มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ.2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุง เทพฯ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สารวันปีใหม่ พุทธศักราช 2569 จากใจ “พรรคไทยชนะ” เบอร์ 17 ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทย

สารวันปีใหม่ พุทธศักราช 2569 จากใจ “พรรคไทยชนะ” เบอร์ 17 ถึงพี่น้องประชา ชนชาวไทย

สวัสดีปีใหม่ 2569 พี่น้องร่วมชาติที่รักทุกท่าน ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการพิสูจน์ความแข็ง แกร่ง และความอดทนของพวกเราทุกคน ในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ พรรคไทยชนะขอส่งความปรารถนาดีและความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ “เพราะความหิวโหยรอไม่ได้ และความยากจนคือศัตรูที่เราต้องเอาชนะ” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภารกิจหลักของพรรคไทยชนะไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำงานการเมือง แต่คือการประกาศสงครามกับ ความยากจน ความอดอยาก และความหิวโหย ที่กัดกินคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยมาอย่างยาวนาน เราเชื่อมั่นว่า “ชัยชนะ” ที่แท้จริงของประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่คนไทยทุกคนมีกินมีใช้ มีศักดิ์ศรี และไม่มีใครต้องเข้านอนด้วยความหิวโหยอีกต่อไป

ในปี 2569 นี้ พรรคไทยชนะขอให้สัญญากับพี่น้องทุกคนว่า :

• เราจะเดินหน้า ผลักดันนโยบายแก้จน ปลดหนี้ ที่จับต้องได้จริง
• เราจะต่อสู้ เพื่อสวัสดิการที่ทั่วถึงและเท่าเทียม ให้คนชนบท คนแรงงาน
• เราจะสร้างโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึง การศึกษา แหล่งทุนและทรัพยากร เพื่อปากท้องที่ดีขึ้น

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดดลบันดาลให้ปี 2569 เป็นปีแห่งจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ปีแห่งการหลุดพ้นจากความยากลำบาก และเป็นปีที่พวกเราจะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกัน ไทยชนะ คือ ชัยชนะของประชาชนทุกคน

ด้วยความเคารพรักและเชื่อมั่น
พรรคไทยชนะ เบอร์ 17
1 มกราคม 2569


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจ บก.ทท.1 จับกุมกลุ่มชาวต่างชาติลักทรัพย์นักท่องเที่ยว บนรถไฟฟ้า BTS

ตำรวจ บก.ทท.1 จับกุมกลุ่มชาวต่างชาติลักทรัพย์นักท่องเที่ยว บนรถไฟฟ้า BTS

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 : ตำรวจ บก.ทท.1 รายงานผลการปฏิบัติการจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติลักทรัพย์นักท่องเที่ยว ตามที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในห้วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ พุทธศักราช 2569

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท. ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด บช.ทท. เพิ่มความเข้มในการออกตรวจดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ตลอดจนตรวจสอบและติดตามกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช 2569

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล รอง ผบก. ทท.1, พ.ต.อ.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก. ทท.1, ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1, พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก รองผกก.1 บก.ทท.1 ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 ออกสืบสวนติดตามกลุ่มแก๊งชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมลักทรัพย์นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ห้างสรรพสินค้า และรถไฟฟ้า BTS โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

ผลการสืบสวนพบว่า MR.(ขอสงวนชื่อ) อายุ 55 ปี สัญชาติแอลจีเรีย พร้อมพวก มีพฤติกรรมลักทรัพย์ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยเคยถูกจับกุมในคดีลักทรัพย์ที่ สน.พญาไท เมื่อปี 2567

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าแจ้งความต่อ พงส.สน.ทองหล่อ ว่าถูกลักทรัพย์ขณะโดยสารรถไฟฟ้า BTS จากสถานีอโศกไปยังสถานีพร้อมพงษ์ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวต่างชาติ 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ MR.(ขอสงวนชื่อ) งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 จึงแบ่งกำลังออกหาข่าว จนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2568 พบกลุ่มผู้ต้องหาบริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม จึงประสานการปฏิบัติกับ คุณธีระ สิริสุขะ หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยรถไฟฟ้า BTS

ตรวจสอบและจับกุม พบผู้ต้องหา 1.นาย (ขอสงวนชื่อ) สัญชาติแอลจีเรีย อยู่เกินกำหนดอนุญาต 501 วัน (สิ้นสุด 19 มิ.ย. 2567) และ 2.นาย (ขอสงวนชื่อ) สัญชาติแอลจีเรีย ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางได้ ตรวจพบหมวกแก๊ปจำนวน 5 ใบ อยู่ในกระเป๋าเป้สีดำที่สะพายอยู่ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”,“เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

นำตัวส่ง พงส.สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ประสานข้อมูลไปยัง พงส. สน. ทองหล่อ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รอง ผบ.ตร. กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ ดูแลเข้มช่วงโค้งสุดท้ายหยุดยาวปีใหม่ ประชาชนเดินทางกลับปลอดภัย ย้ำ “เมาไม่ขับ” หลังพบจับไปกว่า 15,000 ราย

รอง ผบ.ตร. กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ ดูแลเข้มช่วงโค้งสุดท้ายหยุดยาวปีใหม่ ประชาชนเดินทางกลับปลอดภัย ย้ำ “เมาไม่ขับ” หลังพบจับไปกว่า 15,000 ราย

วันที่ 3 มกราคม 2569 : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะช่วงการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ที่อาจมีการจราจรหนาแน่นในหลายจุดในช่วงสุดท้ายของวันหยุดยาวนี้ จึงได้เน้นย้ำไปยังตำรวจทางหลวง และตำรวจจราจรทั่วประเทศ เข้มงวดในการดูแลอำนวยความสะดวกการจราจร และกวดขัดจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจรโดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก เพื่อลดอุบัติเหตุ และเพื่อความปลอดภัยในทุกเส้นทาง

จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 4 วันของเทศกาลปีใหม่ 2569 คือวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2569 ภาพรวมทั้งประเทศ เสียชีวิต 171 ราย บาดเจ็บ 956 ราย พบว่าลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ใน 10 ข้อหาหลักที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ มีการจับกุมรวมทุกคดีใน 10 ข้อหาหลักถึง 313,622 ราย โดยเป็นการจับกุมเมาแล้วขับ รวมแล้วจำนวน 15,404 ราย ในจำนวนนี้เป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดซ้ำเมาแล้วขับ จำนวน 100 ราย ซึ่งผู้กระทำความผิดฐานเมาแล้วขับซ้ำภายใน 2 ปี จะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษสูงขึ้น จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000–100,000 บาท และศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ทั้งนี้ ตำรวจจราจรได้เน้นการจัดตั้งด่านตรวจ จุดตรวจจุดสกัด และจุดบริการ เพื่อดูแลการจราจร อำนวยความสะดวก ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการรณรงค์สร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย โดยนอกจากทำให้ประชาชนเดินทางสัญจรอย่างมีความสุขและปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาลแล้ว ยังทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นๆ ได้อีกจำนวนมาก อันเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม โดยจากสถิติการจับกุมผู้กระทำผิดในด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด ทั่วประเทศ ในพื้นที่กองบัญชา การตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 ในห้วงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติด จำนวน 213 คดี, คนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง จำนวน 25 คดี,คดีครอบครองอาวุธปืน วัตถุระเบิด จำนวน 20 คดี และจับกุมบุคคลตามหมายจับ จำนวน 15 ราย

พล.ต.อ.สำราญฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้าย 7 วันควบคุมเข้มข้น ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงในจุดเสี่ยง จุดตัด จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเส้นทางสายหลักที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่น รวมทั้งเข้มงวดตรวจผู้ขับขี่ทั้งรถส่วนตัว และรถสาธารณะ โดยการปฏิบัติแบบพุ่งเป้า บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้มากที่สุดในช่วงท้ายของวันหยุดยาว

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนทุกคน ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ขับขี่ด้วยความปลอดภัยมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะและพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทางเพื่อให้การเดินทาง สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและขณะขับขี่ เพื่อร่วมกันลดความสูญเสียบนท้องถนน

หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทาง แจ้งเหตุ หรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร โทร.1197,สายด่วนตำรวจทางหลวง โทร.1193, หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พิรุธเยอะ ! โดนรวบคาด่านตรวจ ชายพกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

พิรุธเยอะ ! โดนรวบคาด่านตรวจ ชายพกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 3 ม.ค.2569 เวลาประมาณ 01.15 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจงานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ ชป.7 กก.5 บก.จร. ตั้งจุดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และป้องกันปราบปรามอาชญากรรม บริเวณหน้าศูนย์วัฒนธรรม ถ.เทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กทม. อยู่นั้น พบผู้ขับขี่เป็นชาย ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนเข้ามาในทางเดินรถจุดตรวจวัด เมื่อมาถึงจุดตรวจผู้ขับขี่แสดงอาการมีพิรุธต้องสงสัยคล้ายมีสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบและขอตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบ อาวุธปืนยี่ห้อ NORINCO ขนาด 9 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 อัน พร้อมกระสุน 6นัด บรรจุอยู่ในตัวปืน อยู่ภายในกระเป๋าหนังสีดำซุกซ่อนอยู่ที่บริเวณเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้ารถยนต์ฯ และพบเครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 5 นัด อยู่ในกระเป๋าหลังของกางเกงผู้ถูกจับ

จากการสอบถามผู้ถูกจับ รับว่าของกลางที่ตรวจพบเป็นของตนจริง ได้รับจำนำมาจากเพื่อน เจ้าหน้าที่ฯจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “มีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน, พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุอันควร” จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.สน.ห้วยขวาง ดำเนินการตามกฎหมาย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ททท.จัดอลังการ เค้าท์ดาวน์กำแพงเพชร โดยมี นายก ส.คิกบ็อคซิ่ง ร่วมเปิดอย่างยิ่งใหญ่!

ททท. ร่วมกับจังหวัดกำแพงเพชร เนรมิต ลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิริจิตอุทยาน เฉลิมฉลองศักราชใหม่ ในงาน “KAMPHAENGPHET GLOW NIGHT COUNTDOWN 2026” ส่งมอบความสุขสุดอลังการ 28 ธันวาคม 2568–1 มกราคม 2569 นี้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดกำแพงเพชร จัดงาน KAMPHAENGPHET GLOW NIGHT COUNTDOWN 2026 เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568–1 มกราคม 2569 นี้ ณ ลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสิริจิตอุทยาน จังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้แนวคิด ภาคเหนือ “Season of North สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ชูเสน่ห์อัตลักษณ์ภาคเหนือ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสวัฒนธรรมและเรื่องราววิถีชุมชน และเพื่อเป็นส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในช่วงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,นาย ไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกำแพงเพชร และนายก สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่ง พร้อม หัวหน้าส่วนราชการภายในจังหวัดให้เกียรติร่วมงานในครั้งนี้

ภายในงานได้มีการนำเสนอไฮไลต์การประดับไฟ Lighting ในคอนเซป ลายผ้าไทยทางเหนือ ที่เป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชน ผ่านลายผ้าไทยทางเหนือ ซึ่งสะท้อนภูมิ ปัญญา วิถีชีวิต และสายใยความรักของครอบครัว ที่ตอนนี้ ถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเหล่าทหารกล้า คือ “ผ้าถุงแม่” ที่เป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม แต่คือผืนผ้าที่แม่ทอ แม่เลือก และแม่ส่งต่อลวดลายแต่ละเส้น คือความรัก ความห่วงใย เป็นความเชื่อและวัฒนธรรมไทยที่มองว่า “ชายผ้าถุงแม่” เป็นเครื่อง รางศักดิ์สิทธิ์ ให้ความคุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัย โดยเฉพาะทหารไทย หรือผู้ที่ต้องเผชิญอันตราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักบริสุทธิ์ ความกตัญญู และพลังจากแม่ เป็นการสร้างบรรยากาศเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน พร้อมสร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนยกระดับจังหวัดกำแพงเพชร สู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ตม.5” สั่งตั้งกรรมการฯ ตม.ตาก พลาดปล่อยหลุดพม่าขืนใจ ลั่นไม่เว้นวินัย-อาญา สั่งประสานพม่าเร่งติดตามตัว

“ตม.5 สั่งตั้งกรรมการฯ ตม.ตาก พลาดปล่อยหลุดพม่าขืนใจ ลั่นไม่เว้นวินัย-อาญา สั่งประสานพม่าเร่งติดตามตัว“

สืบเนื่องจากกรณีปรากฎการเผยแพร่ข่าวผ่านเพจ ข่าวสดออนไลน์ และเพจ Drama-addict เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2569 ว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีมารดาถูกลูกจ้างสัญชาติเมียนมาทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 ต่อมาคนร้ายถูกส่งตัวมายัง ตม.จ.ตาก และถูกผลักดันส่งกลับไปยังประเทศเมียนมา ทั้งที่คนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในระหว่างกระบวนการรอดำเนินคดี

กรณีดังกล่าวนั้น วันนี้ (3 ม.ค.2569) พ.ต.อ.ศราวุธ วะเท รอง ผบก.ตม.5 ในฐานะโฆษก บก. ตม.5 เปิดเผยว่า ทาง พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 ได้รับรายงานเหตุเบื้องต้นแล้ว และได้สั่ง ผกก.ตม.จ.ตาก ตรวจสอบข้อเท็จจริง

ผลการตรวจสอบพบว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2568 สภ.พะวอ จ.ตาก ได้ส่งตัวนายโทนตาอ่อง สัญชาติเมียนมา มายัง ตม.จ.ตาก เพื่อผลักดันส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร และในวันเดียวกัน ได้มีหนังสือแจ้งขอชะลอการส่งกลับ เนื่องจากอยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าผู้อื่น แต่ขณะนั้น พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ออกหมายจับ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนระหว่างการรอผลตรวจ DNA

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 พนักงานสอบสวน สภ.พะวอ จ.ตาก ได้ขออนุมัติหมายจับ นายโทนตาอ่อง ในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่น” และได้นำหมายจับพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาขอรับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงได้ทราบภายหลังว่า คนต่างด้าวดังกล่าวถูกส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.2568 โดยเจ้าหน้าที่งานผลักดัน ตม.จ.ตาก ได้ดำเนินการผลักดันคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 50 ราย กลับเมียนมา จากการตรวจสอบภายหลัง พบว่าในจำนวนนี้มี นายโทนตา อ่อง สัญชาติเมียนมา รวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่งานผลักดันฯ ยืนยันว่า ไม่ปรากฏว่ามีการรับแจ้งการขอชะลอการส่งกลับแต่อย่างใด

เมื่อทราบเหตุดังกล่าว ผบก.ตม.5 จึงได้สั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ห้องกัก ตม.จ.ตาก ผลัดที่รับตัวผู้ต้องหา โดยในชั้นนี้ ถือเป็นความบกพร่องที่ปรากฎชัดแจ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พบสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นความบกพร่องโดยเจตนา หรือประมาทเลินเล่อ เพื่อใช้เป็นข้อมูลดำเนินการทางวินัย และคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุดต่อไป

สำหรับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งถูกผลักดันกลับไปยังประเทศเมียนมาแล้วนั้น ผบก.ตม.5 ได้จัดชุดสืบสวนไปประสานงานกับทางเมียนมา เพื่อติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศ ไทยโดยเร็วที่สุด และได้กำชับการปฏิบัติไปยังหัวหน้าหน่วยในสังกัด หากผู้ต้องกักที่มีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา และมีการประสานมายังหน่วย ตม. ในการชะลอการส่งกลับ ให้เจ้าหน้าที่ รายงานให้หัวหน้าหน่วยทราบในทันที เพื่อสั่งการกำชับการปฏิบัติไม่ให้เกิดความบกพร่องและเสียหายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญวันเด็ก เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญวันเด็ก แบ่งปันความรัก เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ,นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ,นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิ การฯ, คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก ประกอบด้วย สมุด,ดินสอ,ไม้บรรทัด,ปากกา และกล่องดินสอ เพื่อเป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งมอบชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ ให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ เพื่อเป็นของขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 รวม 850,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.6 ล้านบาท

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 67 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 ด้วยการมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2569 ที่มอบให้ คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง รวมถึงการส่งเสริมด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดเสวนาในหัวข้อ “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวแสดงความยินดีแก่ชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ พร้อมด้วย ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธ ประธานคณะกรรมการโครงการประกาศเกียรติ คุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) มีความยินดีที่ได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ซึ่งโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ เป็นกิจกรรมสำคัญที่ (วช.) ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้และไม้มีค่า และขยายผลให้เกิดชุมชนไม้มีค่าเพิ่มมากขึ้น โดย (วช.) คาดหวังว่าชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 นี้ จะสามารถเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ชุมชนอื่นๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากชุมชนไม้มีค่าอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ได้กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการว่า โครงการชุมชนไม้มีค่าเป็นกลไกสำคัญในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลไม้มีค่า ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสร้างต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นอย่างยั่งยืน

จากนั้น ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ประธานกรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้กล่าวรายงานความเป็นมาว่า วช. เล็งเห็นความสำคัญและดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโล ยีที่เหมาะสมในการพัฒนาชุมชนไม้มีค่า ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในเครือข่ายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และรายได้จากการบริหารจัดการชุม ชน และในปี 2568 นี้ มีชุมชนสนใจสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 23 ชุมชน โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกทั้งการพิจารณาจากเอกสารตามเกณฑ์ 5 ด้านสำคัญ และการลงพื้นที่รับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานจริง จนได้ชุมชนต้นแบบที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล ดังนี้

  1. รางวัลระดับ “ดีเด่น” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านร่องเคาะ จ.ลำปาง, เครือข่ายเกษตรกรบ้านมาบชุมแสงพัฒนา จ.นครสวรรค์, วิสาหกิจบ้านแปลงนกเป้า จ.ฉะเชิงเทรา
  2. รางวัลระดับ “ดี” จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรักษ์ป่า จ.สุรินทร์,ชุมชนบ้านโค้งตาบาง จ.เพชรบุรี,ชุมชนบ้านสบลืน จ.ลำปาง,ป่าชุมชนบ้านจำหวาย จ.เชียงราย,ป่าชุมชนบ้านหนองแวงยาว จ.ร้อยเอ็ด
  3. รางวัลระดับ “ชมเชย” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรถป่าประดู่ ห้วยทรายขาว จ.สุราษฎร์ธานี,ชุมชนบ้านต้นปล้องใต้ จ.เชียงราย,ชุมชนบ้านคำสมอ จ.อุบลราชธานี

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” โดยผู้นําชุมชนที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจําปี 2568 ระดับ “ดีเด่น” ดังนี้ นายวรพจน์ นากวิกรัย บ้านแปลงนกเป้า จังหวัดฉะเชิงเทรา,นายบุญธรรม ทับทิมศรี บ้านมาบชุมแสงพัฒนา จังหวัดนครสวรรค์ และนายอดิเรก สวยสด บ้านร่องเคาะ จังหวัดลําปาง ดำเนินรายการโดย นายประลอง ดำรงค์ไทย กรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้สะท้อนประเด็นสำคัญในการพลิกฟื้นผืนดินสู่ความมั่งคั่ง ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566–2570) ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ และ ระยะที่ 2 (2571 เป็นต้นไป) ยกระดับสู่ต้นแบบที่ยั่งยืน ซึ่ง (วช.) พร้อมผลักดันโมเดลจากทั้ง 3 ชุมชนนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน รุดทวงถามความเป็นธรรมที่ สำนักงาน ป.ป.ช.

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน รุดทวงถามความเป็นธรรมที่ สำนักงาน ป.ป.ช.

จากกรณีอดีตผู้บริหาร ขสมก. ร่วม บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ปลอมลายเซ็นตนเองและภรรยา เพื่อฮุบสัมปทานโฆษณาบนรถเมล์ ขสมก. ก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท และภาครัฐเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

วันที่ 6 ม.ค.2569 เวลา 09.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกราง วัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน เดินทางมาพร้อมทีมงานกฎหมายและคณะสื่อมวลชน เพื่อทวงถามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนอดีตผู้บริหารระดับสูงของ ขสมก. กับพวก เป็นเจ้าพนักืงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปลอมลายมือชื่อ ใช้เอกสารปลอม และใช้อำนาจโดยทุจริตปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ บริษัท ก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด ได้รับความเสียหายจากการเป็นเจ้าของสัญญาสัมปทานเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถโดยสารยูโรทู ของ ขสมก. มากกว่า 10 ปี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นผลต่อเนื่องให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐกว่า 1,000 ล้านบาท

โดยกรณีดังกล่าวตนได้ยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ท. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนี้เป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายอำนาจของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนี้ให้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ปป 0006/159 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

และในวันนี้คือวันอังคารที่ 6 ม.ค.2569 เป็นเวลาที่ล่วงเลยมา 322 วัน หรือมากกว่า 10 เดือนแล้ว ดังนั้นกระผมนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ จึงมาขอติดตามการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ขสมก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เป็นเหตุให้ บริษัท ก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของสัมปทานโฆษณาบนรถยนต์โดยสารยูโรทู ของ ขสมก. ตัวจริง ได้รับความเสียหายมานานกว่า 10 ปี เป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท

จากนั้น นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับสื่อมวลชนถึงสาเหตุที่ต้องมาติดตามเรื่องที่สำนักงาน ป.ป.ช. ในวันนี้ว่า “เหมือนมีการดำเนินการจากช่องทางอื่นๆ ในการชะลอการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยสังเกตได้จากหนังสือ ‘ด่วนที่สุด’ ที่ส่งจากสำนักงาน ป.ป.ท. มายังสำนักงาน ป.ป.ช. จนถึงวันนี้ 322 วัน แต่ไร้ความคืบหน้าใดๆ หรือความหมายของคำว่า ‘ด่วนที่สุด’ ระหว่างประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพสุจริตแบบเรา กับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. จะเข้าใจไม่เหมือนกัน?”

นายก่อเกียรติฯ ยังกล่าวถึงกรณี ผอ. ขสมก. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ตนทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 ธ.ค.2568 ขอให้ ขสมก. ชี้แจงกรณีปลอมลายมือชื่อในการลงนามสัญญาเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสาร ขสมก. ว่าทาง ขสมก. ดำเนินการตรวจสอบเอกสารสัญญา ขั้นตอนดำเนินการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผลการตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง และจากการตรวจสอบกับคู่สัญญา คือ บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) พบว่าเป็นข้อพิพาทเดิมที่เกิดขึ้นกว่า 20 ปีที่ผ่านมา และผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วนแล้ว อีกทั้ง ขสมก. เคยใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ร้องเรียนในประเด็นเดียวกันมาก่อน ทำให้ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ข้อกล่าวหาใหม่ และยุติแล้วในทางกฎหมาย

กระผมนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ขอเรียนต่อสื่อมวลชนทุกท่านว่า “หลังจากกระผมได้มีข้อพิพาททางคดีความกับ บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) แล้ว ผมได้พบหลักฐานใหม่อันเป็นเอกสารที่มีการปลอมลายมือชื่อ มีการใช้เอกสารปลอม และนำเอกสารดังกล่าวนี้ไปใช้ในการปลอมแปลงลายมือชื่อในการลงนามเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสารของ ขสมก. อันเป็น การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริตโดยมิชอบ ของเจ้าหน้าที่ ขสมก. อีกมากกว่า 50 ฉบับ ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข สัมปทานเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสารของ ขสมก.

กระผมจึงมีความจำเป็นต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ร้องเรียนการทุจริตสัมปทานโฆษณาบนรถยนต์โดย สารของ ขสมก. ในครั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทยคนหนึ่ง ตามที่มีปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการใช้สิทธิฟ้องร้อง ดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ ขสมก. ที่กระทำความผิดต่อกฎหมาย และ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหา ชน) กับพวกที่ร่วมกันกระทำความผิดด้วยสิทธิอันพึงมีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

นอกจากนี้ ตนยังอยากฝากพี่น้องสื่อมวลชนพิจารณาภาพประธานบริหารสื่อยักษ์ใหญ่ บ. แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) อยู่ในงานเลี้ยงร่วมเฟรมเดียวกับบุคคลที่ถูกกล่าวถึงว่ามีความเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์อย่างมากในขณะนี้ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่?

อีกทั้งอาจมีคำถามว่า “การดำเนินการร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่ ขสมก. ปฏิบัติหน้าที่ทุจริต ปลอมลายมือชื่อ ใช้เอกสารปลอม ใช้อำนาจโดยทุจริต ปฏิบัติราชการโดยมิชอบ ร่วมกับ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) กับพวก เปลี่ยนแปลงแก้ไขสัมปทานเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถยูโรทู ของ ขสมก. มากว่า 10 ปี เป็นเหตุให้กระผมเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท และได้ดำเนินการร้องเรียนผ่านหลายองค์กรในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา แต่จู่ๆ กลับเงียบหายไป

จึงขอชี้แจงต่อพี่น้องสื่อว่า มีบุคคลผู้หนึ่งสมมติชื่อ “หม่อมหลวง ส.” มาพบกับกระผมแล้วแจ้งให้ทราบว่าขอให้หยุดการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ขสมก. และ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) กับพวก ที่ร่วมกันทุจริตเปลี่ยนแปลงสัมปทานเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถโดยสารยูโรทู แล้วจะดำเนินการไกล่เกลี่ยเคลียร์ให้ปัญหาทั้งหมดให้จบและหมดปัญหาระหว่างกัน

ซึ่งจากการที่ “หม่อมหลวง ส.” แจ้งให้ทราบ ทำให้ผมได้หลงเชื่ออย่างสนิทใจ และหยุดการร้องเรียนดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ทำให้ผมสูญเสียโอกาสในการร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม และสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ

ขณะนี้ผมได้ดำเนินการร้องทุกข์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการแอบอ้างเบื้องสูงให้หยุดการร้องเรียนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากสื่อท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเรื่องนี้ กรุณาติดต่อกับผมได้โดยตรง หรือติดตามทางสื่อออนไลน์ “โปรมวยโลกก่อเกียรติร้องทุกข์” นะครับ ขอบคุณมากครับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน