เชิดชูเกียรติยศ “เทพทอง” ครั้งที่ 24 จารึกคนดีศรีสังคม องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มอบ 56 รางวัลเด่น ย้ำสื่อต้องมีจริยธรรม-รักษามรดกภาษาไทย

เชิดชูเกียรติยศ “เทพทอง” ครั้งที่ 24 จารึกคนดีศรีสังคม องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มอบ 56 รางวัลเด่น ย้ำสื่อต้องมีจริยธรรม-รักษามรดกภาษาไทย

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบรางวัล “เทพทอง” ครั้งที่ 24 ประจำปี 2569 แก่องค์กรและนักสื่อสารมวลชนดีเด่น 56 รางวัล ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อยกย่องบุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การจัดงานโดย สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้ให้ความสำคัญกับการ “ครองตน-ครองงาน” ของบุคลากรในวงการวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ โดยเน้นย้ำเรื่องการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องและการนำเสนอข้อมูลที่สร้างทัศนคติเชิงบวก ท่ามกลางวิกฤตข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน

ในปีนี้มีบุคคลหลากสาขาอาชีพเข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติ อาทิ สายงานสื่อมวลชน : นิตยา กีรติเสริมสิน (ไทยพีบีเอส),สารวัตร กิจพานิช (พุทธทอล์ค), ประสาน อิงคนันท์ (มนุษย์ต่างวัย) พร้อมตัวแทนจากสำนักข่าวไทยโพสต์ และ News1

• สายงานศาสนาและสังคม พระโสภณธรรมวงศ์ เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร
• สายงานบริหารและฝ่ายปกครอง นายวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา และ พลเอก บุญสิน พาดกลาง (อดีตแม่ทัพภาคที่ 2) รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ

รางวัลเทพทองถือเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้คนทำงานสื่อสารมวลชนยึดมั่นใน “จริยธรรม” และ “ข้อเท็จจริง” เพื่อเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพและสงบสุขสืบไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ซินเจนทา เขย่าวงการเกษตรไทย ส่ง “ซิโมดิส” ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับโลก พลิกเกมการจัดการศัตรูพืช สู่ความยั่งยืน

ซินเจนทา เขย่าวงการเกษตรไทย ส่ง “ซิโมดิส” ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับโลก พลิกเกมการจัดการศัตรูพืช สู่ความยั่งยืน

ภาคการเกษตรกำลังเผชิญความท้าทายจากการระบาดของศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้น และข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพในการจัดการศัตรูพืช ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิต คุณภาพ และต้นทุนของเกษตรกร การรักษาประสิทธิภาพในการจัดการศัตรูพืชจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพผล ผลิต และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ภาคเกษตรไทยจึงกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ซินเจนทา ประเทศไทย ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรระดับโลก เปิดตัว “ซิโมดิส” (Simodis) นวัตกรรมสารอารักขาพืชที่ใช้เทคโนโลยี พลินาโซลิน (Plinazolin™) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์กลุ่มใหม่ (IRAC Group 30) ที่มีกลไกการทำงานเฉพาะตัว ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนเกมการจัดการศัตรูพืชในยุคเกษตรสมัยใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมสนับสนุนการทำเกษตรที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของเกษตรกรไทย

นายพิษณุ อภิราชกมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จํากัด กล่าวว่า “ซิโมดิส (Simodis) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของการจัดการศัตรูพืชในปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยี พลินาโซลิน (Plinazolin™) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์กลุ่มใหม่ที่มีกลไกการทำงานเฉพาะตัว สามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการระบาด ทั้งแมลงปากกัดและแมลงปากดูด เมื่อใช้ตามคำแนะนำ เกษตรกรสามารถลดจำนวนครั้งในการพ่น พร้อมคงประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืชได้อย่างต่อเนื่อง พ่นครั้งเดียว อยู่ได้ยาวนานสูงสุด 21 วัน คุมแมลงได้หลายชนิด ทนแดด ทนฝน ไม่หลุดง่าย เกาะติดใบดีแม้ฝนตกหรือโดนแสงแรง ที่สำคัญปลอดภัยต่อพืช ไม่ทำให้ใบไหม้ ดอกช้ำ หรือผลเสียหาย ซึ่งการใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำนี้ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารอีกด้วย”

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตพืชผักที่สำคัญของภูมิภาค และกำลังเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่เข้มข้นมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติเด่นของเทคโนโลยีพลินาโซลิน (Plinazolin™) ทำให้ผลิตภัณฑ์ ซิโมดิส (Simodis) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร และรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่ง ยืน ผ่านการยืดช่วงเวลาการฉีดพ่นและลดจำนวนรอบการทำงานลง ส่งผลให้ต้นทุนทั้งด้านแรงงานและเชื้อเพลิงลดลงอย่างเห็นผล พร้อมลดความเสี่ยงจากการรบกวนการเติบโตของพืชจากการฉีดพ่นที่บ่อยเกินไป

นอกจากนี้ การใช้ในปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสมยังช่วยลดปริมาณสารเคมีรวมต่อพื้นที่ สอด คล้องกับมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) และแนวทางเกษตรสีเขียว (Green Agriculture) ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กับการใช้สารอย่างรับผิดชอบ โดยผลิตภัณฑ์ ซิโมดิส (Simodis) สามารถใช้ได้กับพืชหลากหลายชนิด ตั้งแต่ผักเศรษฐกิจไปจนถึงพืชหลักที่ต้องการการดูแลสูง เช่น ผักกินใบ ผักกินผล และไม้ผล ซึ่งมักเผชิญความท้าทายในการจัดการศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง การนำเทค โนโลยีพลินาโซลิน (Plinazolin™) มาใช้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการล้มเหลวในการจัดการศัตรูพืช พร้อมเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับการผลิตภาคการเกษตรไทยได้อย่างแท้จริง

นางสาวกล้วยไม้ นุชนิยม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เปิดเผยว่า “แนวคิดด้านความยั่งยืนในภาคการเกษตรไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวและลดการทำ ลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเทคโนโลยีพลินาโซลิน (Plinazolin™) ในผลิตภัณฑ์ ซิโมดิส (Simodis) นี้ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียผลผลิตและบริหารจัดการต้นทุนทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด เพราะสุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนของระบบอาหารต้องเริ่มจากการที่เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีรายได้ที่ยั่งยืน”

“แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญคือการใช้อย่างถูกต้องและมีความรู้ ซินเจนทาจึงไม่เพียงแค่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ แต่เรายังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยลงพื้นที่ให้คำแนะนำ ตั้งแต่เทคนิคการผสมสารไปจนถึงการจัดการแปลงที่เหมาะสม เพราะเราเชื่อว่านวัตกรรมที่ดีต้องใช้ในปริมาณที่พอดี ถูกวิธี ถูกเวลา และสอดคล้องกับหลักวิชาการ รวมถึงการหมุนเวียนกลไกการออกฤทธิ์อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือความรับผิดชอบต่อสังคมที่เรายึดถือมาตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราจะช่วยสร้างทั้งผลผลิตที่งอกเงยและรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน” นางสาวกล้วยไม้ กล่าวสรุป

ล่าสุด ซินเจนทา ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซิโมดิส (Simodis) ในงาน “ซิโมดิส เอ็กซ์โป 2026” ณ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดนวัตกรรมและเทค โนโลยีการเกษตรสมัยใหม่สู่เกษตรกร ภายในงานมีการสาธิตแปลงปลูกจริงในพืชผักเศรษฐกิจ เช่น คะน้า ผักกาดเขียวปลี และผักกาดขาวปลี เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ของเทคโนโลยีในสภาพแปลงจริง พร้อมกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เวทีเสวนา และเวิร์กช็อปด้านการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การจัดการดิน น้ำ และปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกร นักวิชาการ และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชผักไทยสู่ความปลอดภัยและความยั่งยืนในระยะยาว

ท่ามกลางความท้าทายของระบบอาหารโลก การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของภาคเกษตร การเปิดตัว ซิโมดิส (Simodis) ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเรียกร้องรัฐบาลใหม่ทบทวนนโยบาย ชี้ข้อมูลรัฐยืนยันชัด แบน 10 ปี แต่ผู้ใช้เพิ่มกว่า 11 เท่า

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เผยแพร่ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งทบทวนนโยบาย “แบนบุหรี่ไฟฟ้า” ของประเทศไทย หลังข้อมูลทางการจากหน่วยงานรัฐสะท้อนชัดว่า นโยบายดังกล่าวไม่สามารถลดการใช้ได้จริง ตรงกันข้าม จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การแบนที่ดำเนินมายาวนานกว่า 10 ปี

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มจาก 78,742 คนในปี 2021 เป็น ประมาณ 900,000 คนในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่า ภายในเวลาเพียง 3 ปี แม้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยากจะปฏิเสธว่า นโยบายแบนแบบเบ็ดเสร็จไม่บรรลุเป้าหมายในการควบคุมการใช้ แต่กลับผลักกิจกรรมทั้งหมดออกไปอยู่นอกระบบการกำกับดูแลของรัฐ

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและอดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เผยภายหลังมีรายงานข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอรายชื่อ “ครม.อนุทิน2” ขึ้นทูลเกล้าฯ “หากนโยบายแบนได้ผลจริง จำนวนผู้ใช้ควรลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และปัจจุบันเชื่อว่าตัวเลขผู้ใช้น่าจะมีกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ”
เครือข่ายฯ ชี้ว่า การเติบโตของผู้ใช้ภายใต้การแบน สะท้อนว่าความต้องการของผู้บริโภคยังคงมีอยู่ แต่รัฐไม่มีเครื่องมือในการกำกับควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้า การจำกัดอายุผู้ซื้อ หรือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้านสุขภาพ แตกต่างจากสินค้าควบคุมอื่น เช่น บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายชัดเจน

นอกจากนี้ การปล่อยให้ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าดำเนินอยู่ในระบบผิดกฎหมาย ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านสาธารณสุข เนื่องจากรัฐไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ หรือป้อง กันการเข้าถึงของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การปราบปรามอย่างต่อเนื่องในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการจับกุมและยึดของกลางจำนวนมาก แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าช่วยลดจำนวนผู้ใช้ลงได้จริง

“เมื่อทุกอย่างถูกผลักให้เป็นของผิดกฎหมาย รัฐเหลือเพียงมาตรการปราบปราม ล่าสุดในการแถลงข่าวของกรมศุลกากรบอกว่ามีบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาจำหน่ายทุกวันจนจับไม่ไหว และแม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะปิดกั้นเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 4 หมื่นเว็บไซต์ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก เป็นเพียงการสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ และยังไม่มีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคหรือดูแลความปลอดภัยของสังคมอื่นใดเลย” ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าว

นายอาสาฯ ย้ำว่า การเรียกร้องให้ทบทวนนโยบาย ไม่ได้หมายถึงการส่งเสริมหรือสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการขอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐานในการออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการดึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงเข้าสู่ระบบกำกับดูแลของรัฐ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสาธารณสุข

“ตัวเลขผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า ภายใต้การแบน คือสัญญาณเตือนเชิงนโยบายที่รัฐบาลใหม่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งในสมัยของรัฐบาลชุดที่แล้ว กมธ.วิสามัญฯ ของสภาผู้แทนฯ ได้ศึก ษาผลกระทบของการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรอบด้านพร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา 3 ทาง โดยแนวทางที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดคือการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นสินค้าถูกกฎหมาย และควบคุมอย่างเข้มงวด” นายอาสา ระบุ

ทั้งนี้ ประเด็นข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังสอดคล้องกับแนวทางการสร้างกำ แพงความมั่นคงของพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นการดำเนินนโยบายเชิงปฏิบัติจริง มากกว่าการกล่าวอ้าง ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ที่มุ่งปกป้องคนไทยจากภัยคุกคามที่ไม่ได้มีเพียงสงครามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพ และเศรษฐกิจประเทศด้วย


ที่มา : https://www.facebook.com/share/1JgYFyJHpE/

สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

‘โอเบค อาเซียน อีสปอร์ต ไฮสคูล’ ดวล 2 ประเภท แชมป์ไปลุยต่างแดน

กรุงเทพฯ – ‘โอเบค อาเซียน อีสปอร์ต ไฮสคูล’ ดวล 2 ประเภท แชมป์ไปลุยต่างแดน

เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. ได้มีพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ต ระดับมัฐยมศึกษา รายการ “OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025” รอบชิงชนะเลิศ ที่จะแข่งขันวันที่ 25-26 มีนาคม 2569 นี้ ที่ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพฯ โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็นประธาน ในพิธีเปิด พร้อมด้วย รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา,นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ต แห่งประ เทศไทย พร้อมคณะกรารรมการจัดการแข่งขันร่วมงานมากมาย

สำหรับการแข่งขันรอบนี้เป็น รอบชิงชนะเลิศของ ROV จากทั้งหมดที่เข้าร่วมในรอบแรก 868 ทีม ที่เป็นนักกีฬาอีสปอร์ต จากนักเรียนระดับมัธยมปลาย โรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ คัดจนเหลือ 16 ทีมสุดท้ายมาแข่งขันกันในรอบ Final ในรอบนี้ และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ eFootball Mobile ที่คัดเลือกจาก 1,288 คน จากนักเรียนระดับมัธยมปลาย โรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ซึ่งจะมาแข่งขันกันในรอบ 16 คนสุดท้ายเช่นกัน

โดยมีเงินรางวัลการแข่งขันรวมของทั้ง 2 เกม ROV และ eFootball Mobile รวมกว่า 305,000 บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน,ค่าที่พัก และค่าอาหารในการเดินทางไปต่างประเทศของทีมที่ได้อันดับที่ 1-3 ในอีก3ประเทศ) โดยการแข่งข้นรอบ Grand Final แข่งขันกันที่ ที่ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ วันที่ 25-26 มีนาคม 2569 นี้ แฟนกีฬาอีสปอร์ตจะได้ พบกับแคสเตอร์ชื่อดัง มากมายภายในงาน ที่จะมาพากย์การแข่งขันกันแบบสุดมันส์ตลอดทั้ง 2 วัน

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันรายการพิเศษ OBEC ESPORTS ตะลุมบอนทัวร์ ROV & eFootball Mobile ที่มีเงินรางวัลรวมถึง 60,000 บาท โดยแข่งขันประเภทละ 8 ทีม โดยทีมที่แข่งขันชนะได้แชมป์กลุ่มจะรับเงินรางวัลทันที ส่วนทีมแพ้สามารถต่อคิวเพื่อลงสมัครแข่งขันใหม่ได้ตลอดทั้งวัน (เว้นกรณีที่ชนะและได้รับเงินรางวัลแล้ว จะต้องมาแข่งขันใหม่ในวันถัดไป)

งานนี้เปิดให้เยาวชน-ประชาชนทั่วไปเข้ามาเชียร์สดหน้างานให้สนั่นฮอลล์ มาให้กำลังใจอนาคตเกมเมอร์ทีมนักเรียนไทย งานนี้ชมฟรี! ตลอดงาน! หรือชมการถ่ายทอดสดที่เพจ TESF และเพจ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กอ.รมน. เปิดอบรม “พัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร” จ.สุรินทร์ เสริมความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

กอ.รมน. เปิดอบรม “พัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร” จ.สุรินทร์ เสริมความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดย สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. (สมท.กอ.รมน.) เดินหน้าขับเคลื่อนการเสริมสร้างความมั่นคงในระดับพื้นที่ จัดการอบรม “หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร” ของ กอ.รมน.จังหวัดสุรินทร์ (พคบ.จังหวัด ส.ร.) รุ่นที่ 1 ประจำปี 2569 ณ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในโอกาสนี้ พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ (ผอ. สมท.กอ.รมน.) ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านมวลชนและสารนิเทศของหน่วยในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 2 พร้อมกำกับดูแลและประสานการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายส่วนกลาง

การอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้นำองค์กรทุกภาคส่วน ให้มีความพร้อมรองรับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งด้านความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงภายใน และภัยพิบัติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ภายในพิธีเปิด รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ได้ให้โอวาทแก่ผู้เข้ารับการอบรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด ขยายผลในพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ หลักสูตรจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–27 มีนาคม 2569 รวม 5 วัน ประกอบด้วยกิจกรรมด้านวิชาการ การศึกษาดูงาน และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 51 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างมุมมองและศักยภาพของผู้เข้าร่วมอบรมอย่างรอบด้าน

ในช่วงท้ายของการอบรม ครูเพชรในตมของจังหวัดสุรินทร์ ได้เข้าร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคงกับพลโทธนาธิปฯ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ (ฝ่ายทหาร) โดยมีการหารือถึงแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม และร่วมกันขับเคลื่อนความมั่นคงของพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน

การจัดอบรมครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในระดับพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้ทุกภาคส่วน และร่วมกันขับเคลื่อนความมั่นคงของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มกลัดที่ระลึก ในพิธีเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบสแห่งใหม่

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มกลัดที่ระลึก ในพิธีเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบสแห่งใหม่

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ กับทอดพระเนตร นิทรรศการมูลนิธิพระดาบส โรงเรียนพระดาบส และรับพระราชทานเข็มกลัดที่ระลึก ในโอกาสที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นผู้สนับสนุนการฝึกอบรมให้แก่ศิษย์ของโรงเรียนพระดาบส และการก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยมี นายชาติวุฒิ ทองกัน ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายสิทธิชัย สุดสวาท ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ณ มูลนิธิพระดาบส อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงงาน 1 สมุทรปราการ ได้ประสานความร่วมมือ และจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาฝีมือแรงงาน ระหว่าง มูลนิธิพระดาบส กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อร่วมมือกันจัดฝึกอบรมให้ความรู้ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน รับ รองความรู้ความสามารถ จัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ อาทิ วิทยากร สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ วัสดุ งบประมาณ ตลอดจนเทคโนโลยี ด้านวิชาการ รวมทั้งต่อยอดให้ศิษย์พระดาบสเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาข่างไม้เครื่องเรือน คว้าเหรียญทอง และสาขาประกอบมุมไม้ เหรียญเงิน ระดับ กลุ่มจังหวัดภาคกลาง

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรง งานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ขอแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทย ที่ได้รับรางวัลการแข่งขันโดรนในเวที ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนามคัดเลือก สนามที่ 1

ขอแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทย ที่ได้รับรางวัลการแข่งขันโดรนในเวที ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนามคัดเลือก สนามที่ 1

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขันเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ รายการ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประจําปี 2569 สนามคัดเลือก สนามที่ 1 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้เกียรติมอบรางวัลแก่เยาวชนผู้ชนะการแข่งขัน พร้อมด้วย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ คณะผู้บริหาร และผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วมรับชมการแข่งขัน ณ ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงด้านการออกแบบอากาศยาน การควบคุม การเขียนโปรแกรม ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีของประเทศ นอกจากนี้ การแข่งขันยังมีบทบาทในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอากาศยานสมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิจิทัล

การแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานฯ สนามคัดเลือก สนามที่ 1 ได้ผู้ชนะเลิศใน 3 ประเภทการแข่งขัน ดังนี้

ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม DW จากโรงเรียนดงหลวงวิทยา
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมตะโกราย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม BSP Drone T เดียว จากโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม

ประเภทยุทธวิธี

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมอัสสัมชัญโคราช จากโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมครั้งแรกคับพี่ จากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีมคนหัวใจสิงห์ ทีม1 จากโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์

ประเภทปีกหมุนประลองทักษะ

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมน้องฟาฟา&น้องพราวพราว IP นารีนุกูล จากโรงเรียนนารีนุกูล
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมน้องพาขวัญ&น้องภูมิ IP นารีนุกูล จากโรงเรียนนารีนุกูล
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีมโรงเรียนมุกดาหาร จากโรงเรียนมุกดาหาร

ทั้งนี้ (วช.) และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ พร้อม ThaiPBS มุ่งหวังให้เวที “หนูน้อยจ้าวเวหา” เป็นพื้นที่ในการจุดประกายความสนใจด้านอากาศยานแ

ละเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เยาวชน เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้กระบวนการคิดและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นนักประดิษฐ์และนวัตกรในอนาคต

เปิดเบื้องหลังสปิริต “อภิวิชญญ์” สส.ป้ายแดง พรรครวมพลังประชาชน ฝืนอาการป่วยเข้าสภาฯ ลงมติเลือกนายกฯ

เปิดเบื้องหลังสปิริต “อภิวิชญญ์” สส.ป้ายแดง พรรครวมพลังประชาชน ฝืนอาการป่วยเข้าสภาฯ ลงมติเลือกนายกฯ

ย้อนรอยนาทีสำคัญในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ท่าม กลางบรรยากาศการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ทั่วประเทศเฝ้าจับตามอง ได้ปรากฏภาพความมุ่งมั่นของ นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ที่แสดงสปิริตผู้แทนราษฎรอย่างเต็มเปี่ยม

รายงานข่าวระบุว่า นายอภิวิชญ์ฯ มีอาการป่วยกระทันหันตั้งแต่วันก่อนหน้าวันโหวตนายกฯ เพียง 1 วัน แต่ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่และคะแนนเสียงของประชาชน นายอภิวิชญญ์ฯ ได้ตัดสินใจขออนุญาตคุณหมอออกจากโรงพยาบาลชั่วคราว เพื่อเดินทางมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนสำคัญในครั้งนี้ให้ทันท่วงที ก่อนจะถูกเร่งนำตัวส่งกลับไปรักษาอาการภายใต้ดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดทันทีหลังจบภารกิจในสภาฯ

สำหรับการลงมติในวันดังกล่าว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 293 เสียง ชนะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน (119 เสียง)

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความประทับใจให้กับเพื่อนสมาชิก สส. และผู้พบเห็น ถึงความเสียสละและความพยายามในการทำหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงส่งกำลังใจและเฝ้าติดตามอาการของนายอภิวิชญญ์ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

อภิวิชญญ์ทิพย์รัตน์ #พรรครวมพลังประชาชน #สปิริตสส #โหวตนายก69


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“พรรครวมพลังประชาชน” รุกหนักยุทธศาสตร์ปี 69 ปฏิรูปโครงสร้างสู่สถาบันการเมืองโปร่งใส พร้อมชู “จริยธรรม” เป็นบรรทัดฐานหลักในการบริหารพรรค

กรุงเทพมหานคร – “พรรครวมพลังประชาชน” รุกหนักยุทธศาสตร์ปี 69 ปฏิรูปโครงสร้างสู่สถาบันการเมืองโปร่งใส พร้อมชู “จริยธรรม” เป็นบรรทัดฐานหลักในการบริหารพรรค

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 พรรครวมพลังประชาชนประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรมทาง การเมืองครั้งสำคัญต่อเนื่อง 2 วันซ้อน ณ ศูนย์ฝึกอบรมวีเทรน ดอนเมือง โดยเริ่มต้นจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อวางรากฐานการยกระดับพรรคสู่การเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ก่อนจะจัดประชุมใหญ่สาขากรุงเทพมหานครในวันที่ 22 มีนาคม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงพื้นที่และสร้างกลไกการทำงานที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างใกล้ชิดและโปร่งใส

นางสาวชัญญพัชร์ โมอินทร์ เลขาธิการพรรคฯ ในฐานะประธานเปิดการประชุม ได้ประกาศวิสัยทัศน์ “ยกเครื่อง” โครงสร้างภายในพรรคภายใต้แนวคิดการสร้าง “บ้านที่เข้มแข็ง” เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการเมืองที่ตรวจสอบได้และพร้อมทำหน้าที่พรรคร่วมรัฐบาลเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างเป็นระบบ โดยไฮไลท์สำคัญคือการบรรยายพิเศษโดย นายวัฒนา จำปาดิบรัตนกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ในหัวข้อจริยธรรมที่เป็นบรรทัดฐานสำหรับกรรมการบริหารพรรคญ รวมถึงประเด็นการร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเน้นย้ำว่าความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและเป็นเกราะป้องกันการดำเนินงานทางการเมืองให้ยั่งยืน

ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย คุณปุณณ์ภัสสร จีรวิวัฒนชัย ผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ (สส. และหัวหน้าพรรค) ได้นำเสนอความคืบหน้าของนโยบายที่พรรคได้รณรงค์ไว้ โดยยืนยันว่าพรรคกำลังเร่งผลักดันทุกโครงการผ่านกลไกบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ตรงจุดและเป็นรูปธรรม ขณะที่ นายเฉลิมพล อุตรัตน์ ตัวแทนพรรคฯ ได้กล่าวสรุปภาพรวมของการจัดประชุมทั้ง 2 วันว่าเป็นการยืนยันความพร้อมของพรรครวมพลังประชาชนในการสร้างการเมืองสร้างสรรค์และยกระดับมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคมไทย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง

พรรครวมพลังประชาชน #ปฏิรูปการเมือง69 #ประชุมใหญ่สามัญประจำปี #สาขากรุงเทพ #จริยธรรมนักการเมือง #การเมืองไทยสร้างสรรค์

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ขอเชิญเที่ยวงานบุญยิ่งใหญ่ เททองหล่อ “หลวงพ่อโตทรงเครื่องจักรพรรดิ์” ณ วัดหลักหกรัตนาราม จ.ราชบุรี

ขอเชิญเที่ยวงานบุญยิ่งใหญ่ เททองหล่อ “หลวงพ่อโตทรงเครื่องจักรพรรดิ์” ณ วัดหลักหกรัตนาราม จ.ราชบุรี

พระปลัดมนต์ดก สุวโจ เจ้าอาวาสวัดหลักหกรัตนาราม ตำบลศรีสุราษฎร์ อำเภอดำเนิน สะดวก จังหวัดราชบุรี ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมงานบุญครั้งยิ่งใหญ่! พิธีเททองหล่อพระ “หลวงพ่อโตทรงเครื่องจักรพรรดิ์” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ทางวัดได้กำหนดจัดงานบุญอย่างยิ่งใหญ่ 8 วัน 8 คืน ระหว่างวันที่ 26 เมษายน–3 พฤษภาคม 2569 ณ วัดหลักหกรัตนาราม เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญ สร้างกุศล และร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา

ภายในงานนอกจากพิธีบุญอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังจัดให้มี มหรสพและการแสดงชมฟรีตลอดทุกค่ำคืน โดยเชิญศิลปินชื่อดังจากทั่วฟ้าเมืองไทยมาร่วมสร้างความบันเทิง อาทิ : ยิ่งยง ยอดบัวงาม, นุจรี ศรีราชา, เพ็ญนภา มุกดามาศ ,ศิลปิน พม่า-มอญ, รำวงย้อนยุคไฟว์สตาร์, หมอ ลำระเบียบ วาทะศิลป์, หินกองคอมโบ้, สาวๆ ย้อนยุคสุดมัน ขวัญใจนักเต้น และปิดท้ายความสนุกด้วย น้องคิวแช้มป์ไมค์ทองคำสามวัย,แช้มป์เกษตรเสียงทอง,นอกจากนี้ยังมี การประกวดร้องเพลง เปิดรับสมัครและจัดการประกวดในวันที่ 26–28 เมษายน 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้แสดงศักยภาพบนเวที รวมถึงการประกวด “หนูน้อยธิดาเกษตร ครั้งที่ 1“

จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไป ร่วมทำบุญ อิ่มบุญ อิ่มใจ พร้อมรับชมความบันเทิง และร่วมเที่ยวงานบุญครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ :ผู้สนใจ จองพื้นที่ร้านค้า หรือร่วมออกบูธภายในงาน สามารถติดต่อได้ที่

  • คุณธัญน์จิรา โทร.062-059-3919, 096-975-4692
  • คุณไชภิรมย์ โทร.063-278-9899

สนับสนุนโดย : ห้างออนไลน์ของคนไทย www.eat24shoppingmall.com


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน