บก.จร. จัดโครงการสร้างสรรค์สื่อรณรงค์ “เมาไม่ขับ”

กองบังคับการตำรวจจราจร จัดโครงการ “สร้างสรรค์สื่อรณรงค์เมาไม่ขับ” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนและนักศึกษาในการสร้างสรรค์ผลงานสื่อรณรงค์ที่มีคุณภาพ สะท้อนแนวคิด “ดื่มไม่ขับ” และปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของสังคม

โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับอุดมศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้ร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการประ กวดผลงานในรูปแบบคำขวัญ (Motto) และภาพยนตร์สั้น เพื่อถ่ายทอดสาระสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของการเมาแล้วขับ ตลอดจนสร้างแรงกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว

การดำเนินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ

  • รณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เห็นถึงผลกระทบและอันตรายของการเมาแล้วขับ
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลิตสื่อที่เข้าถึงสังคม
  • สื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดกระแสการรับรู้ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านความปลอดภัยทางถนน

นอกจากจะเป็นเวทีการแข่งขันแล้ว โครงการนี้ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทย

กองบังคับการตำรวจจราจรเชื่อมั่นว่า “พลังของสื่อ” จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง และช่วยปลูกฝังแนวคิดความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 08.00–12.30 น. ได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานภาพยนตร์สั้น ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรณรงค์สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน และขยายผลสู่สาธารณะในวงกว้าง

  • ชนะเลิศ : ทีม Sleepless Production (ม.กรุงเทพ) Motto : เมาก็พัก หนักก็นอน
  • รองชนะเลิศ : ทีม คราฟเดียวไม่มีอยู่จริง(ม.เทรโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) Motto : เมาแล้วซิ่ง นอนนิ่งให้เก็บ
  • ชมเชย 3 รางวัล
    • ทีม Go On way production(สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์) Motto : เมาแล้วจอดทุกราย
    • ทีม doowhite 7 (สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์) Motto : Drink Drive Doom ดื่ม ขับ ดับสูญ
    • ทีม มีสติ…แต่ไม่มีรถ(สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์) Motto : เมาไม่ขับ ดับเครื่องนอน

สุุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง”

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง“

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงผลงานและก้าวต่อไป “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงรายและพะเยา“ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ,ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC,ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว คณะกรรมการ PE,ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์,รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ และ ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ คณะกรรมการ PC ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหาร (วช.) ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ และคณะนักวิจัย เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี่ บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า (วช.) ขับเคลื่อน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ผ่านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยจังหวัดเชียงรายและพะเยาเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา (วช.) ได้สนับสนุนงานวิจัยหลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านการพัฒนานวัตกรรมข้อมูลเพื่อการตัด สินใจ ด้านการลดการเผาในภาคเกษตร ด้านการจัดการไฟป่า จนถึงด้านความร่วมมือข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการบริหารจัดการน้ำอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำอย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ และในระยะต่อไป (วช.) จะมุ่งขยายผลนวัตกรรมไปยังพื้นที่อื่น พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการอากาศและน้ำอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายและพะเยา มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา เป็นกิจกรรมเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด จังหวัดเชียงราย–พะเยา : การบูรณาการความร่วมมือสู่การปฏิบัติในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา PM2.5” โดย ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวถึงประเด็นการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร,ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล กล่าวในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ: ห้องลดฝุ่นกับกลุ่มเปราะบาง,รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ประเด็นภาพรวมและการบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม,นายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า,ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ,นายชลกฤษ ฟองสายชล บริษัท สยาม คอฟฟี่ เทรด จำกัด และดำเนินการเสวนาโดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา คณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) และการเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงราย–พะเยา : พลังความร่วมมือท้องถิ่นสู่การจัดการน้ำมั่นคง“ โดย ดร.อังกูร ว่องตระกูล ในประเด็นน้ำท่วมเมือง: เตือนเร็ว หนีทัน ป้องกันภัยในเขตเมือง, ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ในประเด็นน้ำประปา : มาตรฐานน้ำประปา แก้ปัญหาสารหนู,ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์ ในประเด็นน้ำตำบล : การจัดการน้ำชุมชนตำบลพึ่งตนเอง พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ,นายประพัฒน์ สีธิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย,นายไพรัช มหาวงศนันท์ กองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดเชียงราย ดำเนินการเสวนาโดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

นอกจากนี้ (วช.) ได้มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำมั่นคง โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียง ราย เป็นผู้รับมอบ โดยมุ่งให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลสู่การพัฒนาเพื่อสร้างอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชา ชน


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” ชูโมเดล “พัทยา 24 ชั่วโมง” ชิงนายกพัทยา เร่งแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย พร้อมยุทธศาสตร์เติมเงินในกระเป๋าชาวบ้าน-ผู้ประกอบการ

“ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” ชูโมเดล “พัทยา 24 ชั่วโมง” ชิงนายกพัทยา เร่งแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย พร้อมยุทธศาสตร์เติมเงินในกระเป๋าชาวบ้าน-ผู้ประกอบการ

พัทยา,ชลบุรี : วันที่ 1 เมษายน 2569 ณ อัลคาซ่าร์ คาบาเรต์ โชว์ อำเภอเมืองพัทยา ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ เปิดตัววิสัยทัศน์ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) จำนวน 24 คน ภายใต้เวที “พัทยา 2030 ท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลง” ชูแนวคิด “นายก 24 ชั่วโมง” มุ่งยกระดับการบริหารเมืองท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 300 คน

🔹“นายก 24 ชั่วโมง” บริหารเชิงรุก เมืองต้องไม่หยุด

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ระบุว่า พัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ “ทำงานตลอดเวลา” เพื่อตอบสนองปัญหาของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว โดยมีนโยบายสำคัญ ได้แก่

🔹ศูนย์รับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง แก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนนชำรุด ความปลอดภัยในชุมชน แบบเรียลไทม์

Ease of Doing Business ปรับระบบอนุญาตและบริการภาครัฐเป็นดิจิทัล ลดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการและธุรกิจ Start-up

🔹ยุทธศาสตร์ “เติมเงินในกระเป๋า” กระจายรายได้สู่คนพัทยา

นอกจากการบริหารจัดการเมืองแล้ว ยังมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ได้แก่

  • Event 365 วัน จัดกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี กระจายนักท่องเที่ยวทุกฤดูกาล
  • Pattaya Skill Hub พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ในพื้นที่ EEC
  • Local Linkage Economy เชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้เม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนโดยตรง

🔹 วิสัยทัศน์ “พัทยา 2030” เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาเมืองพัทยาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีระบบบริหารจัดการทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“พัทยาต้องเป็นเมืองที่บริหารจัดการได้ตามมาตรฐานโลก และประชาชนต้องมีรายได้ที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย” ศักดิ์ชัยฯ กล่าว

ทั้งนี้ การเปิดตัวนโยบายดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นพัทยา ปี 2569 ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

วช.หนุน มศว. “นวัตกรรมเพื่อน้ำที่มั่นคง” ยกระดับระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันสู่ชุมชน พร้อมส่งมอบนวัตกรรม ณ อ.เวียงสา จ.น่าน

วช. หนุน มศว. “นวัตกรรมเพื่อน้ำที่มั่นคง” ยกระดับระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันสู่ชุมชน พร้อมส่งมอบนวัตกรรม ณ อ.เวียงสา จ.น่าน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกิจกรรม เวทีสาธารณะ “นวัตกรรมเพื่อน้ำที่มั่นคง: การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาระบบน้ำแบบบูรณาการ” จัดโดยมหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ขับเคลื่อนการนำนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในชุมชน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน, นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา กล่าวต้อนรับผู้บริหาร ให้การต้อนรับ พร้อมนี้ รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าโครงการวิจัย คณะนักวิจัย ประชา ชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำวิจัยนวัตกรรมตอบโจทย์พื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ และความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด การบูรณาการเชิงพื้นที่ผ่านกระบวนการองค์ความรู้ ที่หลากหลายทางสังคมศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ เข้ากับเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นความร่วมมือที่น่าชื่นชมระหว่างภาควิชาการและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ นับตั้งแต่ อำเภอเวียงสา อำเภอบัว อำเภอเมืองน่าน อำเภอท่าวังผา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปัว ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นำร่องทั้ง 4 อำเภอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การดำเนินงานของโครงการวิจัยครั้งนี้ได้สร้างประโยชน์ในการพัฒนา “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood Warning Device Innovation)”ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับแนวทางตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินและความปลอดภัยในระดับชุมชน รวมทั้งเป็นการวางระบบการเตือนภัยน้ำท่วมและน้ำไหลหลากเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติน้ำหลากฉับพลันและดินโคลนถล่ม และสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติงานร่วมกัน ในการลดผลกระทบและปรับตัวจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มในจังหวัดน่าน

นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา ได้กล่าวต้อนรับและจัดเวทีสาธารณะเพื่อการพัฒนาพื้นที่และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในจังหวัดน่าน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งคาดหวังให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดสู่การพัฒนาระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ได้มีการนำคณะลงพื้นที่ติดตั้งเครื่องระบบเตือนภัย ณ พื้นที่สะพานน้ำปัว จ.น่าน โดย รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าโครงการ ร่วมกับคณะนักวิจัย ได้แก่ อาจารย์ ดร.ทีปพิพัฒน์ เลิศวรายุทธ์ และอาจารย์ภูเบศ วณิชชานนท์ ซึ่งได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมสำคัญ “ระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง จ.น่าน

นอกจากนี้ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ พร้อมสาธิตระบบเตือนภัยและการเชื่อมต่อกับหอกระจายข่าวชุมชน

ทั้งนี้ กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ วช. ในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในด้านการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ จ.น่าน เพื่อแก้ปัญหาระบบน้ำแบบบรูณาการอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ผนึก 14 ภาคี ขับเคลื่อนกองทุน FTA ยกระดับโครงการเกษตร รองรับการแข่งขันภายใต้การค้าเสรี

สศก. ผนึก 14 ภาคี ขับเคลื่อนกองทุน FTA ยกระดับโครงการเกษตร รองรับการแข่งขันภายใต้การค้าเสรี

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานกรรม การบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดเผยว่า (สศก.) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนกองทุน FTA ให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้สามารถปรับตัว ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

(สศก.) ดำเนินการขับเคลื่อนกองทุน FTA อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเกษตร เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า พิจารณาศักยภาพของสินค้าเกษตรในแต่ละกลุ่ม และพัฒนาโครงการที่สอด คล้องกับปัญหาและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการสำคัญที่มุ่งยกระดับผลิตภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ระบบการค้าเสรี ประเทศที่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีต้นทุนเหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดี ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ดังนั้น ภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร เพื่อให้สามารถรักษาโอกาสและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางการสนับสนุนของกองทุน FTA จะมุ่งเน้น 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สำหรับสินค้าเกษตรที่ยังมีศักยภาพ โดยส่งเสริมการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ การแปร รูปเพิ่มมูลค่า และการเชื่อมโยงตลาด และ การปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบหรือมีข้อจำกัดด้านการแข่งขัน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปสู่กิจกรรมหรือทางเลือกที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีมาตรการรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นคงในอาชีพมากยิ่งขึ้น

เลขาธิการ สศก. กล่าวอีกว่า การจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA จะต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาและความจำเป็นที่แท้จริงของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ออกแบบแนวทางดำเนินงานอย่างเหมาะสม และกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนทั้งในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำ ให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตอบเป้าหมายการพัฒนาภาคเกษตรได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การออกแบบโครงการจำเป็นต้องมองให้ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การผลิต การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปร รูป โลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรสามารถรองรับเงื่อนไขการค้าในอนาคต เช่น การจัดทำข้อมูลการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาด

เพื่อให้การขับเคลื่อนงานดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สศก. จึงได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาแนวทางความร่วมมือและยกระดับการจัดทำโครงการภายใต้พลังภาคีเครือข่ายกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมศรีปลั่ง ชั้น 8 อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่าย 14 หน่วยงาน และบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าร่วม เพื่อระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดทำโครงการภายใต้กองทุน FTA ให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า และสนใจขอรับคำปรึกษาในการจัดทำโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2561 4727 หรืออีเมล fta.oae@gmail.com


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

“พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท” รุกตลาดกอล์ฟปี 2026 เปิดตัว 3 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ชูคอนเซปต์ “Play Like a Pro” ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสมัครเล่นสู่ระดับโปร

“พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท” รุกตลาดกอล์ฟปี 2026 เปิดตัว 3 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ชูคอนเซปต์ “Play Like a Pro” ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสมัครเล่นสู่ระดับโปร

[ชลบุรี – วันที่ 2 เมษายน 2569] –พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท (Pattana Sports Resort) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านจุดหมายปลายทางกีฬาและสุขภาพ (Sport & Wellness Destination) แห่งภาคตะวันออก ประกาศเปิดตัวซีรีส์การแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี “Pattana Golf Tournament 2026” ภายใต้แนวคิด “Play Like a Pro” มุ่งสร้างประสบการณ์การแข่งขันที่ถอดแบบมาตรฐานมืออาชีพมาไว้ในสนามสมัครเล่น พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในจังหวัดชลบุรี

คุณบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พัฒนา สปอร์ท คลับ จำกัด เปิดเผยว่า “ในปี 2026 นี้ พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท มุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การออกรอบให้มากกว่าการแข่งขันทั่วไป ภายใต้แนวคิด ‘Play Like a Pro’ เราตั้งใจให้นักกอล์ฟทุกระดับได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้นบนสนามที่ได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างคอมมูนิตี้กอล์ฟที่แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมผลักดันโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้จังหวัดชลบุรีเป็นจุดหมายสำคัญของนักกอล์ฟทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ”

คุณโรจนสิทธิ์ มีนิจสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวว่า “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” สนับสนุนกีฬากอล์ฟไทยมาร่วม 20 ปี โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาแบบทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับเยาวชน อาชีพ ร่วมถึงระดับมือสมัครเล่น ผ่านแนวคิดในการ “มากกว่ากีฬา คือ น้ำใจนักกีฬา” มุ่งเน้นพัฒนานักกีฬากอล์ฟไทยให้มีคุณภาพทั้งในและนอกสนาม ตลอดระยะเวลากว่า 18 ปีที่ผ่านมา เรามีนักกอล์ฟเยาวชนที่เติบโตไปเป็นโปรกอล์ฟหลากหลายคนไม่ว่าจะเป็น โปรกัญจน์ เจริญกุล,โปรเรย์ อมรินทร์ กรัยวิเชียร,โปรฟีเวอร์ นิติธร ทิพย์พงษ์ และอีกมากมาย ซึ่งเป็นผลผลิตจากความ มุ่งมั่นและความตั้งใจในการสร้าง พัฒนา พร้อมผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีโลก

นอกจากนี้ “ช้าง” ยังมีการจัดและสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟอเมเจอร์หลายรายการ ซึ่ง “พัฒนา กอล์ฟ ชาเลนจ์ อเมเจอร์ โอเพ่น 2026” เป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ ที่ “ช้าง” สนับ สนุนมาอย่างยาวนาน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 อีกทั้งยังสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟสตรี อย่าง “พัฒนา เลดี้ส์ อเมเจอร์ โอเพ่น 2026” รวมถึงการแข่งขัน “พัฒนาทีม ชาเลนจ์ 2026” ซึ่งถือเป็นทัวร์นาเมนต์รูปแบบใหม่ ที่ให้นักกอล์ฟทั้งเยาวชนและมือสมัครเล่นได้ลงแข่งขันในประเภททีม ได้ลงแข่งขันเพื่อชิงรางวัลมากมาย ทาง“ช้าง”ก็ขอเชิญชวนให้นักกอล์ฟมือสมัครเล่นในทุกรุ่นอายุทั่วประเทศไทย มาลงแข่งขันชิงรางวัลต่างๆ เพื่อสร้างมิตรภาพ ความสนุกสนานและสีสัน ให้แก่วงการกอล์ฟในปีนี้”

สำหรับไฮไลท์ในปีนี้ คือการจัดการแข่งขันที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายผ่าน 3 รายการหลัก ได้แก่ :

  1. Pattana Golf Challenge Amateur Open 2026: การแข่งขันประเภทบุคคลสำหรับนักกอล์ฟสมัครเล่น (อายุ 21 ปีขึ้นไป) พิสูจน์ความแกร่งในรอบคัดเลือก 4 รอบ เพื่อเฟ้นหา 8 ยอดฝีมือเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ “The Chairman Trophy 2026” ในรูปแบบ Match Play เพื่อชิงรางวัลเกียรติยศและจารึกชื่อในถ้วยรางวัลแชมป์ประจำปี
  2. Pattana Ladies Amateur Open 2026 : รายการใหม่ล่าสุดเพื่อสนับสนุนนักกอล์ฟสตรีสมัครเล่น (อายุ 21 ปีขึ้นไป) แข่งขันรอบคัดเลือก 2 รอบ เพื่อค้นหา 8 นักกอล์ฟหญิงฝีมือดีเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ “The Chairman Trophy 2026” ในเดือนกันยายน 2569 นี้
  3. Pattana Team Challenge 2026 : รายการประเภททีมคู่ (Duo) ที่เน้นความสามัคคีและกลยุทธ์การเล่น ในรูปแบบ One-Day Tournament 27 หลุม สลับกันตี (Alternate Shot) โดยปีนี้มีความพิเศษที่เปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถจับคู่กับผู้ใหญ่ได้ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และส่งต่อแรงบันดาลใจสู่โปรกอล์ฟรุ่นเยาว์

การแข่งขัน “Pattana Golf Tournament 2026” ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพันธมิตรชั้นนำ อาทิ น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา, TaylorMade Golf Thailand By CCK Group, ผลิตภัณฑ์ยาดม ยาหม่อง ยาหม่องน้ำ แบรนด์เซียงเพียว,โรงพยาบาลแปซิฟิค การ์เดน และ อีซูซุ ตะวันออกชลบุรี โดยผู้สมัครนอกจากจะได้สัมผัสความท้าทายบนกรีนแล้ว ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล Lucky Draw และของรางวัลพิเศษรวมมูลค่ากว่าหลายแสนบาทตลอดทั้งฤดูกาล

นักกอล์ฟที่สนใจสามารถตรวจสอบตารางการแข่งขันและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ :
• โทร : 038-318-999
• Line ID : @Pattanasportsclub
• Facebook : Pattana Sports Resort
• Website : Pattana Sports Resort


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป่อเต็กตึ๊ง เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี พ.ศ.2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี พ.ศ.2569 ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จ.สมุทรสาคร และ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัดดอนกุศล (สุสานเก่าของมูลนิธิฯ) เขตสาทร กรุงเทพฯ

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2569 และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ,นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ,นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ,นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคมฯ และนางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการฯ นำทีมเจ้าหน้าที่บริหารฯ และพนักงานฯ เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี 2569 โดยเครื่องเซ่นไหว้ประกอบไปด้วย เครื่องคาวหวาน กระดาษเงิน-กระดาษทอง และดอกไม้หอม ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัดดอนกุศล (สุสานเก่าของมูลนิธิ) เขตสาทร กรุงเทพฯ

เทศกาลเช็งเม้ง กำหนดจัดขึ้นในระหว่างเดือน 2-3 ของจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเทศกาลที่แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื้อ ที่สืบทอดมายาวนานกว่าพันปี ก่อนวันพิธี จะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารคาวหวาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ททท. เปิด “One Living Planet” ชวนเที่ยวกรีน สร้างคุณค่าให้ทุกการเดินทาง

ททท. เปิด “One Living Planet” ชวนเที่ยวกรีน สร้างคุณค่าให้ทุกการเดินทาง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวปี 2569 เปิดตัวโครงการ “One Living Planet เที่ยวกรีน ฟินฉ่ำ” แคมเปญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มุ่งเปลี่ยนมุมมองการเดินทางจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” พร้อมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมายและยั่งยืน ตอบรับกระแสโลกที่นักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางจิตใจมากยิ่งขึ้น 

ททท. เล็งเห็นศักยภาพในการส่งเสริมและสร้างตลาด พร้อมพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้ออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในปี 2569 มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) แทนการเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องการ “การเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต” (Transformative Travel) และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงบวก เช่น การสำรวจระบบนิเวศทางทะเล หรือการเรียนรู้วิถีชีวิตสัตว์ป่า มากกว่าการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเพียงอย่างเดียว ผ่าน 4 ธีม Eco Adventure ผจญภัยกรีน ฟินทุกเส้นทาง, Wildlife-friendly เดินฉ่ำ ย้ำกรีน, The sea calls to me ทะเลต้องการฉัน, Nature therapy พักกายพักใจ ไปกับธรรม ชาติ เพื่อก่อให้เกิดเป็น “Moment of Gratitude” หรือความรู้สึกขอบคุณและอยากมีส่วนร่วมในการรักษาสมดุลของโลก

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “โครงการ One Living Planet เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ ททท. ใช้ขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ที่เราต้องการเปลี่ยนการเติบโตจากเน้นปริมาณ มาเป็นการสร้างคุณค่าให้มากขึ้น ทั้งการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ การกระจายรายได้สู่ชุมชนและการยกระดับสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ เราไม่ได้มองแค่การกระตุ้นการเดินทางในระยะสั้น แต่ต้องการวางรากฐานใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทย ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม”

หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของโครงการคือกิจกรรม “Voluntourist” ในรูปแบบ 2 วัน 1 คืน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 เมษายน 2569 โดยร่วมกับ คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดงและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อชวนให้นักท่องเที่ยวออกไปสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้การดูแลโลกผ่านประสบการณ์จริง ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้

ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรสำรวจระบบนิเวศป่าชายเลน ปล่อยสัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ เก็บขยะชายหาดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และส่องสัตว์ เรียนรู้ระบบนิเวศป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ กิจกรรมทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการท่องเที่ยว แต่คือการ “ลงมือทำ” ที่สร้างความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติและเปลี่ยนมุมมองการเดินทางให้มีความหมายในทุกก้าว

ขณะเดียวกัน โครงการยังได้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด Eco Tourism จำนวน 8 เส้นทาง ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืน อาทิ Railay Eco Tour, Go Go Trip, Seefa Tour, ทุลักทะเล ทัวร์, Wild Encounter Thailand และทริปนี้มาเจอกันไหม เพื่อมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดธรรมชาติและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกสัมผัสกิจกรรมหลากหลาย ทั้งล่องเรือชมเกาะ ท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศและเวิร์กช็อปเรียนรู้วิถีชุมชน พร้อมข้อเสนอพิเศษ เช่น ส่วนลดแพ็กเกจท่องเที่ยวและที่พักสูงสุด 10% รวมถึงโปรแกรม One Day Trip ราคาพิเศษ ที่ช่วยให้การเดินทางครั้งนี้ทั้ง “คุ้มค่า” และ “มีความหมาย” มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำในการนำเสนอสิทธิประโยชน์และโปร โมชันพิเศษ ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พักและไลฟ์สไตล์ อาทิ Traveloka มอบส่วนลดสูงสุด 200 บาทสำหรับที่พักในโครงการ, Grab มอบส่วนลด 15% สูงสุด 100 บาท สำหรับบริการเดินทางใน 8 จังหวัดนำร่อง, Vietjet Thailand มอบส่วนลด 30% สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวภายในประเทศ, ลูกค้าบัตรเครดิต KTC ทุกประเภท รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% เมื่อจองตรงกับโรงแรมที่ร่วมรายการในโครงการ, นครชัยแอร์มอบส่วนลดค่าโดยสาร 10 บาท พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัล, Oasis Spa มอบทรีตเม้นต์ดูแลผิวสูตรธรรมชาติมูลค่า 1,766 บาท ฟรีสำหรับลูกค้าที่เลือกใช้บริการโปรแกรมนวดสปาสูตรซิกเนเจอร์เพื่อความผ่อนคลายเหนือระดับ และแคมเปญออนไลน์จาก EV Station PluZ สถานีชาร์จ EV Station PluZ มอบคูปองส่วนลด 50 บาท! เมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ One Living Planet และมียอดชาร์จสะสม เม.ย. – พ.ค.2569 ไม่ต่ำกว่า 500 บาท 

การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การไปให้ถึงจุดหมาย แต่คือการค้นพบความหมายใหม่ของการท่องเที่ยว ที่ทุกก้าวของเราไม่เพียงสร้างความทรงจำที่งดงาม แต่ยังเป็นพลังเล็ก ๆ ที่ช่วยดูแลโลกใบนี้ให้ดีขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ผ่านประสบการณ์ที่ทั้ง “รู้สึกดี” และ “มีคุณค่า” ไปพร้อมกัน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ One Living Planet เที่ยวกรีน ฟินฉ่ำ รวมถึงโปรโมชันและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Page Facebook : One Living Planet-เที่ยวกรีน ฟินฉ่ำ, IG : onelivingplanet.official


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถาบันการพัฒนาชุมชน Kick off มุ่งขยายพื้นที่รับรองมาตรฐานระบบการจัดความรู้สากล ISO 30401 : 2018 สู่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเป้าหมาย ยกระดับสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

สถาบันการพัฒนาชุมชน Kick off มุ่งขยายพื้นที่รับรองมาตรฐานระบบการจัดความรู้สากล ISO 30401 : 2018 สู่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเป้าหมาย ยกระดับสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม สถาบันการพัฒนาชุมชน : นางรัชนี โพธิสัตยา ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมขยายพื้นที่รับรองมาตรฐานระบบการจัดความรู้สากล ISO 30401 : 2018 จำนวน 3 แห่ง ได้แก่

  1. สถาบันการพัฒนาชุมชน
  2. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง และ
  3. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก โดยประชุมรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

โดยมี นางศุภลักษณ์ แก้วมณี ผู้ตรวจราชการกรม ปฎิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง,นางสาววริศรา โสภาค ผู้ตรวจราชการกรม ปฎิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก พร้อมด้วยผู้อำนวยการกลุ่มงาน หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ และบุคลากรในสังกัดสถาบันการพัฒนาชุมชน ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก เข้าร่วมประชุมฯ

นางรัชนี โพธิสัตยา ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้อนุมัติแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ.2569–2570 ของสถาบันการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีวิสัยทัศน์ “เป็นสถาบันชั้นนำในการสร้างนักพัฒนามืออาชีพ ด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการพัฒนาชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และมีพันธกิจ คือ

1) สร้างคน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรบุคคลให้มีสมรรถนะสูง มีทักษะดิจิตอล และรักษาจิตวิญญาณ ศรัทธาที่เดินได้
2) สร้างมาตรฐาน เพื่อยกระดับมาตรฐานหน่วยให้บริการทางวิชาการด้านการพัฒนาชุมชน
3) สร้างองค์ความรู้ เพื่อเป็นคลังสมอง (Think tank) สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมมุ่งสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้
4) สร้างเครือข่าย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเครือข่ายเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้น สถาบันการพัฒนาชุมชน จึงได้กำหนดขับเคลื่อนการขยายพื้นที่เพื่อรับรองมาตรฐาน ระบบการจัดการความรู้สากล ISO 30401 : 2018 โดยมีเป้าหมาย ในปี 2569 การส่งเสริม สนับ สนุน สร้างการเรียนรู้ และเตรียมความพร้อมให้กับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง, ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก และสถาบันการพัฒนาชุมชน รวม 3 แห่ง เพื่อให้เกิดความพร้อมในการขอรับการประเมินรับรองมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล ISO 30401 : 2018

โดยการขับเคลื่อนผ่าน Road Map ที่กำหนด ภายใต้ขั้นตอนการดำเนินงาน ได้แก่

  1. สร้างการเรียนรู้ คือ การเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ความเป็นมา หลักการ ประโยชน์ ข้อกำหนดตามมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล ISO 30401: 2018 และ
  2. สร้างกระบวนการขับเคลื่อน คือ ความเข้าใจในขั้นตอน กระบวนการทำงานด้านการจัดการความรู้ตามมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล ISO 30401: 2018 และ ในปี 2570 สถาบันการพัฒนาชุมชน คาดหวังว่ามีหน่วยงานที่มีความพร้อมขอรับรองมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล ISO 30401: 2018 ต่อไป

โดยการประชุมครั้งนี้ มีประเด็นที่สำคัญต่างๆ ดังนี้

  1. ชี้แจงภาพรวมกระบวนการขับเคลื่อนงานรองรับมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401 : 2018)
  2. เตรียมความพร้อมในการเป็น โค้ช (Coaching) สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับบุคลากรในสังกัดสถาบันการพัฒนาชุมชน ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก โดยชี้แจงถึงกระบวนการขับเคลื่อนงานในภาพรวมและแผนการดำเนินงานในภาพรวม โดยเป็นการทดสอบเสมือนจริง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรในสังกัด
  3. ชี้แจงการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนขยายพื้นที่รองรับมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401 : 2018) พร้อมชี้แจงบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานเพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการดำเนินงานโดยสังเขป
  4. การแบ่งขอบเขตของงานตรวจประเมินออกเป็น จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการฝึกอบรม และ 2) ด้านการให้บริการทางวิชาการ
  5. ชี้แจงเกี่ยวกับการจัดการของเอกสารมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401 : 2018) ตามโครงสร้างระบบเอกสารและการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ในรูปแบบดิจิทัล
  6. ชี้แจงแผนการดำเนินการ (Road Map) ขับเคลื่อนการขยายพื้นที่รองรับมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล ISO 30401:2018

ด้าน นายกิตติศักดิ์ พูลนุช นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ในฐานะเจ้าหน้าที่โครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันการพัฒนาชุมชน มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนงานโครงการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO) ประจำปี 2569 และมุ่งขยายพื้นที่การรับรองมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401 : 2018) ไปสู่พื้นที่เป้าหมาย ในช่วงเริ่มต้น จำนวน 3 แห่ง ได้แก่
1) สถาบันการพัฒนาชุมชน
2) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง และ
3) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก เพื่อยกระดับกระบวนการขับเคลื่อนงานโครงการ กิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบการจัดการความรู้ให้เป็นระดับสากล เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชน ต่อไป


ภาพ/ข่าว : กลุ่มงานจัดการความรู้ สถาบันการพัฒนาชุมชน

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เคนโด้-มาดามพิม” เข้าพบอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เตรียมจัดมวยในเรือนจำ สร้างแรงบันดาลใจ-ส่งเสริมอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม

“เคนโด้-มาดามพิม” เข้าพบอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เตรียมจัดมวยในเรือนจำ สร้างแรงบันดาลใจ-ส่งเสริมอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณเคนโด้ (เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร) พร้อมด้วย มาดามพิม คุณ วิชาดา เดอ สมิท จาก De Smit Food International co., Ltd และ Jimjam Boxing เดินทางเข้าพบ พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ดร.ศุภโชค ควรฦาชัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบิน เพื่อร่วมวางแผนการดำเนินงานโครงการพิเศษในการจัดกิจกรรม “แข่ง ขันมวยในเรือนจำ” หวังใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

มวยสร้างคน : พลังแห่งการให้โอกาส
สำหรับการเข้าพบในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือแนวทางการจัดกิจกรรมกีฬามวยภายในเรือนจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องขัง ให้เห็นคุณค่าในตัวเองและมีเป้าหมายในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยคุณเคนโด้และมาดามพิมเล็งเห็นว่า “กีฬา” คือเครื่องมือสำคัญในการขัดเกลาจิตใจและสร้างระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี

ขานรับนโยบายกรมราชทัณฑ์ สู่มิติใหม่แห่งการเยียวยา จากการพูดคุยกับ พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เปิดเผยถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอาชีพและการให้โอกาสแก่ผู้ต้องขัง รวมถึงโครงการ “เรือนจำท่องเที่ยว” ที่มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้มีส่วนร่วมและยอมรับศักยภาพของผู้ต้องขังมากขึ้น

ทางคณะผู้บริหารจาก De Smit Foods และ Putorn Thai Foods รู้สึกยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ของกรมราชทัณฑ์อย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนงานในทุกมิติ และช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับออกไปประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืน “พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนโครงการดีๆ ของกรมราชทัณฑ์ เพื่อร่วมสร้างโอกาสและคืนคนดีสู่สังคมอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ”

โอกาสนี้ได้เข้าชม พิพิธภัณฑ์กรมราชทัณฑ์ และ ร้านหับเผยซึ่งเป็นสินค้าจากฝีมือของผู้ต้องขัง สามารถชมรายละเอียดร้านได้ทาง https://www.facebook.com/share/175YJDRWi9/?mibextid=wwXIfr

เคนโด้ #มาดามพิม #putornthaifoods #desmitfood #กรมราชทัณฑ์ #สร้างแรงบันดาลใจ #คืนคนดีสู่สังคม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน