‘สว.ชีวะภาพ’ นำทัพคิกออฟ ‘สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์’ เชื่อม ‘แม่ลา-บึงบอระเพ็ด’ ผงาดระเบียงเศรษฐกิจนิเวศแห่งใหม่

‘สว.ชีวะภาพ’ นำทัพ! คิกออฟ ‘สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์’ เชื่อม ‘แม่ลา-บึงบอระเพ็ด’ ผงาดระเบียงเศรษฐกิจนิเวศแห่งใหม่”

วันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. สมัชชาสุขภาพจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรี (สว.ชีวะภาพ ชีวะธรรม) ภาคประชาชน และภาคเอกชน จัดเวทีระดมความคิดเห็น แม่ลา สิงห์บุรี แซนบ๊อกซ์ สู่เมืองคาร์บอนต่ำ ณ ห้องประชุมสวนอาหารแม่ลาการ้อง ต.แม่ลา อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ลา จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เต็มไปด้วยพันธุ์ปลาที่มีนัยสำคัญทางเศรษกิจ ซึ่งเป็นต้นแบบ ที่จะเชื่อมโยงสู่เครือข่ายพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของภาคกลาง ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ และทุ่งรังสิต จ.ปทุมธานี จ.อยุธยา โดยมีแผนจัดทําโครงการ แม่ลา สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์ เพื่อสร้าง “ระเบียงเศรษฐกิจนิเวศ” ที่ใช้กลไกการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระหว่างประเทศ เป็นเครื่องมือใน การยกระดับมาตรฐานการจัดการ ควบคู่กับการสร้างรายได้ใหม่จากคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรและพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์สูงสุดจากการอนุรักษ์

โดยเฉพาะลุ่มน้ำแม่ลา จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นแหล่ง ธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ และกําลังจะเป็นแหล่งผลิตปลาช่อนแม่ลา (GI) โดยใช้พลังงานสะอาดจาก โซลาเซลล์ ลอยน้ำ ในบ่อปลา เหมาะเป็น แซนบ๊อกซ์ หรือพื้นที่นําร่องด้านเศรษฐกิจชุมชน การแปรรูปผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศคาร์บอนต่ำ เช่น การล่องเรือและชิมปลาปรุงด้วยพลัง งานสะอาด นอกจากนี้ยังมีแผน ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรแม่ลาให้กลายเป็น เกษตรกรคาร์บอนต่ำ โดยนำพาเทคโนโลยี นาเปียกสลับแห้ง มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้สูงถึง 40-50 เปอร์เซ็น รวมทั้งเปลี่ยนผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งส่งขายให้โรงงาน

โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่คือการพลิกโฉม การบริหารจัดการน้ำของไทยจากการตั้งรับปัญหา มาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงรุก ชุมชนจะได้รับประโยชน์ทั้ง รายได้จากคาร์บอนเครดิต ความมั่นคงทางอาหารจากประชากรปลาที่เพิ่มขึ้น และการขายสินค้าเกษตรใน ราคา พรีเมียมจากการรับรองมาตรฐานโลก

ขณะเดียวกัน แม่ลา สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์ คาดว่า จะเป็นโครงการที่จะ ถอดรหัสความสําเร็จจาก สระบุรี แซนบ็อกซ์ ต้นแบบของเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย โดยจังหวัดสิงห์บุรีมีลําน้ำแม่ลาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของจังหวัดต้นแบบที่มีศักยภาพในการ พัฒนาเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์

ความสําเร็จจากโครงการ จะเป็นพิมพ์เขียวเพื่อขยายผลเชื่อมโยงไปยังจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงการสร้าง เส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว เชื่อมโยง เช่น ล่องเรือดูนกบึงบอระเพ็ด – กินปลาแม่ลา – ชมทุ่งรังสิต โดยใช้เรือไฟฟ้า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรักษ์โลก ทั่วโลก ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทํางานเพื่อศึกษาการบูรณาการ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตอนกลาง (แม่ลา-บึงบอระเพ็ด-รังสิต) สร้างกลไกขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เคนโด้” ความสุขคนอีสาน หาเสียงแบบจ๊วดๆ ชาวบ้านมักหลายนโยบายลดค่าไฟ รวมไทยสร้างชาติ

เคนโด้ความสุขคนอีสาน หาเสียงแบบจ๊วดๆ ชาวบ้านมักหลายนโยบายลดค่าไฟ รวมไทยสร้างชาติ

เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้ลงพื้นที่หาเสียงในภาคอีสานภายใต้แคมเปญ คาราวานอีสานต้องดีกว่านี้ มุุ่งเน้นนำนโยบายลดต้นทุนชีวิตนั่นคือการมัดรวมค่าพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ซ ราคาต้องลดลง คุณพีระพันธุ์ทำได้และทำมาแล้ว ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีพลังงาน ลดค่าไฟไปกว่า 2.7 แสนล้านบาท วันนี้ขอทำต่อ ลดต่อ

บรรยากาศลงพื้นที่ม่วนซื่นถูกใจคนอีสาน เคนโด้เว้านัวหัวม่วน นโยบายแบบถึงตัวชาวบ้าน ทั้งกอด ทั้งหอม มั่นใจเคนโด้ พาคนอีสานอยู่ดีกินดี ภาพที่เห็นคือเคนโด้บุกทุกที่ อธิบายนโยบายแบบกันเอง โดยเริ่มจากจังหวัดหนองคาย ตลาดโพธิ์ชัย พบปะพ่อค้าแม่ค้า ถูกใจนโยบายลดค่าไฟ 3.3 บาทต่อหน่วย น้ำมันเบนซิน-ดีเซล 25 บาทต่อลิตร ตรึงราคาแก๊ซ ชาวบ้านทั้งกอด ทั้งหอมแก้มเคนโด้ทั้งตลาดเป๋นการฝากความหวังช่วยคนอีสาน อยากให้เคนโด้เข้าสภาเป็นปากเป็นเสียง และยังได้เดินหาเสียงในหลายจุดทั้งตลาดท่าเสด็จ ลานพญานาค ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ประชาชนขานรับนโยบายลดค่าพลังงาน รวมทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,500 บาท

จากหนองคายมุ่งสู่อุดรธานี ขึ้ยรถแห่รอบเมือง เดินหาเสียงในจุกสำคัญ อาทิ ตลาดเทศบาล1 พบแม่ค้า พ่อค้า และประชาชนที่มาซื้อของ จุดนี้ทำให้เคนโด้สุดประทับใจหัวหน้าตลาดวิ่งมากอดมาฝากความหวังว่าตลาดนี้กาเบอร์6 บัตรสีชมพูทั้งตลาด มัก ลุงพีร์ หัวหน้าพรรค เฮ็ดจริงทำจริง ช่วงเย็นเปิดเวทีปราศรัยย่อยที่ หนองประจักษ์ ได้รับความสนใจอย่างมาก ด้วยลีลาการปราศรัยแบบถึงลูกถึงคน แฉทุนพลังงานครอบงำประเทศ ประชาชนไม่ควรอดทนกับสิ่งนี้ มั่นใจพีระพันธุ์ทุบทุนพลังงานประชาชนจ่ายน้อยลงเหลือเงินมากขึ้น ปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงิน สะท้อนทุนเทาครอบงำการเมือง? พร้อมไลฟ์สดคนดูถึง10,000 คน

และยังได้พบปะผู้สูงอายุในชุมชนพาสุขมั่นคง เว้านโยบายเบี้ยยังชีพ1,500 บาท พ่อตู้แม่ตู้มักหลายช่วยประคองชีวิตในแต่ละเดือน ตลอดทั้งเดือนมกราคม เคนโด้ยังคงเดินสายพบปะคนอีสานในหลายจังหวัดเพื่อเว้านโยบายให้เข้าถึงคนอีสานเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกัน มาสร้างสังคมน่าอยู่ไม่ใช่สังคมที่ต้องอยู่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 บูรณาการ 17 จังหวัดภาคเหนือ เดินหน้าแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ครอบคลุมทุกมิติ

กองทัพภาคที่ 3 บูรณาการ 17 จังหวัดภาคเหนือ เดินหน้าแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ครอบคลุมทุกมิติ

ช่วงธันวาคมถึงเมษายนของทุกปีสภาพอากาศในภาคเหนือมีความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของประชาชน ในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ณ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการวางแผน อำนวยการ เฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และบูรณาการการปฏิบัติของทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกัน ควบคุม ฟื้นฟู และบรรเทาสาธารณภัย โดยตั้งเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ลงร้อยละ 10–20 และลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 ลงร้อยละ 5–10 จากปีก่อนหน้า โดยได้จัดชุดลาดตระเวน จุดตรวจ และจุดเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ร่วมกับชุมชนและเครือข่าย เน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่กลุ่มป่าแปลงใหญ่รอยต่อไฟ พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด และพื้นที่เปราะบาง พร้อมใช้กลไกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฝ่ายทหาร ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงบูรณาการเครือข่ายอากาศยาน 6 หน่วยงาน 28 ลำ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และโดรน 50 ลำ ตลอดจนกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ไทย–เมียนมา (RBC และ TBC) เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยกองทัพบกได้จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามารถ ครอบคลุมการจัดทำแนวป้องกันไฟป่า และการฉีดล้างทำความสะอาดถนนเพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ตลอดจนเสริมสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ ให้สามารถร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

รวบแล้ว มือฆ่าสาวพนักงานโรงแรมกลางเมืองหัวหิน ชิงทรัพย์ พบกบดานในโพรงหญ้าห่างจากจุดเกิดเหตุ 1 กิโล

รวบแล้ว มือฆ่าสาวพนัดกงานโรงแรมกลางเมืองหัวหินชิงทรัพย์ พบกบดานในโพรงหญ้าห่างจากจุดเกิดเหตุ1กิโล

จากกรณีคนร้ายเป็นชายใช้ท่อนเหล็กบุกทำร้าย น.ส.วิรินทร์ พนักงานสาวของโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนเสียชีวิตเพื่อโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเงิน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ นายรัติกร ยิ่งยอด อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดนคร ราชสีมา และรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค7 ชุดสืบสภ.หัวหิน และตำรวจกองปราบปราม ตำรวจK9 ได้สนธิกำลังออกติดตามไล่ล่าผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมาถึงบริเวณใต้สะพานใกล้ทางรถไฟท้ายซอยหัวหิน42 ห่างจากทางเดินรถไฟประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดที่ลงมือก่อเหตุฆ่าสาวพนักงานภายในโรงแรมประมาณ 1กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจK9 ได้นำกำลังเข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวณป่าหญ้าริมทางรถไฟเพื่อจะนำสุนัขดมกลิ่นเข้าชมกลิ่นหาเบาะแส จังหวะนั้นตำรวจได้เห็นรอยเท้าต้องสงสัยก่อนพบตัวผู้ก่อเหตุแอบนอนขดตัวอยู่ในโพรงหญ้าจึงขอกำลังเข้าควบคุมตัวได้ทันที่ โดยผุ้ก่อเหตุขัดขืนแต่ไม่สามารถสู้แรงเจ้าหน้าที่ได้ ขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้มีญาติผู้เสียชีวิตติดตามเข้ามาดูได้พยายามเข้าไปทำร้ายผู้ก่อเหตุแต่ถูกเจ้าหน้าที่กันออกจากที่เกิดเหตุไว้ได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนเพิ่มเติมในค่ายแห่งหนึ่ง และยังไม่มีการทำแผนประกอบคำรับสารภาพใดๆเนื่องจากมีประชาชนชาวเมืองหัวหินที่ทรายบข่าวต่างพากันมาเตรียมรุมต่อว่าผู้ก่อเหตุ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

สาวงามทั่วประเทศแห่สมัครประกวด “ธิดาดอนเจดีย์” คึกคัก

สุพรรณบุรี – สาวงามทั่วประเทศแห่สมัครประกวดธิดาดอนเจดีย์คึกคัก

ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 19 มกราคม 2569 นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดรับสมัครประกวดธิดาดอนเจดีย์ ประจำปี 2569 และจับหมายเลขประจำตัว โดยมีสาวงามจากทั่วประเทศ แห่กันมาสมัครประกวด ชิงตำแหน่งธิดาดอนเจดีย์ กว่า 50 คน มีนายคณาน์ กิตยาธิคุณ ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดฯ, นายนพคุณ สุนทรหงส์ ประชาสัมพันธ์ จังหวัดสุพรรณบุรี, จ่าเอกรณชัย มณีอินทร์ หัวหน้าสำนักปลัด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี, นางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี, นางจิตรลดา นวมทอง คณะกรรมการตัดสิน และหัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับปีนี้มีสาวงามจากจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมประกวดจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสาวงามจากจังหวัดน่าน แต่งกายด้วยชุดไทยทรงดำสวยงาม สาวจากจังหวัดลำพูน พัทลุง สงขลา ส่วนสาวงามจากจังหวัดอุบลราชธานี ลงทุนขึ้นเครื่องบินมาสมัครประ กวดชิงตำแหน่งธิดาดอนเจดีย์ ปี 2569 สาวงามจากทั่วประเทศได้เข้ามาสมัครและรายงานตัวกองประกวด พร้อมกับ วัดสัดส่วน ความสูง น้ำหนัก จับฉลากหมายเลขประจำตัว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดให้มีการประกวดธิดาดอนเจดีย์ ประจำปี 2569 ในคืนวันที่ 27 มกราคม 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. ณ เวทีกลางหน้าพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ การแต่งกายด้วยชุดตะเบงมาน เหมือนวีรสตรีไทยในอดีต สาวงามที่คว้าตำแหน่งธิดาดอนเจดีย์ ปี 2569 จะได้รับรางวัลเงินสด 40,000 บาท พร้อมสายสะพายและถ้วยเกียรติยศ, รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 3 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 4 ได้รับเงินรางวัล 8,000 บาท พิเศษสำหรับปีนี้มีตำแหน่งขวัญใจสื่อมวลชนและตำแหน่งขวัญใจคนสุพรรณ

สำหรับงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ปีที่ 67 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 1 กุม ภาพันธ์ 2569 ณ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี “ชมฟรี” การแสดงยุทธหัตถี ประกอบ แสง สี เสียง สงครามยุทธถีอันยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยช้างจริง ม้าจริง ในสถานที่จริง เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีและมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชาและร่วมรำลึกถึงมหาวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย จำนวน 10 รอบ วันละ 1 รอบ เริ่มตั้งแต่เวลา 19.30 – 21.30 น. ประกอบด้วย วันที่ 18, 22, 23, 24, 25, 28, 29, 30, 31 มกราคม 2569 และวันที่ 1 กุมภา พันธ์ 2569 โดยจำกัดผู้ชม วันละ 3,000 คน ต่อวัน จองที่นั่งได้เฉพาะหน้างานเท่านั้น ไม่มีการจองที่นั่งล่วงหน้า สามารถจองที่นั่งได้ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

นายก ทต.สามง่าม นำคณะแสดงความยินดี กับนายอำเภอดอนตูมคนใหม่

นายกเทศมนตรีตำบลสามง่ามนำคณะผู้บริหารเทศบาลสามง่ามร่วมแสดงความยินดี กับ นายจักรกฤษณ์ ไขว้พันธุ์ เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอดอนตูม

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายสมรัก มีใจดี นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม นำคณะผู้บริหารโดยมี ผศ.ดร. อภิชา พรเจริญกิจกุล นายอานนท์ มีใจดี รองนายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม ปลัดเทศบาล หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการแต่ละกอง/ฝ่าย หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับ นายจักรกฤษณ์ ไขว้พันธุ์ เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งมี กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริการส่วนตำบลในเขตอำเภอดอนตูม มาร่วมต้อนรับ ณ หอประชุมอำเภอดอนตูม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

“ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาก่อน” ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เร่งประสาน กรมทางหลวง นำหินคลุกมาทำจุดกลับรถใต้สะพาน หลังชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากจุดกลับรถที่ไกล

“ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาก่อน” ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เร่งประสาน กรมทาง หลวง นำหินคลุกมาทำจุดกลับรถใต้สะพาน หลังชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากจุดกลับรถที่ไกล

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่บริเวณจุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลองห้วยยาง หลัก กม.ที่ 335+ 687 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายธวัชชัย แดงฉ่ำ ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา โดยรอ (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง พบว่าชาวบ้านในตำบลห้วยยาง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในตำบลห้วยยาง ซึ่งมีทั้งน้ำตกชื่อดัง ( น้ำตกห้วยยาง ) และ ชายหาดห้วยยาง รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มาพักอาศัยอยู่ในตำบลห้วยยางเป็นจำนวนมาก ได้ประสบปัญหาด้านการจราจรเมื่อช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา จุดกลับรถที่ไกล และช่วงตำบลห้วยยางได้กำลังดำเนินการก่อสร้างสะพานข้าม

นายธวัชชัย ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เปิดเผยว่า เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ทางกรมทางหลวงได้ปิดการจราจร จุดกลับรถยูเทิร์นสาย 2 ทำให้ชาวบ้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางหรือเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลห้วยยาง ประสบปัญหาจุดกลับรถที่ไกลร่วม 10 กิโล โดยมีจุดกลับรถที่ใต้สะพานคลองห้วยยาง ซึ่งสภาพทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อชาวบ้านลำบากในการเดินทางเส้นทางดังกล่าว

ตนเองจึงได้ประสานไปทาง กรมทางหลวง และทาง อบต.ห้วยยาง โดยให้ พ.อ.อ.ฉัตรชัย สวียานนท์ หัวหน้างานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ห้วยยาง ประสานรถบรรทุก 6 ล้อ และรถไถดำเนินการขนหินคลุกจำนวนกว่า 25 คิว มาใส่เป็นทางและรถไถดันเกลี่ยเพื่อใช้ชาวบ้านใช้สัญจรได้ตามปกติ ซึ่งจุดกลับรถดังกล่าวเมื่อซ่อมเสร็จ รถบรรทุก 6 ล้อเล็ก รถรั้ว รถกระบะ รถเก๋ง และ จยย. สามารถใช้ได้หมด และยังช่วยลดอุบัติเหตุจุดกลับรถยูเทิร์นสาย 2 ได้อีกด้วย



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ทะลักไม่หยุด ตม.จว.กาญจนบุรี ไล่สกัดจับรถขนคนต่างด้าว รวบเมียนมา 48 ราย

ทะลักไม่หยุด ตม.จว.กาญจนบุรี ไล่สกัดจับรถขนคนต่างด้าว รวบเมียนมา 48 ราย

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.), พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.), พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 เวลา 09.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก. ตม.3, พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ/ รอง ผบก.ตม3 นำโดย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.ท.ตฤณธวัช ปัญญาธร รอง ผกก. ตม.จว.กาญจนบุรี สั่งการให้ พ.ต.ต.หญิง ศรีสกุล เธียรประดิษฐ์ สว.ตม.จว.กาญจนบุรี พร้อมชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสืบสวนขบวน การขนคนต่างด้าว พบรถยนต์ตู้ต้องสงสัย (Toyota สีขาว ทะเบียน ฮว 9728 กทม.) โดยไล่ติดตาม กระทั่งสกัดจับได้บริเวณริมถนนหมายเลข 323 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

พบนายวัชรศักดิ์ ปรินแคน อายุ 40 ปี สัญชาติไทย (ผู้ขับขี่) และตรวจสอบพบกลุ่มคน ลักษณะเป็นคนต่างด้าวจำนวนมากอัดแน่นภายในห้องโดยสาร โดยตรวจสอบแล้วไม่มีเอก สารแสดงตนต่อ จนท. ให้การว่าเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมา ทั้งหมด 48 ราย (ชาย 26 หญิง 17 และมีผู้ติดตาม 5 ราย) ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวมายัง ตม. จว.กาญจนบุรี เพื่อทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้า เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th


///////# กัทพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ความมั่นคงเชิงมิติทางสังคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา

* กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ความมั่นคงเชิงมิติทางสังคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา*

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ, อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงมิติสังคมและบทบาทวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจและเป็นแหล่งบ่มเพาะคุณธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ณ วัดนาทวี จังหวัดสงขลา

ในการนี้ พระครูสุวัฒนาภรณ์ (สุภัตร อริโย) เจ้าอาวาสวัดนาทวี ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พระครูสุวัฒนาภรณ์ (สุภัตร อริโย) เจ้าอาวาสวัดนาทวี ได้นำ ฝพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง เข้านมัสการพระพุทธรูปในวัดนาทวีที่ตั้งในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสงขลากับพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบและส่งผลให้อำเภอนาทวีทำหน้าที่ทั้งเป็นพื้นที่รองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงและเป็นพื้นที่กันชนระหว่างศูนย์ กลางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลากับพื้นที่ความขัดแย้ง จชต. ซึ่งความสำคัญดังกล่าวทำให้อำเภอนาทวีอยู่ในขอบเขตการรักษาความมั่นคงทางพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางศาสนาและอัตลักษณ์ในบริบทพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองและวัฒนธรรมร่วมกันกับ 3 จชต. ด้วย

ต่อจากนั้น เวลา 16.00 น. พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ร่วมกับสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เดินทางไปสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและท่อร้อยสายไฟทั้งระบบแรงสูงและแรงต่ำ ณ เทศบาลเทศบาลนครหาดใหญ่

ในการนี้ นางสาววิริยา วิปุลากร รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น นางสาววิริยา วิปุลากร รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้นำ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมการ และคณะเดินทาง รับมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและท่อร้อย สายไฟทั้งระบบแรงสูงและแรงต่ำ รวมมูลค่ากว่า 1,034,024.10 บาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่ประสบปัญหาและมีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของคณะกรรมาธิการการทหารฯ ในมิติความมั่นคงแบบองค์รวม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมิติทางทหาร หากแต่ครอบคลุมถึงความมั่นคงของประชาชน ความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่อ่อนไหวด้านความมั่นคง ความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรม ยังสะท้อนแนวคิดการบูรณาการองค์ความรู้ทางเทคนิคกับกลไกด้านนโยบายและการกำกับดูแลของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงมีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐในระยะยาว

โดยกิจกรรมดังกล่าวสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้าง “ความมั่นคงจากฐานราก” เพื่อให้การรักษาความมั่นคงของรัฐสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ความต้องการของประชาชน และการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ ติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาความรุนแรง จชต. ณ กอ.รมน.ภ.4 สน. ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ ติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาความรุนแรง จชต. ณ กอ.รมน.ภ.4 สน. ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 09.30– 11.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน, คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิ การ กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวมเดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้า ที่ฝ่ายความมั่นคง ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ในการนี้ พลโท นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ พร้อมคณะเดินทาง

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้นำ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความเห็น รวมทั้งปรึกษาหารือประเด็นการน้อมนำศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ดำเนินการเสริมสร้างความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกับประธานชมรมผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภาคใต้ ผรท. พร้อมกับผอ.รมน.ภาค 4 สน. และผู้แทนจากกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้

(1) ผรท.โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ผรท.บีอาร์เอ็นและผรท.พูโล จากพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอสะเดา ของจังหวัดสงขลา และอำเภอกาบัง ของจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นกลุ่ม ผรท.จากพื้นที่ในการสะท้อนงานพัฒนาทางสังคมและความมั่นคงของรัฐในพื้นที่ชายแดนภาคใต้และชายแดนไทย – มาเลเซีย โดยมีรากฐานจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองในอดีต ก่อนที่รัฐจะปรับแนวทางจากการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเชิงแข็งไปสู่การผนวกกลไกทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน การดำรงอยู่ของกลุ่มดังกล่าวจึงเป็นทั้งบทเรียนและตัวชี้วัดสำคัญต่อการกำหนดนโยบายด้านการทหารและความมั่นคงของรัฐในปัจจุบัน ซึ่งกรรมาธิการการทหารฯสามารถนำไปใช้พิจารณาเสนอแนะการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการความมั่นคงให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในภาพรวม

(2) ผรท.พูโล ผรท.บีอาร์เอ็น และผรท.บีเอ็นพีพี จากจังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นกลุ่ม ผรท.ที่มีที่มาจากขบวนการพูโล บีอาร์เอ็น และบีเอ็นพีพี ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา เพื่อสะท้อนพลวัตทางสังคมและความมั่นคงของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐได้ปรับบทบาทจากการควบคุมด้านการทหารเพียงอย่างเดียวไปสู่การใช้มาตรการบูรณาการทางการเมืองและสังคมในการดึงผู้เห็นต่างเข้าสู่กระบวนการของรัฐ ประเด็นดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อการพิจารณาของกรรมาธิการการทหารฯในการเสนอแนะเพื้อกำหนดทิศทางนโยบายที่มุ่งเสริมสร้างความไว้วางใจ ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และสนับสนุนเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภาพรวมอย่างยั่งยืน

(3) ผรท.พูโล ผรท.บีอาร์เอ็น ผรท.บีเอ็นพีพี มูจาฮิดินอิสลามปัตตานี ในพื้นที่จังหวัดนราธิ วาส และ ผรท.ที่พักพิงในต่างประเทศ รวมจำนวน 100 คน

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ มีความคาดหวังและเป้าหมายในการเสนอแนะแก้ไขปัญหาความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือและติดตามให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาหรือการดูแลจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้รับสิทธิ์ตามที่นโยบายหรือกฎหมายของคณะรัฐมนตรีชุดต่างๆที่ผ่านมาโดยคณะกรรมการฯยังไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยว การช่วยเหลือ/แก้ไข ผรท.ดังกล่าวอย่างชัดเจนเพียงพอซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการช่วยให้การแก้ไขปัญหามีทางออกและประสบความสำเร็จได้มากขึ้นหากภาครัฐทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปก ครอง ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือนประสานและร่วมมือกันอย่างเพียงพอมากขึ้น การทำงานจะเกิดผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีมาประกอบการพิจารณาศึกษาเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติให้บังเกิดผลมากยิ่งขึ้นต่อไป