จังหวัดน่าน ประกอบพิธีวันน้อมรำลึกเจ้าผู้ครองนครน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อดีตเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 63 ประจำปี 2569

น่าน – จังหวัดน่านประกอบพิธีวันน้อมรำลึกเจ้าผู้ครองนครน่าน บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในวันคล้ายวันถึงแก่พิราลัยของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2461 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกเจ้าผู้ครองนครน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63 ปีนี้ เป็นปีที่ 108 ที่เจ้าผู้ครองนครน่านในอดีตได้ถึงแก่พิราลัย

วันที่ 5 เมษายน 2567 เวลา 07.00 น. ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดพญาภู พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผบก.ภ.จว.นน. นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วย นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน หัวหน้าส่วนราชการข้าราชการ ศาล ตุลาการ ทหาร ตำรวจ พร้อมทายาทลูกหลาน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน ร่วม พิธีวันน้อมรำลึกเจ้าผู้ครองนครน่าน 5 เมษายน 2567 วันพิราลัยของพระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63 ทุกปี พร้อมบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อัญเชิญจิตวิญญาณอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ ลงรับเครื่องบวงสรวงสังเวย และถวายราชสักการะ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน เนื่องในวันคล้ายวันถึงแก่พิราลัยของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ อดีตเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 63

ปีนี้ เป็นปีที่ 108 ที่เจ้าผู้ครองนครน่านในอดีตได้ถึงแก่พิราลัย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ มีพระนามเดิมว่า “เจ้าสุริยะ ณ น่าน” ประสูติเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2374 ทรงเป็นราช โอรสในเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่านกับแม่เจ้าสุนันทา ในปีพ.ศ. 2398 และทรงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระยาราชวงษ์ ต่อมา พ.ศ. 2431 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นว่าที่เจ้าอุปราช เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เลื่อนพระฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น พระเจ้านครน่าน ซึ่งมีพระนามปรากฏตามสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรี มหาราชวงศาธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์” นับเป็นพระเจ้านครน่านองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ถึงแก่พิราลัยด้วยโรคชรา ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2461 สิริรวมอายุได้ 87 ปี

เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงปกครองเมืองน่าน ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามต่าง ๆ ทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน และผู้เป็นนักพัฒนาหลาย ๆ ด้านที่สำคัญ เช่นพระองค์ทรงประกอบกรณียกิจหลายประการ เช่น ด้านการปกครอง ได้ปกครองบ้านเมืองด้วยความสุจริต โอบอ้อมอารี ด้านการทหาร ได้บำรุงกิจการทหารอย่างเข้มแข็ง มีการยกทัพไปช่วยสมทบกับกองทัพของสยามในการรบ และทรงเป็นผู้สนับสนุนการจัดตั้งกองทหารแบบสมัยใหม่ โดยยกที่ดินซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของคุ้มแก้วหอคำเวียงเหนือ ให้เป็นที่ตั้งของกองทหารแบบสมัยใหม่ ปัจจุบันคือบริเวณ “ค่ายสุริยพงษ์” ด้านการพัฒนาเมือง ได้ส่งเสริมให้มีการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ การจัดผังเมือง โครงสร้างพื้นฐานของเมือง ด้านการศาสนา ได้สนับสนุนการพระศาสนา มีการบูรณะศาสนสถาน และศาสนวัตถุ พร้อมทั้งมิได้ปิดกั้นการเผยแผ่ศาสนาของคณะมิชชันนารีที่น่าน ด้านการศึกษา ได้ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาบ้านเมือง โปรดให้สร้างโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นเมื่อปี 2450 โดยให้ชื่อว่า “โรงเรียนสุริยานุเคราะห์” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร จังหวัดน่าน”

นอกจากนี้ ยังโปรดให้แสนหลวงราชสมภารชำระและเรียบเรียงพงศาวดารเรื่อง “ราชวงษ์ปกรณ์พงศาวดารเมืองน่าน” ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองน่าน แม้พระองค์ท่านจะถึงแก่พิราลัยไปแล้ว แต่เกียรติคุณยังอยู่ในความทรงจำของชาวน่านมิเสื่อมคลาย ด้านการปกครอง พระองค์ทรงมีทศพิธราชธรรม ปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน โดยเมตตาธรรม ทรงโปรดให้ยกเลิกโทษประหารทางอาญาทั้งสิ้น เป็นผู้มีวิริยะอุสาหะ ทรงมองเห็นการณ์ไกล ได้จัดวางผังเมือง ขยายถนนให้กว้างขวาง สะดวกแก่การสัญจรไปมา ดังที่ปรากฏเห็นปัจจุบัน

อนุสาวรีย์เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช สร้างขึ้นเมื่อ วันที่ 5 เมษายน พ.ศ 2523 เป็นวันมงคล วันที่ 5 เสาร์ 5 เดือน 5 โดยการริเริ่มของกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดน่าน โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ ซึ่งมีแนวคิดว่าจะสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึง พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63 และองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ เป็นพระโอรสองค์ที่สองในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62 โดยมี พระธรรมนันทโสภณ เจ้าคณะจังหวัดน่าน/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หลวงพ่อวัดศรีบุญเรือง จ.น่าน หลวงพ่อวัดดอนตัน หลวงพ่อก๋ง วัดศรีมงคล อ.ท่าวังผา จ.น่าน และเกจิอาจารย์ ทำพิธี


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

JimjamThailand แบ่งปันสังคม พานักมวย ร่วมกิจกรรมเรือนจำกลางเขาบิน ราชบุรี สร้างแรงบันดาลใจ

JimjamThailand แบ่งปันสังคม พานักมวย ร่วมกิจกรรมเรือนจำกลางเขาบิน ราชบุรี สร้างแรงบันดาลใจ

JimJamThailand โดย มาดามพิม คุณวิชาดา เดอ สมิท (Vichada De Smit) และ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พานักมวยจากค่าย Jimjam Boxing เข้าร่วมกิจกรรมมอบโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ กับ ผู้ต้องขัง

โดยมี ผู้บัญชาการเรือนจำ ดร.ศุภโชค ควรฦาชัย เปิดโอกาสให้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมี นาย ปฎิพัทธ์ มหายศนันท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ให้การต้อนรับ โดยมีวัตถุประสงค์ สร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้ผู้ต้องขัง โดย JimJamThailand ต้องการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากผลประกอบการธุรกิจในเครือ มามอบให้ เพราะเล็งเห็นโอกาสเป็นสิ่งที่สำคัญกับผู้ต้องขังอย่างมาก การก้าวผิดพลาดในชีวิต เราต้องเป็นหนึ่งมือที่ดึงพวกเขาขึ้นมาและบอกพวกเขาว่า พวกเขาคือคนที่มีศักยภาพและสามารถใช้ศักยภาพนั้นทำงานและเลี้ยงดูตนได้

โดยวันนี้ JimJam Boxing ค่ายมวยในเครือ ได้พานักมวยระดับแชมป์ อาทิ พญาอินทรีย์ ทอร์นาโด กิตติศักดิ์ มาพบกันที่ค่ายมวยในเรือนจำ บ้านอินทรี ลูกพระยม มวยไทยยิม ซึ่งเปิดมาเพื่อส่งเสริมและให้โอกาสผู้ต้องขังได้ฝึกฝนเพื่อเป็นมวยมืออาชีพ และได้ร่วมชกเพื่อส่งพลังแห่งความฝันให้ผู้ต้องขัง สำหรับคนที่อยากเป็นนักมวยมืออาชีพ เมื้อพ้นโทษแล้ว ค่าย JimJam Boxing ยินดีรับมาฝึกฝนและเติบโตไปด้วยกัน

พร้อมตั้งเป้าจัดมวยนัดพิเศษ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสขึ้นชกบนสังเวียนมืออาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เป็นแบบอย่าง และ สานความฝันของผู้ต้องขังให้เป็นความจริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ย้ำชัด! สถานประกอบกิจการต้องยื่น สท.2 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายใน 31 มี.ค.69

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เตือนสถานประกอบกิจการ (100 คนขึ้นไป) ต้องยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2568 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการมีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังแรง งานไม่น้อยกว่าปีละ 4 ล้านกว่าคน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2557 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องมีการพัฒนาทักษะให้กับลูกจ้างผ่านการจัดฝึกอบรมฝีมือแรงงาน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ หรือการรับรองความรู้ความสามารถ รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมดในแต่ละปี โดยผู้ประกอบกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายต้องดำเนินการ ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (สท.2) และชำระเงินสมทบดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ผ่านระบบออนไลน์ PRB e-Service เพื่ออำนวยความสะดวก ลดระยะเวลาการดำเนินงาน และลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหน่วยงานภาครัฐ

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า การยื่นแบบ สท.2 ผ่าน ระบบ PRB e-Service ช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานและประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อหน่วยงาน รวมทั้งสามารถตรวจสอบสถานะการยื่นแบบพร้อมจัดพิมพ์ใบเสร็จรีบเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตน โดยสามารถยื่นแบบดังกล่าวได้จนถึง มีนาคมของทุกปี ผ่านระบบออนไลน์ PRB e-Service

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงขอแจ้งเตือนผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 100 คน ขึ้นไปทุกแห่ง ท่านมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ สท.2 ประจำปี 2568 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยสามารถศึกษาวิธีการยื่นได้ที่ E-book คลิก👉https://online.pubhtml5.com/luxk/qnln/#p=1 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2246 1937 อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ท.จตุรภัทร วงศ์ศรีเผือก เสธ.นทพ. เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานทหารและประชาชน ประจำปีงบประมาณ ปี69 ณ อาคารอเนกประสงค์ นทพ.

พล.ท.จตุรภัทร วงศ์ศรีเผือก เสธ.นทพ. เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานทหารและประชาชน ประจำปีงบประมาณ ปี69 ณ อาคารอเนกประสงค์ นทพ.

เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2569 บก.ทท. (นทพ.) โดย สทพ.นทพ. พล.ท.จตุรภัทร วงศ์ศรีเผือก เสธ.นทพ. เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันนัดพบแรงงานทหารและประชาชน ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2569 ณ อาคารอเนกประสงค์ นทพ. โดยมี พล.ต.ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผอ. สทพ.นทพ. และ นาย ขัตติยะ แพนเดช ผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน และคณะผู้บังคับบัญชา นทพ. ร่วมให้การต้อนรับ ในการนี้มีสถานประกอบการจากหน่วยงานและบริษัทเอกชนชั้นนำ 21 แห่ง เข้าร่วมรับสมัครงานกว่า 1,000 อัตรา

การจัดกิจกรรมนี้ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้ความร่วมมือบูรณาการระหว่างกองทัพไทย โดย นทพ. และกระทรวงแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ทหารกองประจำการที่จะปลดประ จำการในเดือน เม.ย. และ ต.ค. จำนวนกว่า 420 นาย ให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการรับใช้ชาติเข้าสู่การประกอบอาชีพได้อย่างราบรื่น รวมถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง นทพ. ที่สามารถสมัครงานโดยตรงและเลือกตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างอิสระ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดร.แก้ว” ศิษย์เก่า วปอ.64 ลงสนาม ทีม NDC1 เปิดม่านศึกฟุตบอล วปอ.ลีก คัพ เพื่อสังคม 2569 เชื่อมพลังศิษย์เก่า-ปัจจุบัน

“ดร.แก้ว” ศิษย์เก่า วปอ.64 ลงสนาม ทีม NDC1 เปิดม่านศึกฟุตบอล วปอ.ลีก คัพ เพื่อสังคม 2569 เชื่อมพลังศิษย์เก่า-ปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์)จัดพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี พร้อมประเดิมสนามการแข่งขันนัดแรก 3 คู่ ได้แก่

  • เวลา 16.15 น. ทีม วปอ.66 พบ ทีม NDC2
  • เวลา 18.15 น. ทีม วปอ.68 พบ ทีม NDC3
  • เวลา 20.20 น. ทีม วปอ.67 พบ ทีม NDC1

โดยในตารางแข่งขันเวลา 20.20 น.มีที่ วปอ.67 พบ กับทีม NDC1 มี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว วปอ.64, ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี

พ้อมกันนี้มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล วปอ.67,รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 กับตันทีม วปอ.67 ร่วมทีมลงสนามฟาดแข้ง ในคู่ดังกล่าว เป็นคู่สุดท้ายของรายการ จบเวลาการแข่งขันทีม NDC1 เอาชนะ ทีม วปอ.67 สามประตูต่อหนึ่ง ถือเป็นการเอาชนะที่ขาดลอยและแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของทีมได้อย่างชัดเจน

ส่วนพิธีปิดและการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์)
นอกจากถ้วยรางวัลชนะเลิศแล้ว ยังมีรางวัลพิเศษเพื่อเชิดชูเกียรตินักกีฬา ได้แก่ • รางวัลดาวซัลโวสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ • รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) ประจำทัวร์นาเมนต์ • รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม (Man of the Match) ประจำแต่ละแมตช์

ผู้สนใจสามารถร่วมติดตามและรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน “วปอ.ลีก คัพ เพื่อสังคม ประจำปี 2569” ได้ผ่าน Facebook Page และ YouTube: NDC LEAGUE 2569


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

งานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.5 บก.จร. รวบ 2 หนุ่มได้ยาบ้า 100,000 เม็ด คาด่านตรวจย่านรามอินทรา

งานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.5 บก.จร. รวบ 2 หนุ่มได้ยาบ้า 100,000 เม็ดคาด่านตรวจย่านรามอินทรา

งานตรวจพิสูจน์มลภาวะ กก.5 บก.จร. ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผบก.จร.(จ.1) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ฐิรวิทย์ บุษบัน รอง ผบก.จร.(จ.4),พ.ต.อ.ณัทศิต สัณห์ปภพ ผกก.5 บก.จร.(นก.5),พ.ต.ท.ทศพร กลีบแก้ว รองผกก.5 บก.จร.(นก.5-1),พ.ต.ท.อัษฎากร คนคล่อง รอง ผกก.5 บก.จร.(นก.5-2),พ.ต.ท.กาญจน์ เวฬุวรรณราช สว.งานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กก.5 บก.จร.(ฤทธี1),พ.ต.ท. มานพ จันทร์เกิด สว.งานช่างเครื่องยนต์/ตรวจพิสูจน์ กก.5 บก.จร. พร้อมกำลัง ชป.2 รายงานเหตุการจับกุมยาเสพติดให้โทษฯ จับกุมได้ที่จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ หน้าฟู๊ดแลนด์ ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 เวลาประมาณ 00.45 น.

จับกุมผู้ต้องหาคือ นายณภัทรฯ หรือบอส อายุ 28 ปี คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. และนายนราธิปฯ หรือนี อายุ 20 ปี หัวหมาก บางกะปิ กทม.พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เม็ดสีส้ม บรรจุอยู่ในถุงดึงเปิด-กดปิด จำนวน 50 ถุง ห่อสีน้ำตาลประทับตรา 999 จำนวน10 ห่อ ใส่ในกระเป๋าสีดำ จำนวนประมาณ 100,000 เม็ด โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าอันเป็นการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน”

พฤติการณ์กล่าวคือ ขณะเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้ตั้งจุดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ และป้องกันอาชญากรรม บริเวณหน้าฟู๊ดแลนด์ ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ พบ นายณภัทรฯ หรือบอส (ทราบชื่อสกุลจริงในภายหลัง) ผู้ถูกจับกุมขับขี่จักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้าย ทะเบียนโดยมีนายนราธิปฯ หรือนี(สงวนนามสกุล) ซ้อนท้าย ก่อนถึงบริเวณจุดตรวจได้ทิ้งกระเป๋าสีดำดังกล่าวลงบนพื้นผิวจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้จอดเพื่อขอทำการตรวจค้นโดยก่อนทำการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ผู้ถูกจับกุมดูจนเป็นที่พอใจจึงเริ่มทำการตรวจค้น โดยขณะทำการตรวจค้นมีแสงสว่างจากไฟส่องสว่างริมถนนและมีแสงไฟส่องสว่างจากไฟฉายของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายอื่นที่ยืนสังเกตุการณ์อยู่สามารถมองเห็นการตรวจค้นได้อย่างชัดเจน

ผลการตรวจสอบกระเป๋าสีดำดังกล่าว พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ชนิดเม็ดกลมแบนสีส้ม บรรจุอยู่ในถุงดึงเปิด-กดปิด จำนวน 50 ถุง ห่อด้วยพลาสติกสีน้ำตาล จำนวน 10 ห่อ ในกระเป๋าสีดำ จำนวน 100,000 เม็ด จากการสอบถามผู้ถูกจับรับว่ายอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตนจริงโดยรับมาจากพื้นที่จังหวัดนครปฐม ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ถูกจับทั้งสอง พร้อมของกลาง มาจัดทำประวัติและบันทึกจับกุมที่ สน.บางเขน จึงแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ

จากนั้นจึงนำตัวผู้ถูกจับกุมพร้อมของกลาง นำส่ง พงส.สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บก.จร. จัดโครงการสร้างสรรค์สื่อรณรงค์ “เมาไม่ขับ”

กองบังคับการตำรวจจราจร จัดโครงการ “สร้างสรรค์สื่อรณรงค์เมาไม่ขับ” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนและนักศึกษาในการสร้างสรรค์ผลงานสื่อรณรงค์ที่มีคุณภาพ สะท้อนแนวคิด “ดื่มไม่ขับ” และปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของสังคม

โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับอุดมศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้ร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการประ กวดผลงานในรูปแบบคำขวัญ (Motto) และภาพยนตร์สั้น เพื่อถ่ายทอดสาระสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของการเมาแล้วขับ ตลอดจนสร้างแรงกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว

การดำเนินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ

  • รณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เห็นถึงผลกระทบและอันตรายของการเมาแล้วขับ
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลิตสื่อที่เข้าถึงสังคม
  • สื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดกระแสการรับรู้ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านความปลอดภัยทางถนน

นอกจากจะเป็นเวทีการแข่งขันแล้ว โครงการนี้ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทย

กองบังคับการตำรวจจราจรเชื่อมั่นว่า “พลังของสื่อ” จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง และช่วยปลูกฝังแนวคิดความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 08.00–12.30 น. ได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานภาพยนตร์สั้น ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรณรงค์สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน และขยายผลสู่สาธารณะในวงกว้าง

  • ชนะเลิศ : ทีม Sleepless Production (ม.กรุงเทพ) Motto : เมาก็พัก หนักก็นอน
  • รองชนะเลิศ : ทีม คราฟเดียวไม่มีอยู่จริง(ม.เทรโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) Motto : เมาแล้วซิ่ง นอนนิ่งให้เก็บ
  • ชมเชย 3 รางวัล
    • ทีม Go On way production(สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์) Motto : เมาแล้วจอดทุกราย
    • ทีม doowhite 7 (สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์) Motto : Drink Drive Doom ดื่ม ขับ ดับสูญ
    • ทีม มีสติ…แต่ไม่มีรถ(สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์) Motto : เมาไม่ขับ ดับเครื่องนอน

สุุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง”

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง“

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงผลงานและก้าวต่อไป “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงรายและพะเยา“ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ,ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC,ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว คณะกรรมการ PE,ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์,รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ และ ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ คณะกรรมการ PC ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหาร (วช.) ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ และคณะนักวิจัย เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี่ บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า (วช.) ขับเคลื่อน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ผ่านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยจังหวัดเชียงรายและพะเยาเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา (วช.) ได้สนับสนุนงานวิจัยหลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านการพัฒนานวัตกรรมข้อมูลเพื่อการตัด สินใจ ด้านการลดการเผาในภาคเกษตร ด้านการจัดการไฟป่า จนถึงด้านความร่วมมือข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการบริหารจัดการน้ำอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำอย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ และในระยะต่อไป (วช.) จะมุ่งขยายผลนวัตกรรมไปยังพื้นที่อื่น พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการอากาศและน้ำอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายและพะเยา มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา เป็นกิจกรรมเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด จังหวัดเชียงราย–พะเยา : การบูรณาการความร่วมมือสู่การปฏิบัติในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา PM2.5” โดย ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวถึงประเด็นการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร,ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล กล่าวในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ: ห้องลดฝุ่นกับกลุ่มเปราะบาง,รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ประเด็นภาพรวมและการบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม,นายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า,ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ,นายชลกฤษ ฟองสายชล บริษัท สยาม คอฟฟี่ เทรด จำกัด และดำเนินการเสวนาโดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา คณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) และการเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงราย–พะเยา : พลังความร่วมมือท้องถิ่นสู่การจัดการน้ำมั่นคง“ โดย ดร.อังกูร ว่องตระกูล ในประเด็นน้ำท่วมเมือง: เตือนเร็ว หนีทัน ป้องกันภัยในเขตเมือง, ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ในประเด็นน้ำประปา : มาตรฐานน้ำประปา แก้ปัญหาสารหนู,ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์ ในประเด็นน้ำตำบล : การจัดการน้ำชุมชนตำบลพึ่งตนเอง พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ,นายประพัฒน์ สีธิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย,นายไพรัช มหาวงศนันท์ กองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดเชียงราย ดำเนินการเสวนาโดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

นอกจากนี้ (วช.) ได้มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำมั่นคง โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียง ราย เป็นผู้รับมอบ โดยมุ่งให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลสู่การพัฒนาเพื่อสร้างอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชา ชน


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” ชูโมเดล “พัทยา 24 ชั่วโมง” ชิงนายกพัทยา เร่งแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย พร้อมยุทธศาสตร์เติมเงินในกระเป๋าชาวบ้าน-ผู้ประกอบการ

“ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” ชูโมเดล “พัทยา 24 ชั่วโมง” ชิงนายกพัทยา เร่งแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย พร้อมยุทธศาสตร์เติมเงินในกระเป๋าชาวบ้าน-ผู้ประกอบการ

พัทยา,ชลบุรี : วันที่ 1 เมษายน 2569 ณ อัลคาซ่าร์ คาบาเรต์ โชว์ อำเภอเมืองพัทยา ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ เปิดตัววิสัยทัศน์ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) จำนวน 24 คน ภายใต้เวที “พัทยา 2030 ท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลง” ชูแนวคิด “นายก 24 ชั่วโมง” มุ่งยกระดับการบริหารเมืองท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 300 คน

🔹“นายก 24 ชั่วโมง” บริหารเชิงรุก เมืองต้องไม่หยุด

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ระบุว่า พัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ “ทำงานตลอดเวลา” เพื่อตอบสนองปัญหาของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว โดยมีนโยบายสำคัญ ได้แก่

🔹ศูนย์รับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง แก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนนชำรุด ความปลอดภัยในชุมชน แบบเรียลไทม์

Ease of Doing Business ปรับระบบอนุญาตและบริการภาครัฐเป็นดิจิทัล ลดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการและธุรกิจ Start-up

🔹ยุทธศาสตร์ “เติมเงินในกระเป๋า” กระจายรายได้สู่คนพัทยา

นอกจากการบริหารจัดการเมืองแล้ว ยังมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ได้แก่

  • Event 365 วัน จัดกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี กระจายนักท่องเที่ยวทุกฤดูกาล
  • Pattaya Skill Hub พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ในพื้นที่ EEC
  • Local Linkage Economy เชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้เม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนโดยตรง

🔹 วิสัยทัศน์ “พัทยา 2030” เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาเมืองพัทยาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีระบบบริหารจัดการทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“พัทยาต้องเป็นเมืองที่บริหารจัดการได้ตามมาตรฐานโลก และประชาชนต้องมีรายได้ที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย” ศักดิ์ชัยฯ กล่าว

ทั้งนี้ การเปิดตัวนโยบายดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นพัทยา ปี 2569 ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

วช.หนุน มศว. “นวัตกรรมเพื่อน้ำที่มั่นคง” ยกระดับระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันสู่ชุมชน พร้อมส่งมอบนวัตกรรม ณ อ.เวียงสา จ.น่าน

วช. หนุน มศว. “นวัตกรรมเพื่อน้ำที่มั่นคง” ยกระดับระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันสู่ชุมชน พร้อมส่งมอบนวัตกรรม ณ อ.เวียงสา จ.น่าน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกิจกรรม เวทีสาธารณะ “นวัตกรรมเพื่อน้ำที่มั่นคง: การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาระบบน้ำแบบบูรณาการ” จัดโดยมหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ขับเคลื่อนการนำนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในชุมชน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน, นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา กล่าวต้อนรับผู้บริหาร ให้การต้อนรับ พร้อมนี้ รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าโครงการวิจัย คณะนักวิจัย ประชา ชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำวิจัยนวัตกรรมตอบโจทย์พื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ และความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด การบูรณาการเชิงพื้นที่ผ่านกระบวนการองค์ความรู้ ที่หลากหลายทางสังคมศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ เข้ากับเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นความร่วมมือที่น่าชื่นชมระหว่างภาควิชาการและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ นับตั้งแต่ อำเภอเวียงสา อำเภอบัว อำเภอเมืองน่าน อำเภอท่าวังผา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปัว ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นำร่องทั้ง 4 อำเภอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การดำเนินงานของโครงการวิจัยครั้งนี้ได้สร้างประโยชน์ในการพัฒนา “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood Warning Device Innovation)”ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับแนวทางตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินและความปลอดภัยในระดับชุมชน รวมทั้งเป็นการวางระบบการเตือนภัยน้ำท่วมและน้ำไหลหลากเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติน้ำหลากฉับพลันและดินโคลนถล่ม และสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติงานร่วมกัน ในการลดผลกระทบและปรับตัวจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มในจังหวัดน่าน

นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา ได้กล่าวต้อนรับและจัดเวทีสาธารณะเพื่อการพัฒนาพื้นที่และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในจังหวัดน่าน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งคาดหวังให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดสู่การพัฒนาระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ได้มีการนำคณะลงพื้นที่ติดตั้งเครื่องระบบเตือนภัย ณ พื้นที่สะพานน้ำปัว จ.น่าน โดย รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าโครงการ ร่วมกับคณะนักวิจัย ได้แก่ อาจารย์ ดร.ทีปพิพัฒน์ เลิศวรายุทธ์ และอาจารย์ภูเบศ วณิชชานนท์ ซึ่งได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมสำคัญ “ระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง จ.น่าน

นอกจากนี้ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ พร้อมสาธิตระบบเตือนภัยและการเชื่อมต่อกับหอกระจายข่าวชุมชน

ทั้งนี้ กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ วช. ในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในด้านการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ จ.น่าน เพื่อแก้ปัญหาระบบน้ำแบบบรูณาการอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน