ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026” อย่างยิ่งใหญ่ คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026” อย่างยิ่งใหญ่ คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) สอดรับกับความต้องการขององค์กรและสังคมยุคใหม่ และมุ่งสู่ความยั่งยืน คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท มีผู้เข้าชมทะลุ 50,000 คน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมผลงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือ ผู้ประกอบการชุมชน และผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์จากทั่วประเทศ ให้ได้นำผลงานที่ภาคภูมิใจมานำเสนอสู่สาธารณชน สะท้อนพลังของภูมิปัญญาไทยที่สามารถต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการฐานราก ช่างฝีมือ และธุรกิจชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่ผู้ผลิตไทย โดยภายในงานปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากถึง 380 รายจากทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มช่างหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่นำเสนอผลงานและคอลเลกชันสร้างสรรค์ร่วมสมัย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง SACIT กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งช่วยปกป้องคุณค่าของงานฝีมือไทย ทั้งของช่างฝีมือดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการ

“กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อช่วยต่อยอดฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการทำตลาดและขยายช่องทางการขาย เพื่อให้ผู้มีฝีมือและผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเติบโตและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจีฯ กล่าว

ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจีฯ ได้เยี่ยมชมบูธและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงาน อาทิ กระเป๋านวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ผสมเส้นใยไหม รวมถึงผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ร่วมสมัยหลากหลายประเภท โดยภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลงานจากผู้ผลิตไทย หน่วยงานพันธมิตร และผลงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ สะท้อนความหลากหลายของงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งาน Crafts Bangkok 2026 เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ SACIT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนบทบาทการส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดรับกับความต้อง การของตลาดโลก ผ่านการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับฝีมือช่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี

Crafts Bangkok 2026 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Craft Journey” ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของงานศิลปหัตถกรรมไทย ตั้งแต่ต้นกำเนิดของวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยทักษะฝีมือช่าง สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่า เชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การเปิดตัวคราฟต์คอลเลกชันพิเศษในรูปแบบ “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรและผู้ที่มองหาของที่ระลึกระดับมาส เตอร์พีซ พื้นที่เรียนรู้และต่อยอดคุณค่าวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ คราม ฮ่อม หวาย กก กระจูด เตยปาหนัน และสีย้อมธรรมชาติ การจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ เช่น Pigment Tokyo ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงผลงานจากตุรกี โคลอมเบีย และมาเลเซีย ตลอดจนผลงานวิจัยที่ SACIT ให้ทุนสนับสนุน อาทิ งานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ นวัตกรรมเครื่องปั่นฝ้ายเพื่อสุขภาพ และการฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม พร้อมติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงกว่า 380 ราย การจัดแสดงผลงาน SACIT Concept 2026, SACIT Collection และ The New Artisans 2026 รวมถึงกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ อาทิ งานเขียนเทียน ร้อยลูกปัดโนราห์ สานกำไลย่านลิเภา การเขียนลายรดน้ำ และโปรโมชั่นพิเศษภายในงาน

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย พร้อมสัมผัสความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจากผลงานคราฟต์ไทย ในงาน “Crafts Bangkok 2026” ระหว่างวันที่ 3–7 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ Facebook: SACIT Shop


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล

ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล

บริษัท ทิปโก้ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) Tipco Foods Public Company Limited หนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยก้าวสู่การครบรอบ 50 ปีของการดำเนินธุรกิจ  คุณอนุรัตน์ เทียมทัน ประธานกลุ่มบริษัททิปโก้ฟู้ดส์ ประกาศเดินหน้ารุกธุรกิจสุขภาพเต็มรูปแบบ โดยให้บริษัททิปโก้ ไบโอเท็ค จำกัด (Tipco Biotech Co., Ltd.) รับหน้าที่เปิดประตูสู่ธุรกิจสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ทิปโก้ เฮิร์บส์ (Tipco Herbs) เพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน รักษา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้บริโภครุ่นใหม่

คุณวิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัททิปโก้ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิปโก้ ไบโอเท็ค เป็นกลไกสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจสุขภาพขององค์กร เพราะตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ทิปโก้ ไบโอเท็ค ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูก การแปรรูป และการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรไทยด้วยทิปโก้เทคโนโลยี (Tipco Technology)ควบคู่ระบบควบคุมคุณภาพ ระดับอุตสาหกรรม จนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและส่งออกสารสกัดสมุนไพรรายใหญ่ของประเทศ

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์ทิปโก้ เฮิร์บส์ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมุนไพรไทย โดยมีเป้าหมายให้คนไทยได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับของสากล ส่วนในเชิงกลยุทธ์เป็นการขยายพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เชื่อถือได้ มีที่มาชัดเจน และผ่านมาตรฐานการผลิตระดับสากลจึงมั่นใจว่า ทิปโก้ เฮิร์บส์ จะสามารถยืนอยู่ในตลาดสุขภาพอย่างยั่งยืน

ในงาน Re–Vision Day บริษัทได้เปิดตัว 5 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ ทิปโก้ เฮิร์บส์ประกอบด้วย ยาแคปซูลผสมเปล้าน้อย, ขมิ้นชัน แคปซูล, แบล็คแอนด์ไวท์กระชายสกัดแคปซูล, ฟ้าทะลายโจรสกัดแคปซูล และฟ้ามินต์ รีเฟรชเชอร์ เม้าท์สเปรย์ พร้อมด้วย 5 พรีเซนเตอร์ของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พาร์ท เคียราน ไชยทัช ชีวมงคล หนุ่มฮอท ดีกรีปริญญาโทจากสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นศิลปินนักร้องนักแสดงคนดังในวงการบันเทิง, แพม ปาเมล่า ปาสิเนตตี้ สาวลูกครึ่งไทย-อิตาลี สาวเก่งของวงการนางงามและพิธีกร,แดนนี่ ดานิเอล เบล็สซิ่ง พิธีกรและ Content Creator สายท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามมากมาย, เจมส์ กษม กาญจนวัฒนา นักแสดงและนายแบบหนุ่มคนดัง และ จ๊อบ กฤษ อหันทริก หนุ่มหล่อสายบิวตี้และแฟชั่นที่มีสไตล์โดดเด่นเฉพาะตัว ร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ

หนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่น คือ “เปล้าน้อย” สมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จากการที่นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาจนค้นพบสารสำคัญ Plaunotol และนำไปพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันสำหรับดูแลโรคกระเพาะอาหารในประเทศญี่ปุ่นจากองค์ความรู้ดังกล่าวทิปโก้ได้ต่อยอดสู่ “ยาผสมเปล้าน้อย” (Tipco Herbs Compound Plaunoi Capsule) โดยใช้สายพันธุ์เปล้าน้อยคุณภาพสูงจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผสานกับสมุนไพรอีก 5 ชนิดตามตำรับยาไทย เพื่อช่วยดูแลและบรรเทาปัญหาแผลในกระเพาะอาหารและกระเพาะอักเสบเรื้อรัง ผลิตภัณฑ์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำสมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ มาพัฒนาเป็นทางเลือกด้านสุขภาพสำหรับคนไทย

แบล็คแอนด์ไวท์ กระชายสกัด (Tipco Herbs Black & White Grachai Extracts) เป็นการผสานคุณค่าจากกระชายดำและกระชายขาว สมุนไพรเด่นของไทย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่งเสริมการเปลี่ยนไขมันสะสมให้เป็นพลังงาน เพิ่มความทนทานของร่างกาย และเหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกาย

ฟ้ามินต์ รีเฟรชเชอร์ เม้าท์สเปรย์ (FahmintBy Tipco Herbs Refresher Mount Spray) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากจากสมุนไพร มีให้เลือก 2 กลิ่น ได้แก่ มินต์ และบลูเบอร์รี่ ผสานสารสกัดจากฟ้าทะลายโจร มะกรูด เปลือกส้ม และสเปียร์มินต์ ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค ลดการอักเสบและระคายเคืองคอ พร้อมเพิ่มความสดชื่น ให้ลมหายใจ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพช่องปากและระบบทางเดินหายใจควบคู่กัน

ขมิ้นชัน แคปซูล (Tipco Herbs Turmeric Capsule) พัฒนาจากขมิ้นชันสายพันธุ์คุณภาพจากอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่มีสารเคอร์คิวมินอยด์(Curcuminoids) สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ วิเคราะห์ดินและน้ำสม่ำเสมอ มั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีปนเปื้อน ทุกล็อตการผลิตได้รับการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับ สารเคอร์คิวมินอยด์ ในปริมาณสูงถึง 50 มิลลิกรัมต่อแคปซูล ช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และกรดไหลย้อน พร้อมคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ฟ้าทะลายโจรสกัดแคปซูล (Tipco Herbs Andrographis Paniculata Extract Capsule) ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการสกัด ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสารสำคัญ ทำให้มั่นใจได้ว่า ในทุกแคปซูลมีแอนโดรกราโฟไลด์ 20 มิลลิกรัม สูงกว่าฟ้าทะลายโจรชนิดผงบดทั่วไปถึง 4 เท่า จึงช่วยลดจำนวนแคปซูลที่ต้องรับประทานเหลือเพียงครั้งละ 1 แคปซูล พร้อมแยกสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงออก และผ่านการวิเคราะห์สารสำคัญทุกครั้งก่อนผลิต มีจุดเด่นด้านการเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ ฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและไข้หวัด

ในงาน Re–Vision Day ครั้งนี้ กลุ่มทิปโก้ฟู้ดส์ได้ประกาศก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดสุขภาพ จากความเชี่ยวชาญด้านอาหารโภชนาการ และสมุนไพรไทยที่สั่งสมมายาวนาน ผสานกับการขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม   วันนี้…ทิปโก้ เฮิร์บส์ได้สร้าง 5 ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยเพื่อต่อยอดคุณค่าจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สสส. – กสศ. ผนึกกำลังแก้เด็กนอกระบบ ชู “นครพนม” ต้นแบบจัดการครบทุกมิติ

สานพลัง “นครพนม” เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เมื่อ สสส.จับมือกสศ.ร่วมกันขับเคลื่อนขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กเยาวชนนอกระบบควบคู่กับการจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เน้นการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ใช้รูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อนควบคู่ข้อมูลเชิงลึกเมื่อแก้ไขให้ยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดนครพนม ผนึกพลังทุกภาคส่วนจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “สานพลังจังหวัดนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้” โดยการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส.

การลงนามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อออกแบบการขับเคลื่อนสุขภาวะและการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้แก่คนนครพนม ควบคู่กับการกำหนดแนวทางจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่เป็นปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนนอกระบบ (Zero dropout) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาจังหวัดนครพนมในระยะยาวตามแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ.2566–2570 สู่เป้าหมาย “เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เคียงคู่เศรษฐกิจสีเขียว”

MOU ฉบับนี้จัดทำขึ้นระหว่าง 11 ภาคี ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยศูนย์การเรียน CYF ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส., กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), จังหวัดนครพนมโดยท้องถิ่นจังหวัด, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด, อำเภอนาแก อำเภอเรณูนคร อำเภอท่าอุเทน และอำเภอนาหว้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 34 แห่ง, มหาวิทยาลัยนครพนม, เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน)

นางสาวศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า การรวมพลังครั้งนี้คือหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของนครพนมที่บูรณาการเรื่องสุขภาพและการศึกษารวมเป็นเรื่องเดียวกัน “เราไม่ได้มองเด็กนอกระบบเป็นเพียงแค่ปัญหาทางการศึกษา แต่มองว่านี่คือเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัด เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งหลุดจากระบบการเรียนรู้แล้ว ย่อมส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม ความมั่นคงของครอบครัว และอนาคตของชุมชนโดยรวม เวทีวันนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของจังหวัดนครพนมว่าการสร้างเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF กล่าว

พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ยังย้ำถึงหลักการสำคัญในการทำงานว่า อยากให้ทุกคนมองว่านครพนมคือเมืองที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพยากรหรือโอกาสในการพัฒนา หากเราต้องการพัฒนาจังหวัดให้เข้มแข็งและเติบโตแข็งแรง การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่นามธรรม แต่เป็นการทำงานที่ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาร่วมดูแลเด็กคนหนึ่งให้ครบทุกมิติได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การเรียนรู้และสุขภาวะเป็นเรื่องเดียวกันที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนนครพนม

ด้าน นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาแบบครบวงจรภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ว่าปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 603,000 คน เฉพาะพื้นที่จังหวัดนครพนมมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2569 จำนวน 4,825 คน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข “แม้เด็กจะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความยากจน สุขภาพ หรือครอบครัวไม่พร้อม แต่หน้าที่ของเราคือการจัดระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้น้องๆ ไม่หลุดออกจากระบบ ความร่วมมือของ กสศ. และ สสส. ในครั้งนี้คือความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรทุกมิติ เพื่อให้ชีวิตของเขาอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ และเติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของบ้านเมืองต่อไป” นายพัฒนะพงษ์ฯ กล่าว

ทางด้าน ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการใช้ “ข้อมูลนำทาง” เพื่อเชื่อมโยงปัญหาเข้ากับทุนทางสังคมในพื้นที่ โดย สสส. พร้อมสนับสนุนกลไกการทำงานของจังหวัดนครพนมผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้ง อบจ.,มหาวิทยาลัยนครพนม และหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อออกแบบแผนงานและงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทจริง

ดร.นิสา ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการทำงานในรูปแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ที่เริ่มต้นจากการเสริมความเข้มแข็งในระดับครอบครัวและชุมชน แล้วค่อยขยายผลเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดตามลำดับ โดยใช้เครื่องมือเชิงลึก ทั้งงานวิจัยชุมชน (Recap) และการจัดทำข้อมูลรายบุคคลและครัวเรือน เพื่อออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างนครพนมให้เป็นต้นแบบด้านสุขภาวะและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำหรับพื้นที่อื่นต่อไป

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ภาคีเครือข่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. การพัฒนาสุขภาวะประชาชนเพื่อลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
  2. การพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพในรูปแบบ Data-Driven Healthcare โดยใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลตำบล การวิจัยชุมชน (RECAP) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่
  3. การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบจำนวน 600 คน
  4. การสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันวิชาการเพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และ
  5. การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและพัฒนานครพนมให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านสุขภาวะและการเรียนรู้ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ในอนาคต

การลงนาม MOU ครั้งนี้คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมของจังหวัดนครพนมในการลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยพลังของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันเป็นเจ้าของอนาคตของจังหวัด เมื่อสุขภาวะและการเรียนรู้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน และทุกคนในชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน นครพนมก็จะก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในทุกมิติได้อย่างแท้จริง


สมาคมพืชสวนฯ จัดอบรมใหญ่ ยกระดับ “ทุเรียนไทยเกรดพรีเมียม” ป้อนตลาดโลก เจาะลึกตลาดจีนและตลาดใหม่ ทั้งตะวันออกกลาง-ยุโรป

สมาคมพืชสวนฯ จัดอบรมใหญ่ ยกระดับ “ทุเรียนไทยเกรดพรีเมียม” ป้อนตลาดโลก เจาะลึกตลาดจีนและตลาดใหม่ ทั้งตะวันออกกลาง-ยุโรป

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯเตรียมจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การผลิตทุเรียนคุณภาพพรีเมี่ยมเพื่อการส่งออก” ระหว่างวันที่ 25-27 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ พร้อมนำศึกษาดูงานในพื้นที่จ.ระยอง และจันทบุรี เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ ทุ เรียนไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.พีระศักดิ์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบัน “ทุเรียน” เป็นพืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ที่สร้างรายได้ส่งออกให้ประเทศไทยมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดหลักอยู่ที่สาธารณรัฐประชา ชนจีนและภูมิภาคเอเชีย สมาคมฯจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการเป็นแกนกลางถ่ายทอดเทค โนโลยี เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ทุเรียนไทย (Thailand Brand)

สำหรับเนื้อหาการอบรม ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน (ต้นน้ำ-ปลายน้ำ) : การผลิตคุณภาพส่งออก (ต้นน้ำ) : การจัดการสวนตามมาตรฐาน GAP, เทคนิคการตัดทุเรียนแม่นยำป้องกันทุเรียนอ่อน และการจัดการศัตรูพืชตามข้อกำหนดจีน (GACC) นวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยว (กลางน้ำ) : เทคโนโลยียืดอายุผลไม้, ระบบโรงคัดบรรจุ (ล้ง) มาตรฐาน GMP และการใช้ QR Code/Blockchain ตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability) กลยุทธ์การตลาด (ปลายน้ำ) : เจาะลึกตลาดจีนและตลาดใหม่ (ตะวันออกกลาง/ยุโรป) พร้อมเรียนรู้พิธีการศุลกากรและเส้นทางรถไฟไทย-จีน การสร้างเครือข่ายและการดูงาน : เสวนาทิศทางทุเรียนไทย,กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างเกษตรกรและผู้ส่งออก และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานสวนทุเรียนต้นแบบ ที่จันทบุรีและระยอง

“การจัดอบรมครั้งนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจผลไม้ นักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนและ ผู้สนใจลงทุนและพัฒนาธุรกิจทุเรียนส่งออก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร นักวิชาการ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้รู้เท่าทันมาตรฐานสากล ความปลอดภัยทางสุขอนามัยพืช (Phytosanitary) พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนมูลค่าเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน”รศ.ดร.พีระศักดิ์ฯ กล่าว

นายกสมาคมพืชสวน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ผู้อบรมจะได้รับ นอกจากจะเข้าใจระบบการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกแล้ว ยังได้เรียนรู้มาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศ เข้าใจการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตลอดทั้งระบบ แนวทางลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชั้นนำของประเทศ และสร้างเครือข่ายธุรกิจ

สนใจเข้าร่วมอบรมติดต่อได้ที่คุณสร้อยดาว วัฒธาจารุเกียรติ เจ้าหน้าที่สมาคม โทร 089-4945172 หรือทางอีเมล์ nhc12th @gmail.com ภายในวันที่ 15 มิ.ย.2569 นี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจ ตม. ร่วมกอ.รมน.และจัดหางาน บุกจับแรงงานไม่มีใบอนุญาต

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีม นายวีรเดช พลสวัสดิ์ จัดหางานจังหวัดสุพรรณบุรีม พ.ต.ท. ธนพล จันทร สว.ตม.จังหวัดสุพรรณบุรีม น.ส.สุกัญญา ถมยา แรงงานจังหวัดสุพรรณบุรี สั่งการให้ ร.ต.อ.สุรพล ชูช่างม ร.ต.อ.สรวิญช์ สืบใหม่ รอง สารวัตร ตม.ม พ.ต.ชาญศิลป์ ศักดามาศม ร.อ.ไกรศร อ่ำเกิด นายทหารประจำ สน.ปรมน.มทบ 17ม ทหาร กอ.รมน.สุพรรณบุรีม เจ้าหน้าที่จัดหางาน และเจ้าหน้าที่แรงงาน จังหวัดสุพรรณบุรี สนธิกำลัง เข้าตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างบ้าน หมู่ 2 ตำบลหนองบ่อ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีคนต่างด้าวไม่ทราบสัญชาติทำงานอยู่บริเวณหลังดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง เมื่อไปถึงพบคนต่างด้าว 6 คน กำลังทำงางานอยู่ในบริเวณบ้านหลังดังกล่าว จึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบหนังสือ เดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง จากการตรวจสอบพบว่าคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ทราบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดเท่ากับวันหมดอายุของใบอนุญาตทำงางาน) จำนวน 3 ราย และไม่มีเอกสารใดๆ 1 ราย

จากการสอบถามแรงงานผ่านล่าม ทราบว่าแรงงานทั้งหมดทำงานอยู่กับนายจ้างชื่อนาย จรินทร์ เนตรดี บ้านอยู่กรุงเทพ ฯ โดยได้ค่าตอบแทนวันละ 300 บาท/วัน ทำงานได้ประมาณ 3 วัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแรงงานทั้งหมด เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ก่อนควบคุมตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งคอก ดำเนินคดี

พร้อมกันนี้ก็จะสืบสวนติดตามตัวนายจรินทร์ เนตรดี ซึ่งเป็นนายจ้างของคนต่างด้าวผู้ถูกจับ กุมในข้อหารับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตามมาตรา มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 102แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

กิจกรรมรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก โรงพยาบาลนครปฐม ประจำปี 2569

กิจกรรมรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก โรงพยาบาลนครปฐม ประจำปี 2569

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนคร ปฐม เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2569 พร้อมด้วย แพทย์หญิงอุษณีย์ พูลวิวัฒน์ชัยการ รองผู้อำนวยการ พญ.พรรณนภา อุดมโชติพฤทธิ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความตระหนักถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรเป็นบุคคลต้นแบบในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ณ ลานคุณธรรม โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

จนท.ศคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เด็ก 7 ขวบ ถูกไฟดูดริมสระน้ำ บ้านพลูวิลล่าดังชะอำ ผู้ประกอบการเผยดูแลมาตลอด

เพชรบุรี – จนท.ศคบ.ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เด็ก7ขวบถูกไฟดูดริมสระน้ำ บ้านพลูวิลล่าดังชะอำ ผู้ประกอบการเผยดูแลมาตลอด

จากกรณี นายอภิชัย เอี่ยมจันทร์ อายุ 44 ปี น.ส.หทัยชนก ทรัพยะประภา อายุ 31 ปี สองสามี-ภรรยา นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เดินทางเข้าร้องเรียนกับ ว่าที่ ร.ต. รภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อให้ช่วยเหลือหลังจากครอบ ครัวเช่าพูลวิลล่าแห่งหนึ่งในอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แล้วลูกถูกไฟดูดขณะเล่นน้ำอยู่ในสระน้ำโชคดีที่ผู้เป็นพ่อช่วยขึ้นมาได้ทันรอดตายอย่างหวุดหวิด เหตุเกิดเมื่อ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ 30 พ.ค. ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้มอบหมายให้ นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สั่งการให้ สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการพลูวิลล่าสอบสวนข้อเท็จจริง ไกล่เกลี่ย ผู้ประกอบการกับผู้เสียหาย ณ บ้านพักพูลวิลล่า ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

จากการตรวจสอบ พบว่า บ้านพักพลูวิล่าดังกล่าว ปัจจุบันได้ยื่นขออนุญาตสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมกับทางอำเภอชะอำและอยู่ระหว่างการออกใบอนุญาต วันเกิดเหตุบุตรสาว 7 ปีของผู้เสียหายได้เดินเข้าไปบริเวณกำแพงริมสระว่ายน้ำ ซึ่งช่องทางดังกล่าวไม่สามารถเดินผ่านได้เป็นทางแคบๆ และมีแท่นปูนสำหรับปล่อยม่านน้ำลงสระตั้งอยู่ และโคมไฟที่ติดอยู่กับกำแพงกั้นอยู่ บุตรสาววัย 7 ปี ได้พยายามเดินผ่านช่องแคบริมกำแพงดังกล่าว ประกอบกับบุตรสาวของผู้เสียหายตัวเปียกน้ำในสระเมื่อเดินไปชนกับโคมไฟจึงทำให้ถูกกระแสไฟฟ้าดูดดังกล่าว

หลังจากเกิดเหตุผู้ประกอบการบ้านพูลวิลล่า (คุณแอนผู้จัดการบ้านพูลวิลล่า ) ได้ให้การช่วยเหลือทางผู้เสียหาย โดยติดต่อโรงพยาบาลเพื่อนำตัวบุตรสาวของผู้เสียหายเข้ารับการรักษา โดยเริ่มทำการรักษาที่โรงพยาบาลชะอำ ภายหลังได้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหัวหิน โดยผู้ประกอบการได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าที่พักสำหรับผู้ปกครอง ในระหว่างที่บุตรสาวของผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ค่าตรวจคลื่นหัวใจที่โรงพยาบาลธนบุรี ได้คืนเงินค่าเช่าบ้าน เงินประกันค่าเช่าบ้าน ให้กับผู้เสียหาย เต็มจำนวน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 30,000 บาท โดยเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและผู้เสียหา ได้มีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องค่าเสียหายที่ สภ. ชะอำ

ซึ่งผู้เสียหายยื่นข้อเสนอมา 2 ข้อ 1.ให้ผู้ประกอบการชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท โดยจะไม่ติดใจเอาความใดๆ ทั้งสิ้น 2.ให้ผู้ประกอบการชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 150,000 บาท พร้อมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจนกว่าบุตรสาวของผู้ร้องจะหายเป็นปกติ ทางผู้ประกอบการเห็นว่าจำนวนค่าเสียหายดังกล่าวเป็นจำนวนที่สูงเกินไป ประกอบกับผู้ประกอบการได้ให้ความช่วยเหลือและชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้เสียหายตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว จึงเสนอค่าเสียหายให้กับผู้เสียหาย จำนวน 30,000 บาท พร้อมกับรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้เสียหายในภายภาคหน้า (หากมี) จนกว่าบุตรสาวของผู้เสียหายจะหายเป็นปกติ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมรับข้อเสนอ และผู้ประกอบการจะพิจารณาในเรื่องจำนวนค่าเสียหายเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายต่อไป

น้องแอน ผู้ดูแลบ้านพลูวิลล่า เปิดเผยว่า ทางบ้านพักต้องขอมาชี้แจงว่า ทางเราได้ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ดูแลตั้งแต่เบื้องต้นวันแรกที่เกิดเหตุ เริ่มเข้าทำการรักษาที่ ร.พ ชะอำ หลังจากนั้นได้ทำการย้ายโรงพยาบาลมาแอดมิดที่โรงพยาบาลหัวหิน ซึ่งทางบ้านพักก็เป็นผู้ติดต่อและประสานกับโรงพยาบาลเพื่อเช็คคุณหมอ ตั้งแต่วันที่ 13-15 พค. ทางบ้านไม่คิดค่าบ้านพักที่เกิดเหตุ ได้คืนค่าบ้านที่ลูกค้าเข้าพักเป็นจำนวนเงิน 3,000 ได้โอนคืนพร้อมค่าประกันบ้านรวมยอด 6,000 บาท ทางเราได้ดูแลค่าที่พักสำสำหรับผู้ปกครอง วันที่ 13 และ14 พ.ค. 2 คืน
รวม 3,376 บาท, วันที่ 15 พ.ค ค่ารักษาพยาบาล ร.พ หัวหินและค่าเดินทาง 5,000 บาท, ค่าโรงพยาบาลธนบุรี 1,764 บาท, ค่าโรงพยาบาลธนบุรีของคุณพ่อ 8,714 บาท, วันที่ 17 พ.ค
ตรวจคลื่นหัวใจ ร.พธนบุรี 7,347 บาท ซึ่งทางเราติดตามและสอบถามค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องพบหมอโดยไม่ได้เพิกเฉย แค่ทางลูกค้าแจ้งค่าใช้จ่ายมา ทางบ้านพักรีบโอนให้ทันที ถึงแม้ ว่าทางลูกค้ายังไม่ได้ส่งบิลค่ารักษาหรือเอกสารค่าใช้จ่ายมาให้ เพราะทางเราคิดว่า อยากช่วยดูแลเยียวยาลูกค้าให้ดีที่สุด ส่วนคลิปวีดีโอที่ลูกค้าเขาเอาไปลงทางบ้านพักเป็นผู้ส่งให้ลูกค้าเองเพื่อให้คุณหมอใช้พิจารณาประกอบการรักษาผู้ป่วย
Ann Ann Pool Villa


///////////// บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ เพชรบุรี อัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ถวายสักการะ พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ผู้ว่าราช การจังหวัดเพชรบุรี อัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ถวายสักการะ พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาชบูชา

วันที่ 31 พ.ค.69 ณ มณฑลปลูกต้นพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร วัดถ้ำแจง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ถวายสักการะ พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาชบูชา โดยมี รองผู้ว่าราชการจัวงหวัดเพชรบุรี นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบุรี ข้าราชการ พนัก เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ถวายความเครารพเบื้องพระยายายาลักษายาลักยาลักษณ์ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ถวายรูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เข้ารับพระราชทานพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ก่อนอัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ไปยังโต๊ะหมู่ ณ มณฑลพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร จุดธูปเทียนบูชาพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตรประจำจังหวัด กล่าวคำสักการะพระศรีมหาโพธิ ทศมราชบพิตรประจำจังหวัด ก่อนนำ ผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้เข้าร่วมพิธีเดินประทักษิณ รอบพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร จำนวน3รอบ


////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

จากเหตุการณ์ น้ององุ่น อายุ 7 ปี หายตัวไป กลับพบเป็นศพที่สวนยางพารา หมู่ 4 ต.ปรังเผย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ตร.เร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

ล่าสุด กรณีจากเหตุการณ์ น้ององุ่น อายุ 7 ปี หายตัวไปแล้วมาพบ เป็นศพได้เสียชีวิตจากการถูกฆ่าอย่าง อำมหิตโหดเหี้ยมและทารุณ ที่บริเวณกลางสวนยางพารา หมู่ 4 ต.ปรังเผย อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตามที่เป็นข่าวไปแล้ว เมื่อ 2 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จอมพล รุจิรดำรงค์ชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ลงพื้นที่ นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบ จุดที่พบศพ น้ององุ่น และพื้นที่โดยรอบ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ขนาดที่ชายต้องสงสัยซึ่งถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำยังคงให้การปฏิเสธ

ทางด้าน พ.ต.อ. สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี พ.ต.อ. มานะ สำราญวงศ์ ผกก. สืบจังหวัดกาญจนบุรี ได้เชิญตัว นางมะยาน แม่ของน้ององุ่นผู้เสียชีวิต มาสอบปากคำจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ขอเก็บไว้เป็นความลับกลัวว่าผู้ต้องหาจะไหวตัวทันแล้วหลบหนี ได้พุ่งเป้าไปคนที่สนิทคุ้นเคยกันในหมู่บ้าน และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญ บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงรวมทั้ง พระทั้ง4 รูป ที่ประจำอยู่วัดทิโค้ง และเด็กวัดอีก 2 คน ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร มาสอบสวนปากคำ รวบรวมพยานหลักฐาน เก็บทุกประเด็น

ตร.กองพิสูจน์หลักฐาน จังหวัดกาญจนบุรี ได้เก็บร่องรอย ตรวจคาบลายนิ้วมือทุกอย่าง ที่จะโยงถึงตัวคนร้ายได้ เพื่อไปตรวจสอบ อย่างละเอียด เพื่อหาวัตถุพยานลายนิ้วมือ เก็บน้ำลายผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเพื่อไปตรวจหาดีเอ็นเอของคนร้าย เบื้องต้นจากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ น้ององุ่น พบร่องรอยมีการทำร้ายร่างกาย อย่างทารุณ อวัยวะเพศฉีกขาด คาดว่าน่าจะโดนข่มขืน ก่อนลงมือฆ่า บ่งบอกถึงพฤติกรรมคนร้าย เป็นคนใจคออำมหิตโหดเหี้ยม จนเกินมนุษย์

จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่รู้จักน้ององุ่นว่า น้ององุ่นผู้ตายเป็นเด็กที่น่ารักรู้จักสัมมา คารวะดี เป็นเด็กดี ก่อนเกิดเหตุได้นำเงินแบงค์ 20 มา 2ใบ มาซื้อขนมในร้านของตัวเอง หลังจาก นั้นมาทราบข่าวทีหลังว่าน้ององุ่นได้หายตัวไป จนมารู้ข่าวว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเร่งรีบ สืบสวนสอบสวน บุคคลที่ต้องสงสัย พยานบุคคล เก็บวัตถุพยาน พยานหลักฐาน เพื่อนำตัวคนร้าย มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว


วันแม่แห่งชาติ จิตอาสาพัฒนาเพื่อเป็นพระราชกุศล พระบรมราชินีนาถ ครบ 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569

วันแม่แห่งชาติ จิตอาสาพัฒนาเพื่อเป็นพระราชกุศล พระบรมราชินีนาถ ครบ 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 หมู่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 8:30 น. ทำความสะอาดกวาดวัดและตัดหญ้าข้างทางและแม่น้ำคูคลองที่ส่งกลิ่นเหม็นทำความสะอาดตัดต้นไม้ต้นหญ้าให้สวยงามนำถังขยะไปทิ้งไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นกับประชาชน นำโดยร้อยตำรวจโทพิพัฒน์ เกตุดี ประธานชุมชนบ้านไผ่หนองหมู่ที่ 7 โดยมี นาย พีรพัฒน์ จำหลัดพงศ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้างอำเภอนครหลวง นำคณะกรรมการและลูกบ้านในหมู่ 7 ร่วมกันพัฒนาเป็นพระราชกุศลในวันแม่แห่งชาติกว่า 50 คน


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา