน์ มะทะ สถานีสถานควบคุมไฟป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่า เข้าปฏิบัติหน้าที่ จากการตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จนถึงปัจจุบัน พบว่าเกิดจุดความร้อนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเขตท้องที่ ตำบลงอบและตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ซึ่งสาเหตุการเกิดไฟป่าดังกล่าว เกิดจากการกระทำของมนุษย์แทบทั้งสิ้น เช่น การเผาป่า เพื่อล่าสัตว์ การเก็บหาของป่า รวมถึงการเผาวัชพืช ในพื้นที่เกษตรกรรม แล้วลุกลามเข้าไปในเขตป่าโดยไม่มีการควบคุม ให้ได้ผลตามเป้าวัตถุประสงค์ของ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ และอธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งปิดป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ที่เกิดไฟป่า ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน (PM 2.5) ที่รุนแรงขึ้น ห้ามบุคคลภายนอกเข้าพื้นที่ป่าธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนดำเนินคดีเด็ดขาด

โดยเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อสกัดกั้นวิกฤตไฟป่า ลักลอบเผาป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีความรุนแรงสูงในพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” จึง ประกาศ ห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติโดยภูคาโดยไม่มีเหตุอันควรในท้องที่ตำบลงอบและตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ตั้งแต่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไปหรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเป็นปกติ

ยกเว้นในเขตบริการเขตนันทนาการกลางแจ้งและเขตกิจกรรมพิเศษ กรณีมีเหตุจำเป็นตามปกติธุระ ต้องแจ้งต่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านหรือลงทะเบียน ณ จุดเฝ้าระวังไฟป่า หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคาทุกหน่วย จุดสกัดทุกจุดหรือจุดบูรณาการร่วมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โดยแจ้งรายชื่อและเหตุผลในการเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เพื่อขออนุญาตก่อนทุกครั้งกรณีจำเป็น หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ป่า ต้องแจ้งต่อ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือลงทะเบียน ณ จุดตรวจ/หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ทุกครั้งเพื่อขออนุญาต

บุคคลซึ่งฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้จะมีความผิดตามมาตรา 20 โดยต้องระวังโทษตามมาตรา 47 ปรับไม่เกิน 100,000 บาทและหากได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 ยกเว้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เครือข่ายอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า
ตามนโยบายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่มุ่งเน้นการจัดการป่าอนุรักษ์อย่างเข้มข้น ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดในการระดมสรรพกำลังลาดตระเวนและปราบปรามการลักลอบเผาป่า เพื่อลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และควบคุมฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

หากพบเห็นผู้ฝ่าฝืนลักลอบเข้าพื้นที่หรือเผาป่าจะถูกดำเนินการตามกฎ หมายอย่างเด็ดขาด วันที่ 20 เมษายน รอบบ่าย ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่า เข้าปฏิบัติหน้าที่ จากการตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ในเขตอุทยานแห่งชาติจังหวัดน่าน 4 อุทยาน 16 จุด ที่ อุทยานแห่งชาติขุนน่าน 8 จุด อุทยยานแห่งชาติศรีน่าน 4 จุด เตรียมการอุทยานแห่งชาตินันทบุรี 2 จุด อุทยานแห่งชาติแม่จริม 2 จุด จนถึงปัจจุบัน ไม่พบจุดความร้อน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

“แม่ทัพภาคที่ 3” รับคณะ นายกรัฐมนตรี นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วมเร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 ติดตามภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break)

“แม่ทัพภาคที่ 3 รับคณะ นายกรัฐมนตรี” นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วมเร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 ติดตามภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break)

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ผู้บัญชาการป้อง กันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในโอกาสที่เดินทางมาเพื่อปฏิบัติภารกิจติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจ 2 จุด โดยจุดแรก คือ การประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ พื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนบนร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

โดยแม่ทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจัง หวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับรายงานผลการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การบูรณาการข้อมูลและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ลดจุดความร้อน ควบคู่การป้องกันในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดมาตรการร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุมและจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัจจัยการเกิดไฟป่าจากกิจกรรมของมนุษย์ และมอบหมายให้แต่ละจังหวัดสามารถดำเนินการจัดการสถานการณ์หมอกควันไฟป่า ผ่านการบริหารจัดการแบบ Single Command เพื่อให้เกิดความชัดเจนและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประเด็นสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำตามแนวชายแดน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดการจัดซื้อสถานีวิเคราะห์โลหะหนักในน้ำแบบ 24 ชั่วโมง ให้ครอบคลุมทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลคุณภาพน้ำ และสามารถสื่อสารแนวทางการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ลงพื้นติดตามภารกิจดับไฟป่า ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) และการสาธิตการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ (โดรน) ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่า พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และจิตอาสาผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมอากาศยานสำหรับภารกิจดับไฟป่า พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เน้นย้ำความสำคัญของการเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่า เพื่อลดผลกระทบจากหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ในการนี้ นายกฯ ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ทุ่มเท เสียสละ และร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมกำชับให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ปฏิบัติงานด้วยความไม่ประมาท เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ และสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การดูแลพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นแบบ “Single Command” โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา

นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยผลการประ ชุมต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด

ในภาพรวมของสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควัน ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด ขณะที่ในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังคงเกิดในพื้นที่ป่า กว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่นๆ 2,109 จุด

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น อย่างเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด

ในส่วนของปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30–40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า

ด้านสภาพอากาศ ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย รัฐบาลจึงได้สั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ

ขณะเดียวกัน คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป

ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่น การให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง

สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำโดนกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ทั้งนี้ ทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี สรุปสาระมีดังนี้

ไฟป่า–PM2.5: คุมเข้มกฎหมาย บูรณาการทุกหน่วย ใช้เทคโนโลยี ระดมกำลังดับไฟ ห้ามเผา–ห้ามนำเข้าสินค้าเผา ผู้ว่าฯ ใช้ Single Command ดูแลประชาชนเต็มที่
• น้ำท่วม–แล้ง: ปรับแผนรับเอลนีโญ ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง บริหารน้ำ–ช่วยเกษตรกรรวดเร็ว
• มลพิษน้ำข้ามแดน: เร่งร่วมมือเพื่อนบ้าน ตรวจเข้มสิ่งแวดล้อม–สุขภาพ สื่อสารชัด มีเยียวยา

สำหรับการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ มีคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมด้วย


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งจัดโดยสำนักงานงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบาย พร้อมลงนามในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำว่า การมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณในปีนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออก กลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ภาครัฐจึงต้องแสดงบทบาทเชิงรุกในการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร พร้อมทั้งปรับลดงบประมาณหรือแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลยึดหลักการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

  1. พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  2. ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  3. ยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และบริหารราชการแผ่นดินตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยกำชับให้กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนด้านงบประมาณและการเตรียมความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศให้มีความพร้อมและเพียงพอในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมย้ำว่าแผ่นดินไทยต้องปรากฏอยู่บนแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ไฟไหม้ศูนย์อพยพแม่สุริน

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านเรือนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงคาเรนนี ศูนย์พักพิงผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบแม่สุริน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน มีบ้านเรือนเสียหายไป 6 หลัง สาเหตุเกิดจากก่อไฟทำอาหารไม่มีคนได้รับบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 13.40 น. ได้มีผู้ใช้เฟชบุค ชื่อ Dee Paa และ Moo Ler ซึ่งน่าจะเป็นผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบแม่สุริน ได้โพสคลิปเหตุ ไฟไหม้บ้านเรือนผู้อพยพ แคมป์แม่สุรินป๊อก 2 ได้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนทั้งหมด 6 หลังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างใดคนปลอดภัยดีเหตุเกิดเนื่องจากทำกับข้าวบวกกับอากาศร้อนเกินได้เกิดไฟใหม่บ้านคะ

ในคลิปจะเห็นภาพไฟไหม้บ้านเรือนของผู้ลี้ภัย และมีผู้ลี้ภัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันใช้ถังน้ำขนาดเล็ก ตักน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกไหม้ แต่ไม่สามารถหยุดยั้งไฟได้ เลยต้องมีการรื้อบ้านเรือนผู้ลี้ภัยที่อยู่ติดกับบ้านต้นเพลิง เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปมากกว่านี้

นายวฤทธิ์ชาติ ปาณชู นายอำเภอขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน หลังได้รับรายงาน ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองและ อส.เข้าไปดูแลและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในทันที่ที่ได้รับแจ้ง ทั้งนี้ได้มีการประชุมชี้แจงให้ผู้ลี้ภัย ให้ระมัดระวังเรื่องการก่อไฟหุงหาอาหาร ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด เนื่องจากอาจจะเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมาได้โดยง่าย โดยขอเน้นย้ำว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่มีสาเหตุมาจากไฟป่าแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวผู้ลี้ภัยได้มีการทำแนวกันไฟเพื่อป้อง กันไฟป่าหลายชั้นและยากที่จะเกิดไฟป่าและลุกลามสู่บ้านเรือนราษฎรผู้ลี้ภัย

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556 เกิดเหตุไฟไหม้ที่ ค่ายผู้ลี้ภัยบ้านแม่สุริน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้ผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง จากประเทศพม่า โดยไฟเริ่มลุกไหม้ในเวลาประมาณ 16.00 น. ใช้เวลาควบคุมเพลิงประมาณสองชั่วโมง ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากอากาศร้อนและลมแรง ทำให้ลมพัดสะเก็ดไฟจากต้นเพลิงไปยังจุดอื่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 37 ราย นอกจากนี้ยังทำลายบ้านเรือนอีกหลายร้อยหลังอีกด้วย คาดว่าสาเหตุเกิดจากการทำอาหาร


-ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

ด่วน !! บินรบเมียนมาทิ้งระเบิด ตกใส่ไทย

เครื่องบินรบทหารเมียนมา บินมาทิ้งระเบิดโจมตี โรงพยาบาลของฝ่าย กะเหรี่ยงอิสระ KNU ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน หลายสิบลูกและมีลูกหนึ่งตกในไทยบริเวณจุดชมวิวบ้านแม่สามแลบ เจ้าหน้าที่ทหารพรานเร่งอพยพราษฎรเป็นการด่วน

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. กองทัพอากาศเมียนมา ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ Yak-130 และ Mig-29 ได้ทำการโจมตีทางอากาศ ใส่โรงพยาบาลของทหาร KNU และบ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง โดยกองทัพอากาศเมียนมา ได้ทิ้งระเบิดจำนวน 9 ลูก ในพื้นที่บริเวณ บ.อูมีท่า และ บ.อูซูท่า อ.บือโซ๊ะ จ.ผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ห่างจากแนวชายแดนด้านตรงข้าม บ.แม่สามแลบ ต.แม่สมแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 500 ม. ไม่ทราบผลการสูญเสีย และ ลูกระเบิดตกข้ามฝั่งไทย บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่แวนฯ จำนวน 1 ลูก ส่งผลให้ราษฎรไทยในพื้นที่แตกตื่นและวิ่งหนีกันอลหม่าน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 36 ที่ประจำอยู่จุดป้อมยามบ้านแม่สามแลบ ร่วมกับ อบต.แม่สามแลบ ได้เร่งอพยพราษฎรไทยที่อยู่ใกล้เคียงที่ระเบิดตกใส่ ไปอาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านห้วยกองก๊าด ต.แม่สามแลบฯ เพื่อความปลอดภัย

ก่อนหน้านั้น ในห้วงที่ผ่านมา มีการสู้รบในเมียนมาอย่างหนักและทางกองทัพอากาศเมียนมา ได้มีการใช้อากาศยานบินมาทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ชุมชนของราษฎรกะเหรี่ยง KNU สังกัดกองพล 5 ที่อยู่ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง ส่งผลให้มีราษฎรชาวกะเหรี่ยง ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดและถูกส่งเข้ามารักษาตัวในไทย ที่ รพ.สต.แม่สามแลบ อ.สบเมยฯ


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

มทบ.37 ร่วมลาดตระเวนพื้นที่รับผิดชอบ ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 นำโดย ร้อยโท ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้ม ครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพล บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย พร้อมด้วยชุดดับไฟป่า ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อเป็นการตรวจตรา ตรวจสอบป้องกันไฟป่าที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่โครงการ อีกทั้งเป็นการป้องกันผู้กระทำความผิดด้านยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์ หรือทำเป็นพื้นที่ทำกินในพื้นที่เขตหวงห้ามด้วย บริเวณเส้นทางในพื้นที่รับผิดชอบ และหากเกิดไฟไหม้ก็จะเป็นการยับยั้งไม่ให้ไฟป่าลุกลามเข้าในพื้นที่ชั้นในของโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ

ซึ่งจังหวัดเชียงรายประกาศมาตรการ “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” ในปี 2569 ช่วงขอความร่วมมือ (งดเผาในที่โล่ง) 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 และช่วงห้ามเผาเด็ดขาด 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569 (86 วัน) เป็นต้นไป เพื่อลดจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และ Pm2.5 ทั้งนี้ในการการลาดตระเวน ที่หน่วยได้ทำแนวป้องกันไฟป่ามีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร การลาดตระเวนครั้งนี้ใช้การเดินเท้า ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับดอยช้างและอีกฝั่งติดกับฝาง ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการเกิดไฟป่าขึ้นในพื้นที่

#เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน