“อนุรักษ์กำลังรบ” เยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจ ดูแลกาย-ใจ เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

“อนุรักษ์กำลังรบ เยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจ ดูแลกาย-ใจ เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กอง ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 ได้เดินทางเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลของกองทัพบก ที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อแสดงความห่วงใย และยกย่องในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างสุดความสามารถ พร้อมทั้งพบปะให้กำลังใจแก่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด ณ โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ได้พูดคุยสอบถามอาการ พร้อมมอบกำลังใจแก่กำลังพลทุกนาย โดยยืนยันว่ากำลังพลมีขวัญกำลังใจเข้มแข็ง แม้ได้รับบาดเจ็บแต่ยังคงเปี่ยมด้วยหัวใจนักรบ และตั้งใจแน่วแน่ว่าเมื่อรักษาตัวจนหายดีแล้ว จะขอกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าเคียงข้างเพื่อนทหารเช่นเดิม สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งมีการเข้าเยี่ยมจำนวน 3 นาย ได้แก่

  1. สิบเอก นราวิชญ์ อ้วนโพธิ์กลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 โดยได้รับบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าขาท่อนล่างซ้าย และบริเวณโหนกแก้มซ้าย จากอาวุธยิงสนับสนุนของข้าศึก (ไม่ทราบชนิด)
  2. พลทหาร ปรมินทร์ สุวรรณโภชน์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 โดยได้รับบาดเจ็บจากการได้รับบาดเจ็บจากถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณซี่โครงด้านซ้าย จากอาวุธยิงสนับสนุนของข้าศึก (ไม่ทราบชนิด)
  3. พลทหาร ภาณุวัฒน์ เงินนา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 4 ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณสะโพกด้านขวา กระดูกสะโพกร้าวจากอาวุธยิงสนับสนุนของข้าศึก (ไม่ทราบชนิด)

ขณะเดียวกัน ได้ให้กำลังใจแก่ญาติและครอบครัวของกำลังพล โดยย้ำว่ากองทัพบกพร้อมดูแลทหารทุกนายเสมือนสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ทั้งด้านการรักษาพยาบาล สิทธิสวัสดิการ และความเป็นอยู่ของครอบครัวอย่างเต็มที่ โดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติยังคงติดตามอาการผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ได้กล่าวชื่นชมและยกย่องความกล้าหาญ ความเสียสละ และความทุ่มเทของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมกำชับให้ผู้บังคับหน่วยดูแลสิทธิ สวัสดิการ และครอบครัวของกำลังพลอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง

โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ยังคงยืนหยัดปฏิบัติภารกิจในการสนับสนุนแนวหน้าอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการดูแลรักษาและเอาใจใส่กำลังพลผู้เสียสละอย่างดีที่สุด เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความเข้มแข็ง และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติสืบไป


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 ต้อนรับ ผอ.อผศ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหารผ่านศึกในจังหวัดเชียงราย

มทบ.37 ต้อนรับ ผอ.อผศ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหารผ่านศึกในจังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 และหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย ได้ให้การต้อนรับ พลเอก กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมด้วยคุณจิตตานันท์ นิกรยานนท์ นายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะอย่างอบอุ่น ณ พื้นที่จังหวัดเชียงราย

การมาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจเยี่ยมและพบปะทหารผ่านศึกและครอบครัวในเครือข่ายทหารผ่านศึก เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ให้การดูแลด้านการสงเคราะห์ ตลอดจนติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและเชิดชูเกียรติแก่ทหารผ่านศึกผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง

มทบ37 #องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก #อผศ #ทหารผ่านศึก #เชียงราย #ดูแลทหารผ่านศึก #พลเอกกานต์นาทนิกรยานนท์ #พลตรีจักรวีร์เสนีย์วรยุทธ์ #ผู้เสียสละเพื่อชาติ #สังคมห่วงใย


ศูนย์ประชาสัมพันธ์
มณฑลทหารบกที่³⁷

นายหลิว จงอี้ ร่วมหารือกองทัพบก ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไซเบอร์สแกม เผยรัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

นายหลิว จงอี้ ร่วมหารือกองทัพบก ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไซเบอร์สแกม เผยรัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 พลเอก ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Public Security – MPS) พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถาน การณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ซึ่งในระหว่างการหารือ พลเอก ดิเรก บงการ กล่าวว่าปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พลเอก ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ทางด้านนายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่าปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิด ที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทางจีนได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ ดังนั้นจึงขอให้ทั้งสองประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ทต.เวียงยอง จัดโครงการอบรมและศึกษาเรียนรู้ สืบสานแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ณ เขตพื้นที่ จ.ลำพูน จ.ชลบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา

เทศบาลตำบลเวียงยอง จัดโครงการอบรมและศึกษาเรียนรู้ สืบสานแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ณ เขตพื้นที่จังหวัดลำพูน จังหวัดชลบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 น. ณ หอประชุมเทศบาลตำบลเวียงยอง เทศบาลตำบลเวียงยอง นำโดย นางสาวสิริมาพร รัตนภูมิสิริ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงยอง เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการอบรมและศึกษาเรียนรู้ สืบสานแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2568 ณ เขตพื้นที่จังหวัดลำพูน จังหวัดชลบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาเรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พร้อมทั้งเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จังหวัดกรุงเทพมหา นคร เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมี นายเสกสรร สาคร รองนายกเทศมนตรีตำบลเวียงยอง นางสาวคณัสนันท์ บุญมาทัน เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลเวียงยอง พร้อมด้วย นายสมบูรณ์ สมสาร ประธานสภา สมาชิกสภา, นางอริสา ขำชัยภูมิ ปลัดเทศบาล หัวหน้าสำนักปลัด, ผอ.กอง หัวหน้าฝ่าย พนักงานและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเวียงยอง ร่วมกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนตำบลเวียงยอง เข้าร่วมอบรมโครงการดังกล่าวฯ

ทั้งนี้ได้มีการซักซ้อม และทำความเข้าใจพร้อมกับนัดหมายเวลา เพื่อเดินทางไปศึกษาเรียนรู้กิจกรรมตามโครงการในเขตพื้นที่ จังหวัดชลบุรีและเขตพื้นที่พระนครศรีอยุธยา


นที มีเดช รายงาน

“พิพัฒน์” เปิดตัว 3 ขุนพลภูมิใจไทย พื้นที่ประจวบฯ ส่งผู้ใหญ่บ้านคนดังเข้าชิงเขต2 รับศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

“พิพัฒน์” เปิดตัว 3 ขุนพลภูมิใจไทย พื้นที่ประจวบฯ ส่งผู้ใหญ่บ้านคนดังเข้าชิงเขต2 รับศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69
 

18 ธ.ค.68 มีรายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยพื้นที่ภาคใต้ เดินหน้าขยายฐานเสียงลงพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 3 เขตอย่างเป็นทางการ ชูนโยบายพูดแล้วทำ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69  โดยการเปิดโผ 3 ผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย เขต 1: นายสังคม แดงโชติ (ส.ส. ลูกหิน) อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิม 1 สมัย พร้อมลงป้องกันแชมป์ด้วยผลงานที่ประจักษ์ มุ่งดูแลพื้นที่ อ.เมืองประจวบฯ, อ.กุยบุรี, อ.สามร้อยยอด และ ต.ปากน้ำปราณ และพร้อมเปิดตัวผู้สมัครเขต 2: นายอำนวย สุดกระแสร์ (ผู้ใหญ่เปี๊ยก) ผู้ใหญ่บ้านคนดังขวัญใจชาวบ้านปราณบุรี ตัดใจถอดเครื่องแบบปกครอง ขออาสาขยับขึ้นมาดูแลระดับเขต ครอบคลุมพื้นที่ อ.หัวหิน  อ.ปราณบุรี ขณะที่เขต 3: นายพงษ์พันธ์ เผ่าประธาน (นายกเดียร์) นายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก นักการเมืองท้องถิ่นฝีมือดีที่ตัดสินใจสวมเสื้อภูมิใจไทยลงชิงชัยในพื้นที่ ต.ห้วยทราย, อ.ทับสะแก, อ.บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย

ทั้งนี้การขยับทัพของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถูกจับตามองว่าเป็น “บิ๊กแมตช์” ในพื้นที่ประจวบฯ เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างอดีต ส.ส. แชมป์เก่า และนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานรากแข็งแกร่ง เสริมทัพด้วยผู้ใหญ่บ้านคนดังขวัญใจชาวบ้านปราณบุรี อย่างมั่นใจเชื่อว่าจะสามารถกวาดที่นั่งพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยเพื่อผลักดันนโยบายการพัฒนาภาคใต้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแน่นอน

ขณะที่นายอำนวย สุดกระแสร์ ผู้ใหญ่เปี๊ยก ผู้ใหญ่บ้านคนดังขวัญใจชาวบ้านปราณบุรีเปิดเผยว่า  จากประสบการณ์ในการทำงานคลุกคลีกับพี่น้องประชาชนในฐานะ “ผู้ใหญ่บ้าน” มาอย่างยาวนาน ได้สัมผัสถึงปัญหาที่เป็นหัวใจสำคัญนั่นคือ “ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชา ชน” บ่อยครั้งที่นโยบายจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจและการทำงานที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน จนกรายเป็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อาจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจขออาสาเข้ามารับหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะเชื่อว่าประจวบฯ ต้องการคนที่เข้าใจปัญหาจากรากหญ้า และกล้าที่จะเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง 


นัครินทร์/รายงานข่าว

“ผู้กองมายด์” ตำรวจหญิงจราจรโคราช กับบทบาทจริงบนท้องถนน เสน่ห์จากความตั้งใจ และหัวใจของตำรวจยุคใหม่

นครราชสีมา – ท่ามกลางกระแสโซเชียลมีเดียที่มักหยิบยกภาพลักษณ์ “ตำรวจหญิงคนสวย” มาเป็นจุดสนใจ ชื่อของ ร.ต.อ.พัชรมณฑ์ ทองนำ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “ผู้กองมายด์” รองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา คือหนึ่งในนายตำรวจหญิงที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังรอยยิ้มและความน่าชื่นชมบนโลกออนไลน์ คือบทบาทหน้าที่ที่หนักหน่วงและความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนนับแสนคนในเมืองใหญ่แห่งอีสาน

บทบาทจริงของตำรวจจราจรหญิงในเมืองใหญ่

ผู้กองมายด์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองสารวัตรจราจร สภ.เมืองนครราชสีมา รับผิดชอบทั้งงานอำนวยการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมถึงการลงพื้นที่ภาคสนาม ดูแลความเรียบร้อยบนท้องถนนและให้บริการประชาชนในชีวิตประจำวัน
เธอเล่าว่า งานจราจรในเมืองใหญ่อย่างโคราชมีความท้าทายสูง ทั้งปริมาณรถที่หนาแน่น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงพฤติกรรมผู้ขับขี่ที่หลากหลาย สิ่งสำคัญคือความอดทน การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และการสื่อสารที่เข้าใจประชาชนควบคู่กันไป

ตำรวจหญิงกับภารกิจที่ต้องใช้ทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยน

ในฐานะตำรวจหญิง งานภาคสนามย่อมต้องใช้ความรอบคอบเป็นพิเศษ ทั้งด้านความปลอดภัยและการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ผู้กองมายด์มองว่านี่ไม่ใช่อุปสรรค กลับเป็นจุดแข็งที่สามารถใช้ความสุภาพ ความใจเย็น และการสื่อสารอย่างนุ่มนวลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหลายครั้ง เพียงการรับฟังด้วยความเข้าใจ ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด และทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้น

ขวัญใจโซเชียล กับความคาดหวังที่ต้องแบกรับ

กระแสในโลกออนไลน์ที่ทำให้เธอถูกยกให้เป็น “ตำรวจสวย ขวัญใจโซเชียล” ผู้กองมายด์มองในแง่บวกว่าเป็นกำลังใจในการทำงาน และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้เห็นมุมการทำงานของตำรวจที่ใกล้ชิดมากขึ้น แม้จะยอมรับว่ามีความกดดันอยู่บ้าง เพราะต้องระมัดระวังทั้งการทำงานและการวางตัว แต่เธอก็ถือว่านี่คือแรงผลักดันให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สมกับเครื่องแบบที่สวมใส่

โซเชียลมีเดีย เครื่องมือสร้างความเข้าใจ

สำหรับผู้กองมายด์ โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่พื้นที่แสดงตัวตน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของตำรวจจราจร ทั้งการแจ้งข่าวสภาพการจราจร เส้นทางเลี่ยง จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และการให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร สิ่งที่เธออยากสื่อสารกับประชาชนมากที่สุด คือการใช้ถนนอย่างมีวินัย เคารพกฎจราจร และตระหนักถึงความปลอดภัย เพราะอุบัติเหตุสามารถป้องกันได้ หากทุกคนร่วมมือกัน

ภาพจราจรโคราช กับปัญหาที่ต้องร่วมแก้

ปัญหาที่พบได้บ่อยในเขตเมืองนครราชสีมา คือการจอดรถกีดขวางทาง การฝ่าฝืนสัญญาณไฟ และการขับขี่ด้วยความประมาท โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ผู้กองมายด์ฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า ขอให้เคารพกฎจราจร มีน้ำใจต่อกัน และไม่ประมาท เพราะความสูญเสียจากอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที

ตำรวจยุคใหม่ ในมุมมองของผู้กองมายด์

เธอให้นิยาม “ตำรวจยุคใหม่” ว่าคือผู้ที่ทำงานอย่างโปร่งใส ทันสมัย เข้าใจประชาชน และพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลง หัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น คือความจริงใจ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตำรวจอยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริง

แรงบันดาลใจจากครอบครัว สู่เส้นทางชีวิตราชการ

แรงบันดาลใจในการเลือกอาชีพตำรวจของผู้กองมายด์ เริ่มต้นจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากให้ลูกสาวมีอาชีพมั่นคง และเติบโตเป็นคนเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน เธอเองก็มีความตั้งใจอยากเป็นผู้ให้ อยากดูแลความปลอดภัยของสังคม หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอยืนยันว่าจะเลือกเส้นทางนี้เหมือนเดิม เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดในจังหวะชีวิตนั้น และทุกวันที่ได้ช่วยเหลือประชาชน คือความภูมิใจของชีวิตราชการ

ฝากถึงเยาวชนและผู้หญิงรุ่นใหม่

ผู้กองมายด์ฝากถึงเยาวชนและผู้หญิงที่ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจว่า ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ แต่อยู่ที่ความตั้งใจและความรับผิดชอบ ตำรวจหญิงในยุคปัจจุบันต้องมีทั้งความเข้มแข็งทางจิตใจ วินัย ความเมตตา และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวให้ทันโลกและยืนหยัดในอาชีพอย่างภาคภูมิ


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

เปิดภาพ บ้านเรือนเสียหายกว่า 60 หลัง จากเหตุปะทะชายแดน ย้ำประชาชนอย่าเพิ่งกลับพื้นที่ รอฟังประกาศทางการ

เปิดภาพ บ้านเรือนเสียหายกว่า 60 หลังจากเหตุปะทะชายแดน ย้ำประชาชนอย่าเพิ่งกลับพื้นที่ รอฟังประกาศทางการ

วันนี้ 19 ธันวาคม 2568 ได้รับรายงานจาก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากสถาน การณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุดฝ่ายปกครองลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งภายใต้การอำนวยการของ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ ได้มอบหมายให้ นายจำนงค์ ยอดย้อย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ลงพื้นที่ตรวจสอบหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่ ตำบลภูผาหมอก หมู่ที่ 4 มีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 1 หลัง และเสียหายบางส่วน 5 หลัง รวม 6 หลัง

ขณะที่ ตำบลเสาธงชัย ได้รับผลกระทบหนักในหลายหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 เสียหายทั้งหลัง 7 หลัง และเสียหายบางส่วน 30 หลัง หมู่ที่ 4 เสียหายทั้งหลัง 1 หลัง และเสียหายบางส่วน 19 หลัง หมู่ที่ 6 เสียหายบางส่วน 2 หลัง และหมู่ที่ 12 เสียหายบางส่วน 1 หลัง รวมความเสียหายทั้งหมดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 9 หลัง และเสียหายบางส่วน 57 หลัง รวมกว่า 60 หลังคาเรือน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ทางอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขอแจ้งเตือนประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ ยังไม่เดินทางกลับเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด เนื่องจากสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย พร้อมขอให้ติดตามและรับฟังข้อมูลข่าวสาร คำแนะนำ และประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์และวางแผนให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไปผ่านช่องทางของทางราชการ


ขอบพระคุณทีมข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ รายงาน

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวบแรงงานเถื่อนกลางป่า 43 ชีวิต ค่าหัว 2 หมื่น แลกทำงานมาเลเซีย

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวบแรงงานเถื่อนกลางป่า 43 ชีวิต ค่าหัว 2 หมื่น แลกทำงานมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ บูรณาการกับ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชุดปฏิบัติการข่าวในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน จ.กาญจนบุรี เข้ามายังพื้นที่ตอนใน

จึงสั่งการให้ พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชาย แดนที่ 134, สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี, และฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ร่วมกันลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่ที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว

ต่อมาเวลา 08.30 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมกันลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจ สังเกตพบบุคคลลักษณะคล้ายต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก หลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายเขา บ้านยางขาว ม.4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงได้นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ พบกลุ่มบุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายสัญชาติเมียนมา จำนวน 43 คน (ชาย 34 คน, หญิง 9 คน) ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทย และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ทั้งหมด

จากการซักถามผ่านล่าม ทราบว่า บุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายทั้งหมด เดินทางมาจาก เมืองพญาตองซู ประเทศเมียนมา ลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ บ้านบ่อญี่ปุ่น อ.สังขละบุรี หลังจากนั้นใช้เส้นทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ เลี่ยงจุดตรวจจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยทั้งหมดให้การสารภาพว่าต้องการลักลอบหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยและผ่านไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะจ่ายค่าจ้างให้กับนายหน้าที่จัดหาแรงงานจำนวนคนละ 20,000 บาทต่อคน โดยจะเสียค่าใช้จ่ายเมื่อถึงปลายทางแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จัดทำข้อมูลประวัติ และควบคุมตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่ง สภ.สังขละบุรี เพื่อขยายผลการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


#/// กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ม.ราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ ม.ราชภัฏนครปฐม

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ณ ห้องประชุม อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองเจ้ากรมการสัตว์ทหารบก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ผู้แทนนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ

ในการนี้ องคมนตรี รับฟังรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปี 2568 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม อีกทั้งผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระบรมราโชบายด้านการพัฒนาท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้ง 5 คณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนกิจการนักศึกษาของมหาวิทยา ลัย รับฟังข้อเสนอแนะในการพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาท้องถิ่นแก่ชุมชนในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัย ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดสมุทร สาครให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพบผู้นำนักศึกษา ประธานสภานักศึกษา นายกองค์ การนักศึกษา และนายกสโมสรแต่ละคณะ

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หมู่บ้านสุขสบาย ตำบลลำเหย อำเภอตอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และพัฒนาท้องถิ่นอย่างยังยืน

โดยบูรณาการการทำงานใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการจุลินทรีย์และสารสกัดจากพืชเพื่อการผลิตกระชายแบบชีววิธี เพื่อแก้ปัญหาโรครากเน่า ณ พื้นที่ตำบลลำเหย 2. ด้านการศึกษา ดำเนินโครงการพัฒนาผู้บริหาร ครูประจำการ ครูพี่เลี้ยงศิษย์เก่า โรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้เป็นนวัตกรทางการศึกษาตามสมรรถนะ PTRU MODEL เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ณ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครปฐม 3. ด้านสังคม ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก : การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการจัดตั้งและส่งเสริมการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุ นำไปสู่การพัฒนาด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุ ณ พื้นที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม และ 4. ด้านสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการการเตรียมการเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน : การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้ เพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในชุมชน ณ พื้นที่ชุมชนชนสุขสบาย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่นในชุมชนเขตพื้นที่บริการ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่อง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ชี้แจงกรณีลูกเสือโคร่งที่ตรวจยึดได้ ไม่ใช้ค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ คาดได้รับข้อมูลจาก บุลคลที่ 3 ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ชี้แจงลูกเสือโคร่งที่ตรวจยึดได้ ไม่ใช้ค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ คาดได้รับข้อมูลจากบุลคลที่3ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

จากกรณีเพจเฟสบุ๊ค ได้โพส์ข้อความว่า ผมเพิ่งพบรายงานเหตุ การณ์ลักลอบนำเข้าเสือโคร่ง เพศเมีย อายุ 1 ปี ข้ามจากฝั่งพม่า บริเวณฐานปฏิบัติการหกพันไร่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แต่กลับมีสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นตามมาด้วยพฤติกรรมของเหตุการณ์ มีรายงานว่าพบชาวต่างชาติรายหนึ่ง มีชื่อเป็นเจ้าของมูลนิธิเกี่ยวกับสัตว์ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าสัตว์ครั้งนี้

ล่าสุดช่วงเย็นวันนี้ 18 ธ.ค. นายเอ็ดวิน วีค ที่ปรึกษาคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า จ.เพชรบุรี ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 16 ธันวาคมช่วงเย็น ได้มีทหารกะเหรี่ยง knu ประสานเข้ามาแจ้งว่าต้องการให้ทางมูลนิธิฯ ช่วยเหลือลูกเสือจำนวน 1 ตัว จนตนทราบว่ากะเหรี่ยง knu มาถึงพื้นที่จริงในวันนั้น จึงเดินทางไปดูในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 17 ธ.ค.ช่วงเช้า จึงเดินทางไปถึงใกล้สถานที่ที่นัดกันไว้ ติดกับชายแดนมากเกินไป ก่อนที่ตนจะแจ้งว่าให้ย้ายจุดมาพบกันที่ใกล้กับฐานปฏิบัติการหกพันไร่ของเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงรถของกะเหรี่ยง knu ได้ขับเข้ามาถึงจุดใกล้ฐานทหาร โดยที่บริเวณท้ายกระบะมีเสือมาด้วย 1 ตัวอยู่ในกรง ตนจึงเข้าไปดูตรวจสอบอาการพบว่าเสือตัวดังกล่าว ไม่มีอาการป่วยและไม่มีอันตรายใดๆ ถึงชีวิต แต่เสือต้องมีเอกสารแต่กะเหรี่ยง knu ไม่มีเอกสารมาแสดง ตนจึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของทหาร กรมการปกครองในพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่ด่านไซเตส ให้มาร่วมตรวจสอบเสือตัวดังกล่าวด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ขอให้เราช่วยนำเสือออกจากกรงเพราะว่าไม่ปลอดภัย กรงเป็นสังกะสีบางๆและมีรู ก่อนทำการย้ายใส่กรงของมูลนิธิและเคลื่อนย้ายเสือไปที่ด่าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการจดบันทึกตรวจยึดเสือตัวดังกล่าว

ซึ่งเสือตัวนี้ทหารกะเหรี่ยง knu ได้นำเสือตัวนี้ขึ้นรถกระบะและขับเข้ามาในประเทศไทยเอง พอมาถึงพื้นที่ตนยังไม่ได้เปลี่ยนถ่ายเสือขึ้นรถของมูลนิธิจากนั้นประมาณอีกครึ่งชั่วโมงทางทหารกะเหรี่ยง knu ตัดสินใจว่าจะต้องรีบกลับเพราะ เขาเป็นทหารกะเหรี่ยงknu ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยได้ ซึ่งเรื่องระบบนี้ตนเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเราจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบก่อนตนไม่กล้ารับเสือเลย ซึ่งตนทำในพื้นที่ที่ชัดเจนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เพื่อเป็นพยานและเห็นเหตุการณ์จริงๆ ตนยังบอกเจ้าหน้าที่มูลนิธิทุกคนห้ามข้ามไปฝั่งนู้นเด็ดขาดเพราะว่าเราไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาต หลังจากมีกระแสข่าวออกมา ตนทราบเรื่องรู้สึกว่าเป็นข่าวเท็จเป็นข่าวที่ไม่ถูกต้อง ตนคิดว่าน่าจะได้รับข้อมูลจากบุคคลที่ 3 ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ

สำหรับมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าก่อตั้งมาเมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่โดนทำร้าย โดนอุบัติเหตุ หรือถูกทิ้ง. และให้ความรู้เด็กๆเยาวชนในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม. การดูแลสัตว์ป่าที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ป่าได้ หรือสัตว์ป่าที่ต้องรอเคลื่อนย้ายไปที่อื่นต่อเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่า ปัจจุบันมูลนิธิมีเสือโคร่งในความดูแลอยู่จำนวน 21 ตัว ที่ได้มาจากสวนสัตว์แห่งหนึ่งที่จังหวัดมุกดาหาร และสวนสัตว์ที่ปิดตัวแล้วที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนั้นยังมีสัตว์ อีกประมาณ 800 ชีวิต ที่ทำมูลนิธิให้การดูแลช่วยเหลืออยู่


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี