สืบ สตม.รวบหนุ่มจีนคาบ้านพักสมุทรสาคร หนีคดีฉ้อโกงเซินเจิ้น-แอบอยู่เกิน 126 วัน

สืบ สตม. รวบหนุ่มจีนคาบ้านพักสมุทรสาคร หนีคดีฉ้อโกงเซินเจิ้น-แอบอยู่เกิน 126 วัน

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.),พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับ การสืบสวนสอบสวน สตม. และ พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.ฯ ปรก.บก.สส.สตม. ให้เร่งสืบสวนติดตามจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายและผู้ต้องหาตามหมายจับต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก. สส.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิทยา ทองผึ้ง รอง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ พ.ต.ต.จุรินทร์ชาติ โสตะ สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. ร่วมกันจับกุม MR. XIE (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี สัญ ชาติจีน ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (อยู่เกิน 126 วัน” และเป็นบุคคลตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐานฉ้อโกง ตามหมายจับของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เขตหลงก่าง เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ลงวันที่ 15 กันยายน 2566

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ทราบว่า ผู้ต้องหาหลบพักอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถนนพระราม 2 ต.บางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงเข้าตรวจสอบและพบตัว ก่อนแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและตรวจสอบเอกสารการเดินทาง ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 แต่ไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยตามกำหนด ทำให้มีสถานะอยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) เป็นเวลา 126 วัน

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิตามกฎหมาย และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานการดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับหมายจับของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการติดตามผู้ต้อง หาตามหมายจับต่างประเทศ และมุ่งมั่นดำเนินการกวาดล้างคนต่างด้าวที่กระทำความผิดและหนีมากบดานในไทย ตามนโยบาย “ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งหลบซ่อนของอาชญากรข้ามชาติ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บช.ปส.ขยายผลเคสหิ้วไอซ์ซุกในซองกาแฟเข้าญี่ปุ่น รวบแก๊งค้ายาชาวเวียดนาม ตั้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ

บช.ปส.ขยายผลเคสหิ้วไอซ์ซุกในซองกาแฟเข้าญี่ปุ่น รวบแก๊งค้ายาชาวเวียดนาม ตั้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ

สืบเนื่องมาจาก ที่ปรากฏข่าวหญิงไทยรับจ้างหิ้วของเข้าประเทศญี่ปุ่น ถูกทางการญี่ปุ่นตรวจพบ เป็นยาเสพติดประเภทไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ. ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ดำเนินการสืบสวนขยายผลคดีนี้ให้ถึงที่สุด เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคม

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ได้นำทีมสืบสวนสอบสวน พร้อมแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช. ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.ธีระ ทองระยับ ผบก.ปส.4 และ พล.ต.ต.วันชนะ บวรบุญ ผบก.ขส.,ทางการญี่ปุ่น และสำนักงาน ป.ป.ส.ร่วมสืบสวนขยายผลจนทราบว่ากลุ่มผู้ห้องหาเป็นชาวเวียดนามร่วมกันก่อเหตุมีลักษณะเป็นขบวนการกระทำความผิดร้ายแรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บช.ปส. จึงได้รับเป็นคดีการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญา กรรมข้ามชาติ พร้อมขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุมตัว น.ส.โฮ (นามสมมติ) สัญชาติเวียดนาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้โอนเงินค่าจ้างหิ้ว ให้กับ น.ส.จุฑาทิพย์ (นามสมมติ) หญิงไทยที่ถูกจับกุมที่ญี่ปุ่น โดยสามารถจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา

จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมทราบว่า น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กรับจ้างหิ้วของไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการติดต่อว่าจ้างจากบุคคลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ING ING” ให้หิ้วพัสดุไปยังประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งกล่องพัสดุผ่านบริการขนส่งเอกชนมาให้ น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ภายในกล่องดังกล่าวมีการนำไอซ์ ซุกซ่อนไว้ในซองกาแฟสำเร็จรูป ปะปนกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปเพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ คณะทำงานได้สืบ สวนจนทราบผู้ที่ใช้บัญชีแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ING ING” คือ นายแบง (นามสมมติ) สัญชาติเวียดนาม จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 อย่างไรก็ตาม พบว่านายแบง (นามสมมติ) ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้รับแจ้งประสานจากทางการประเทศญี่ปุ่นว่า อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ส.จุฑาทิพย์ฯ และจะส่งตัวเดินทางกลับประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 1 ส.ค.2569 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. จึงได้สั่งการด่วนให้คณะทำงานประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมรับตัว น.ส.จุฑาทิพย์ฯ และเชิญตัวมายัง บช.ปส. เพื่อบันทึกถ้อยคำและรวบรวมพยานหลักฐาน

ล่าสุดในวันที่ 1 ส.ค. 2569 ณ บช.ปส. นำโดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ธนรัชต์ สอนกล้า,พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช. ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 และ พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. ได้ร่วมรับตัวและสอบปากคำ น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักผู้ที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ได้ทั้ง หมด เบื้องต้น น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นๆ ที่คณะทำงานได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้ออกหมายจับเครือข่ายชาวเวียดนามที่ก่อเหตุแล้วจำนวน 2 หมาย สามารถจับกุมได้ 1 คน และอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 1 คน ในข้อหา “การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” และคาดว่าจะสามารถขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้ในเร็วๆ นี้

บช.ปส. ขอเตือนภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มีพฤติกรรมรับฝากหรือรับหิ้วของเดินทางระหว่างประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉา ชีพหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่แอบแฝงซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายในสัมภาระ ซึ่งอาจทำให้ท่านตกเป็นผู้ต้องหาและถูกดำเนินคดีทางอาญาโดยไม่รู้ตัว หากพบเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่ บช.ปส. หรือ สายด่วน ตร.1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มหาดไทย แถลงใหญ่จัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ขนสินค้ากว่า 2,000 ร้านค้า ชู 4 โซนใหม่ ตั้งเป้าเงินสะพัด 800 ล้านบาท

นนทบุรี – กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดแถลงข่าวการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน” เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เปิดโอกาสให้ประชา ชนได้นำสิทธิ์ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาใช้เป็นส่วนลดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพระดับพรีเมียม ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเม็ดเงินตรงสู่ผู้ผลิตและช่างฝีมือในระดับท้องถิ่น โดยคาดการณ์ว่าการนำสิทธิ์ดังกล่าวมาใช้ร่วมกับกิจกรรมภาย ในงานจะสร้างเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ ลาน The Hill ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ จังหวัดนนทบุรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว ร่วมกับ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ พิมประภา ตั้งประภาพร นักร้องนักแสดงชื่อดังในฐานะพรีเซนเตอร์ประจำปี 2569 โดยมีผู้บริหารและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยยกระดับ OTOP จากโครงการเพิ่มรายได้สู่การสร้าง “ผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่” ที่แข่งขันได้ในระดับสากล ผ่านระบบ OTOP One Stop Service ครอบคลุมการรับรองมาตรฐาน Fast Track การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมขับเคลื่อน 4 มิติหลัก ได้แก่ การผลิต การตลาด เทคโนโลยี และการเงิน เพื่อยกระดับแบรนด์ Made in Thailand ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ

ด้าน นายสยาม ศิริมงคล กล่าวเสริมว่า งานในปีนี้รวบรวมร้านค้ากว่า 2,000 ร้านค้า ทั้งผลิต ภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ OTOP 5 ประเภท OTOP ชวนชิม และเปิดตัว 4 โซนไฮไลท์ใหม่ ได้แก่ :

  1. OTOP MuTelu: นำเสนอเครื่องราง ศิลปะสายมู และภูมิปัญญาความเชื่อในดีไซน์ร่วมสมัย
  2. OTOP Craft & Design : งานหัตถกรรมผสมผสานนวัตกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน
  3. OTOP Luxury: เครื่องประดับและอัญมณีเกรดพรีเมียม เพื่อการเจรจาธุรกิจแบบ B2B
  4. OTOP Spirits Tasting : คัดสรรเครื่องดื่มพื้นบ้านเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเปิดตลาดใหม่

นอกจากนี้ยังมีการบริการชอปปิ้งออนไลน์บริการส่งตรงถึงบ้านคุณ และประชาชนยังสามารถใช้สิทธิ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาเป็นส่วนลดภายในงานได้อีกด้วย งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

พิมประภา ตั้งประภาพร พรีเซนเตอร์ประจำปี 2569 ซึ่งเดินทางมาร่วมงานในชุดผ้าไทยดีไซน์ร่วมสมัย ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงาน และเป็นสื่อกลางในการนำเสนอเสน่ห์อันมีเอกลักษณ์ของผ้าไทยสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมให้ทัศนะว่า ปัจจุบันทั้งผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ OTOP มีการยกระดับอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านการออกแบบ โทนสี รูปลักษณ์ และฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถักทอความภาคภูมิใจและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ไปด้วยกัน ในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 พื้นที่ที่รวบรวมเสน่ห์แห่งผ้าไทยและอัตลักษณ์ชุมชนทั่วประเทศมาให้คุณได้ ชม ชิม ช้อป กันอย่างเต็มอิ่ม พร้อมใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้อย่างคุ้มค่า ระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มาร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฝีมือชาวบ้านโดยตรง เพราะผ้าทุกผืนและสินค้าทุกชิ้นที่คุณเลือก ไม่เพียงแต่ส่งต่อความสุขให้แก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสืบสานคุณค่าของแผ่นดิน และต่อลมหายใจให้แก่เศรษฐกิจชุมชนไทยทั่วทุกทิศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปลัด “นัทรียา” ดัน CCC สู่ Big Data ด้านการออกกำลังกายระดับประเทศ เชื่อมข้อมูล–สร้างแรงจูงใจ ตั้งเป้าคนไทย 50% ขยับร่างกายสม่ำเสมอ

ปลัด “นัทรียา” ดัน CCC สู่ Big Data ด้านการออกกำลังกายระดับประเทศ เชื่อมข้อมูล–สร้างแรงจูงใจ ตั้งเป้าคนไทย 50% ขยับร่างกายสม่ำเสมอ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “Move Together Day: CCC Festival” ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับ “Calories Credit Challenge: CCC” ระยะที่ 3 สู่การเป็น Big Data Platform ด้านการออกกำลังกายของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านกีฬาและสุขภาพให้แม่นยำและตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น

นางสาวนัทรียาฯ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในยุคดิจิทัล ซึ่ง CCC ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน

“วันนี้ CCC ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกการออกกำลังกาย แต่เรากำลังพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศ ที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อประชา ชนและการบริหารนโยบายของภาครัฐ เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้คนไทยออกกำลังกายมากขึ้น และทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” นางสาวนัทรียาฯ กล่าว

สำหรับการพัฒนา CCC ระยะที่ 3 กระทรวงฯ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งยกระดับระบบให้สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลจากแอปพลิเคชันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนในมิติต่าง ๆ ทั้งพื้นที่ ช่วงวัย และกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบนโยบาย มาตรการ และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการและพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละกลุ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดตัว แอปพลิเคชัน CCC เวอร์ชันใหม่ ที่พัฒนาฟีเจอร์และประสบการณ์การใช้งานให้สะดวกและสนุกยิ่งขึ้น รองรับการสร้างกิจกรรมและ Challenge การออกกำลังกายในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นกิจกรรมที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือการสร้าง “CCC Community” พื้นที่สำหรับเชื่อมโยงสมาชิกและเครือข่ายคนรักสุขภาพทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างกิจกรรม และชวนกันออกกำลังกาย เพื่อขยายจากการสร้างสุขภาพในระดับบุคคลไปสู่การสร้าง “สังคมแห่งการออกกำลังกาย” ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

นางสาวนัทรียาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการ CCC สอดคล้องกับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้ คนไทยอย่างน้อยร้อยละ 50 ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอภายในปี 2570 ซึ่งการจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโน โลยี ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ ตลอดจนความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน

การจัดงาน “Move Together Day: CCC Festival” จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัว CCC ระยะที่ 3 แต่ยังเป็นพื้นที่ถ่ายทอดแนวคิด “ขยับไปด้วยกัน” สู่การปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและเครือข่ายด้านสุขภาพได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบ การณ์ และร่วมสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกายให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

“เราอยากเห็นเทคโนโลยีและข้อมูลถูกนำมาใช้เพื่อทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม CCC ระยะที่ 3 จึงเป็นมากกว่าการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลการออกกำลังกายของประเทศ เชื่อมคน เชื่อมข้อมูล และเชื่อมความร่วมมือ เพื่อให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงการออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และทำได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายปลายทางคือ คนไทยแข็งแรง และประเทศไทยก้าวสู่สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน” นางสาวนัทรียาฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“นายกแก้ว” จากยูยิตสูชนะขาด นั่งบอร์ดการกีฬาเป็นสมัยที่สอง

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 ดร.ก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และ นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการกีฬาฯ ฝ่ายบริหาร เป็นประธานอนุกรรมการ การเลือกตั้งกรรมการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ประเภทผู้แทนสมาคมกีฬาฯ ที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ที่ห้องประชุม ชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา กกท. หัวหมาก

ทั้งนี้ กกท. ได้ประกาศรับสมัครผู้สนใจเข้ารับเลือกเป็นกรรมการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ประเภทผู้แทนสมาคมกีฬาฯ ที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” โดยมีผู้สมัครจำนวน 2 คน ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ จันทร์ดวงโต นายกสมาคมกีฬางัดข้อแห่งประเทศไทย กับ “นายกแก้ว” ผศ. ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย

ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า นายสุรเชษฐ์ได้ 8 คะแนน ขณะที่ รศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ได้ 44 คะแนน โดยผู้มีสิทธิสามารถลงคะแนนได้ 84 คน มาใช้สิทธิลงคะแนน 54 คน (เป็นบัตรดี 52 ใบ และบัตรเสีย 1 ใบ,ไม่ประสงค์ลงคะแนน ทำให้ รศ.ชาญชัย ได้เข้ามาเป็นบอร์ด กกท.สมัยที่ 2

สำหรับเกณฑ์การเลือกตั้งหลังเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียงแล้วนั้น ได้ให้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านต่อคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งฯ ภายใน 3 วัน นับแต่วันเลือก และหากไม่มีคำคัดค้าน คณะกรรมการเลือกฯ จะนำเสนอรายชื่อต่อ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และประกาศรายชื่อ ต่อไป

ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น รศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประ เทศไทย กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านนายกสมาคมกีฬาฯ ทุกท่านที่เสียสละเวลามาทำการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ท่านชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์, นายพิชัย ชุณหวชิร, นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม, คุณนวลพรรณ ล่ำซำ, พล.อ.เดชา เหมกระศรี, พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์, คุณธนา ไชยประสิทธิ์, พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ, นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา, ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา, นายสันติโหลทอง, รอ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า, คุณนฤมล ศิริวัฒน์, นายสุนทร จารุมนต์ รวมถึงท่านนายกสมาคมกีฬาทุกท่านที่ลงคะแนนเสียงให้ ต้องขอขอบพระคุณในความไว้วางใจ โดยหลังจากนี้คงต้องรอการพิจารณาเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นด้วยดีก็พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้แทนให้กับสมาคมกีฬาเป็นปากเสียงให้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการประสานงานกับกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กับการกีฬาแห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เวทีแห่งเกียรติยศ GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ยกย่องผู้มีผลงานโดดเด่นด้านธุรกิจ การท่องเที่ยว และสังคม

กรุงเทพฯ – ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! “GLOBAL WORLD AWARDS 2026” มอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ เชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบจากหลากหลายสาขา

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ คาลิโซ่ เอเชียทีค เดอะรีเวอร์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ที่จัดขึ้น ณ Calypso Asiatique The Riverfront เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา เวทีมอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชิดชูบุคคล องค์กร ผู้ประกอบการ อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ เน็ตไอดอล และผู้มีผลงานโดดเด่นจากหลากหลายสาขา ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาประเทศ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พ่อหม่อม พลตรีหม่อมหลวงวัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ให้เกียรติเป็น ประธานในพิธีมอบรางวัล แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกจากหลากหลายสาขา สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้รับรางวัลและผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก มีผู้ได้รับการเสนอชื่อและเข้าร่วมรับรางวัลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และองค์กรนานาชาติ

การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือของคณะผู้จัดงาน ประกอบด้วย :

  • คุณกล้ามชาย จีนสวัสดิ์ ประธานโครงการเก้าเสาหลักพิทักษ์แผ่นดิน และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย
  • คุณกฤษณา จีนสวัสดิ์ นายกสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย
  • คุณก๊อต ดราก้อน ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย
  • คุณ Serdar Atila ผู้ช่วย Mr. Faruk Alkaya ประธานองค์กร i.O.F.F. ซึ่งร่วมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ

ภายในงานได้มีการมอบรางวัลเกียรติยศในหลายสาขา รวมถึง ATTOF Tourism World Award of Excellence 2026 เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม ธุรกิจ และการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ

การจัดงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ๆ ในระดับสากลต่อไป

งานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้จัดงานในการยกระดับเวทีรางวัลของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้บุคคลและองค์กรที่อุทิศตนเพื่อสังคม ได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติในระดับนานาชาติอย่างสมเกียรติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569

สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถาน การณ์ วางแผนการผลิต และกำหนดมาตรการด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละหมู่บ้านมีความแตกต่างกัน ทั้งชนิดสินค้า จำนวนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การมีฐานข้อมูลระดับหมู่บ้านที่ชัดเจน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาระบบข้อมูลเกษตรของประ เทศให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนิน โครงการจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจ (Sampling for List Frame Survey) โดยอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างของกิจกรรมการเกษตรระดับหมู่บ้าน สำหรับใช้เป็นฐานในการสำรวจด้วยตัวอย่าง และสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตร โดยข้อมูลกรอบตัวอย่างเปรียบเสมือนฐานข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยให้การสำรวจครอบคลุม เลือกกลุ่มตัวอย่างได้เหมาะสม และสะท้อนภาพการผลิตจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือการดึงศักยภาพของ อกม. ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับเกษตรกรและรู้ข้อมูลการเกษตรของหมู่บ้านเป็นอย่างดี เข้ามามีบทบาทในการสำรวจภาคสนาม ผ่านการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ กสก. และ สศก. พร้อมใช้ระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัล Frame-asa เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับ อกม. ให้เป็นเครือข่ายด้านข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน และเป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่สู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย

สำหรับการดำเนินงานของโครงการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2566-2569 โดยมีเป้าหมายจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมประมาณ 75,000 หมู่บ้าน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นปีเป้าหมายสำคัญในการดำเนินการให้ครบถ้วน โดยยังเหลือพื้นที่เป้าหมายกว่า 18,000 หมู่บ้าน ในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 และ 5 ได้แก่ มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, สุรินทร์, บุรีรัมย์, ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลสินค้าเกษตร 26 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้มีฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างที่ครอบคลุมและสามารถนำไปใช้สนับสนุนการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานในพื้นที่เป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง สศก. และ กสก. โดยมีการจัดเตรียมระบบเว็บแอปพลิเคชัน Frame-asa สำหรับใช้บันทึกข้อมูลภาคสนาม พร้อมประชุมชี้แจงแนวทางการจัดเก็บข้อมูลและการใช้งานระบบให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สศท. และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติให้แก่ อกม. ในพื้นที่ โดย อกม. จะบันทึกข้อมูลกิจกรรมการเกษตรของเกษตรกรในหมู่บ้าน ครอบคลุมสินค้าเกษตรเป้าหมาย 26 ชนิด อาทิ จำนวนครัวเรือนที่ทำการเกษตร เนื้อที่เพาะปลูกหรือเนื้อที่ให้ผล จำนวนสัตว์เลี้ยง มาตรฐานการผลิต แหล่งจำหน่ายผลผลิต และราคาที่ขายได้ จากนั้นจะมีการติด ตามความก้าวหน้า ยืนยันการบันทึกข้อมูล ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลทั้งในระบบและภาคสนาม ก่อนนำไปประมวลผล วิเคราะห์ปรับปรุง และรายงานผลตามแผนงานต่อไป

“การจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจโดย อกม. เป็นการวางรากฐานสำคัญให้ระบบข้อมูลเกษตรของประเทศมีความครบถ้วน แม่นยำ และเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการยกระดับบทบาทของ อกม. ในฐานะผู้รู้ข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน ให้เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของ กสก. และ สศก. เพื่อนำข้อมูลจากพื้นที่ไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดนโยบายด้านการเกษตรได้ตรงกับความต้องการของเกษตร กรและพื้นที่มากยิ่งขึ้น” นายพีรพันธ์ฯ กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศุลกากร จับมือ ตชด. พร้อม AOT เปิดปฏิบัติการ “Scent Enforcer” ส่งทีม K-9 เสริมทัพสกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ ปิดทางผ่านไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

ศุลกากร จับมือ ตชด. พร้อม AOT เปิดปฏิบัติการ “Scent Enforcer” ส่งทีม K-9 เสริมทัพสกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ ปิดทางผ่านไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

กรมศุลกากรขานรับนโยบายรัฐบาล ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดตัวปฏิบัติการการบูรณาการความร่วมมือโดยใช้สุนัขตรวจค้น (Scent Enforcer) เข้าสนับสนุนการตรวจคัดกรองสัมภาระผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งยกระดับประสิทธิ ภาพการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านขององค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศ

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรขานรับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เน้นย้ำให้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยมุ่งบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า- ส่งออก และนำผ่านยาเสพติดให้โทษทุกช่องทาง ทั้งท่าอากาศยาน ด่านชายแดน และระบบพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎ หมายอย่างเข้มงวดและสกัดกั้นอย่างเข้มข้นในทุกมิติเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดโดยมุ่งใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านภูมิศาสตร์ของไทยใกล้ชิดกับแหล่งผลิตยาเสพติด โดยปัจจุบันมีการตรวจพบการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านผู้โดยสารทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะการซุกซ่อนยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ ทั้งภายในร่างกาย บริเวณรอบตัว กระเป๋าสัมภาระ รวมถึงการรับฝากหิ้วของ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงได้พิจารณาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน และได้มีมติในคราวประชุม
ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บูรณาการ การปฏิบัติงานร่วมกับกรมศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้น เฝ้าระวัง และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดออกนอกประเทศ โดยการนำสุนัขตรวจค้น K9 มาใช้สนับสนุนตรวจคัดกรองและบ่งชี้สัมภาระต้องสงสัย อันนำมาสู่การบูรณาการความร่วมมือโดยใช้สุนัขตรวจค้น (Scent Enforcer) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย อันได้แก่ กรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ชุดปฏิบัติการ AITF สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในการปกป้องสังคมและแก้ไขปัญหาการลักลอบยาเสพติดระหว่างประเทศร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้บูรณาการความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดสู่ระดับสากล โดยใช้สุนัขตรวจค้นเข้าเสริมศักยภาพ ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างเต็มกำลัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปฏิบัติงานร่วมกันในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ความรู้ เทคนิค และประสบการณ์ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงาน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจร่วมกันในอนาคต

และด้านนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ในฐานะท่าอากาศยานหลักของประเทศ พร้อมให้การสนับ สนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะยาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ทสภ. กรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนำสุนัขตรวจค้น (Scent Enforcer) มาเสริมการปฏิบัติงานร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระขาออกระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดย ทสภ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในทุกด้าน ทั้งการอำนวยความสะดวก การจัด สรรพื้นที่ การประสานการปฏิบัติงาน ร่วมกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านการบินระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสาร สายการบิน ฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศต่อไป

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการ “Scent Enforcer” ไม่ได้เป็นเพียงการนำสุนัขตรวจค้นมาเสริมศักยภาพการปฏิบัติงาน แต่เป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการรับมือภัยคุกคามจากยาเสพติดอย่างเป็นระบบ ด้วยการผสานทั้งกำลังคน ข้อมูลข่าวกรอง เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมไทย ไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและร่วมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบความมั่นคงและการคมนาคมระหว่างประเทศของไทยอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิกองทุนนิยมไทย จับมือ กระทรวงวัฒนธรรม แถลงเปิดตัวโครงการ ประกวดอัตลักษณ์อาหารภูมิภาค “รสถิ่นไทย” เฟ้นหาเมนูต้นตำรับ 4 ภูมิภาค ดัน Soft Power สู่ระดับโลก

มูลนิธิกองทุนนิยมไทย จับมือ กระทรวงวัฒนธรรม แถลงเปิดตัวโครงการ ประกวดอัตลักษณ์อาหารภูมิภาค “รสถิ่นไทย” เฟ้นหาเมนูต้นตำรับ 4 ภูมิภาค ดัน Soft Power สู่ระดับโลก

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 มูลนิธิกองทุนนิยมไทย ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประกวดอัตลักษณ์อาหารภูมิภาค “รสถิ่นไทย” ณ มูลนิธิกองทุนนิยมไทย เขตบางรัก กรุงเทพฯ เพื่อรวบรวม ยกระดับ และส่งเสริมอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่นไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่างยั่งยืน

งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทย (อดีตปลัดกระทรวงการคลัง) และ นายยุทธนา หยิมการุณ กรรมการมูลนิธิกองทุนนิยมไทย และหัวหน้าคณะทำงาน (อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์) พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ได้แก่ ดร.เมธาวิน สาระยาน รองอธิการบดีฝ่ายการพัฒนานักศึกษาและกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี,ผศ.ยิ่งศักดิ์ เพชรนิล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, ผศ.พงศ์พิพัฒน์ มากช่วย รองผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี รวมถึงผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทย เปิดเผยว่า โครงการนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านอาหารไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ชุมชน และเครือข่ายท้องถิ่น โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยราชภัฏ 4 ภูมิภาค ทั่วประเทศ เพื่อค้นหาและยกระดับเมนูอาหารอันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล

สำหรับการแข่งขันจะจัดขึ้นในรอบคัดเลือกระดับภูมิภาค 4 ภาค และกรุงเทพมหานคร ได้แก่
• ภาคกลางและภาคตะวันออก : มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (เดือนสิงหาคม 2569)
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (เดือนกันยายน 2569)
• ภาคเหนือ : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (เดือนตุลาคม 2569)
• ภาคใต้ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (เดือนพฤศจิกายน 2569)
• กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (เดือนธันวาคม 2569)

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ จะประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ คัดเลือกทีมตัวแทนจังหวัด (ทีมละไม่เกิน 3 คน) เข้าแข่งขันรอบภูมิภาค เพื่อคัดเลือกทีมที่มีผลงานโดดเด่นผ่านเข้าสู่ รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศไทย ในเดือนธันวาคม 2569

นอกจากนี้ มูลนิธิกองทุนนิยมไทยยังให้การสนับสนุนเต็มรูปแบบ โดยดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าวัตถุดิบในการแข่งขันให้แก่ทุกทีมที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมมอบเงินรางวัลรวมแก่ผู้ชนะเลิศ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ผลักดัน Soft Power อาหารไทย และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้ก้าวสู่การยอมรับในระดับประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสืบสานมรดกทางอาหารไทยให้คงอยู่สืบไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“จักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต”

“จักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” 5 สิงหาคม 2569 วันคล้ายวันพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบรอบ 139 ปี

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมงานวันคล้ายวันพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบรอบ 139 ปีอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2430 ณ บริเวณพระราชวังสราญรมย์ เรียกว่า คะเด็ตสกูล และโรงเรียนทหารสราญรมย์ ต่อมาได้พัฒนาและเปลี่ยนที่ตั้ง นามเรียกขาน และหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาแห่งชาติ นโยบายของ กองทัพบก และสถานการณ์ประเทศ ถือเป็นสถาบันการศึกษาทางการทหารระดับอุดมศึกษาที่ทันสมัยแห่งหนึ่งของไทย ผลิตนายทหารสัญญาบัตรหลักให้กับกองทัพบก รับใช้ประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาประเทศ และปกป้องอธิปไตยของชาติ ใช้เวลาศึกษา 5 ปี ประกอบด้วย วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต 5 สาขาวิชา, วิทยาศาสตรบัณฑิต 3 สาขาวิชา และศิลปศาสตรบัณฑิต 2 สาขาวิชา รวมทั้งสิ้น 10 สาขาวิชา

นอกจากหลักสูตรการศึกษาวิชาพื้นฐานแล้ว นักเรียนนายร้อยจะต้องเข้ารับการฝึกภาคสนาม กับหน่วยทหาร และศูนย์การฝึกตามเหล่าสายวิทยาการต่างๆ เช่น หลักสูตรส่งทางอากาศและหลักสูตรการรบแบบจู่โจม รวมถึงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ เพื่อให้เป็น ผู้รอบรู้ มีประสบการณ์ทันโลก เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับพระราชทานยศเป็นว่าที่ร้อยตรีบรรจุเข้ารับราชการ ในหน่วยต่างๆ

ซึ่งโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นสถานศึกษาหลักทางด้านทหารของไทย ที่มุ่งมั่นผลิตนายทหารอันมีคุณลักษณะตามที่กองทัพบกต้องการ มีความเป็นสุภาพบุรุษ นักรบ นักพัฒนา เป็นผู้นำที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ เทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเป็นผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยสืบไป

#กองทัพบก #กองทัพภาคที่2 #จปร #139ปี #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน