ผู้ว่าฯ นครปฐม ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนที่ได้รับทุนพระราชทาน มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ) รุ่นที่ 17 ปีงบประมาณ 2568

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนที่ได้รับทุนพระราชทาน มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ) รุ่นที่ 17 ปีงบประมาณ 2568 เพื่อติดตามและให้การสนับสนุนช่วยเหลือสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นางศิริลักษณ์ พึ่งเนียม รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัด คณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนที่ได้รับทุนพระราชทาน มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ) รุ่นที่ 17ปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ นางสาวฐิติมา วรรณนาค หมู่ที่ 8 ต.หนองงูเหลือม อ.เมืองนครปฐม กำลังศึกษาอยู่ โรงเรียนราชินีบูรณะ และนางสาวพนัชกร ชัยพงค์พันธ์ ต.ศรีษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม กำลังศึกษาโรงเรียนห้วยจรเข้วิทยาคม

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และรองผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการ ได้สอบถามถึงผลการเรียน สภาพความเป็นอยู่ การใช้จ่ายเงินทุน ปัญหาอุปสรรคในด้านต่างฯ รวมทั้งแนวทางการช่วยเหลือ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคของเหล่ากาชาดและชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้แก่นักศึกษาที่รับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ทั้งนี้ นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 17 ปีการศึกษา 2568 ของจังหวัดนครปฐม จะเข้าเฝ้าฯ รับทุนพระราชทานฯ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

สำหรับทุนพระราชทาน มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือ ม.ท.ศ. เป็นทุนการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2552 และต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นในปี 2553 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยที่เรียนดี มีความประพฤติดี และขาดแคลนโอกาส ให้ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นายกรัฐมนตรี เปิดที่ว่าการอำเภอบ้านลาด(หลังใหม่) ยกระดับการบริการประชาชน

นายกรัฐมนตรี เปิดที่ว่าการอำเภอบ้านลาด(หลังใหม่) ยกระดับการบริการประชาชน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารที่ว่าการอำเภอบ้านลาด (หลังใหม่) ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านลาด หมู่ที่ 3 ตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี โดยมี พระครูสุนทรวัชรกิจ, ดร. เจ้าคณะตำบลถ้ำรงค์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำรงค์, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาด ไทย, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนเข้าร่วมพิธี

โดยอำเภอบ้านลาด มีความจำเป็นต้องจัดหาพื้นที่สำหรับก่อสร้างที่ว่าการอำเภอบ้านลาดแห่งใหม่ โดยได้รับความเมตตาอุทิศที่ดินจากพระครูสุนทรวัชรกิจ ดร. เจ้าคณะตำบลถ้ำรงค์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำรงค์ จำนวน 12 ไร่ และจากนางปราณี ทองล่อน อีกจำนวน 3 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 15 ไร่ กรมการปกครองได้จัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นเงินทั้งสิ้น 29,087,000 บาท (ยี่สิบเก้าล้านแปดหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน) เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอบ้านลาด (หลังใหม่)

ทั้งนี้ อาคารที่ว่าการอำเภอบ้านลาด (หลังใหม่) ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สามารถรองรับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการพัฒนาศูนย์ราชการสะดวก และเป็นประโยชน์ต่อการบริการประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป


บรรณรต จ.เพชรบุรี

คณะอนุกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล หาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์

สุพรรณบุรี – คณะอนุกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่เก็บข้อมูลหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์

ที่สหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด อำเภอบางปลาม้า จังหวัดวัดสุพรรณบุรี นายชูชาติ อินสว่าง ประธานคณะอนุกรรมาธิการ และสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุพรรณบุรี นำคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านสหกรณ์ในภาคการเกษตร ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ร่วมประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ เกษตรและสหกรณ์ ตรวจบัญชีสหกรณ์ และธ.ก.ส.พร้อมกับได้ศึกษาปัญหาด้านสหกรณ์ในภาคสหกรณ์การ เกษตรของคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ในภาคการเกษตร

มีนายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุพรรณบุรี, นายเดชา นุตาลัย รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ, นายโชติชัย บัวดิษ /นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา /นายธนกร ถาวรชินโชติ /นายพิมาย คงทัน /นายทนา ต้องโพนทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ, นายไพศาล ไตรรัตน์โกศล /นายวินัย กสิรักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รังสรรค์ ปิติปัญญา/ นายสหพล สังข์เมฆ อนุกรรมาธิการ, นายมนูญ อยู่ดี อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ, นายชูชีพ เอื้อการณ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายชยานนท์ อัศวนิลศรี /นายศิริวรรธน์ ศรีม่วง/ นายนพพร อินสว่าง /นายสาธุ อนุโมทามิ /นายสมบัติ สายคำ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ

นายมนตรี เทพโพธา สหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี, นางสาวพจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี, นางวิไลพร ประพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุ,รี พ.จ.อ. เอกลักษณ์ พรมพาล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี, นายสุรินทร์ บุญมี ประธานสหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด, ผู้แทนจากสหกรณ์ ทั้ง 10 อำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม รวมกว่า 70 คน

โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อมูลสรุปเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ และร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินงานในประเด็นต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ในภาคการเกษตร ร่วมกับตัวแทนสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดสุพรรณบุรี

นายชูชาติ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าปัญหาเรื่องของหนี้สินของสหกรณ์และกฎหมายของสหกรณ์ที่บางทีอาจจะล้าสมัยไป จึงได้มีการตั้งเป็นอนุกรรมธิการสหกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตร ซึ่งวันนี้ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นครั้งแรก เพื่อมารับทราบประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อรับทราบทุกประเด็นปัญหา เพื่อจะนำประเด็ดปัญหาต่างๆเหล่านั้นไปสู่คณะกรรมาธิการชุดต่างๆและในสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์และการแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง

สำหรับปัญหาหลักๆคือการชำระหนี้ไม่ได้ เนื่องจากภาวะทางการเงินและฐานะทางการเงินสหกรณ์มีความผันผวน อันเนื่องมาจากกองทุนฟื้นฟูที่คิดว่าจะเข้ามาช่วยเกษตรกรเหมือนกันกับเราในการชำระหนี้ แต่เข้าใจว่าการสื่อสารไม่ตรงกัน เมื่อไม่ตรงกันสมาชิกจะมีความเข้าใจไขว้เขว คนที่สมาชิกกองทุนฟื้นฟูจะมาซื้อหนี้ไป แต่ปรากฏว่าคนที่ส่งดีๆ ก็จะมีปัญหาไปด้วย เนื่องจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน จึงจะได้มีการมาตกลงกันและแม้ว่าจะเอาตัวกองทุนฟื้นฟูเอาตัวสหกรณ์การเกษตรและเอาตัวส่วนงานราชการมาพูดคุยให้ตรงกัน มาจูนให้เข้าแนวนทางเดียวกัน เพื่อจะได้จุดหมายอย่างเดียว คือต้องการแก้ปัญหา เรื่องหนี้เรื่องสินให้กับสมาชิก ซึ่งก็ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ทุกคนอยากหมดหนี้หมดสิน จะได้สบายใจ ทุกวันนี้มีความเสี่ยงทุกๆ เรื่อง จึงอยากจะมาช่วยแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้น


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ฉาวอีกแล้ว !! พระครูวัดดัง แฝงกายเป็นพนักงานร้านเหล้านั่งปาร์ตี้ ไม่รอดถูกจับสึก

สุพรรณบุรี – ฉาวอีกแล้วพระครูวัดดังแฝงกายเป็นพนักงานร้านเหล้านั่งปาร์ตี้ ไม่รอดถูกจับสึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึก วันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เข้าตรวจสอบสถานบริการแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองสุพรรณบุรี หลังมีผู้ร้องเรียนว่ามีการเปิดเพลงเสียงดังรบกวนชาวบ้าน จึงเดินทางไปตรวจสอบตามที่ได้รับการร้องเรียน แต่เมื่อไปถึงพบชายหัวเกียน ใส่เสื้อปักชื่อร้าน เหมือนพนักงานบริการในร้าน เมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบทางร้าน ชาย 3 คน กลับเดินตัวสั่นหลบหนีเจ้าหน้าที่อย่างมีพิรุธ จึงเชิญตัวมาสอบถาม ตอนแรกอ้างเป็นหุ้นส่วนร้าน แต่เมื่อไปตรวจสอบในห้องน้ำ ในครัว พบเสื้อยืดสีขาวถูกถอดเปลี่ยนเป็นเสื้อของทางร้าน โดยพบบัตรห้อยคอ เป็นพระสอน ปฏิบัติวิปัสนากรรมฏฐาน สำหรับพระนวกะประจำปี พุทธศักราช 2568 คณะสงฆ์อำเภอสามชุก ระบุชื่อพระครูดิลกปัญญาภรณ์ จึงจำนนยอมรับว่าตนคือ พระครูดิลกปัญญาภรณ์ หรือ นายวัลลภ อายุ 53 ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดดังแห่งนึ่ง ใน อ.สามชุก ส่วนอีก 2 คน เป็นพระลูกวัด ใน อ.เมืองสุพรรณบุรี อายุ 58 ปี และ 47 ปี ซึ่งนัดกันมานั่งปาร์ตี้ดื่มกินกันที่ร้านแห่งนี้ โดยเบื้องต้น พบว่า พระครูดิลกปัญญาภรณ์ ขับรถเบนซ์ มาจอดที่ร้าน ส่วนพระอีก 2 รูป นำรถไปจอดที่วัดแห่งหนึ่ง จึงได้ไปตรวจสอบในรถที่ขับมา ต้องตะลึงพบบาตร ย่าม จีวร ของ พระ 2 รูป เหมือนเตรียมพร้อม เลิกปาร์ตี๊ ก็ แปลงร่าง ออกโปรดญาติโยมต่อได้ทันที

ซึ่งแหล่งข่าวกล่าวว่า ทั้ง 3 น่าจะมาปาร์ตี้กันประจำ เห็นได้จากการที่ เวลามาถึง นายวัลลภ จะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องนำ ใส่เสื้อพนักงานของร้าน ออกมานั่งดื่มกิน บางทีทำท่านั่งเคาเตอร์ หรือ ล้างแก้วน้ำ ตีเนียน เป็นพนักงานของทางร้านด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำทั้ง 3 คน ไปทำการลาสิขา ที่วัดโพธิ์คอย สึกจากการเป็นพระทันที ปราบอลัชชีในคราบผ้าเหลือง ไปได้ 3 ราย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ปี่กลองการเมือง เพิ่งเริ่มขยับ!

ปี่กลองการเมือง เพิ่งเริ่มขยับ! ชีพจรการเมืองแต่ละขั้วแต่ละพรรค เริ่มออกลีลาพลิ้วไหวเรียกคะแนนเสียง กักตุนเสบียงกันไว้แล้ว เพราะเท่าที่วิเคราะห์เจาะดู สมรภูมิศึกเลือกตั้งคราวนี้…หนักแน่! กลยุทธ์หาเสียง ไม่ว่าคัมภีร์เทพ หรือ วิชามาร งัดกันออกมาใช้ “เจาะยาง”ฝ่ายตรงกันข้าม ตั้งแต่ระฆังเลือกตั้งยังไม่ถูกตี

“ เอ้- มีชัย อินทร์พิทักษ์” กุนซือมือวางแผนยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ของเมืองพัทยา และพื้นที่อำเภอบางละมุง อาจเรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ต้น”ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ก็คงไม่ผิดนัก
วันก่อน เพิ่งโดนหย่อน “เฟคนิวส์”ใส่ แต่ไม่ระคายผิว ริ้วรอย แม้เท่ารอยแมวข่วนก็ยังไม่มี!
สืบสาวประวัติ “เอ้-มีชัย อินทร์พิทักษ์” เป็นนักธุรกิจไฟแรง ระดับแถวหน้า ที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของเมืองพัทยา และเป็นน้องชายสุดรักของท่านนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ 2 สมัย “ วินัย อินทร์พิทักษ์” และ “แมน อินทร์พิทักษ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “สจ.แมน” ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

ศึกเลือกตั้งในต้นปีหน้า 8 กุมภาพันธ์ 2569 อันใกล้นี้ จับความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่า “แมน อินทร์พิทักษ์” เปิดตัวสวมเสื้อ “พรรคภูมิใจไทย” ลงชิงชัยในเขตเลือกตั้งที่ 9 พื้นที่ตำบลหนองปรือ ซึ่งถือว่ามีความได้เปรียบ เพราะเป็นถิ่นเกิด
“สจ.แมน” ทำงานสัมผัสกับชาวบ้านในพื้นที่ เริ่มมาตั้งแต่เป็นสารวัตรกำนัน ก่อนจะเป็นสมาชิกสภา อบต. และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ ตำแหน่งหลังสุด เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

อย่างที่บอก “เอ้ มีชัย”เขาคือมือวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ ด้านต่างๆในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งวางกลยุทธ์หาเสียง ส่งพี่ชายคนโต “วินัย อินทร์พิทักษ์”เข้าไปนั่งเก้าอี้นายกฯเมืองหนองปรือ ถึง 2 สมัยติดต่อกัน

นอกเหนือจากนี้ เขายังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ของนักการเมืองหลายต่อหลายคน รวมทั้ง “เดอะเบียร์-ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์”นายกเมืองพัทยาคนปัจจุบัน เลือกตั้งล่าสุดชนะคู่แข่งท่วมท้น พาลูกทีมลอยลำเข้าสภาฯกวาดเกลี้ยงยกทีม 24 ที่นั่ง

ด้วยฝีมือวางกลยุทธ์หาเสียงของ “เอ้- มีชัย อินทร์พิทักษ์” ที่อ่านเกมคู่ต่อสู้ทะลุปรุโปร่ง ดั่งคำพูด “ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ของ “ซุนวู” จอมปราชญ์แห่งสนามรบ ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามอันลือลั่น

“เอ้ มีชัย”เคยพูดหลายครั้ง “ไม่เล่นการเมือง” แต่เพราะการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน การเมืองคือเรื่องใกล้ตัว ทุกเรื่องในชีวิตมีการเมืองเข้ามาแทรกเป็นยาดำตั้งแต่เกิดจนตาย ถึงแม้ว่าจะประกาศไม่ขอเป็นนักการเมือง แต่เขาเลือกสร้าง “การเมืองสะอาด” สนับสนุนคนดี คนที่มีความสามารถ ให้เข้ามาบริหารบ้านเมือง ช่วยพัฒนาท้องถิ่น คือสิ่งที่ “เอ้-มีชัย” ทำมาตลอด

การศึกอันใกล้ถึงนี้ จึงต้องรับบท “หัวหมู่ทะลวงฟัน” นำพาพี่ชาย ไปสู่เส้นชัยที่อยู่ปลายสนามรบอีกฟากให้สำเร็จดังหวัง ประกอบกับ การจับมือของ 2 บ้านใหญ่ หันหน้ากลับมาจูบปากกัน เหมือนเก่า “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ “บิ๊กแป๊ะ”สนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, ประธานที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา และนั่งหัวโต๊ะ “กลุ่มเรารักษ์พัทยา” โดยมี“เอ้- มีชัย อินทร์พิทักษ์” เป็น“แกนนำ”ศูนย์ประสานงานในเขตเมืองพัทยา และพื้นที่อำเภอบางละมุง

สนามเลือกตั้งชลบุรี จึงถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่มีเดิมพันสูง แพ้ไม่ได้! ผนวกกับคำประกาศ “ทวงคืน” เก้าอี้ ส.ส.ชลบุรี ทุกเขตกลับมา เป็นการส่งสัญญาณจาก “บิ๊กแป๊ะ” และ “บิ๊กเฮ้ง” สองแม่ทัพสีน้ำเงิน แห่งสำนักพลังบูรพา สร้างความน่าสะพรึง เขย่าต่อมหลอน ให้คู่แข่งได้ไม่น้อย! วิชามารเตะตัดขา “เอ้-มีชัย” จึงถูกล็อคเป้า โดยใช้ “สื่อ”เป็นเครื่องมือ ทำลายล้างชื่อเสียง ในห้วงเวลาก่อน “ลั่นกลองรบ” ไม่นาน!

ข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. บุกเข้าจับกุมชาวจีน 5 คน ตั้งวงเล่นไพ่สามกอง ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง ช่วงเย็นของวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
กลับกลายเป็นว่า เพจข่าวสำนักหนึ่ง หยิบข่าวไปละเลงบนออนไลน์ กลายเป็น “หนังคนละม้วน” บิดเบือนข้อเท็จจริง พาดพิงถึง “เสี่ยเอ้” สร้างความเสียหายทำให้ผู้คนเข้าใจผิด กระจายว่อนโซเชียลฯ แถมยังถูก “อวตารส้ม”แคปหน้าเพจข่าว เอาไปแขวนในเฟสบุ๊คส่วนตัวที่เปิดสาธารณะ ให้สาวกขับ “รถทัวร์”ไปจอดเต็มลาน เพื่อทำลายชื่อเสียงหวังผลทางการเมือง อย่างน่ารังเกียจ!

“ เอ้-มีชัย” นิ่งเฉยอยู่ไม่ได้! จำต้องออกมาโต้เกมสกปรก! โพสต์ยืนยันว่า ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนัน เว็บพนัน สแกมเมอร์ หรือกลุ่มจีนเทาใด ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน พร้อมระบุว่า อาคารที่ถูกนำมาใช้ประกอบข่าวไม่ใช่อาคารของตน และไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง
เรื่องทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก และขอเรียกร้องให้สื่อทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ยึดข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนข้อมูลไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พร้อมแสดงความเสียใจต่อการ ถูกกล่าวหาโดยปราศจากข้อมูลอันเป็นที่ประจักษ์

อีกทั้ง “เอ้-มีชัย อินทร์พิทักษณ์” ยังได้ตั้งข้อสังเกต ต่อกรณีที่นักการเมืองบางราย นำข่าวดังกล่าวไปแชร์ และแสดงความคิดเห็น โจมตี โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และสะท้อนปัญหาการเมืองในลักษณะเตะสกัด หรือ กลั่นแกล้งกันทางภาพลักษณ์ มากกว่าการแข่งขันเชิงนโยบาย

“การแข่งขันทางการเมืองไม่ควรใช้วิธีผลักคนอื่นให้ล้ม แต่ควรพัฒนาศักยภาพของตนเอง และสร้างคุณงามความดี ให้ประชาชนได้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตัวผมเองได้พิสูจน์ด้วยการทำงานเพื่อสังคมและช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” เรื่องเฟคนิวส์ โยงกับนักการเมือง สะท้อนความจำเป็นที่สื่อ และนักการเมือง ต้องใช้ความรับผิดชอบในการสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อไม่ให้การนำเสนอข่าวกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลและบ้านเมือง

ทั้งหมดเป็นคำพูดของ “เอ้ มีชัย อินทร์พิทักษ์” ที่ออกมาปกป้องชื่อเสียง เกียรติยศศักดิ์ศรี หลังถูกไอ้โม่งสวมเสื้อสูท รวมหัวกับ “สื่อไร้จรรยาบรรณ” บางสำนัก เล่นวิชามารแผนสกปรก “เจาะยาง” เพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง!


โยธิน พรมแตง รายงาน

โรงพยาบาลลำพูน รับมอบเครื่องฟอกไตเทียมเพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ลำพูน – โรงพยาบาลลำพูน รับมอบเครื่องฟอกไตเทียมเพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย

โรงพยาบาลลำพูน โดย แพทย์หญิง ลดาวรรณ หาญไพโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำพูน และคณะฯ รับมอบเครื่องฟอกไตเทียมจาก นายณรงค์ ธรรมจารี ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เอ็ม เอส พี อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด(หมูอินเตอร์ฯ) พร้อมนางสายพิณธุ์(ภรรยาฯ) และครอบครัว เพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต มูลค่า 500,000.00 บาท(ห้าแสนบาทถ้วน.-) ในโอกาสเปิดอาคารศูนย์ประชุมหมูอินเตอร์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 โดยบริษัทฯ มีวิสัยทัศน์สร้างแบรนด์ท้องถิ่นสู่สากล และสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร(หมู)อย่างยั่งยืน..


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 ติดตามสถานการณ์ แนวชายแดนไทยเมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เตรียมความพร้อม ถวายความปลอดภัย รับเสด็จฯ

แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ติดตามสถานการณ์ แนวชายแดนไทยเมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เตรียมความพร้อม ถวายความปลอดภัย รับเสด็จฯ

พลตรี ไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร พร้อมด้วย พันเอก ชนกานต์ แสงศร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ร่วมให้การต้อนรับ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ในโอกาสเดินทาง ลงพื้นที่ตรวจติดตาม การเตรียมความพร้อม ถวายความปลอดภัย สมเด็จพระกนิษ ฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราช ดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

โดย แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 และ คณะฯ ได้ตรวจติดตาม สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา บริเวณ ฐานปฏิบัติการเสกสรรค์ ในพื้นที่ บ.แม่โกนเกน ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก และ จุดตรวจการณ์สันยายหลู่ ในพื้นที่ ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก

เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมา เกิดการสู้รบ ระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่อต้าน ในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏข่าวสารการปะทะ เป็นไปด้วยความสงบและเรียบร้อยตลอดแนวชายแดน

ทั้งนี้ กองกำลังนเรศวร ได้จัดกำลังเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพล และอาวุธยุโธปกรณ์ และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรึงกำลังตลอดแนวชายแดน เพื่อถวายความปลอดภัยอย่างสูงสุด พร้อมทั้งดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ

#กองทัพภาคที่3 #กองกำลังนเรศวร #หน่วยเฉพาะกิจราชมนู #หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่35


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. สดุดีกำลังพลผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมอวยพรปีใหม่ 2569 ย้ำภารกิจดูแลกำลังพลและประชาชน ควบคู่ความมั่นคงของชาติ

ผบ.ทบ. สดุดีกำลังพลผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมอวยพรปีใหม่ 2569
ย้ำภารกิจดูแลกำลังพลและประชาชน ควบคู่ความมั่นคงของชาติ

วันนี้ (22 ธันวาคม 2568) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 3/2569 โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ผู้บัญชา การทหารบกได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรข้าราชการและลูกจ้างประจำในสังกัดกองทัพบกที่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐและวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2568 พร้อมมอบใบประกาศชมเชยแก่หน่วยที่มีกำลังพลปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4, หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ, กรมการทหารช่าง, กรมแพทย์ทหารบก และ ศูนย์การบินทหารบก

โดยผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงความยินดีกับบุตรหลานกำลังพลที่ประสบความสำ เร็จในการศึกษาต่อ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวกำลังพล และเป็นผลจากความมุ่งมั่น อดทน และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน พร้อมทั้งขอบคุณหน่วยทหารและกำลังพลทุกนายที่ร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่วาระการสรุปสถานการณ์และผลการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทัพบก ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกรมฝ่ายเสนาธิการทหารบก โดยกองทัพยังคงมีภารกิจสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามในหลายมิติ ทั้งปัญหายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ซึ่งยังคงมีความรุนแรง รวมถึงการจัดระเบียบและดูแลพื้นที่ชายแดน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ กองทัพบกได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดตั้งจุดบริการประชาชน บนเส้นทางที่มีการสัญจรหนาแน่น 87 จุดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยให้บริการเครื่องดื่ม ผ้าเย็น การตรวจความพร้อมและซ่อมแซมยานพาหนะ การแนะนำเส้นทาง และการบริการทางการแพทย์เบื้องต้น ตลอด 24 ชั่วโมง

ในช่วงท้ายของการประชุมผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละและทุ่มเทภายใต้เอกภาพของระบบการปฏิบัติงานพร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวและพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพบกให้สอดรับกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนและภัยคุกคามแบบผสมผสาน ซึ่งเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

โอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวสดุดีและเชิดชูเกียรติกำลังพลทุกนายที่ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ แรงกาย เลือดเนื้อ และแม้กระทั่งชีวิต รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจ เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศชาติอย่างกล้าหาญ

โดยได้เน้นย้ำว่า การดูแลกำลังพลและครอบครัว รวมถึงประชาชน เป็นแนวทางที่กองทัพบกยึดถือมาโดยตลอดภายใต้พระบรมราโชบาย และนโยบายของกองทัพบกที่ชัดเจน โดยกำลังพลทุกนายล้วนมีคุณค่าและความสำคัญเท่าเทียมกัน ขอให้ผู้บังคับหน่วยทุกระดับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีที่สุด ควบคู่กับการดูแลประชาชนและร่วมกันป้องกันไม่ให้วาทกรรมที่บิดเบือนมาสร้างความแตกแยกในสังคม

พร้อมกันนี้ เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ในนามของกองทัพบก ผู้บัญชาการทหารบกได้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และด้วยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตริย์ไทย โปรดดลบันดาลให้กำลังพลและครอบครัวทุกนายประสบความสุขมีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา และความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานตลอดปีใหม่ 2569 นี้



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

เยี่ยมเยียนขอบคุณและชื่นชม ในความเสียสละเพื่อชาติ ทหารผ่านศึกนอกประจำการให้มีขวัญกำลังใจ

เยี่ยมเยียนขอบคุณและชื่นชมในความเสียสละเพื่อชาติ ทหารผ่านศึกนอกประจำการให้มีขวัญกำลังใจ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลำปาง พร้อมด้วย คุณ จิราภรณ์ อ่อนตา รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลำปาง และคุณสุกัญญา คามเกตุ เลขานุ การ สมาคมแม่บ้านทหารบกสาขามณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา, สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบกฯ เข้าเยี่ยมเยียน เพื่อแสดงความขอบคุณและแสดงความห่วงใย ทหารผ่านศึกนอกประจำการในพื้นที่ ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 2 นาย ได้แก่

  1. พลทหาร สาคร เทพพรมวงศ์ อายุ 63 ปี ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้น 4 ประวัติสงครามป้องกันและปราบปราม (ในประเทศ) ป่วยติดเตียง/สูงอายุ
  2. พลทหาร สว่าง จันทร์สุยะ อายุ 74 ปี ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้น 3 ประวัติสงครามป้องกันและปราบปราม (ในประเทศ) ความพิการ ตาข้างขวาบอดสนิท

ซึ่งทั้ง 2 ท่าน เป็นผู้ป่วยและมีรายได้เพียงเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยพิการ ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกและครอบครัว พร้อมกล่าวชื่นชมในความกล้าหาญเสียสละเพื่อชาติ และในโอกาสนี้ได้มอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค ชุดยาสามัญประจำบ้าน และให้ชุดหมอเดินเท้าจากโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ตรวจเช็คสุขภาพเบื้องต้น โดยได้แนะนำการดูแลสุขภาพในห้วงอากาศเปลี่ยนแปลงอันเป็นการสร้างความอบอุ่นใจ สมดังที่ว่า เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน


นที มีเดช รายงาน

เชิดชูเกียรติทหารกล้า ผู้สละชีพปกป้องผืนแผ่นดินไทย กองทัพบกจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารหาญอย่างสมเกียรติ

เชิดชูเกียรติทหารกล้า ผู้สละชีพปกป้องผืนแผ่นดินไทย กองทัพบกจัดพิธีพระ ราชทานเพลิงศพทหารหาญอย่างสมเกียรติ

จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ส่งผลให้กำลังพลกองทัพบกซึ่งปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ กองทัพบกจึงได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพแก่ทหารหาญผู้กล้า เพื่อเชิดชูเกียรติและสดุดีการอุทิศชีวิตเพื่อประเทศชาติอย่างสมเกียรติ

วันนี้ (22 ธันวาคม 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พร้อมด้วย พลตรี ศักดิ์เสมา พงศ์กลัด รองเจ้ากรมกำลังพลทหารบก และคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ วัดทุ่งสว่าง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

สำหรับการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อเป็นเกียรติแก่ พลทหาร วสันต์ ขานหัวโทน สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้า ที่ในระหว่างการสู้รบ บริเวณซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งนี้ กองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น ขอพระราชทานเลื่อนชั้นยศเป็นร้อยตรี พร้อมมอบสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ แก่ทายาทตามระเบียบและมติคณะรัฐมนตรี อาทิ เงินพระราชทาน เงินบำรุงขวัญ เงินสินไหมทดแทนจากการประกันชีวิตภัยสงคราม เงินบำเหน็จตกทอด เงินช่วยเหลือจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 11,085,762 บาท

พิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

กองทัพบกขอสดุดีแด่กำลังพลผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ยืน ยันจะดูแลสิทธิ สวัสดิการ รวมทั้งความเป็นอยู่ของครอบครัวและทายาทของทหารกล้าทุกนายอย่างดีที่สุด ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความจงรักภักดีที่ทหารหาญทุกท่านได้อุทิศให้แก่ประเทศชาติ นับเป็นเกียรติภูมิสูงสุดของกองทัพบก และจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำ ตลอดจนอยู่ในหัวใจของประชาชนไทยตลอดไป


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก