สภ.เมืองนนทบุรี ขอชี้แจงตามที่ปรากฎเป็นข่าวบนสื่อออนไลน์ สำนักข่าว โหนกระแสออนไลน์ พาดหัวข่าว “ชายถอยรถติดหลุม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวหาทับเด็กก่อนโดนรุมทำร้าย ซ้ำถูกตามต่อยถึงเตียง รพ.”

สภ.เมืองนนทบุรี ขอชี้แจงตามที่ปรากฎเป็นข่าวบนสื่อออนไลน์ สำนักข่าว โหนกระแสออนไลน์ พาดหัวข่าว “ชายถอยรถติดหลุม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวหาทับเด็กก่อนโดนรุมทำร้าย ซ้ำถูกตามต่อยถึงเตียง รพ.”

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวบนสื่อออนไลน์ สำนักข่าว โหนกระแสออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2569 พาดหัวข่าว “ชายถอยรถติดหลุม ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวหาทับเด็กก่อนโดนรุมทำร้าย ซ้ำถูกตามต่อยถึงเตียง รพ.” เหตุเกิด บริเวณปากซอยเรวดี 61 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรีสภ.เมืองนนทบุรี ขอชี้แจงข้อมูล ดังนี้

พฤติการณ์กล่าวคือ เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ขณะที่พนักงานสอบ สวนเวร คดีอาญาปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้มีญาติของ นายอมรฯ อายุ 45 ปี ผู้ขับขี่รถกระบะซึ่งได้รับบาดเจ็บมาแจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินคดีในเหตุที่ถูกรุมทำร้ายร่างกาย เมื่อสอบสวนปาก คำและรวบรวมพยานหลักฐานได้ความ ดังนี้

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 21.36 น. นายอมรฯ อายุ 45 ปี ได้ขับขี่รถกระบะ โดยมี นางสาวนภาพรฯ อายุ 45 ปี ภรรยาเป็นผู้โดยสารมาด้วยกัน ในเวลาดังกล่าวนายอมรฯ ได้ถอยรถกระบะเพื่อที่จะกลับรถบริเวณปากซอยเรวดี 61 ซึ่งในขณะนั้น ถนนบริเวณดังกล่าวมีร่องน้ำ ทำให้ล้อรถกระบะติดร่องน้ำ นายอมรฯ จึงได้เร่งเครื่องยนต์เพื่อที่จะให้ล้อรถกระบะพ้นจากร่องน้ำ ขณะที่นายอมรฯ เร่ง เครื่องยนต์จนรถกระบะพ้นร่องน้ำแล้ว รถได้พุ่งเข้าไปหากลุ่มเด็กๆ ด้วยความเร็วพอสมควร เกือบที่จะเฉี่ยวชนเด็ก ทำให้กลุ่มผู้ปกครองเด็กไม่พอใจ ต่อมาเมื่อนายอมรฯ ได้ขับขี่รถกระบะไปจอด ได้มีกลุ่มผู้ปกครองเด็กเดินเข้าไปที่รถกระบะประมาณ 5 -7 คน จนกระทั่งนายอมรฯ ลงมาจากรถ ได้มีชายไทยสวมเสื้อสีดำ (สืบ สวนทราบว่า คือ นายสุกฤษฎิ์ฯ อายุ 34 ปี) ใช้หมัดชกนายอมรฯ ทำให้นายอมรฯ ล้มลงที่พื้นบริเวณข้างรถกระบะ จากนั้นนายสุกฤษฎิ์ฯ, นายอาณัฐฯ อายุ 37 ปี และพวก ได้กระทืบนาย อมรฯ หลายครั้ง โดยมีนางสาวนภาพรฯ เข้าไปกอดนายอมรฯไว้ ซึ่งขณะนั้นได้มีกลุ่มบุคคลฝ่ายที่ 3 จำนวน 5 -7 คน (คาดว่าจะเป็นญาติของนายอมรฯ) ได้เข้ามาชกต่อยนายสุกฤษฎิ์ฯ และนายอาณัฐฯ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์วิวาทกัน

ซึ่งระหว่างที่นายอมรฯ, นายสุกฤษฎิ์ฯ และกลุ่มบุคคลอื่นไม่ทราบชื่ออีกจำนวนหนึ่งล้มลงกับพื้น กลุ่มบุคคลฝ่ายที่ 3 โดยมีชายไทยไม่ทราบชื่อ ถือท่อพีวีซียาวประมาณ 0.5 เมตร มาฟาดที่นายอาณัฐฯ ที่ชุลมุนอยู่ที่พื้นโดยโดนฟาดไปที่บริเวณหลัง จำนวน 2-3 ครั้ง ทำให้นายปวีร์ฯ ได้ปรี่เข้ามาชกที่ชายคนที่เอาท่อพีวีซีมาทำร้ายนายอาณัฐฯ จนถอยกลับไป ต่อมาก็ได้ มีชายไม่ทราบชื่อ สวมเสื้อสีขาว ได้ถือขวดเบียร์แก้วสีเขียว มาฟาดบริเวณศรีษะของนายอาณัฐฯ แล้ววิ่งหนีไปจากวงที่ชุลมุนกัน ทำให้นายโอภาสฯ (สวมเสื้อสีเขียว) ได้เข้ามาห้ามปรามฝ่ายบุคคลที่ 3 ให้หยุด 2 หลังจากห้ามปรามได้ไม่นาน ได้มีฝ่ายบุคคลที่ 3 อีกจำนวน 4 คน ได้ถือของดังนี้ คนที่1 ถือท่อพีวีซีสีขาว,คนที่ 2 ถือเก้าอี้พับ เหล็กสีเหลือง,คนที่ 3 ถือเก้าอี้พลาสติกสีแดง และ คนที่ 4 ถือเก้าอี้พับเหล็กสีเหลือง พอบุคคลฝ่ายที่ 3 จำนวน 4 คนเข้ามา ทำ ให้บุคคลอีก 2 คน ฝ่ายผู้ปกครองเด็กได้เข้ามาสมทบเพิ่มเติม โดยคนที่ 1 ได้ปรี่เข้ามาหานายโอภาสฯ และใช้เก้าอี้เหล็กฟาดที่ บริเวณศรีษะของนายโอภาสฯ คนที่ 2ได้ยกเก้าอี้สีแดงฟาดไปที่ฝ่ายกลุ่มผู้ปกครอง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งฝ่าย สืบสวน สภ.เมืองนนทบุรี จะได้ดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายละเอียดคู่กรณีทั้ง 3 ฝ่าย
ฝ่ายที่ 1 ผู้เสียหาย (ผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ)
1.1 นายอมรฯ อายุ 45 ปี
1.2 นางสาวนภาพรฯ อายุ 45 ปี
ฝ่ายที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหา (ผู้ปกครองเด็ก)
2.1 นายอาณัฐฯ อายุ 37 ปี
2.2 นายกรกตฯ อายุ 33 ปี
2.3 นายปวีร์ฯ อายุ 34 ปี
2.4 นายธนทนฯ อายุ 34 ปี
2.5 นายสุกฤษฎิ์ฯ อายุ 34 ปี
2.6 นายธนากรฯ อายุ 17 ปี
2.7 นายโอภาส ฯ (ห้ามปราม) อายุ 39 ปี
ฝ่ายที่ 3 ชายไทยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ประมาณ 5 -7 คน (ญาติของผู้เสียหาย)

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส” วัน/เดือน/ปี เวลา/สถานที่เกิดเหตุ วันที่ 13 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 21.36 น. เหตุเกิดที่ปากซอยเรวดี 61 ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ การถอยรถกระบะของนายอมรฯ ผู้เสียหาย ที่เกือบจะชนเด็ก ทำ ให้กลุ่มผู้ปกครอง ไม่พอใจ จึงลงมือก่อเหตุทำร่ายร่างกาย

สิ่งที่พนักงานสอบสวนดำเนินการไปแล้ว

  1. รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย จากผู้เสียหายทั้ง 3 ฝ่าย ซึ่งได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนต่างวันเวลากัน
  2. ดำเนินการถ่ายภาพบาดแผลผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน และส่งตัวไปชันสูตรบาดแผลยังโรงพยาบาลรัฐ คือ รพ.พระนั่งเกล้า และ รพ.บางกรวย แล้วทุกคน
  3. สืบสวนเก็บรวบรวมพยานหลักฐานกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุทุกมุมกล้อง อีกทั้งรวบรวมไฟล์กล้องวงจรปิดจากพยาน บุคคลซึ่งได้ถ่าย VDO ขณะเกิดเหตุไว้แล้ว
  4. นัดหมายผู้เสียหาย พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกปาก เข้าพบพนักงานสอบสวนตามลำดับ เพื่อสอบสวนประกอบคดี

สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป

  1. เร่งรัดรายงานสืบสวน,พิสูจน์ตัวบุคคล เมื่อพบการกระทำความผิดอย่างชัดแจ้งจะได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อไป
  2. เร่งรัดผลชันสูตรบาดแผลผู้ได้รับบาดเจ็บจากโรงพยาบาลมาประกอบคดี
  3. รายงานผู้บังคับบัญชาตามมลำดับชั้นทราบ และตรวจสอบสำนวนการสอบสวน https://www.honekrasae.com/content/aezkbObf221xiSDVXoB2?force=1

บช.น. ชี้แจงตามที่ปรากฎข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเหตุล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

บช.น. ชี้แจงตามที่ปรากฎข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเหตุล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอชี้แจงตามที่ปรากฎข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเหตุล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 00.30 น. บริเวณถนนรามบุตรี พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความและดำเนินการทันที โดยได้ส่งผู้เสียหายตรวจร่างกายตามกระบวนการ ตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน ฝ่ายสืบสวนสามารถระบุตัวผู้ต้องหาได้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

กองบัญชาการต่ารวจนครบาล และ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีลักษณะนี้ โดยเฉพาะกรณีผู้เสียหายเป็นเยาวชน ยืนยันดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อเนื่องเป็นระยะต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มูลนิธิองค์กรทำดี” บวงสรวง และเททองหล่อ “องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ” และ “องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ”

“มูลนิธิองค์กรทำดี” บวงสรวง และเททองหล่อ “องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ” และ “องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ”

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นางสาวไทยปี 2543 ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นประธานในพิธีบวง สรวง และเททองหล่อ “องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ” เทพเจ้าแห่งโชคลาภ และ “องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ” เทพเจ้าคุ้มครองดวงซะตา หน้าตัก 29 นิ้ว เพื่อประดิษฐานประจำศาลเจ้ามูลนิธิองค์กรทำดี คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี เพื่อให้ประชาชนไหว้สักการะบูชา โดยมี แขกผู้มีเกียรติ อาทิ คุณเพ็ญนภา พุกโฉมงาม ธิดาผ้าหมี่ขิด ปี 2542 และประชาชนร่วมในพิธีจำนวนมาก เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

  • เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ผู้ดูแลเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง การค้าขาย และความมั่งคั่งเพื่อขอพรให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองและมีโชคลาภตลอดปี
  • เทพเจ้าไท่ส่วยเอี๊ย เป็นเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลชะตาชีวิตของผู้คนในแต่ละปี ทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปีหรือเฝ้าปี มีอำนาจให้คุณ ดลบันดาลความสุข โชค เคราะห์ ทุกข์ภัย หรือให้โทษแก่ผู้ใด ก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีเคราะห์ หรือพื้นดวงชะตาตก ทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่น  ท่านก็จะช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัย บังเกิดแก่ความเป็นศิริมงคล มาสู่ตัวท่านและครอบครัว

ส่วนท่านใดที่จะร่วมบริจาคในการทำดีเป็นประโยชน์แก่สาธารณะกุศลร่วมกับมูลนิธองค์กรทำดี สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย เลขบัญชี 134-1-78729-3 ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรทำดี

#มูลนิธิองค์กรทำดี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

คึกคัก “แห่กลองยาว ขึ้นเขา เล่าขานตำนาน โคกเศรษฐี-เขานางพันธุรัต”

คึกคัก “แห่กลองยาว ขึ้นเขา เล่าขานตำนาน โคกเศรษฐี-เขานางพันธุรัต”

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 วนอุทยานเขานางพันธุรัต นำโดย นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต ร่วมกับชุมชนบ้านโคกเศรษฐี จัดกิจกรรม “แห่กลองยาว ขึ้นเขา เล่าขานตำนาน โคกเศรษฐี-เขานางพันธุรัต” สืบสานประเพณี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชุม ชน เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่ไทย สืบสานประเพณีอันทรงคุณค่า โดยมีการจัดขบวนแห่กลองยาวไหว้ศาลแม่พันธุรัต อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ขบวนแห่เริ่มต้นจากศาลากลางหมู่บ้านโคกเศรษฐี เคลื่อนไปตามเส้นทางผ่าน โบราณสถานทวารวดีโคกเศรษฐี แหล่งอารยธรรมโบราณที่สะท้อนรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ วัดป่าวิสุทธิคุณ สถานที่แห่งศรัทธาอันเงียบสงบ ก่อนเข้าสู่เขตวนอุทยานเขานางพันธุรัต ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ตลอดเส้นทาง ขบวนกลองยาวบรรเลงจังหวะครึกครื้น ร่วมด้วยชาวบ้านแต่งกายด้วยเสื้อลายดอกไม้สดใส พร้อมร่วมกันฟ้อนรำ แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของชุมชน

โดยขบวนจะเดินขึ้นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 150 เมตร เพื่อไปยังศาลแม่พันธุรัต สถานที่อันเปี่ยมด้วยความศรัทธา ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของทั้งเจ้าหน้าที่วนอุทยานเขานางพันธุรัต และชาวบ้านโคกเศรษฐีมาอย่างยาวนาน

นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ หากยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างวนอุทยานและชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของพื้นที่อีกด้วย โดยมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก


////// บรรณรต เพชรบุรี

ท็อปวราวุธ รดน้ำดำหัว ประภัตร ขุนพลพ่อบรรหารประภัตร อวยพรให้เจริญรุ่งเรือง

สุพรรณบุรี – บรรยากาศสงกรานต์ ท็อป “วราวุธ” รมว.อุตสาหกรรม รดน้ำดำหัว ขอพรปีใหม่ไทย ประภัตร โพธสุธน ชี้ เป็นขุนพลของพ่อบรรหาร-เสาหลักทำงานเพื่อคนสุพรรณบุรี ด้านประภัตร อวยพรให้เจริญรุ่งเรือง พ่อเมืองสุพรรณ แต่งกลอนอวย พรปีใหม่ ให้ประภัตร

วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่บ้านเรือนไทย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเข้ารดน้ำดำหัวขอพรนายประภัตร โพธสุธน สส. สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างชุ่มฉ่ำ

นายวราวุธ กล่าวขอบคุณผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน พี่น้องที่มาจากหลายพื้นที่ และพี่น้องชาวศรีประจันต์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญเป็นเอฟซีของนายประภัตร ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่พวกเรามารวมตัวกันเพื่อขอพรปีใหม่ มาขอพรจากผู้ใหญ่ที่เราเคารพ มารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เป็นเสาหลักของสุพรรณบุรี ปีนี้มายังโชคดีตัดสินใจเดินทางถูก 2 คนอาหลานทำงานให้กับประเทศไทย ให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีได้ต่อเนื่อง และทุกปีพูดเสมอว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหนจะตำแหน่งอะไรไม่สำคัญเท่ากับตำแหน่งอาหลาน ระหว่างคนชื่อประภัตรกับวราวุธ

“คนที่ชื่อประภัตรเป็นขุนพลเอกของพ่อบรรหาร มาหลายสิบปี ตั้งแต่ผมจำความได้ มาจนถึงวันนี้อาประภัตรของหลาน ก็ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นเสาหลักให้กับพวกเราชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา คอยดูแลพวกเราชาวสุพรรณบุรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอศรีประจันต์ อายุไม่ต้องพูดถึง เพราะแต่ละปีที่มาคนชื่อประภัตร ไม่เคยแก่ลงเลยสักปีเดียว นอกจากว่าจะไม่เคยแก่แล้ว ก็ไม่เคยเห็นคนที่จะมายืนเคียงข้างเป็นเจ้าสาวเช่นกัน แสดงว่าถ้ามีเมื่อไหร่ก็คงแก่เมื่อนั้น“

นายวราวุธ กล่าวว่า ปีใหม่ปีนี้ในฐานะหลานในฐานะคนสุพรรณบุรีมาแสดงมุทิตาจิต มาแสดงความเคารพกับผู้ใหญ่ที่เคารพและขอพร ให้พรหลานและแขกทุกท่านในที่นี้ โดยขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจังหวัดสุพรรณบุรี หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ดวงวิญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี และพ่อบรรหาร ได้บันดาลให้อาประภัตร มีกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญาตราบนานเท่านาน สวัสดีปีใหม่

ด้านนายประภัตร กล่าวว่า 51 ปีเราไม่เคยทิ้งกัน เราปฏิบัติแบบนี้กันมาหลายสิบปี นายวราวุธ ก็มาแบบนี้ทุกปีแสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพ อย่างที่นายวราวุธ พูดว่าเราเป็นอาหลาน เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน “ผมอยู่ตั้งแต่สมัยนายบรรหาร พัฒนาเมืองสุพรรณบุรีมาด้วยกันตลอด จนบัดนี้เป็นที่ยอมรับ วันนี้เป็นวันมหามงคลเป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันสงกรานต์ของไทย ขอให้ทุกคนประสบแต่ความโชคดี มีสุขภาพแข็งแรง มั่นคงยั่งยืน และรวยๆๆ กันทุกคนสาธุ รวยไม่ไหวแล้วใช่ไหม“

ทางด้านนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ได้เดินทางไปที่บ้านเรือน ไทยเพื่อรดน้ำขอพร นายประภัตร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แต่งบทกลอนอวยพร ให้แก่นายประภัตร และกว่าวว่าในนามพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ขอกราบส่งความปรารถนาดีและความสุขสวัสดีมาให้ท่าน ตลอดระยะเวลาที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและสติปัญญาในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวมและเป็นที่เคารพศรัทธาของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ไทย ขอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดลบัลดาลให้ท่านประสบแต่ความสุขความเจริญมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้า ที่ทุกประการ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

พล.ต.ต.พิสิฐ ฯ รอง ผบช.ภ.7 ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม จุดบริการประชาชน พร้อมมอบเงินเยียวยาให้กับเจ้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับเหตุบาดเจ็บ หรือทุพพลภาพ ตาม โครงการครอบครัวตำรวจ “เราไม่ทิ้งกัน”

พล.ต.ต.พิสิฐ ฯ รอง ผบช.ภ.7 ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม จุดบริการประชาชน พร้อมมอบเงินเยียวยาให้กับเจ้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับเหตุบาดเจ็บ หรือทุพพลภาพ ตาม โครงการครอบครัวตำรวจ “เราไม่ทิ้งกัน”

เมื่อวันนี้ 14 เมษายน 2569 ที่ บ้านพักสาธารณสุข ต.พนมทวน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ. ธวัชชัย นรสิงห์ ผกก.สภ.พนมทวน ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือทุพพลภาพ จากการปฏิบัติหน้าที่ ตามโครงการ ครอบครัวตำรวจ “เราไม่ทิ้งกัน” มอบเงินช่วยเหลือ ให้กับ ร.ต.อ.วรวีร์ ปานรอด รอง สว.(สส.) กก.สืบสวน บก.สส.ภ.7

พร้อมกันนั้น ได้ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน มอบ น้ำ และเครื่องดื่มชูกำลัง ของอุปโภคบริโภค ให้กับจุดตรวจบริการประชาชน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน และดูแลบริการ ประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

ผู้ว่าสุพรรณบุรี ติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน PM2.5

สุพรรณบุรี – ผู้ว่าสุพรรณบุรี เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถาน การณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พร้อมยกตัวอย่างการทำนาแบบไม่เผาตอซังข้าว

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี 16 เมษายน 2569 นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณ บุรี เป็นประธานการติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยมีนายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, พ.อ. ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ รอง ผอ.รมน.จังหวัดสุพรรณบุรี, นายกัมปนาท กลิ่นเสาวคนธ์ ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี, หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, นายอำเภอทุกอำเภอ อบจ. อปท. และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพลายแก้ว ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี

จากการรายงานของหน่วยงาน ทราบว่าขณะนี้แนวโน้มสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จุดความร้อน (Hotspot) จำนวน 545 จุด โดยเป็นพื้นที่เกษตร 109 จุด พื้นที่เผาไหม้ สภาพอากาศ การก่อสร้างและการเผาพื้นที่สองข้างทาง ข้อมูลการเผาในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการเผาในเขตพื้นที่วัด ด้านการเผาในเขตพื้นที่โรงเรียนประถม และมัธยมศึกษา รวมทั้ง ด้านทรัพยากร และเครื่องจักรกลสาธารณภัย และการสนับสนุนการปฏิบัติ

นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาแนวทางการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถาน การณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ยกตัวอย่าง นายชัยพร พรหมพันธุ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินและเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ (ปี 2538) จากอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้นแบบของ “ชาวนาเงินล้าน” ที่ประสบความสำเร็จจากการทำนาแบบไม่เผาตอซังข้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้ (1) การไถกลบตอซัง แทนที่จะเผาทิ้งซึ่งเป็นการทำลายหน้าดิน วิธีไถกลบตอซังและฟางข้าวเพื่อให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย (2) ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย มีการผลิตและใช้จุลินทรีย์จากป่าหรือน้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นเพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายตอซังให้เร็วขึ้น ทำ ให้สามารถเตรียมพื้นที่ทำนารอบต่อไปได้ทันโดยไม่ต้องเผา


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ชื่นมื่น ! เทศกาลสงกรานต์บ้านกรูด 2569 ยิ่งใหญ่ สนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ประจวบคีรีขันธ์ – ชื่นมื่น ! เทศกาลสงกรานต์บ้านกรูด 2569 ยิ่งใหญ่ ขบวนแห่นางสงกรานต์ตระการตา การแสดงขบวนนางรำ สืบสานประเพณีทำบุญตักบาตร และรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุสนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วันที่ 16 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ณ ชายหาดบ้านกรูด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ เป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม โดยในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความสนุกสนานและความอบอุ่นในครอบครัว

ไฮไลต์สำคัญของงาน ขบวนแห่นางสงกรานต์สุดอลังการ ซึ่งตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยดอกไม้ และสัญลักษณ์นางสงกรานต์ประจำปี งานฝีมือของพนักงานเทศบาลตำบลบ้านกรูด โดยนางสงกรานต์ในปีนี้มาในชุดไทยประยุกต์ที่สะท้อนถึงความอ่อนช้อยของศิลปะท้องถิ่น โดยเคลื่อนขบวนไปตามถนนเลียบชายหาดบ้านกรูด ท่ามกลางเสียงดนตรีไทยเถิดเทิง และขบวนนางรำสวยงาม ที่สร้างความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

​พิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ณ บริเวณศูนย์การท่องเที่ยวชายหาดบ้านกรูด เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและสืบสานประเพณีอันดีงาม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยคณะบริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ผู้นำชุมชน พนักงานเทศบาล และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมรดน้ำขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่ไทย กิจกรรมความบันเทิงและวัฒนธรรม​ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นเลิศรสของชาวบางสะพาน

โดยนายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด ระบุว่า การจัดงานในปีนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และตอกย้ำให้บ้านกรูดเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสสงกรานต์แบบวิถีไทยดั้งเดิม “สงกรานต์บ้านกรูดปีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุกจากการเล่นน้ำ แต่คือการกลับมาเจอกันของครอบครัวและการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ของพวกเราให้คงอยู่สืบไป”

โดยคณะผู้จัดงาน ได้เตรียม​มาตรการดูแลความปลอดภัย โดย สมาชิก อปพร.ทต.บ้านกรูด บูรณาการร่วมกับ​เจ้าหน้าที่ตำรวจ อส.และชรบ. รวมถึงหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ทต. บ้านกรูด ได้สนธิกำลังดูแลความเรียบร้อยรอบบริเวณงาน โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยทางถนน และทางน้ำ รวมถึงรณรงค์ “เมาไม่ขับ” เพื่อให้เทศกาลแห่งความสุขนี้มีแต่รอยยิ้มและความปลอดภัยของทุกคน จึงนับเป็นอีกหนึ่งพิกัดสงกรานต์ที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างไม่เสื่อมคลาย



ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0623644468

งานประเพณีสงกรานต์บูรพาจารย์หลวงปู่โพธิ์ ชมการแสดงโขนฟรี ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สุพรรณบุรี – วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จัดงานประเพณีสงกรานต์บูรพาจารย์หลวงปู่โพธิ์ ทอดผ้าป่าสามัคคี สมทบทุนการก่อสร้างเมรุเผาศพ มีการแสดงโขน ฟรี ตอน ยกรบ, ถวายลิง, หนุมานชูกล่อง ในงานมีบูธอาหารคาว หวานและเครื่องดื่มมาเลี้ยงฟรี

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงานประเพณีสง กรานต์บูรพาจารย์หลวงปู่โพธิ์ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนางสาวนนท์พรรณ ซึงเกิดพงษ์ธนัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลรั้วใหญ่ กล่าวรายงาน, มีนางสาวณัฐริกา แก่นพุทธ นางสุจิตรา ขาวประเสริฐ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี, ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา, ผศ.ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี, นายวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจัง หวัดสุพรรณบุรี, นายเชาวลิต ทวีไทย รองประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้นำชุมชนและประชาชน ร่วมงานจำนวนมาก

โดยพระครูศรีรัตนวิภูษิต เจ้าคณะตำบลโคกโคเฒ่า เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ร่วมกับคณะกรรมการวัด ศิษย์ยานุศิษย์ นายอาทิตย์ สุริยะพันธุ์พงศ์ (เฮียหนุ่ม) เจ้าของร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ “ศรีประจันต์วัฒนยนต์ สามชุกวัฒนยนต์” และผู้นำชุมชน ร่วมกันจัดงานประเพณีสงกรานต์บูรพาจารย์หลวงปู่โพธิ์ ทอดผ้าป้าสามัคคี ขึ้นเพื่อสมทบทุนการก่อสร้างเมรุหลังใหม่ทดแทนเมรุหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม

ภายในงานมีการแสดง ระบำสุพรรณภูมิ จากวิทยาลัยนาฏศิลป์สุพรรณบุรี /การรำถวาย จากกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 100 คน ชมการแสดงโขน ตอน ยกรบ, ถวายลิง, หนุมานชูกล่อง และยังมีบูธอาหารคาว หวาน และเครื่องดื่มมาให้ผู้ที่มาร่วมงานได้รับประทานฟรี มีการออกร้านแสดงสินค้าและการแสดงมหรสพให้ประชาชนได้ชมฟรี

งานวันบูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาส จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปี พ.ศ.2569 นี้ เป็นครบรอบวันละสังขาร หลวงปู่โพธิ์ ญาณรังสี ครบ 30 ปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระครูศรีรัตนาภิรักษ์ (หลวงปูโพธิ์ ญาณรังสี) บูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนจึงได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศล จัดให้มีการแสดง โขน แสดงโดยคณะครูอาจารย์ลูกหลานวิทยาลัยนาฏศิลป์ สุพรรณบุรี เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเอาไว้ให้คงอยู่สืบไป

สำหรับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นวัดสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นโบราณสถานสำคัญที่ทรงคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม เป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเชื่อมสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยามาแต่อดีต มีโบราณสถาน พระปรางค์วัดพระศรีรัดนมหาธาตุ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ มีสถาปัตยกรรมและศิลปะที่งดงาม ที่บูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิได้สร้างวัดนี้เป็นพุทธบูชา แต่ด้วยพิษภัยสง คราม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานับร้อยปี ในกาลต่อมาได้มีพระสงฆ์ได้เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์ โดยมีพระอธิการยุทธและพระครูศรีรัตนาภิรักษ์ (หลางปู่โพธิ์ ญาณรังสี) ได้บูรณะซ่อมแซมวัดจนมีพระสงฆ์กลับมาจำพรรษามาถึงทุกวันนี้


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ยังหนัก ไฟป่ามรดกโลก-ป่าชะอำ จนท.สู้สุดกำลัง ขณะที่ป่าชะอำบ้านโรงต้านไม่ไหวประกาสปิดป่าห้ามเข้าพื้นที่เด็ดขาด ฝ่าฝืนดำเนินคดีเด็ดขาด

ยังหนัก ไฟป่ามรดกโลก-ป่าชะอำ จนท.สู้สุดกำลัง ขณะที่ป่าชะอำบ้านโรงต้านไม่ไหวประกาสปิดป่าห้ามเข้าพื้นที่เด็ดขาด ฝ่าฝืนดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 17 เมษ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ลงพื้นที่บัญชาการและวางแผนการดับไฟป่า นายศักดิ์นเรนทร์ อยู่สมบูรณ์ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าแก่งกระจาน (ตอนบน) ชุดปฏิบัติการดับไฟป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระ จาน ร่วมลงพื้นที่ติดตามสั่งการรและวางแผนการดับไฟป่า ในพื้นที่ห้วยเสือกัดช้าง (ค่ายตาพันบน) ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี โดยมี เจ้าหน้าชุดปฏิบัติการดับไฟป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าแก่งกระจาน (ตอนบน) เข้าร่วมพร้อมสนับสนุนมอบเสบียงอาหาร และน้ำดื่มให้แก่เจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่

โดยเจ้าหน้าชุดปฏิบัติการดับไฟป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จำนวน 15 นาย ประกอบด้วย ชุดปฏิบัติการดับไฟป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าสถานีควบคุมไฟป่าแก่งกระจาน (ตอนบน) เครือข่าย อส.อส.บ้านพุน้ำร้อน, บ้านสาลิกาและบ้านห้วยกระซู่ โดยแบ่งกำลังออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่1ทำหน้าที่ลำเลียงเสบียง อาหาร น้ำดื่ม และน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าพื้นที่, ชุดที่ 2-3 เข้าปฏิบัติงาน 2 ฝั่งในพื้นที่ เพื่อจัดทำแนวกันไฟล้อมรอบพื้นที่ป่า และปฏิบัติงานดับไฟป่าด้วยการดับตรง ทำแนวกันไฟบริเวณสันห้วยขม ทำแนวกันไฟมาชนกันบริเวณสัน 1143

สถานการณ์เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งควบคุมไฟป่าอย่างเต็มกำลัง เนื่องจากพื้นที่เผาไหม้ลุกลามเป็นวงกว้าง ประกอบกับสภาพพื้นที่สูงชันและเป็นป่ารกทึบ ทำให้การเข้าปฏิบัติงานต้องใช้การเดินเท้าอย่างบากลำบาก และการจัดทำแนวกันไฟมีระยะทางยาว ด้านป่าสงวนแห่งชาติป่าชะอำ-ป่าบ้านโรง จังหวัดเพชรบุรี ได้เกิดไฟป่ามาตั่งแต่ 10-17 เมย. ที่ผ่านมาส่งผลให้พื้นที่เสียหายไปกว่า 700 ไร่

ล่าสุดนายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าพื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรง ได้ออกหนังสื่อประกาศพื้นที่ป่าเตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรง บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าชะอำ-ป่าบ้านโรง จังหวัดเพชรบุรี ห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปในเขตพื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรง ยกเว้นมีเหตุจำเป็นให้ประสานแจ้งชื่อสกุลเลขบัตร ปชช.เบอร์โทรศัพท์บริเวณ และสาเหตุที่จะเข้าไป ต่อเจ้าหน้าที่ของพื้นที่ฯ กำนัน ผู้ใหญ่บ้า หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำจุดเฝ้าระวังไฟป่า/จุดตรวจ เพื่อให้พิจารณาอนุญาตเป็นกรณีไป

หากพบบุคคลใดฝ่าฝืนและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตพื้น ที่เตรียมการฯเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรง บริเวณป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชะอำและป่าบ้านโรง มีความผิดตามกฎหมายจะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด หากพบมีการเผาในบริเวณใกล้เคียงกับเขตพื้นที่เตรียมการฯเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโรงและเกิดไฟไหม้ลุกลามเข้าไปในเขตพื้นที่เตรียมการฯเขตห้ามล่าสัตว์ป่าจะมีความผิดตามกฎหมาย ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป


/บรรณรต จ.เพชรบุรี