เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เรียกร้องทุกพรรคการเมือง “ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย—ไม่เปิดเสรี”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าประกาศเดินหน้าเสนอทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ยืนยันจุดยืนให้ประเทศไทย “ควบคุมภายใต้กฎหมายอย่างเข้มงวด” โดยมิใช่การเปิดเสรี พร้อมเสนอแนวทางปกป้องเด็กและเยาวชน ยกระดับความปลอดภัยผู้บริโภค ตัดวงจรทุนเทา และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า “สิบกว่าปีของมาตรการ ‘ห้ามโดยเด็ดขาด’ ไม่ได้หยุดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า แต่กลับผลักผู้บริโภคไปอยู่ใต้ดิน ทำให้รัฐกำกับคุณภาพสินค้า ปกป้องเด็ก และแก้ไขการลักลอบได้ยาก เราจึงเสนอให้ทุกพรรคการเมืองพิจารณาทางออกที่สมดุล คือ‘ควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้กฎหมาย’ ไม่ใช่เปิดเสรี และต้องเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อปิดช่องทุนเทาและคอร์รัปชันที่งอกงามจากตลาดเถื่อน พร้อมเก็บภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศแทนการเติบโตของเศรษฐกิจใต้ดิน โดยยึดรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาฯ เป็นแนวทางหลัก”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าระบุว่าข้อเสนอเน้นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าภายใต้กฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ใช่เปิดเสรีประกอบไปด้วยการกำหนดระบบอนุญาตที่รัดกุม มาตรฐานผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยที่ชัดเจน จำกัดช่องทางจำหน่าย พร้อมกำหนดให้มีการพิสูจน์อายุผู้ซื้อและห้ามการตลาดที่มุ่งเป้าไปยังเยาวชน ทั้งนี้การคุ้มครองเด็กและเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญสูงสุด ด้วยการตรวจสอบอายุอย่างรัดกุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จำกัดรสชาติและความเข้มข้นของนิโคติน รวมถึงเพิ่มโทษกับผู้ค้าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังเน้นการปิดประตูทุนเทาและตลาดใต้ดินผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานรัฐ

โดยทั้งหมดนี้มีหลักฐานและกระบวนการเชิงนโยบายรองรับตามรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่เสนอ 3 ทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อการกำกับดูแลที่สมดุล ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วยกับการควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าปล่อยไว้แล้วคุมไม่ได้แบบในปัจจุบัน

“เราขอเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย 5 ประการ ประกอบด้วย

  1. ตรากฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าแบบ “กฎเหล็ก” ไม่เปิดเสรี โดยกำหนดระบบใบอนุญาตสำหรับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ค้าปลีก พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และบทลงโทษกรณีขายให้ผู้ต่ำกว่า 20 ปี หรือโฆษณาชักชวนเยาวชน
  2. คุ้มครองเยาวชนเชิงรุก ด้วยการบังคับตรวจสอบอายุทุกรายการซื้อ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) จำกัดจุดจำหน่าย กำหนดคำเตือนชัดเจน
  3. ยกระดับการบังคับใช้ กำจัดการลักลอบ ด้วยการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตม. ศุลกากร ตำรวจ และดีอีเอส เพื่อปิดช่องทางออนไลน์และข้ามแดน พร้อมให้ข้อมูลสาธารณะ
  4. ปรับกลไกภาษีและรายได้รัฐ โดยจัดโครงสร้างภาษีที่สะท้อนความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคกลับสู่ตลาดเถื่อน และนำรายได้บางส่วนไปใช้ในมาตรการคุ้มครองเยาวชนและควบคุมสินค้า
  5. กำหนดแผนเปลี่ยนผ่านที่รับผิดชอบ จาก “ห้ามโดยเด็ดขาด” สู่ “ควบคุมอย่างเข้มงวด” พร้อมแผนกวาดล้างทุนเทา นิยาม มาตรฐาน บทบาทหน่วยงานชัดเจน และตัวชี้วัดลดการเข้าถึงของเยาวชนและตลาดใต้ดิน

นายอาสาฯ ย้ำว่า “มาตรการห้ามโดยเด็ดขาดในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมาไม่สามารถหยุดปัญหาการแพร่ระบาดได้ และต้องการเห็นทางออกที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองเยาวชนกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสกัดทุนเทาและคอร์รัปชันจากตลาดเถื่อน พร้อมผลักดันให้ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้ในการหาเสียงเลือกตั้งต่อไป”


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569”

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัต กรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” ระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

โดยงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัต กรรมเป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ศาสตรา จารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ผู้บริหารกระทรวง (อว.) ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

ทั้งนี้ กระทรวง (อว.) ได้ตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Win” ซึ่งในด้านการเกษตร กระทรวง (อว.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “วิจัยติดดินกินได้” เพื่อช่วยเกษตรกรลดแรงงาน ลดเวลา และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเน้นหลักการ “เพิ่ม 4 เพิ่ม” ได้แก่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่, เพิ่มรายได้, เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ในด้านการศึกษา กระทรวง (อว.) ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์,ระบบราง,ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นและโครงการ Sandbox บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตแรงงานสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน

นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้งาน AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเข้าเทคโนโลยีมาเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง “นวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เราต้องกล้าคิด กล้าทด ลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศไทยสืบไป

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Inventors’ Day 2026 จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ในการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระ บาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” สำหรับการจัดงานในปีนี้ วช. มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดยมีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนักประดิษฐ์ไทยและนักประดิษฐ์นานาชาติกว่า 20ประเทศทั่วโลก ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และนิทรรศการน้อมรำลึกการมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์ที่แบ่งตามกลุ่มเรื่องสำคัญ อาทิ ด้านการเกษตร การแพทย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน “Thailand New Gen Inventors Award” หรือ “I-New Gen” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

ดร.วิภารัตน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า (วช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ (วช.) ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5–9 มกราคม 2569 เวลา 09.00–17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เชิดชูสุดยอดผลงานวิจัย–นักวิจัยไทย ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569”

วช. เชิดชูสุดยอดผลงานวิจัย–นักวิจัยไทย ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569”

ยกทัพรางวัลการวิจัยแห่งชาติ หนุนพลังนวัตกรรมปลดล็อกประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เดินหน้ายกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัยและผลงานวิจัยคุณภาพของประเทศ ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” (Thailand Inventors’ Day 2026) ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” สะท้อนบทบาทงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในปีงบประมาณ 2569 (วช.) ได้ประกาศผล รางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องนักวิจัยที่อุทิศตนสร้างสรรค์องค์ความรู้ มีจริยธรรม และผลงานเป็นที่ประจักษ์ในระดับวิชาการ โดยอนุมัติให้รางวัลแก่นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 15 ท่าน จาก 9 สาขาวิชาการ ซึ่งนับเป็นต้นแบบสำคัญของแวดวงวิจัยไทย

ขณะเดียวกัน (วช.) ยังได้พิจารณามอบ รางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award แก่ผลงานที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ รวมทั้งสิ้น 230 ผลงาน ประกอบด้วย ผลงานวิจัย จำนวน 78 ผลงาน วิทยานิพนธ์ จำนวน 87 เรื่อง ผลงานประดิษฐ์คิดค้น จำนวน 65 ผลงาน

นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติ รางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบ ประมาณ 2569 รวม 62 รางวัล ใน 9 สาขาวิชาการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับดีเด่น ดีมาก ดี และรางวัลประกาศเกียรติคุณ สะท้อนศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประจำปีงบประมาณ 2569 (วช.) ได้มอบรางวัลผลงานวิจัย รวม 57 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ และ รางวัลวิทยานิพนธ์ จำนวน 51 รางวัล จาก 12 สาขาวิชาการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของงานวิจัยไทยในทุกมิติ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์

ภายในงานจัดให้มีนิทรรศการแสดงผลงานการประดิษฐ์คิดค้นที่ได้รับรางวัลจำนวน 27 ผลงานมาจัดแสดงให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิ หุ่นจำลองจากยางธรรมชาติ สำหรับตรวจรักษากระดูกขากรรไกรล่างหัก และฝึกเย็บแผลรูปแบบต่างๆ ในช่องปาก นวัตกรรม กระบวน การสกัดสารออกฤทธิ์สมุนไพรด้วยเทคโนโลยีพลังงานร่วมสนามไฟฟ้าพัลส์และอัลตราโซ นิคเพื่อการประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรม หุ่นฝึกใส่สายสวนกระเพาะอาหารแบบสมจริง ฯลฯ

เมื่อได้มาสัมผัสนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในโซนนี้นอกจากจะได้รับความประทับใจในศักยภาพของนักวิจัยแล้ว ยังได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ กลับไปอีกมากมาย หนึ่งในผลงานที่น่าสนใจและสอดคล้องกับบริบทของการเสริมสุขภาวะของผู้สูงวัย ซึ่งเป็นผลงานที่พิชิตรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลดีเด่น สาขาปรัชญา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะสำหรับผู้สูงวัย Nifty Elderly โดย รศ.พรเทพ เลิศเทวศิริ ซึ่งเป็นทั้งของเล่นและของแต่งบ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้คงไว้ซึ่งสมรรถนะต่างๆ

นอกจากนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่มากมายแล้วยังมีโซนไฮไลท์ จัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ เวิร์คชอป กิจกรรมเล่นเกม อาทิ เกมส์นักสืบจิ๋ว ตอนสืบจากสาร (เสพติด) Young Detective โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นเกมจำลองสัมผัสประสบการณ์จริงของนักนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจหาลายนิ้วมือจากหีบห่อของกลาง วิเคราะห์หลักฐานและสืบหาตัวผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดเสมือนจริง นิทรรศการ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง Urban Farming เรียนรู้ด้านการปลูกพืชในเมือง ภายใต้แนวคิด BCG Model, นิทรรศการในโซน มรดกภูมิปัญญาด้านสมุนไพร Heritage of Herbal Wisdom, Smart Health Care โดยสมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย พื้นที่เรียนรู้และทดลองประสบการณ์ด้านสุขภาพยุคใหม่ที่ผสานวิศวกรรมชีวการแพทย์เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI นวัตกรรมนาโนทางการแพทย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ (วช.) ขอเชิญชวนประชาชน นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” ซึ่งจัดขึ้นถึงระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ร่วมเปิดมุมมองใหม่ เห็นคุณค่าผลงานวิจัย และปลดล็อกอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารห่วงใย “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

แพทย์ทหารห่วงใย “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 (27 ธันวาคม 2567 – 5 มกราคม 2568) ประเทศไทย มีจำนวนผู้บาดเจ็บกว่า 23,200 ราย และผู้เสียชีวิต 436 ราย สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 39 ขับรถเร็ว, ร้อยละ 21 ตัดหน้าฯ และ ร้อยละ 20 ดื่มแล้วขับ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่ เกิดจาก ร้อยละ 82 รถจักรยานยนต์ พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้บาดเจ็บรุนแรง มากที่สุดคือ ไม่สวมหมวกกันน๊อค ร้อยละ 71, ไม่คามเข็มขัดนิรภัย ร้อยละ 43 และดื่มแล้วขับ ร้อยละ 33

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในช่วง 7 วันอัตราย เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2569 ภายใต้แนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ย้ำ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” โดยเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจเช็คสภาพยานพาหนะให้พร้อมใช้งาน ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ดื่มไม่ขับ ง่วงไม่ขับ โทรไม่ขับ สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และคนซ้อนท้าย และคาดเข็ดขัดนิรภัยทุกครั้ง ทั้งผู้ขับ และผู้โดยสาร ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนเกิดอุบัติเหตุ สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหาร ทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชมแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหาร เหนือสุดแดนสยาม “Army Land ค่ายเม็งรายมหาราช” จังหวัดเชียงราย

กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชมแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหาร เหนือสุดแดนสยาม “Army Land ค่ายเม็งรายมหาราช” จังหวัดเชียงราย

ตามที่ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อให้สอดคล้องตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการกระจายความมั่นคงทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน นั้นกองทัพบก ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวในเขตทหาร ภายใต้โครงการ “Army Land” ดินแดนท่องเที่ยวในเขตทหาร เพื่อเปิดบริการให้ประชาชนได้เข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อน หรือร่วมกิจกรรมนันทนาการ ซึ่งเป็นการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ เป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้เลือกใช้บริการแหล่งท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนทหารและครอบครัว รวมถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ได้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป นั้น

กองทัพภาคที่ 3 โดย มณฑลทหารบกที่ 37 ขอเชิญชมแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหาร เหนือสุดแดนสยาม “Army Land ค่ายเม็งรายมหาราช” จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนี้.-

  1. อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ ค่ายเม็งรายมหาราช : อนุสรณ์แห่งความกล้าหาญและเสียสละชีวิตเป็นชาติพลี การปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ตั้งอยู่หน้ากองบังคับการกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17
  2. พุทธสถานดอยเจดีย์ : โบราณสถานที่มีอายุกว่า 600 ปี มีก้อนอิฐโบราณทอดตัว ในแนวทิศตะวันออก-ตก ลักษณะคล้ายวัด เมื่อปี พ.ศ. 2527 ได้ขุดพบพระพุทธรูปพระสิงห์ 3 ปางมารวิชัย เป็นศิลปะผสมล้านช้างกับล้านนา ตั้งอยู่บริเวณทางแยกสนามกอล์ฟ แม่กกกอล์ฟคลับ
  3. ศาลารอยพระบาท รัชกาลที่ 9 : อนุสรณ์สถานเมื่อครั้ง รัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมทหารหาญบนดอยพญาพิภักดิ์ ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนแผ่นปูนปลาสเตอร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ตั้งอยู่บริเวณดอยโหยด
  4. พิพิธภัณฑ์ทหาร มณฑลทหารบกที่ 37 : ศูนย์การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม หนึ่งในสิบแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง บ้านปูน หลังแรกที่เคยเป็นที่บัญชาการสนามกองทัพภาคพายัพ ศิลปะแบบโคโลเนียล ที่หาดูได้ยาก อีกทั้งของโบราณยุคประวัติศาสตร์ล้านนา และสงครามโลกครั้งที่ 2 (มหาเอเชียบูรพา) ตั้งอยู่บริเวณม่อนจอมแจ้ง ชุมชนดอยทอง

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ขอเชิญชวนข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3, พี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และเหล่านักท่องเที่ยวมาสัมผัส เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แหล่งท่องเที่ยวในเขตทหาร “Army Land” แบบวิถีใหม่ New Normal ทั้งนี้ การเข้ามาท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ทหาร นักท่องเที่ยวจะได้รับความปลอดภัย ความสะอาด ความสะดวกสบาย และความประทับใจอย่างแน่นอน


การจัดตั้ง “จุดบริการประชาชน” ห้วงเทศกาลปีใหม่ 2569

ตามที่ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้หน่วยทหารของกองทัพบก ให้การดูแลประชา ชน สร้างความปลอดภัยในการเดินทาง ลดอุบัติเหตุ ด้วยการจัดตั้ง “จุดบริการประชาชน” บริเวณด้านหน้าค่ายทหาร ในห้วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ร่วมกับส่วนราชการ และภาคเอกชนในพื้นที่ โดยเฉพาะที่เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก, แหล่งท่องเที่ยวหรือสถานที่สำคัญอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นั้น ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 / ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 3 ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอด ภัยให้กับพี่น้องประชาชน ในการเดินทางกลับภูมิลำเนาตนเอง หรือไปท่องเที่ยวในห้วงเทศ กาล ปีใหม่ 2569

โดยให้หน่วยและค่ายทหารในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการดังนี้.-

  1. จัดตั้งจุดบริการและช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 โดยได้จัดเตรียมชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น, ชุดช่างซ่อมแซมรถยนต์ และจักรยานยนต์เบื้องต้น, เจ้าหน้าที่แนะนำเส้นทาง และเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางตลอด 24 ชั่วโมง จำนวนทั้งสิ้น 13 จุด ดังนี้.-
    1. บริเวณหน้าค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
    2. บริเวณจุดประสานงานหน้าค่ายสุรศักดิ์มนตรี (สถานีสารวัตรทหาร) อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
    3. บริเวณจุดรับประสานงานหน้าค่ายฝึกรบพิเศษประตูผา อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
    4. บริเวณลานจอดรถด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    5. บริเวณจุดตรวจร่วมกับเทศบาลตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
    6. บริเวณหน้าค่ายขุนจอมธรรม อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
    7. บริเวณจุดตรวจสี่แยกสนามบินเก่า อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
    8. บริเวณหน้าวัดพระยืน อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
    9. บริเวณสี่แยกไร่ยาสูบ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
    10. บริเวณหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
    11. บริเวณป้อมตำรวจบ้านพญาวัด อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
    12. บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.ศรีสุธาออยล์ อำเมือง จังหวัดพิษณุโลก
    13. บริเวณประตูทางเข้า – ออก มณฑลทหารบกที่ 310 อำเภอเมือง จังหวัดตาก
  2. บูรณาการร่วมกับส่วนราชการและเอกชนในพื้นที่ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในจุดบริการประชาชน เช่น น้ำดื่ม, ผ้าเย็น, กาแฟ, เจ้าหน้าที่เสนารักษ์พร้อมชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น, เจ้าหน้าที่ช่างพร้อมอุปกรณ์การช่างที่จำเป็น, นวดแผนไทยผ่อนคลาย, อุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าสำหรับมือถือ, ห้องน้ำ และสุขา เป็นต้น
  3. ประสานสื่อมวลชนร่วมทำข่าวประชาสัมพันธ์ และจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เส้นทางการจราจรที่แออัด รวมทั้งหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ชำรุด
  4. จัดเตรียมชุดปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือประชาชนประจำจุดบริการประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้แล้ว กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ยานพาหนะ ช่วงเทศกาล สงกรานต์ปีนี้ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติภัยทางถนน ภายใต้แนวความคิด “ขับรถดี มีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ตามที่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการอย่างจริงจัง


ตำรวจโพธิ์กลาง บุกมหาวิทยาลัย เตือนภัยไซเบอร์ 1,000 นศ. หลังสถิติถูกโกงออนไลน์พุ่ง

นครราชสีมา – ตำรวจโพธิ์กลาง บุกมหาวิทยาลัย เตือนภัยไซเบอร์ 1,000 นศ. หลังสถิติถูกโกงออนไลน์พุ่ง

สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษาเริ่มน่าเป็นห่วง หลังพบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงทางออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง ผนึกกำลังภาคการศึกษา เดินหน้าเชิงรุกจัดกิจกรรมให้ความรู้ ปิดช่องโหว่อาชญากรรมไซเบอร์ถึงรั้วมหาวิทยาลัย

พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผู้กำกับการ สภ.โพธิ์กลาง พร้อมด้วย พ.ต.ท.มารุต สันติเศรษฐสิน รองผู้กำกับการ (สอบสวน) และ พ.ต.ท.อนนท์ สาจันทึก สารวัตร (สอบสวน) นำข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าบรรยายให้ความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จำนวนกว่า 1,000 คน ณ อาคารเรียนรวม 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถิติการแจ้งความของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พบการตกเป็นเหยื่อ คดีฉ้อโกงออนไลน์ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้โอนเงิน การชักชวนลงทุน หลอกซื้อ–ขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงภัยจาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ธนาคาร หรือหน่วยงานต่าง ๆ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการ แฮกบัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อีเมล แอปพลิเคชันธนาคาร ตลอดจนกลโกงการหลอกให้กดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแฝง ที่อาจนำไปสู่การดูดข้อมูลส่วนตัวหรือควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง ระบุว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ให้กับนักศึกษา ถือเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมยุคดิจิทัล พร้อมย้ำให้นักศึกษาตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนโอนเงิน ไม่หลงเชื่อข้อความหรือสายโทรศัพท์ที่สร้างความตื่นตระหนก และหากพบความผิดปกติสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนจะสายเกินไป.


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าวจ.นครราชสีมา

พระสงฆ์ 1,142 รูป ธรรมยาตราเจริญสมาธิภาวนา ถวายสมเด็จพระพันปีหลวง

สุพรรณบุรี – พระสงฆ์ 1,142 รูป ธรรมยาตราเจริญสมาธิภาวนาถวายสมเด็จพระพัน ปีหลวง

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี พระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย นำคณะสงฆ์ธรรมยาตรา 1,142 รูปและสาธุชน เจริญสมาธิภาวนา อธิษฐานจิต อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานฆราวาส ณ อนุสรณ์สถานพระมงคลเทพมุนี อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

จากนั้น พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร น้อมนำพวงมาลัยถวายบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และรูปหล่อพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พร้อมด้วย พระปริยัติวรคุณ เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง พระอารามหลวง นำคณะสงฆ์ธรรมยาตรา 1,142 รูป และพุทธศาสนิกชนจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรมพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) โดยพระภาวนาธรรมวิเทศ แสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง ความสำคัญของสถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ความตอนหนึ่งว่า “อนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) สถานที่เกิดรูปกายเนื้อของพระมงคลเทพมุนี ตั้งอยู่บนแผ่นดินรูปดอกบัว มีน้ำล้อมรอบ ตรงข้ามวัดสองพี่น้อง มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ คณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เป็นรูปทรงภูเขาทอง 8 เหลี่ยม ภายในบันทึกประวัติการสร้างบารมีของท่านตั้งแต่ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย บริเวณกลางมหาวิหารฯ ประดิษฐานรูปหล่อทองคำของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี เพื่อให้สาธุชนได้กราบไหว้”

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า กิจกรรมธรรมยาตราจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 มุ่งเน้นการฝึกพระภิกษุบวชใหม่ให้เจริญภาวนาด้วยอิริยาบถเดินอีกทั้งยังเป็นบทฝึกความอดทน บำเพ็ญตบะตลอดระยะเวลา 1 เดือนของพระธรรมทายาทไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมของสาธุชนผู้ศรัทธาในปฏิปทาของพระมงคลเทพมุนี ที่จะมาต้อนรับคณะสงฆ์ด้วยการกล่าวสาธุและโปรยกลีบดอกไม้เหมือนครั้งสมัยพุทธ กาล เป็นการแสดงความเคารพในพระรัตนตรัย ตามหลักคารวะ 7 จัดโดยเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก, องค์การพุทธโลก (พล), วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรม กาย และภาคีเครือข่ายชาวพุทธกว่า 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2 ถึง 31 มกราคม พ.ศ 2569 ณ อนุสรณ์สถานที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมต้อนรับพระธรรมยาตรา ในวันที่ 3, 7, 11, 14, 18 และ 25 พิธีตัก บาตรพระ 1,142 รูป วันที่ 7, 11, 14, 18, และ 24 พิธีจุดประทีป วันที่ 6 ,10, 13, 17, 23, 24 และ 31 พิธีถวายสังฆทานรวม 360 กว่าวัด วันที่ 6, 17 และ 23 พิธีทอดผ้าป่าบำรุงวัดรวม 32 วัด วันที่ 5, 9, 12, 15, 16, 20, 22, 27 และ 28 พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 31 มกราคม ทั้งนี้ คณะศิษยานุศิษย์พระมงคลเทพมุนีได้มอบกองทุนการศึกษาจำนวน 10 โรงเรียน และร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ปฏิบัติธรรม และถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 142 วัด ในเส้นทางธรรมยาตราอีกด้วย

ติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทาง www.gbnus.com และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.02-831-1234


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ร.พ.นครปฐม จัดโครงการ ฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน กิจกรรม “รวมพลังแห่งความดี”

โรงพยาบาลนครปฐม จัดโครงการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน กิจกรรม “รวมพลังแห่งความดี”

นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม มอบหมายให้ แพทย์หญิงบุญเพ็ญ จงเสรีจิตต์ รองผู้อำนวยการด้านตรวจอบภายใน เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบอรมการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ภายใต้กิจกรรม “รวมพลังแห่งความดี” เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี้พันปีหลวง

โดยมี คุณสุรักขณา คงคาเพชร รองหัวหน้าพยาบาลด้านยุทธศาสตร์และสารสนเทศ กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สำหรับบุคลากรของโรงพยาบาลนครปฐมให้ สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตได้เหมาะสมกับผู้รับบริการ เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ทั้งในและนอกโรงพยาบาล สมารถนำไปใช้ได้ ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้ข่าว นครปฐม

นครชัยศรี เปิดปฏิบัติการ “เมืองพระปฐมเจดีย์ ไม่มีผู้เสพ”

อำเภอนครชัยศรี เปิดปฏิบัติการ “เมืองพระปฐมเจดีย์ ไม่มีผู้เสพ”

วันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วยนายพุฒศิษฐ์ โชคสิริหิรัญ ปลัดอาวุโสอำเภอนครชัยศรี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหาร/ผู้แทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 25 แห่ง ธรรมาภิบาลอำเภอนครชัยศรี ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการเปิดปฏิบัติการ “เมืองพระปฐมเจดีย์ ไม่มีผู้เสพ” ของอำเภอนครชัยศรี บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจคัดกรองสารเสพติดตรวจหาสารเสพติดในบุคลากร หัวหน้าส่วนราชการอำเภอ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อส. และ ลูกจ้าง ในสังกัดอำเภอนครชัยศรี จำนวน 100 ราย ผลการปฏิบัติ “ไม่พบสารเสพติด” ในผู้เข้ารับการตรวจแต่อย่างใด

ปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายจังหวัดนครปฐม กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย อย่างเคร่งครัด


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม