บ้านแพงรวบ 3 หนุ่ม มั่วซุ้มเสพยาบ้า “อดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่” นโยบาย Quick Big Win รวมพลัง รัก ศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ

นครพนม – บ้านแพงรวบ 3 หนุ่ม มั่วซุ้มเสพยๅบ้ๅ “อดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่” นโยบาย Quick Big Win รวมพลัง รัก ศรัทธา แก้ไขปัญหายๅiสwติดแบบบูรณาการ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ตามนโยบายของว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม โดยการอำนวยการของ นายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านแพง มอบหมายให้นายพงศ์เพชร มีจิตต์ใส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำสมาชิก อส. กองอาสารักษาดินแดนบ้านแพงที่ 5 พร้อมด้วยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าวกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ออกปฏิบัติการนำตัวบุคคลเข้าสู่กระบวนการบำบัดเนื่องจากหลังได้รับการแจ้งจาก ผู้ใหญ่บ้าน ว่าผู้ป่วยใช้ยาเสพติดทั้งหมด 3 ราย จึงขอให้มารับตัวส่งไปบำบัด ในพื้นที่ บ้านโนนสถิตย์ หมู่ที่ 10 ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านแพง และได้นำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัด ณ มินิธัญรักษ์ โรงพยาบาลบ้านแพง ต่อไป


เทพข่าวร้อน ฟร้องข่าวด่วน สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม

ทหารพราน ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ปราบปรามไม่หยุด ทลายแก๊งค้ายานรกภายในหมู่บ้าน ในพื้นที่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

มุกดาหาร – ทหารพราน ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ปราบปรามไม่หยุดทลายแก๊งค้ายานรกภายในหมู่บ้าน ในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.68 เวลา 16.30 น. ที่บริเวณคลองห้วยแข้ ถ.มุกดาหาร-ดอนตาล ต.ศรีบุญ เรือง อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร หลังจากสืบทราบว่าแก๊งค้ายาในพื้นที่ ลักลอบขายาบ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นราคาเข้าถึงได้ง่าย จึงเข้าแจ้งเบาะแสให้กับ ร้อยโท วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 จึงบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอเมืองมุกดาหาร ดำเนินการปฏิบัติการตามนโยบาย การป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ บังคับใช้กฎหมายเข้าปิดล้อมตรวจค้นต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย ตาม พรบ.ยาเสพติด ตัดตอนเส้นทางลำเลียงยานรก ก่อนกระจายเข้าหมู่บ้าน ปฏิบัติการบุกทลายแก๊งค้ายาบ้า

โดยเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบริเวณคลองห้วยแข้ ถ.มุกดาหาร-ดอนตาล ต.ศรีบุญเรือง อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร โดยใช้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงได้บูรณาการวางแผนเข้าตรวจสอบบริเวณตามที่ได้รับแจ้ง ครั้นเมื่อเวลา 16.25 น. ชุดปฏิบัติการร่วม ฯ ได้ตรวจชาย จำนวน 1 คน กำลังเดินลงมาตามคลองห้วยแข้ ฯ ลักษณะท่าทางมีพิรุธ จนกระทั่งเวลา 16.30 น. ชุดปฏิบัติการร่วม ฯ ที่เฝ้าตรวจและสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ จึงได้แสดงตัวให้สัญญาณหยุดเพื่อขอตรวจค้น เมื่อชายดังกล่าวเห็นว่าเป็น จนท.จึงได้พยายามที่จะวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อ นายเอกชัย ธิพรพันธ์ อายุ 29 ปี จากนั้น ชุดปฏิบัติร่วม ฯ จึงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนทำการตรวจค้นภายในร่างกาย

ผลการตรวจค้น พบถุงพลาสติกสีชมพูลักษณะกดปิดดึงเปิดประทับตราอักษร A จำนวน 1 ถุง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เม็ดสีแดง จำนวน 240 เม็ด และเม็ดสีเขียว จำนวน 4 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น จำนวน 244 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลของนายเอกชัย ธิพรพันธ์ ฯ ที่สะพายอยู่

จนท.จึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายัง จึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายัง บก.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ฉก.ทพ.21 เพื่อดำเนินการสอบสวนขยายผลเครือข่ายแก๊งค้ายาบ้าเพิ่มเติม และทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จับกุม จนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ตาม มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส. สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว : ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ฉก.ทพ.21

พรพิพัฒฯ์ รายงาน

จังหวัดลพบุรี ประชุมวิชาการ อวท. ระดับภาคกลาง ครั้งที่ 33 ปีการศึกษา 2568

จังหวัดลพบุรี – คณะกรรมการการอาชีวศึกษาเปิดงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย ระดับภาค ภาคกลาง ครั้งที่ 33 ปีการศึกษา 2568 เพื่อเป็นการเสริมสร้างการเรียนผู้ด้านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

นายบัณฑิต ออกแมน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ได้เป็นประธานในการเปิดงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย ระดับภาค ภาคกลาง ครั้งที่ 33 ปีการศึกษา 2568 ณ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีนายประสงค์ อุบลวัตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ได้ให้การต้อนรับ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษา และวิชาชีพ ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยระดับชาติ คณะกรรมการดำเนินงาน องค์การนักวิชาชีพ ในอนาคตแห่งประเทศไทย ระดับภาคกลาง สมาชิกองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศ ไทย และนักศึกษาจาก 14 สถาบันอาชีวศึกษาในภาคกลาง เข้าร่วมในการเปิดงานและเข้าร่วมในการแข่งขันในครั้งนี้ เพื่อที่จะได้รับการคัดเลือก และเป็นตัวแทนนักเรือน นักศึกษา จากสถานศึกษา สังกัดอาชีวศึกษาภาคกลาง เพื่อที่จะได้เป็นผู้นำ เป็นพลังอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของสังคม และภาคอุตสาหกรรม มีผลให้วิถีชีวิตของการเรียนการสอนของอาชีวศึกษา ต้องพัฒนาให้ทันกระแสเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง จึงจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่น หมั่นเพียร เป็นผู้มีคุณธรรม มีความรอบรู้ มีความคิดเชิงวิเคราะห์ เท่าทันเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะนำพาเพื่อนสมาชิกในองค์การของแต่ละสถานศึกษาตลอดจนชุมชนสังคมและประเทศชาติ ให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป

สำหรับในการจัดกิจกรรมต่างๆ จะเติมเต็มความรู้ความสามารถและประสบการณ์ให้นักเรียน นักศึกษา มีคุณภาพ เป็นคนดี คนเก่ง มีสมรรถนะสูง ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรมสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนและดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สำหรับในการจัดงานในปีนี้อยู่ภายใต้คำขวัญที่ว่า “จิตอาสาเปี่ยมพลัง เทคโนโลยีล้ำสมัย อวท.ภาคกลางก้าวไกล พัฒนาสังคมให้ยั่งยืน” ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานภายใต้กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนด้านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนสอนด้านวิชาชีพ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ซึ่งจะให้ทุกคนมีความรู้ ความสามารถทางวิชาชีพ มีความเป็นผู้นำ และมีทักษะ โดยมีกิจกรรมอย่างหลากหลายการบรรยายให้ความรู้ด้านวิชาการแก่ คณะกรรมการดำเนินงานทั้ง 14 จังหวัดในภาคกลาง การแข่งขันทักษะวิชาชีพ การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ซึ่งมีผู้มาร่วมงานในครั้งนี้กว่า 3,400 คน

โดยเชื่อว่าจะได้นำไปพัฒนากิจกรรมองค์การนักวิชาชีพฯ ระดับสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพด้านมาตรฐานผู้เรียน แลระพัฒนาการเรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ในสถานศึกษา พร้อมกันนี้ยังเป็นการให้ได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถเสริมสร้างประสบการณ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถ่ายทอดประสบการณ์


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ผวจ.โคราช นำทีม กต.ตร. เปิดใจคุย เดินหน้าพัฒนางานตำรวจเพื่อสังคม

ผวจ.โคราช นำทีม กต.ตร. เปิดใจคุย เดินหน้าพัฒนางานตำรวจเพื่อสังคม

จังหวัดนครราชสีมาเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนางานตำรวจอย่างมีส่วนร่วม จัดการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) จังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานการประชุม ณ ภัตตาคารเสียวเสี้ยว โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา

การประชุมครั้งนี้มุ่งรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหา การแจ้งข่าวสาร และการสร้างสรรค์งานบริการสังคม โดยเน้นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและพัฒนาการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อยกระดับความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และประสิทธิภาพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ในที่ประชุมมีผู้แทนหน่วยงานสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พลตำรวจตรีณรงค์ศักดิ์ พรมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, พันตำรวจเอกนิรันดร์ แก้วอินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา

ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เสนอแนวทางการพัฒนางานตำรวจให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พร้อมย้ำบทบาทของ กต.ตร. ในการเป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงภาครัฐ ตำรวจ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการให้บริการ สร้างความอุ่นใจ และเสริมความเข้มแข็งให้สังคมโคราชอย่างยั่งยืน.


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปีงบประมาณ 2569

นครนายก – โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปีงบประมาณ 2569

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 น. ที่วัดหนองบัวขอน ต.ปากพลี อ.ปากพลี จ.นครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2569 (ไตรมาส 1) โดยมี นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี กล่าวต้อนรับประธานในพิธีฯ นางสุดา ยาอีด เกษตรจังหวัดนครนายก กล่าวรายงานการจัดโครง การคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมจำนวนมาก

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญ โดยเป็นการบูร ณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้ารับบริการ และได้รับการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนทุกด้านในคราวเดียวกัน เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ โรคสัตว์น้ำ และการให้วัคซีนป้องกันโรค รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมความรู้ด้านการเกษตรเสริมเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งภายในงานมีการออกหน่วยบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ได้แก่ คลินิกส่งเสริมการเกษตร คลินิกพืช คลินิกดิน คลินิกข้าว คลินิกประมง คลินิกปศุสัตว์ คลินิกบัญชี คลินิกชลประทาน คลินิกกฎหมาย คลินิกสหกรณ์ คลินิกฝนหลวง และคลินิกอื่นๆ มาให้บริการแก่เกษตรกรแบบครบวงจรในทุกๆด้าน และยังมีการแจกพันธุ์สัตว์น้ำ ลูกพันธุ์สัตว์ปีก พันธุ์พืชให้กับเกษตรกรที่มาร่วมงาน เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีอาชีพเสริมและมีรายได้ เพื่อเกษตรกรก้าวหน้า พัฒนาอย่างยั่งยืน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

หน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชสนธิกำลัง จับชาวจีนพร้อมยึดเนื้อเถื่อนกว่า 622 กก. มูลค่ากว่า 1 ล้าน บาท

หน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชสนธิกำลังหลายหน่วย บุกตรวจห้องพักโรงแรมและร้านอาหารจีนกลางดินแดง ยึดซากสัตว์ต่างประเทศกว่า 600 กก. ไม่มีใบอนุญาต พร้อมจับชายจีนวัย 49 ปี ดำเนินคดีหลายข้อหาตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 26 พ.ย. เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดย พ.ต.อ.สราวุฒิ ปรีดากรณ์ หัวหน้าควบคุมและสืบสวน ฝ่ายปฏิบัติการ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุม นายหยาน เว่ยเฉิง (YAN WEISHENG) อายุ 49 ปี สัญชาติจีน พร้อมยึดของกลางเป็นซากสัตว์น้ำหนักรวมกว่า 622.4 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,057,590 บาท ภายในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซอยอินทามระ 45 เขตดินแดง กรุงเทพฯ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจพญานาคราช สั่งการให้สืบสวนตามเบาะแสว่ามีการลักลอบค้าซากสัตว์ในพื้นที่ดินแดง ก่อนที่ชุดสืบสวนจะเข้าตรวจค้นห้องพัก 2 ห้อง ในโรงแรมย่านรัชดาภิเษก ได้แก่ ห้อง 1412 และ 1806

ภายในห้อง 1806 เจ้าหน้าที่พบชายชาวจีนรายดังกล่าวเป็นผู้เข้าพัก และพบตู้แช่แข็ง 2 ตู้ ภายในบรรจุซากสัตว์ต้องสงสัยทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด และห่าน แพ็กซีลถุงพลาสติกพร้อมสลากภาษาต่างประเทศ ขณะที่ห้อง 1412 พบตู้แช่อีก 1 ตู้เก็บซากสัตว์ในลักษณะเดียวกัน

เมื่อขอตรวจสอบเอกสารใบอนุญาตค้าซากสัตว์ ใบอนุญาตนำเข้า หรือเอกสารเกี่ยวข้อง นายหยาน ไม่สามารถแสดงได้ และยอมรับว่าไม่มีใบอนุญาตใด ๆ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จึงแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์หลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 22 เคลื่อนย้ายซากสัตว์โดยไม่รับอนุญาต , มาตรา 24 ทำการค้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต , มาตรา 31 นำเข้า–ส่งออกหรือผ่านราชอาณาจักรโดยไม่รับอนุญาต และ มาตรา 34 เคลื่อนย้ายซากสัตว์ไปต่างจังหวัดโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการขยายผล เจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบร้านอาหารของนายหยานในซอยอินทามระ 45 พบซากสัตว์ต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งถูกเก็บในตู้แช่เช่นเดียวกัน และยังคงไม่มีเอกสารรับรองแหล่งที่มา

เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดและควบคุมตัวนายหยาน ส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบแหล่งนำเข้าซากสัตว์เถื่อนดังกล่าวต่อไป


แพทย์ทหารห่วงใย “โรคอีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)” โรคหน้าหนาวที่ต้องระวัง

แพทย์ทหารห่วงใย “โรคอีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)” โรคหน้าหนาวที่ต้องระวัง

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ที่เกิดกับเด็กและผู้ใหญ่ได้ มีลักษณะอาการเป็นผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง และมีไข้ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และยังแพร่กระจาย

สาเหตุของโรค : ไวรัสวาริเซลลา เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicellavirus) หรือ Human herpes virus type 3 เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด

การติดต่อ : ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือ สัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ด หน้าผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็น อีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือสูดหาย ใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือกระยะฟักตัว 10-20 วัน

อาการของโรค

  1. มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด ครั่นเนื้อครั่นตัว 2-4 วัน
  2. เริ่มมีผื่นแดงเกิดขึ้น และผื่นอีสุกอีใสจะทำให้คันมาก ผื่นจะเกิดขึ้นที่บริเวณใบหน้าและลำตัวก่อนแล้วค่อยๆ ลามไปยังแขนขา และอาจขึ้นในเยื่อบุช่องปาก และกับผิวหนังของอวัยวะเพศภายนอก ผื่นจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะต่างๆ อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง
  3. หลังจากผื่นขึ้นแล้วประมาณ 1-2 วัน ผื่นแดงกลายเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำและตกสะเก็ด ตุ่มน้ำจะมีลักษณะคล้ายหยดน้ำอยู่บนผิวหนังที่แดง เมื่อตุ่มน้ำโตเต็มที่จะกลายเป็นตุ่มหนอง ช่วงเป็นตุ่มน้ำนี้อาจจะใช้เวลาในการทยอยขึ้นประมาณ 1 สัปดาห์
  4. หลังจากตุ่มน้ำใสขึ้นทั้งตัวแล้ว จะค่อยๆ ยุบและแห้งลง และกลายเป็นสะเก็ดที่รอหลุด ระยะที่ตุ่มน้ำแห้ง จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน และหลังจากนั้นจะเป็นเวลาที่สะเก็ดแผลจะค่อยๆ แห้งขึ้นเรื่อยๆ จนสะเก็ดหลุดออกเองและทำให้ผิวเป็นปกติ ซึ่งรวมระยะเวลาในการเป็นโรคอีสุกอีใสประมาณ 2 สัปดาห์
  5. อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อนอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้ ในผู้ใหญ่ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่นได้รับยารักษามะเร็ง หรือ สเตอรอยด์ เชื้ออาจจะกระจายไปยังอวัยวะภายในเช่น สมอง ปอด ตับ ได้

การป้องกันโรค : การป้องกันเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสอีสุกอีใสให้ผู้อื่นได้ ตั้งแต่ช่วงออกอาการไข้ไปจนถึงช่วงแผลแห้งตกสะเก็ด ดังนั้นทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรักษาความสะอาดของร่างกายและของใช้ ที่สำคัญคือ การฉีดวัคซีนอีสุกอีใส

  1. วัคซีนอีสุกอีใสสามรถฉีดครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยแนะนำให้รับวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุ 12 – 18 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบติดเชื้อได้บ่อยที่สุด แต่หากมีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น เกิดการระบาด หรือเพิ่งรับเชื้อ ให้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ทันที แต่ต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
  2. การรับวัคซีนอีสุกอีใสสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ที่ยังไม่เคยมีเป็นโรคอีสุกอีใส ให้รับ 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน
  3. วัคซีนอีสุกอีใสสำหรับอายุ 13 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ รับวัคซีน 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน หรือ ภายใน 4-8 สัปดาห์หลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรก
  4. วัคซีนโรคอีสุกอีใส นอกจากป้องกันโรคได้แล้ว ยังช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็น และช่วยลดความรุนแรงของโรคเมื่อเกิดเป็นโรคอีสุกอีใสหลังฉีดวัคซีนแล้ว

การรักษา : เนื่องจากเป็นโรคที่หายเองได้ โดยอาจจะมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อยๆหายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้สูงใช้ยา เพื่อลดไข้ได้ ไม่ควรใช้ แอสไพริน เพราะอาจทำให้เกิดอาการทางสมองและตับ ทำให้ถึงตายได้ ควรอาบน้ำและใช้สบู่ฟอกผิวหนังให้สะอาด ควรตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ ในรายที่คันมากๆ อาจให้ยาแก้คันช่วยลดอาการคันได้ ในปัจจุบัน มียาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส แต่ต้องใช้ในขนาดสูงและราคาแพงมาก นอกจากนี้จะต้องเริ่มใช้ภายในวันแรก มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผล หรือไม่ได้ผลดี

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว ซึ่งหากพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีอาการบ่งชี้ หรือสงสัยว่ามีป่วย หรือมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหาร ทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น)

“พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น)”

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น) หรือ อนุสรณ์สถานยุทธภูมิบ้านห้วยโก๋นเก่า เดิมเคยเป็นฐานปฏิบัติการของ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ชื่อว่า “ฐานทหารเก่าที่บ้านห้วยโก๋น” เป็นสมรภูมิการสู้รบในอดีต โดยที่สำคัญ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 ได้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ประมาณ 200 คน วางกำลังหวังจะเข้าตีฐานทหารไทย ซึ่งมีกำลังเพียง 69 นาย จนเวลาประมาณ 05.20 น. กำลังของทหารไทยที่มีขีดความสามารถปกป้องฐานเหลือน้อย จึงได้ทำการร้องขอยิงปืนใหญ่ชนวนแตกอากาศเหนือบริเวณฐาน ทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากไม่มีที่กำบังศีรษะ จนเวลา 08.00 น. กำลังทางอากาศได้ยิงสกัดกั้นเส้นทางที่กลุ่มคอมมิวนิสต์ใช้ถอนตัว ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้น ทหารไทยผู้กล้า จำนวน 17 นาย ได้เสียชีวิต (นายทหารสัญญาบัตร 2 นาย, นายทหารประทวน 4 นาย, ทหารกองประจำการ 11 นาย) และมีทหารบาดเจ็ดอีก 31 นาย ส่วนผู้ก่อการร้าย เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 30 คน และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ฝ่ายทหารไทยสามารถรักษาฐานปฏิบัติการแห่งนี้ไว้ได้

ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีอนุสรณ์สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแนวคิดลัทธิการปกครองที่แตกต่างกันปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า รับผิดชอบโดย กองร้อยทหารพราน ที่ 3202 (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น) ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยโก๋น ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 585 เมตร มีระยะห่างจากจังหวัดน่านระยะทาง 138 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

จึงขอเชิญชวนข้าราชการทหารในสังกัดกองทัพภาคที่ 3, พี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้มาศึกษาเรียนรู้ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของทหารกล้า ในฐานปฏิบัติการตามพื้นที่แนวชายแดน จังหวัดน่าน ในห้วงฤดูหนาวได้อย่างมั่นใจ ในความปลอดภัย รวมทั้งได้สัมผัสธรรมชาติอย่างมีความสุข


กอ.รมน.ภาค 3 ผนึกกำลังประชาชนต้านข่าวปลอม

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ผนึกกำลังประชาชนต้านข่าวปลอม

ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย – กันพูชา ในขณะนี้ พบว่ามีกระบวนการผลิตข่าวปลอม (Fake News) เผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงจำนวนมาก โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก และเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีความห่วงใยประชาชน ที่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี นำข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ในสื่อโซเชียลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตนเอง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง หากพบกรณีจงใจ สร้างความสับสนให้กับประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ในการนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมดำเนินการสื่อสารให้ความรู้, ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้ในทุกช่องทางสื่อฯ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ทั้ง 17 จังหวัด เพื่อร่วมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม รวมถึงชี้แจงข้อมูลที่เป็นจริงและขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวัง เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อหรือแชร์ข้อมูล เพื่อช่วยลดปัญ หา และไม่เป็นการสนับสนุนกระบวนการผลิตข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก, สับสน ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อประชาชนในสังคม โดยให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำ หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ปลอมหรือเป็นความเท็จ อันเกิดจากการกระทำของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานใด ขอความกรุณาแจ้งไปที่ สายด่วนความมั่นคง โทร. 1374 หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย รวมทั้งสามารถส่งข้อมูลโดยตรง ให้กับ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษความมั่นคงภายในภาค 3 ผ่านระบบ Applications Line ชื่อ “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 หรือแจ้งด้วยตนเอง ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นภายในจังหวัด ซึ่งมีที่ตั้งในศาลากลางจังหวัดทุกแห่งใกล้บ้านท่าน เพื่อได้ประสานการดำเนินงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ทางหน่วยงานจะพิจารณาฟ้องร้องทั้งทางอาญา และทางแพ่งกับผู้กระทำผิดทุกราย และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จะได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อไป


“หมอไพบูลย์” รรท.พตร. จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจสุขภาพเชิงรุก ดูแลครู–นักเรียน รร.วัดบวรมงคล ตลอดจนตำรวจและชาวชุมชนบางพลัด มอบของขวัญปีใหม่เพื่อประชาชน

โรงพยาบาลตำรวจ จับมือตำรวจนครบาล และโรงเรียนวัดบวรมงคล จัดกิจกรรมจิตอาสาตรวจสุขภาพเชิงรุก ส่งทีมแพทย์เฉพาะทางลงพื้นที่ดูแลสุขภาพครู นักเรียน ประชาชน และตำรวจ สน.บวรมงคล ตอกย้ำบทบาท “ตำรวจเพื่อประชาชน” ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ หอประชุมอาคารพระราชศรีวิริยาภรณ์ โรงเรียนวัดบวรมงคล ทางโรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และโรงเรียนวัดบวรมงคล เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรม “จิตอาสาตรวจสุขภาพเชิงรุก” เพื่อดูแลสุขภาพและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่คณะผู้บริหาร ครู นักเรียนระดับชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1–6 ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ รวมถึงข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบวร มงคล

กิจกรรมดังกล่าวมี พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.นายแพทย์ไพบูลย์ เจียมนุกูลกิจ รักษาราชการแทนแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, ว่าที่ร้อยตรีวัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล พร้อมด้วยสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวร มงคล ร่วมอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างดียิ่ง

ภายในงาน โรงพยาบาลตำรวจได้จัดทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง ลงพื้นที่ให้บริการตรวจสุขภาพอย่างครบวงจร อาทิ การตรวจความดันโลหิต ตรวจสุข ภาพหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Echocardiogram) การตรวจสุขภาพตับด้วยเครื่อง Fibroscan การตรวจวิเคราะห์เลือด ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป รวมถึงการตรวจสุขภาพช่องปาก พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายให้ความรู้ด้านสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยเยาว์ อันเป็นการวางรากฐานด้านสุขภาวะที่ดีในระยะยาว

ด้าน พล.ต.ท.นายแพทย์ไพบูลย์ เจียมนุกูลกิจ รักษาราชการแทนแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยได้นำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจภาวะไขมันพอกตับ เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจหัวใจ การตรวจสุขภาพฟันนักเรียนระดับ ม.1–ม.6 รวมถึงการประเมินและคัดกรองสุขภาพจิตสำหรับครู นักเรียน และผู้ที่ประสงค์เข้ารับการตรวจ ตลอดจนข้าราชการตำรวจ สน.บวรมงคล และตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 7

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านเพศศึกษา สุขภาพช่องปาก และการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยทีมแพทย์และจิตอาสาของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมในการออกหน่วยตรวจและลงพื้นที่ตามการประสานหรือคำร้องขออย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่ากิจกรรมจิตอาสาลักษณะนี้เป็นภารกิจเสริมเพื่อชุมชนที่โรงพยาบาลตำรวจดำเนินการมาอย่างสม่ำ เสมอ และจะเดินหน้าต่อเนื่องในอนาคต ถือเป็นการมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนและครอบครัว ภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการประเมินคัดกรองด้านสุขภาพจิตนั้น พล.ต.ท.นายแพทย์ไพบูลย์ ระบุว่า ผลเบื้องต้นยังไม่พบประเด็นที่น่ากังวล โดยการเข้ารับการประเมินของเด็กและเยาวชนจะคำนึงถึงสิทธิของเด็กและผู้ปกครองเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน หากพบปัญหาความรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชน ก็มีหน่วยงานที่ดูแลด้านเด็กและสตรีคอยให้คำปรึกษาและดูแลควบคู่กันอยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า มีความห่วงใยสุขภาพของข้าราชการตำรวจในพื้นที่ เนื่องจากต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักและมีเวลาจำกัด จึงถือโอกาสนำกำลังพลเข้าร่วมตรวจสุขภาพในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบถึงภาวะสุขภาพของตนเอง หากพบความผิดปกติจะได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อกลับไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลและรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรีวัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล กล่าวว่า ในนามของโรงเรียน ขอขอบคุณโรงพยาบาลตำรวจที่นำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มาดูแลสุขภาพนักเรียน ชุมชน และเครือข่าย เนื่องจากโรงเรียนและชุมชนยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแพทย์โดยตรง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีและสร้างประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กนักเรียนและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียนร่วมกิจกรรม อาทิ นายชาติชาย สุขสมนึก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการประสานให้เกิดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อดูแลเด็กนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน พร้อมเชิญชวนศิษย์เก่าทุกท่านที่มีทรัพยากรหรือศักยภาพ ร่วมตอบแทนและสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

ในกิจกรรมวันนี้ นายอรัญ เลียงถนอมตัวแทนศิษย์เก่า รุ่น 1651 ที่เกษียณแล้ว ยังได้มีการประชาสัมพันธ์แนวคิดเรื่องอาชีพเสริมหลังเกษียณ โดยแนะนำให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประ โยชน์ เลือกทำในสิ่งที่ชอบและเหมาะสมกับกำลังกายและกำลังทรัพย์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ โดยยกตัวอย่างการทำสวนมะพร้าวที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และการแปรรูปผลผลิตเพื่อสุขภาพ จำหน่ายในนาม “บ้านอรัญโฮมเมด” อาทิ น้ำมะพร้าว พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม โยเกิร์ตมะพร้าว และมะพร้าวแก้ว ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามได้ผ่านเฟซบุ๊ก บ้านอรัญโฮมเมด

สำหรับ การจัดกิจกรรมจิตอาสาตรวจสุขภาพเชิงรุกในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของ โรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะหน่วยงานด้านการแพทย์ที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ตำรวจเพื่อประชาชน” อย่างเป็นรูปธรรม และมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน