จากเหตุการณ์ น้ององุ่น อายุ 7 ปี หายตัวไป กลับพบเป็นศพที่สวนยางพารา หมู่ 4 ต.ปรังเผย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ตร.เร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

ล่าสุด กรณีจากเหตุการณ์ น้ององุ่น อายุ 7 ปี หายตัวไปแล้วมาพบ เป็นศพได้เสียชีวิตจากการถูกฆ่าอย่าง อำมหิตโหดเหี้ยมและทารุณ ที่บริเวณกลางสวนยางพารา หมู่ 4 ต.ปรังเผย อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตามที่เป็นข่าวไปแล้ว เมื่อ 2 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จอมพล รุจิรดำรงค์ชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ลงพื้นที่ นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบ จุดที่พบศพ น้ององุ่น และพื้นที่โดยรอบ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ขนาดที่ชายต้องสงสัยซึ่งถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำยังคงให้การปฏิเสธ

ทางด้าน พ.ต.อ. สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี พ.ต.อ. มานะ สำราญวงศ์ ผกก. สืบจังหวัดกาญจนบุรี ได้เชิญตัว นางมะยาน แม่ของน้ององุ่นผู้เสียชีวิต มาสอบปากคำจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ขอเก็บไว้เป็นความลับกลัวว่าผู้ต้องหาจะไหวตัวทันแล้วหลบหนี ได้พุ่งเป้าไปคนที่สนิทคุ้นเคยกันในหมู่บ้าน และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญ บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงรวมทั้ง พระทั้ง4 รูป ที่ประจำอยู่วัดทิโค้ง และเด็กวัดอีก 2 คน ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร มาสอบสวนปากคำ รวบรวมพยานหลักฐาน เก็บทุกประเด็น

ตร.กองพิสูจน์หลักฐาน จังหวัดกาญจนบุรี ได้เก็บร่องรอย ตรวจคาบลายนิ้วมือทุกอย่าง ที่จะโยงถึงตัวคนร้ายได้ เพื่อไปตรวจสอบ อย่างละเอียด เพื่อหาวัตถุพยานลายนิ้วมือ เก็บน้ำลายผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเพื่อไปตรวจหาดีเอ็นเอของคนร้าย เบื้องต้นจากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ น้ององุ่น พบร่องรอยมีการทำร้ายร่างกาย อย่างทารุณ อวัยวะเพศฉีกขาด คาดว่าน่าจะโดนข่มขืน ก่อนลงมือฆ่า บ่งบอกถึงพฤติกรรมคนร้าย เป็นคนใจคออำมหิตโหดเหี้ยม จนเกินมนุษย์

จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่รู้จักน้ององุ่นว่า น้ององุ่นผู้ตายเป็นเด็กที่น่ารักรู้จักสัมมา คารวะดี เป็นเด็กดี ก่อนเกิดเหตุได้นำเงินแบงค์ 20 มา 2ใบ มาซื้อขนมในร้านของตัวเอง หลังจาก นั้นมาทราบข่าวทีหลังว่าน้ององุ่นได้หายตัวไป จนมารู้ข่าวว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเร่งรีบ สืบสวนสอบสวน บุคคลที่ต้องสงสัย พยานบุคคล เก็บวัตถุพยาน พยานหลักฐาน เพื่อนำตัวคนร้าย มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว


วันแม่แห่งชาติ จิตอาสาพัฒนาเพื่อเป็นพระราชกุศล พระบรมราชินีนาถ ครบ 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569

วันแม่แห่งชาติ จิตอาสาพัฒนาเพื่อเป็นพระราชกุศล พระบรมราชินีนาถ ครบ 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 หมู่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 8:30 น. ทำความสะอาดกวาดวัดและตัดหญ้าข้างทางและแม่น้ำคูคลองที่ส่งกลิ่นเหม็นทำความสะอาดตัดต้นไม้ต้นหญ้าให้สวยงามนำถังขยะไปทิ้งไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นกับประชาชน นำโดยร้อยตำรวจโทพิพัฒน์ เกตุดี ประธานชุมชนบ้านไผ่หนองหมู่ที่ 7 โดยมี นาย พีรพัฒน์ จำหลัดพงศ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้างอำเภอนครหลวง นำคณะกรรมการและลูกบ้านในหมู่ 7 ร่วมกันพัฒนาเป็นพระราชกุศลในวันแม่แห่งชาติกว่า 50 คน


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

นายอำเภอบางละมุง นำพสกนิกรชาวอำเภอบางละมุง ถวายเครื่องราชสักการะวางพานพุ่มและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

นายอำเภอบางละมุง นำพสกนิกรชาวอำเภอบางละมุงถวายเครื่องราชสักการะวางพานพุ่มและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณอาคารโดมเอนกประสงค์โรงเรียนเมืองพัทยา 2 อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานในพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ครบ 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน 2569

โดยมี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ข้าราชการ คณะผู้แทนองค์กร หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาสมาคม ชมรม และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยพิธีการเริ่มตั้งแต่ในเวลา 18.00น. พสกนิกรทุกหมู่เหล่านำพานพุ่มเงินพุ่มทองถวายต่อหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีตามลำดับจนครบทุกหน่วยงาน

จากนั้น นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุงประธานในพิธี ถวายเครื่องราชสักการะพานพุ่มทอง-พานพุ่มเงิน เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ พร้อมจุดเทียนมหามงคลถวายพระพรชัยมงคล ซึ่งในการนี้นายอำเภอบางละมุง กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกล่าวนำถวายพระพรชัยมงคล และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีจอมราชา


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าวพัทยา รายงาน

นายพิบูลย์​อ​ั​ฑ​ฒ​์​ หฤหรรษ์​ปราการ​ “สมาชิกวุฒิสภา” อัญเชิญแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

อัญเชิญแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และ ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า นายพิบูลย์​อ​ั​ฑ​ฒ​์​ หฤหรรษ์​ปราการ​ “สมาชิกวุฒิสภา” (รองประธานกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา) และ (รองประธานกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา) ศิษย์เก่า (อำนวยศิลป์รุ่น 56 ฉลองกรุง)

ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก. ภ.จว. เชียงใหม่ จัดกิจกรรมสภากาแฟเวียงเจ็ดลิน ครั้งนี้ 5

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 เวลา 07.00-09.00 น. พล.ต.ต.ยุทธนาแก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียง ใหม่ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมชาย เขียวจักร์ ผทค.ตร.รรท.รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ. มนัสชัย อินทร์เถื่อน ผกก.กลุ่มงานจราจร ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์และ หัว หน้าส่วนราชการ ในพื้นที่เวียงเจ็ดลินเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง ในงานกิจกรรม“สภากาแฟเวียงเจ็ดลิน จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 5/2569”

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนประชาสัม พันธ์ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรม และโครงการต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่เวียงเจ็ดลิน จัง หวัดเชียงใหม่ อันเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี และต่อยอดความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรมการอำนวยความสะดวกการจราจรและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน

โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ บริเวณลานต้นสัก ที่ทำการกลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่


คิดได้ไง? ห้ามรถไฟเข้าเมืองแก้จุดตัด… หรือสร้างปัญหาใหม่?

หลายคนคงงงว่าทำไม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงผุดไอเดียห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ทั้งที่ทั่วโลกกำลังพยายาม “ดึงคนขึ้นระบบราง” เพื่อลดรถติด ลดมลพิษ และลดต้นทุนขนส่ง แต่ไทยกำลังคิดจะ “กันรถไฟออกจากเมือง” เพื่อแก้ปัญหา “จุดตัดทางรถไฟ?”

1. แนวคิดที่ “ชวนอึ้ง!”

กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ศึกษาแนวทางการลดขบวนรถไฟทั้งรถโดยสารและรถสินค้าเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ภายใน 3 เดือน สายตะวันออกให้รถไฟจอดแค่สถานีลาดกระบัง แล้วต่อแอร์พอร์ตลิงก์หรือรถเมล์ ขสมก.เข้าเมือง ส่วนสายใต้และสายตะวันตก ให้จอดที่สถานีตลิ่งชัน แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงหรือรถเมล์ส่วนรถสินค้าจะให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีขนถ่ายสินค้าชานกรุงเทพฯ แล้วไปใช้รถบรรทุกเล็กขนเข้าเมืองแทนขบวนรถสินค้าอื่นที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าเมือง ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมจะหาทางสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นฟังเผินๆ เหมือนเป็นระเบียบมากขึ้น แต่คำถามคือ… “ผู้โดยสารรถไฟจะเดือดร้อนไหม?”

2. แก้ปัญหา… หรือสร้างปัญหาใหม่?

การแก้ปัญหาตามแนวทางของ รมว.คมนาคม จะทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นดังนี้

(1) ผู้โดยสารรถไฟจะลำบากกว่าเดิมจากเดิมนั่งยาวเข้าเมืองได้ ต่อไปจะยุ่งยากกับการเชื่อมต่อ สำหรับคนชรา คนป่วย เด็ก คนมีครรภ์ หรือคนมีสัมภาระ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย

(2) รถไฟฟ้าไม่ได้พาไปทุกที่ทั้งแอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงอาจไม่มีเส้นทางผ่านแหล่งทำงาน สถาบันการศึกษา สถานพยาบาล หรือสถานที่อื่นๆ ตามที่ผู้โดยสารรถไฟต้องการ ทำให้เขาต้องต่อรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ หรือแท็กซี่ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน อีกทั้ง แอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงก็มีขบวนรถน้อย ต้องรอนาน

(3) รถบรรทุกจะกลับมาแน่นถนนแทนที่จะใช้รถไฟขนสินค้าเข้ามา กลับต้องเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกเล็กวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน คำถามคือ… นี่เรากำลัง “ลดปัญหาจราจร” หรือกำลัง “เพิ่มรถบนถนน?”

(4) ต้นทุนขนส่งอาจสูงขึ้นการเปลี่ยนถ่ายสินค้าหลายต่อจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และสุดท้ายต้นทุนเหล่านั้นจะถูกผลักไปที่สินค้า ทำให้ประชาชนต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น

3. ทางแก้ที่ดีกว่า… มีไหม?ตอบว่ามี เช่น…

(1) เข้มงวดวินัยจราจร ใครที่ฝ่าไม้กั้นต้องถูกลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยจนเคยตัว

(2) ติดตั้งสัญญาณไฟแบบ Count Down ให้คนรู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่วินาทีก่อนไม้กั้นจะปิดถนน

(3) ติดตั้งป้ายแจ้งเวลารถไฟจะมาถึง ช่วยลดการเสี่ยงติดค้างอยู่บนราง

(4) ปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Emergency Button) หากรถติดค้างบนราง ประชาชนแจ้งหยุดรถไฟได้ทันที

(5) ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางด้วยเลเซอร์ (Laser Detector) ถ้ามีรถหรือคนค้างอยู่บนราง ระบบจะแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ

(6) เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก ซึ่งจะช่วยลดจุดตัดได้เป็นอย่างดี นี่ต่างหากคือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

4. สรุป

(1) การแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดสำหรับรัฐบาล อาจกลายเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนมากที่สุด

(2) ถ้าปัญหาเกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟ สิ่งที่ต้องแก้คือ “จุดตัด” ไม่ใช่ “รถไฟ”

(3) เมืองใหญ่ทั่วโลกพยายามทำให้คน “เข้าถึงระบบรางง่ายขึ้น” แต่เรากำลังทำให้การขึ้นรถไฟ “ยุ่งยากขึ้น”

(4) การแก้ปัญหาที่ดี ไม่ใช่การทำให้ระบบที่ประชาชนใช้อยู่ “หายไป” แต่คือการทำให้ระบบนั้น “ปลอดภัย สะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

(5) ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการ “กันรถไฟออกจากเมือง” แต่เขาแก้ด้วยการทำให้ “ระบบรางกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

วิวาห์เกริกเกียรติ

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ประธานที่ปรึกษาบริษัท เอเซีย เอวิเอชั่น เเอนด์ เทคโนโลยี จำกัด, สส.ลูกช้าง-คุณสุพล จุลใส ประธาน กมธ.การพลังงาน(พรรคภูมิใจไทย), นางสาว วลาลักษณ์ ไวนิทรา ประธานกรรม การผู้บริหารสมาคมการบินไทย อินเตอร์ ไฟลอิ้ง ร่วมเป็นประธานในพิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง นางสาวระภีพรรณ พัฒนาขา บุตรี นายประสิทธิ์ พัฒนาขา-นางวันเพ็ญ หิมทอง กับ นายปิยพงษ์ (แซ่ตั้น) มีหาดยาย บุตร นายนพรัตน์ แซ่ตั้น-นางสุปราณี มีหาดยาย

โดยมี คุณชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ประธานบริหารบริษัท เอเซีย เอวิเอชั่น เเอนด์ เทคโนโลยี จำกัด, คุณตาเจือบ-คุณยาย รำไพ หิมทอง, คุณลุง เจตถ์นิพัทธ์ หิมทอง-คุณป้า ณลินณิฐชา โชติช่วง,(ฝ่ายเจ้าบ่าว) คุณตาสมจิตร-ยายรัชนี มีหาดยาย, คุณย่า อำนวย แซ่ตั้น, คุณน้าวรชาติ เพชรรัตน์, คุณน้าสุภาภร มีหาดยาย -พร้อมบรรดาญาติมิตร แขกผู้มีเกียรติหลากหลายวงการร่วมพิธีฉลองมงคลสมรสคับคั่ง ในบรรยากาศที่อบอุ่น ณ โรงแรมอวยชัยแกรนด์ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร


ดส.รวบ แก็งยาดัดแปลงรถพ่วงบรรทุกยางมะตอย แอบดัดแปลงช่องเป็นที่ซุกยาไอซ์และคีตามีนล็อตใหญ่ 1.7 ตัน

ดส. รวบ แก็งยาดัดแปลงรถพ่วงบรรทุกยางมะตอย แอบดัดแปลงช่องเป็นที่ซุกยาไอซ์และคีตามีนล็อตใหญ่ 1.7 ตัน

วันที่ 31 พค. เวลา 14.00 น. พล.ต.ท .สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบ.ชน แถลงผลการจับกุม นายวิทยาอายุ 30 ปี (คนขับรถบรรทุก), นายพงษ์ศักดิ์ อายุ 45 ปี (เจ้าของรถบรรทุก) และนายอนุชา อายุ 38 ปี (คนขับรถยนต์นำทาง) พร้อมของกลาง ไอซ์ 1,687 กิโลกรัม, คีตามีน 50 กิโลกรัม, รถพ่วงบรรทุกถังยางมะตอย 1 คัน, รถยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง มูลค่ากว่า 210 ล้านบาท

โดยกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี หรือ กก.ดส. พ.ต.อ.ศุภชัยชัย สุวรรณ ผกก.ด ส., พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.นราธิป คงเพ็ชร์ รอง ผกก.ดส. สืบทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ เตรียมขนลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือมาซุก ซ่อนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยใช้รถบรรทุกยางมะตอยดัดแปลงให้เป็นที่ซุกซ่อนยาเสพติด เพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมจน จนกระทั่งวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีรถบรรทุกยางมะตอย ขับตามรถยนต์อีกคัน ที่ใช้นำขบวนสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวกเส้นทาง ขับผ่านมายังตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นรถทั้ง 2 คัน จึงพบของกลางดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บของเหลวของรถบรรทุก ควบคุมตัวไปดำเนินคดี

ผบช.น. สยาม เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลมาจากการจับกุม ผู้ต้องหา 4 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 100,000 เม็ด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่จังหวัดสมุทรปรา การ ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ โดยได้รับคำสั่งจากบอสใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศให้นำยาเสพติดจากจังหวัดเชียงรายไปเก็บในโกดังที่จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ค้ารายย่อย

แก๊งนี้มีนายพงษ์ศักดิ์เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นเจ้าของรถหัวลาก แต่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจึงผันตัวมารับจ้างขนยาเสพติด โดยการขนแต่ละครั้งจะใช้รถนำและตามขบวนอีก 4 คัน มีรถ 3 คัน ที่หลบหนีไปได้ โดยแก๊งนี้มีผู้ร่วมก่อเหตุประมาณ 10 คน ทำมาแล้ว 5 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 2 ล้านบาท เริ่มใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลเครือข่ายรายนี้เพิ่มเติม

เบื้องต้นดำเนินคดีในข้อหาร่วมกับจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภททีี่ 1 (ไอซ์) และร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เคตามีน)


“ราชเลขานุการในพระองค์” พร้อม “นายกฯอนุทิน” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาเพชรบุรี ตามแนวพระราชดำริ

“ราชเลขานุการในพระองค์” พร้อม “นายกฯอนุทิน” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาเพชรบุรี ตามแนวพระราชดำริ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง, นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ร.ต.อ.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รวมถึง หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนกรม, หน่วยงานภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจติดตามการก่อสร้างแก้มลิงลำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ตามโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

การติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรีในครั้งนี้ เป็นการร่วมสะท้อนภาพความสำเร็จในการบูรณาการทำงานอย่างยั่งยืน ระหว่างกรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยได้พร้อมใจน้อมนำพระราชดำริ “สืบสาน รัก ษา และต่อยอด” มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์สำคัญในครั้งนี้ครอบคลุมการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่หุบกะพงและห้วยทรายใต้ การบริหารจัดการระบบน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค และการขยายเขตระบบไฟฟ้าในพื้นที่แก้มลิงลำห้วยใหญ่ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดผ่านโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) ณ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้และแก้มลิงห้วยใหญ่ ควบคู่ไปกับการวางระบบลำเลียงและสูบน้ำเชื่อมโยงโครงข่าย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบอ่างเก็บน้ำ เพื่อพลิกฟื้นผืนดินให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งการดำเนินงานในระยะแรกมีความคืบหน้าไปตามลำดับแล้ว

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป จะได้มีการขยายการพัฒนาเส้นทางและโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงชุมชนรอบพื้นที่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการขยายเขตระบบไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์บริเวณสถานีสูบน้ำลำห้วยใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดร่วมกับจังหวัดเพชรบุรีและทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามแผนแม่บท มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


บรรณรต เพรชบุรี

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มอบเข็ม กอ.รมน. แก่เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2 ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดสู่ความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มอบเข็ม กอ.รมน. แก่เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2 ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดสู่ความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันนี้ (30 พฤษภาคม 2569) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร จังหวัดเชียงใหม่ รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พันเอกวรา อุตรพงศ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ (ฝ่ายทหาร) นายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้เข้ารับการอบรมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธี

ในโอกาสนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้นำเสนอผลการสัมมนากลุ่มและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง ทั้งในมิติด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มอบเกียรติบัตรและเข็ม กอ.รมน. แก่ผู้ผ่านการอบรม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงการเป็นเครือข่ายความมั่นคงที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ในทุกมิติ

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดเชียงใหม่ (กอ.รมน. จังหวัดเชียงใหม่) และจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติ ส่งเสริมการบูรณาการงานด้านความมั่นคง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และผู้นำมวลชนในระดับจังหวัด โดยจัดการอบรมเป็นระยะเวลา 5 วัน มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 54 คน

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ตลอดจนส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และความเข้าใจในบทบาทภารกิจของ กอ.รมน. ในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้เครือข่ายผู้บริหารสามารถรับมือกับภัยคุกคามและภัยพิบัติในทุกรูปแบบ รวมถึงร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในทุกมิติ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน