เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า แจง “อังกฤษห้ามขายบุหรี่แบบมวนตลอดชีพ แต่ยังขายบุหรี่ไฟฟ้าได้” ย้ำชัดเจน ไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่ารวมบุหรี่ไฟฟ้าด้วย พร้อมเสนอให้รับข้อมูลครบทุกด้าน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแจง “อังกฤษห้ามขายบุหรี่แบบมวนตลอดชีพ แต่ยังขายบุหรี่ไฟฟ้าได้” ย้ำชัดเจน ไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่ารวมบุหรี่ไฟฟ้าด้วย พร้อมเสนอให้รับข้อมูลครบทุกด้าน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เตือนสังคมอย่าเข้าใจผิด กรณีอังกฤษห้ามขายบุหรี่ให้ผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ.2552 โดยยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวมีผลเฉพาะบุหรี่มวน ไม่ครอบคลุมถึงบุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภท พร้อมย้ำอังกฤษเน้นปกป้องเยาวชนแต่ยังให้ผู้สูบบุหรี่มีทางเลือก

นายอาสา ศาลิคุปต ผู้แทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ชี้แจงข้อเท็จจริงหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลรัฐบาลอังกฤษผ่านร่างกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่แก่บุคคลที่เกิดหลังปี 2009 (พ.ศ.2552) ตลอดชีวิต จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม ว่า “ร่างกฎหมายควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามีเป้าหมายในการสร้างคนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่ โดยนโยบายดังกล่าวบังคับใช้กับบุหรี่มวนเท่านั้น รัฐบาลอังกฤษมีท่าทีชัดเจนว่า ผู้ใหญ่สามารถใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกช่วยเลิกบุหรี่ได้อย่างถูกต้อง ภายใต้คำแนะนำด้านสุขภาพที่เคร่งครัด พร้อมย้ำว่า หากไม่เคยสูบบุหรี่ ไม่ควรเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเด็กก็ห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด”

นายอาสาฯ ยังได้ระบุถึง 4 มาตรการสำคัญที่รัฐบาลอังกฤษจะนำมาใช้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า กับการสนับสนุนผู้ใหญ่ให้เลิกบุหรี่ ได้แก่ การจำกัดกลิ่นและรสชาติ รวมถึงการโฆษณา, การห้ามแสดงบุหรี่ไฟฟ้าที่จุดจำหน่าย, การกำหนดลักษณะบรรจุภัณฑ์ และการแบนบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง ทั้งนี้เพื่อปิดช่องโหว่กฎ หมายที่เคยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น การแจกสินค้าตัวอย่างฟรี หรือขายบุหรี่ไฟฟ้าปราศจากนิโคติน

นายอาสาฯ ย้ำ การมีกฎหมายที่ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เติบโตในตลาดมืดโดยไร้การกำกับดูแล พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลจากต่างประเทศให้ครบถ้วน รอบด้าน และตรงตามความจริง เพื่อช่วยลดความเข้าใจผิดในสังคมและเปิดพื้นที่ถกเถียงเชิงนโยบายอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเลือกตั้งที่มีข้อมูลบิดเบือนหรือเฟคนิวส์จำนวนมาก โดยส่วนตัวเห็นว่าผู้สูบบุหรี่ควรได้รับข้อมูลและสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายน้อยกว่า

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตบนแพลตฟอร์ม X มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ยกตัวอย่างเช่น
“เห็นข่าวนี้แล้วรู้สึกดีมากๆ เพราะแม่เป็นมะเร็งปอด เพิ่งมาตรวจเจอระยะที่ 4 ส่วนนึงมาจากข้างบ้านที่สูบบุหรี่แล้วควันลอยเข้ามาตลอด”
“ประเทศดี ๆ เค้าทำแบบนี้กันแหล่ะ”
“ผมไม่สูบแต่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ครับ”
“ความตั้งใจคือทำให้คนสูบบุหรี่ค่อยๆ หมดไป แต่ไม่รวมถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพราะที่นั่นยังมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าคือทางเลือกทดแทนการสูบบุหรี่”
“ธุรกิจค้าบุหรี่เถื่อนอาจจะเฟื่องฟูมั้ยนะ ว่าแต่อันนี้รวมบุหรี่ไฟฟ้าด้วยไหมหรือแบบมวนอย่างเดียว”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DE-BDE เปิดตัวแพลตฟอร์ม “DE-FENCE” อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โหลดใช้บริการฟรี แอปสกัดโกง! “กัน-ก่อน-ลวง” หวังสกัดกั้นและตัดวงจรมิจฉาชีพทุกรูปแบบ

DE-BDE เปิดตัวแพลตฟอร์ม “DE-FENCE” อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โหลดใช้บริการฟรี แอปสกัดโกง! “กัน-ก่อน-ลวง” หวังสกัดกั้นและตัดวงจรมิจฉาชีพทุกรูปแบบ

วันที่ 15 มกราคม 2569 : นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นประธานงานแถลงข่าว “เปิดตัวแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง” (DE-FENCE) ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทค โนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เปิดเผยว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิ ทัล และการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงในโลกไซเบอร์ ได้เดินหน้าปราบปรามภัยออนไลน์อย่างเต็มกำลัง ซึ่งในวันนี้เป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง หรือ DE-FENCE ซึ่งเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นและแจ้ง “กัน-ก่อน-ลวง” เตือนภัยจากมิจฉาชีพที่มีกลโกงรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันมิจฉา ชีพที่ใช้การโทรและการส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่า ผู้ให้บริการและผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบลิงก์ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ”

นอกจากนี้ นายเวทางค์ฯ ยังได้กล่าวถึงการทำงานหลักของแอปพลิเคชัน DE-fence ว่า “จุดเด่นของแอปพลิเคชัน คือ สามารถแชร์ฐานข้อมูลของหมายเลขโทรศัพท์ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและเอกชน ที่ลงทะเบียนไว้เข้าระบบเป็นเบอร์ที่ลงทะเบียน รวมถึงการแชร์ข้อมูลของเบอร์มิจฉาชีพกับทางฐานข้อมูลของ AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญา กรรมออนไลน์สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นเบอร์ลงทะเบียนหรือเบอร์มิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS ทั้งนี้ ยังสามารถลิงก์ไปยังระบบแจ้งความออนไลน์ที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอเว็บไซต์ปลอมและยังสามารถโทรศัพท์ขอคำปรึกษา หรือแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 ได้ทันที เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย”

สำหรับแอปพลิเคชัน DE-fence มีหลักการในการแบ่งสายโทรเข้า และ SMS ที่ได้รับ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.Blacklist หรือ อันตราย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยข้อมูลดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงาน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบบของแอปพลิเคชัน DE-fence จะดำเนินการแจ้งเตือนผู้ใช้งานทันทีเมื่อมีสายโทรเข้าหรือข้อความ (SMS) จากหมายเลขในกลุ่ม Blacklist (อันตราย) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล

2.Greylist หรือ ระวังต้องสงสัย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง แต่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมโดยตรง เช่น การติดต่อจากหมายเลขแปลกหรือไม่คุ้นเคย การติดต่อจากต่างประเทศ หรือผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหมายเลขที่ประชาชนมีการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนจำนวนมาก แอปพลิเคชัน DE-fence จะทำหน้าที่แจ้งเตือนระดับความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานทราบ พร้อมแสดงสถานะ “ระวังต้องสงสัย” เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้วิจารณญาณในการรับสายหรืออ่านข้อความ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวและการกดลิงก์จากทาง SMS

3.Whitelist หรือ ลงทะเบียน คือ หมายเลขโทรศัพท์ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐหรือที่เป็นหมายเลขที่ผู้ใช้งานได้ทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเป็นหมายเลขที่มีความน่าเชื่อถือ หมายเลขในกลุ่ม Whitelist (ลงทะเบียน) โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแยะการติดต่อ ที่ปลอดภัยออกจากหมายเลขต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสน และเพิ่มความมั่นใจในการรับสาย หรือข้อความเข้า

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน DE-fence เปิดให้บริการแล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Google Play และระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store โดยแอปพลิเคชัน DE-fence เป็นแอปที่ใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นแอปพลิ เคชันเพื่อประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังไม่มีโฆษณาภายในแอปพลิเคชัน นับเป็นการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาเครื่องมือที่มุ่งหวังสกัดกั้นมิจฉาชีพไซเบอร์ให้ลดลง “กัน-ก่อน-ลวง” ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และยังสามารถช่วยลดสถิติอาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence มาใช้กันทุกคน” นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง DE-FENCE ได้ที่

  • ระบบ iOS : https://apps.apple.com/th/app/de-fence/id6741673813
  • ระบบ Android : https://play.google.com/store/apps/details?
  • id=com.mdes.defence.de_fence&hl

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผลักดันซอฟท์เทนนิส บรรจุเป็นกีฬาสาธิตในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 52 ม.วลัยลักษณ์ ปี 2570

ผลักดันซอฟท์เทนนิสบรรจุเป็นกีฬาสาธิตในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 52 ม.วลัยลักษณ์ ปี 2570

นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายบรรลือชัย ผิวสานต์ นายกกิตติมศักดิ์, นางวรรณา จันทร์รักษา, นาง สุภาพรนาคนาคา กรรมการบริหารฯ ได้มาร่วมกิจกรรม ประสานงานกับ กกมท. การแข่งขัน กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 ม.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ขอขอบคุณคณะกรรมการบริหาร ได้กรุณาบรรจุ กีฬาซอฟท์เทนนิส เป็นกีฬาสาธิตฯ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่52 ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช 21-30 มกราคม 2570


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จัดระเบียบแรงงาน! บุกตรวจบริษัทจีนไลฟ์สด-แอปพลิเคชันดัง พบต่างด้าวไร้ใบอนุญาตทำงาน 6 ราย นายจ้างโดนด้วย 1 ราย

จัดระเบียบแรงงาน! บุกตรวจบริษัทจีนไลฟ์สด-แอปพลิเคชันดัง พบต่างด้าวไร้ใบอนุญาตทำงาน 6 ราย นายจ้างโดนด้วย 1 ราย

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. เปิดเผยว่า ได้สั่งการเน้นย้ำ เจ้าหน้าที่ ตม. กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่รับผิดชอบงานสืบสวนเน้นลงพื้นที่ X-RAY เน้นผลการจับกุมในลักษณะคนต่างด้าวลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย หรือทำงานในลักษณะแย่งอาชีพคนไทย ให้มีผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ขานรับนโยบายทันที หลัง พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 รับผิดชอบงานสืบสวนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้เบาะแสจากสายข่าวว่า มีหญิงรูปพรรณสัณฐานคล้ายคนต่างด้าวแอบไลฟ์สดเชิญชวนให้ผู้ชมเข้ามาชมและบริจาคค่าของขวัญให้ (Donate) ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ย่านห้วยขวาง-รัชดา จึงไม่รอช้าสั่งการให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.พรชัย สุขเจริญ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1,พ.ต.ต.เจตน์ ยุทธโยธิน,ว่าที่ พ.ต.ต.ฆฤณ ลักษณสมพงศ์สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมประสานงานนายสุรศักดิ์ จันทรัตน์ ผอ.กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ส่งมือหนึ่งนายณฐกร จานเขื่อง พร้อมทีมงาน ร่วมแผนปิดล้อมตรวจค้นด้วย

ผลการปิดล้อมตรวจค้น

  • จับกุมลูกจ้างต่างด้าว 6 ราย (สัญชาติจีน 5 ราย, บุคคลไม่มีสถานะ 1 ราย) ทำหน้าที่ไลฟ์สดในแพลตฟอร์มจีน เพื่อเชิญชวนให้ผู้ชมบริจาคเงิน หรือสิ่งของซึ่งตีราคาเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นภายในแอปพลิเคชัน และมีการแทรกโฆษณาขายสินค้าประกอบด้วย จึงได้ทำการจับกุมในข้อกล่าวหา “ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต”
  • จับกุมนายจ้าง 1 ราย ในข้อกล่าวหา ”รับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานฯ“
    นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เน้นย้ำ : นายจ้างและคนต่างด้าวต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนมีโทษปรับหนักและดำเนินคดีตาม พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ และ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ อย่างเด็ดขาด


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

อธิบดีกรมพัฒน์ฯ ชวนช่างเชื่อมไทย Upskill สู่มาตรฐานโลก เปิดโอกาสทำงานต่างประเทศ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกำแพงเพชร เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพช่างเชื่อมไทยสู่สากลและทดสอบฝีมือช่างเชื่อมตามมาตรฐานสากล ISO 9606-1 ภายใต้โครงการ “ช่างเชื่อมไทยสู่สากล“

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีนโยบายสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับทักษะแรงงานให้มีสมรรถนะสูงและได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะอาชีพช่างเชื่อมโลหะ ซึ่งเป็นกำลังแรงงานหลักที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมการก่อสร้างระบบราง ท่าเรือน้ำลึก อุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก อาชีพช่างเชื่อมเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะด้าน มีความประณีต ถูกต้อง และแม่นยำสูง อีกทั้งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งยกระดับช่างเชื่อมไทยให้มีมาตรฐานและประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การจ้างงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้แรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสในการมีงานทำที่มั่นคงและมีรายได้สูงขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจ ขณะนี้ทางสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกำแพงเพชร เปิดรับสมัครฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพและทดสอบฝีมือช่างเชื่อมตามมาตรฐานสากล ISO 9606-1 ภายใต้โครงการ “ช่างเชื่อมไทยสู่สากล” ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการเชื่อม หรือผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ในหลักสูตรการเชื่อมทิกชิ้นงานแผ่นต่อชนตามมาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 3–5 กุมภาพันธ์ 2569 และจัดการทดสอบมาตรฐานฝีมือ ระหว่างวันที่ 6–7 กุมภาพันธ์ 2569 ตามมาตรฐาน ISO 9606-1 (141/111 P BW Fml S/B t09 PF ml) ผู้ที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรมต้องมีประสบการณ์ในการทำงานเชื่อมทิก หลักสูตรนี้มีระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวน 3 วัน และทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จำนวน 1 วัน กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการทดสอบ จำนวน 500 บาท และเมื่อผ่านการฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จะได้รับใบรับรองความสามารถ (Certificate) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการสมัครงานทั้งในประเทศและต่างประเทศได้

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมุ่งมั่นในการพัฒนากำลังแรงงานไทยให้มีทักษะฝีมือที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกำแพงเพชร โทรศัพท์ 0 5570 5211 094 848 8262


สุรเษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สายตรวจเพชรเกษม” ไม่มีแผ่ว ทำงานเชิงรุก บุกจับหนุ่มมีพิรุธสุดท้ายพบ 2 หมายจับ ทั้งทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง ผกก.ตบรางวัลทันที

“สายตรวจเพชรเกษม” ไม่มีแผ่ว ทำงานเชิงรุก บุกจับหนุ่มมีพิรุธสุดท้ายพบ 2 หมายจับทั้งทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง ผกก.ตบรางวัลทันที

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่บ้านร้างไม่ทราบเลขที่ อยู่ระหว่างซอยเพชรเกษม 41/1 กับซอยเพชรเกษม 43 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เจ้าพนัก งานตำรวจชุดจับกุมภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก. สน.เพชรเกษม, พ.ต.ท.กมเลศ พูลสุขโข รอง ผกก.ป.สน.เพชรเกษม, พ.ต.ท.ธีระเดช เพชรศิริ สวป.สน.เพชรเกษม พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สน.เพชรเกษม นำโดย พ.ต.ท. ธวัชชัย ทิพย์วงษ์ สว.สส.สน.เพชรเกษม, ร.ต.อ.จิรสิน เกตุศักด์ รองสวป.สน.เพชรเกษม, ด.ต.จำเนียร วรรณปะกา, จ.ส.ต.ภูพิพัฒน์ ประเมินชัย, ส.ต.อ.พีรพงษ์ สดมพฤกษ์, ส.ต.อ.ธัชนนท์ เสมอใจ, ส.ต.อ.จักรกรินทร์ เลอสวรรค์วารี, ส.ต.อ.สุรสิทธิ์ ศรชัยญาติ ผบ.หมู่ ป.สน. เพชรเกษม และ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สน.หลักสอง นำโดย พ.ต.ต.ชัยกมล สุดเสนาะ สว. สส. สน.หลักสอง, ร.ต.ท.คณนภัส เสวพงษ์,ร.ต.ท.สมบัติ มั่งมี, ร.ต.ต.กีรติ รัตนศิลปะพงศ์, ร.ต.ต. ชรินทร์ ปะวะโข รอง สว.สส.สน.หลักสอง, ส.ต.ท.ภาคิน ลิมปภาส ผบ.หมู่ สส.สน.หลักสอง

ได้ร่วมกันทำการจับกุม นายวสันต์ฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา โดยกล่าวหาว่า “ฉ้อโกง” ตามหมายจับของศาลแขวงบางบอน ที่ 127/2568 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568

พฤติการณ์กล่าวคือ ตามวันเวลาดังกล่าว (13 ม.ค.2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับไม่ประสงค์ออกนามแต่ประสงค์เงินรางวัลนำจับ ว่าพบนายวสันต์ฯ ผู้ต้องตามหมายจับ ศาลแขวงบางบอน อยู่บริเวณดังกล่าว จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายวสันต์ฯ ยืนอยู่ที่บริเวณดังกล่าวข้างต้นมีลักษณะตำหนิรูปพรรณตรงตามที่สายลับแจ้งมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งความประสงค์ขอตรวจค้น ก่อนตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ นายวสันต์ฯ ดูเป็นที่พอใจแล้ว จึงทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่นายวสันต์ฯ ยังมีอาการพิรุธอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงตรวจสอบบุคคลตามหมายจับผ่านระบบ CRIME ONLINE ปรากฏว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของ ศาลแขวงบางบอน ที่ 127/2568 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ฉ้อโกง” เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เชิญตัว นายวสันต์ฯ มาที่ สน.เพชรเกษม เพื่อตรวจสอบยืนยันหมายจับอีกครั้ง ปรากฏว่า สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง ยืนยันว่ายังต้องการตัวมาดำเนินคดีอยู่ จากนั้นได้ร่วมกันแสดงหมายจับให้ นายวสันต์ฯ ดู อ่าน ข้อความตามหมายจับให้ นนายวสันต์ฯ ทราบและเข้าใจดีแล้ว รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีในมูลคดีเดียวกันมาก่อน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อนึ่งในการจับกุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ตรวจสอบบุคคลตามหมายจับผ่านระบบ CRIME ONLINE ปรากฏว่านายวสันต์ฯ ยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลแขวงสงขลา หมายจับเลขที่ 142/2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ลักทรัพย์’ อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ธรรมนัส” ควง “ธนกฤต” นำทีมพรรคกล้าธรรม ลุยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ขอนแก่น ย้ำ! พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายขายฝัน มีแต่นโยบายที่จับต้องได้

“ธรรมนัส” ควง “ธนกฤต” นำทีมพรรคกล้าธรรม ลุยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ขอนแก่น ย้ำ! พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายขายฝัน มีแต่นโยบายที่จับต้องได้

วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 15.30 น. “พรรคกล้าธรรม” นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม,นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม,นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม และคณะ

ลงพื้นที่เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคกล้าธรรมหาเสียงในการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่สี่ จังหวัดขอนแก่น เบอร์ 3 นางสาวอาทิตยา พงษ์สมบัติ ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาร่วมรับฟังการปราศรัยกันอย่างคึกคักจนเต็มพื้นที่ลานดิน ตลาดนัดบ้านหินกอง ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

ก่อนขึ้นเวทีปราศรัย ร้อยเอกธรรมนัส พร้อม ดร.ธนกฤต และทีมพรรคกล้าธรรม ได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยชาวบ้านหลายคนนำพวงมาลัยหรือผ้าขาวม้ามาให้คล้องคอ และจับไม้จับมือต้อนรับพรรคกล้าธรรมอย่างอบอุ่น โดยร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายขายฝัน มีแต่นโยบายที่จับต้องได้

ด้าน ดร.ธนกฤต ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายของพรรคกล้าธรรมว่า พรรคจะดูแลพี่น้องประชาชนในทุกมิติ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรม โดยพรรคกล้าธรรมคือศูนย์รวมของคนที่อยากดูแลพี่น้องประชาชน และจะยึดหลัก “นโยบายไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง”

ตามที่ ร้อยเอกธรรมนัส ย้ำมาโดยตลอดว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่เสนอนโยบายที่สวยหรูแต่ทำไม่ได้ และในฐานะท่านที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด จึงเตรียมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและหนี้สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ตอนแรกท่านเคยประกาศว่าจะทำให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ทุกคนก็บอกว่าขี้โม้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านทำได้ และต่อจากนี้ไปก็จะทำอย่างต่อเนื่อง โดยยกระดับให้เป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.ธนกฤต ยังย้ำถึงนโยบายต่างๆที่พรรคกล้าธรรม กล้าทำได้จริง ทำมากกว่าพูด เช่น การลดหนี้สินของครู และปรับปรุงบ้านพักครูให้มีความน่าอยู่,การหาตลาดขายสินค้าเพื่อการเกษตรรองรับผลผบิตของพี่น้องเกษตรกร,การผลักดันให้อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. มีเงินเดือนประจำ,การสร้างอาชีพให้วัยรุ่นหนุ่มสาว,การลดหนี้ ธกส. และยกเลิกหนี้ กยศ.

นอกจากนี้ยังมีนโยบาย บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ,เปลี่ยนเมืองรองเป็นเมืองหลัก,สนับสนุนการกีฬา,สวัสดิการสังคม เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้า โครงการบ้านมั่นคง,กองทุนธนาคารประชาชน และ การไกล่เกลี่ยหนี้สินประชาชน ที่พรรคกล้าธรรม กล้าทำ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตช.ชวนประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” คู่มือประชาชนหนึ่งเดียว ที่รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การเตือนภัยต่างๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติชวนประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” คู่มือประชาชนหนึ่งเดียว ที่รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การเตือนภัยต่างๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว

วันที่ 13 มกราคม 2569 : พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีนโยบายให้จัดระบบเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พี่น้องประชาชนคนไทยเข้าถึงข้อมูลด้วยความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและคดี ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี) พัฒนาแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” ที่รวบรวมข้อมูลและบริการทั้งหมดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมดไว้ด้วยกัน

แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” เป็นคู่มือประชาชนที่เป็นศูนย์รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การแจ้งความ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารเตือนภัยต่างๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว โดยฟังก์ชันเด่นของแอปพลิเคชันนี้ ได้แก่ มีฟีเจอร์คู่มือการแจ้งความ,ค้นหาสถานีตำรวจ,ตรวจสอบข้อมูลคดีและใบสั่ง,ตรวจสอบตำรวจว่าเป็นตำรวจจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ,ขั้นตอนและเอกสารในการไปแจ้งความ,กฎหมายต้องรู้,คู่มือการขออนุญาตต่างๆ และช่องทางร้องเรียนตำรวจกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนอย่างเข้าถึงสะดวก เข้าใจง่าย และปลอดภัย

นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” มีฟังก์ชันสำคัญในการช่วยป้องกันภัยอาชญา กรรมออนไลน์ มีเมนูแจ้งติดต่ออายัดบัญชีธนาคารด้วยตนเอง เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการติดตามทรัพย์สินคืน ตลอดจนช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ จะมีฟีเจอร์ข้อมูลสำคัญ อาทิ ข้อมูลเส้นทางจราจร คำแนะนำการเดินทาง จุดบริการทางหลวง โครงการฝากบ้านกับตำรวจ เป็นต้น เพื่อรองรับการเดินทางและดูแลความปลอดภัยประชาชน

และเพื่อเป็นการให้ความรู้ประชาชนในการปฏิบัติตนที่ถูกต้องในการลงคะแนนเลือกตั้ง แอป พลิเคชัน “POLICE CARE” ได้เพิ่มเติมการอัปเดตบริการ “ข้อมูลกฎหมายเลือกตั้ง” โดยเน้นความผิดที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและพบการกระทำความผิดบ่อยครั้ง เช่น ความผิดฐานนำบัตรออกจากสถานที่เลือกตั้ง ถ่ายภาพ ทำลาย ขายเสียง ฯลฯ จัดเรียงข้อมูลฐานความผิดเป็นหมวดหมู่ เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการใช้งาน

พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” เป็นการยกระดับการให้บริการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคดิจิทัล เป็นเหมือนศูนย์รวมแบบ One Stop Service ทางออนไลน์ ที่สามารถให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และรับบริการต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดใช้งานแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” ได้แล้วทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านทาง App Store และ Google Play


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบ ตม. แจงปม อัจฉริยะแฉ ห้องกักสวนพลูปล่อย พงส. เบิกจีนเทา อ้างหมายจับโรงพัก

สืบ ตม. แจงปม อัจฉริยะแฉ ห้องกักสวนพลูปล่อย พงส. เบิกจีนเทา อ้างหมายจับโรงพัก

สืบเนื่องจากกรณีปรากฏการเผยแพร่ข่าวผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ได้มีการนำเสนอว่ากระบวนการในการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับคนต่างด้าวที่รอการส่งกลับในสถานกักตัวคนต่างด้าว โดยพนักงานสอบสวนในสังกัดตำรวจ นครบาล มีการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อไม่ให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน โดยมีการร่วมมือกันหลายหน่วยงานทั้งกระบวนการยุติธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประ เทศชาติ และเป็นเครื่องมือของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้เกี่ยวข้องได้แก่ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ ตม. และศาล

กรณีดังกล่าวนั้น วันนี้ (12 ม.ค.69) พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ได้ทราบเรื่อง และสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ต้องกักสัญชาติจีน รายที่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดหน่วยงานอื่นที่มิใช่ สตม. ได้นำหมายจับของศาล มาดำเนินการจับกุมคนต่างด้าวที่อยู่ระหว่างถูกกักรอการส่งกลับ และพาออกไปดำเนินคดีก่อนการส่งกลับ

จากการตรวจสอบ พบว่ามี ผู้ต้องกักชาวจีน ที่รอการถูกส่งกลับ ซึ่งถูกพนักงานสอบสวนจากหน่วยงานต่างๆ ขอรับตัวไปดำเนินคดีตามหมาย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2564-2568 จำนวนทั้งสิ้น 131 ราย โดยทางกองบัญชาการที่ขอรับตัวไปดำเนินคดี ยังไม่ได้นำตัวกลับมาส่งห้องกัก เพื่อผลักดันส่งกลับแต่อย่างใด ซึ่งเป็นรายละเอียดในส่วนของพนักงานสอบสวนตามกระบวนการแต่ละคดี ทั้งนี้ในจำนวนดังกล่าว ในปี พ.ศ.2568 มีคนต้องกักสัญชาติจีน ที่ถูกพนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจ นำหมายศาลขอเบิกตัวไปดำเนินคดี จำนวน 8 ราย โดยถือว่า คนต่างด้าวดังกล่าว ต้องอยู่ในความรับผิดชอบในการควบคุมตาม ป.วิ อาญา ของพนัก งานสอบสวนที่รับตัวจากห้องกัก ตม. ไปทุกราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดำเนินคดีจนผู้ต้องหาต่างชาติดังกล่าว ถูกตัดสินและลงโทษจนคดีสิ้นสุดลงแล้ว พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี จะต้องนำตัวคนต่างด้าวนั้น ส่งกลับมาห้องกัก เพื่อเตรียมผลักดันส่งกลับต่อไป

โดยการขอรับตัวไปดังกล่าว ทางกองกำกับการ 3 บก.สส.สตม. ได้ตรวจสอบแล้วทุกราย ล้วนมีหนังสือจากหน่วยตำรวจ โดยเฉพาะสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการต่างๆ พร้อมหมายจับศาลยืนยันตัว ซึ่งกองกำกับการ 3 บก.สส.สตม. มีหน้าที่ต้องส่งตัวให้พนักงานสอบสวนตามคำขอทุกราย ตาม ป.วิ.อาญา ซึ่งหากปฎิเสธ ย่อมขัดหมายศาล และอาจถูกดำเนินคดีฐานละเว้นได้

ส่วนผู้ต้องกักคนจีน 2 ราย ที่นายอัจฉริยะฯ มีการระบุชื่อไว้ คือ นาย Ma Guangxue และ นายเสี่ยวหลง (Xiao Long) ผลการตรวจสอบพบว่า นาย Ma Guangxue ทางสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากได้นำตัวส่งมอบคืน และ บก.สส.สตม. ได้ดำเนินการผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้ว เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2568 โดยสถานทูตจีน ได้มีหนังสือ ที่ DLO015/25 ลงวันที่ 30 ม.ค.2568 แสดงความขอบคุณมายัง ผบช.สตม. ในการติดตามและผลักดันคนต่างด้าวรายดังกล่าวกลับประเทศจีน โดย สตม. ได้ให้ความร่วมมือในการประสานงานเป็นอย่างดี

อีกทั้ง บก.สส.สตม. ยังได้มีหนังสือไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ กองบัญชาการ อื่นๆ เพื่อเร่งรัดติดตามผล โดยย้ำว่าเมื่อคดีเสร็จสิ้นให้นำตัวส่งคืนยัง สถานกักตัวคนต่างด้าว บก.สส.สตม. หากหน่วยนั้นไม่สามารถนำส่งคืนได้ หรือไม่สามารถชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถส่งคืนได้ ทาง บก.สส.สตม. ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย และทางวินัยต่อผู้รับผิดชอบในหน่วยนั้นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของพนักงานสอบสวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2568 แล้ว และได้มีการประสานขอข้อมูลจาก บก.สส.สตม. ไปประกอบการสืบสวนสอบสวน ซึ่งทาง บก.สส.สตม. ได้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับกองบัญชาการตำรวจนครบาลไปแล้วตั้งแต่เมื่อกลางปี พ.ศ.2568 โดยทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สตม. หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องโดยทุจริต ก็จะดำเนินการทั้งทางวินัย และทางอาญาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือTIFFA ปั้นเด็ก Gen Z สู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ร่วมกับ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) โดย โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) เปิดรับสมัครฝึกอบรม หลักสูตร การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ สำหรับวุฒิ ปวช. และ ปวส. ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีภารกิจในการพัฒนาแรงงานได้มีการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาแรงงานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงแรงงานและรัฐบาล ในการพัฒนากำลังคนด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน รองรับการขยายตัวของธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพแรง งานไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานวิชาชีพ สามารถเข้าสู่การทำงานได้ทันที ลดปัญหาการว่างงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) เปิดฝึกอบรมหลักสูตร การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ภายใต้ โครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์รองรับธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ รับสมัครฝึกอบรม จำนวน 2 รุ่น ตั้งแต่บัดนี้–9 กุมภา พันธ์ 2569 อบรมฟรี ฝึกจบจะได้รับโอกาสเข้าทำงานจริง กับสถานประกอบกิจการในเครือข่ายของสมาคมกว่า 300 แห่ง

สำหรับกำหนดการฝึกอบรมมีทั้งหมด 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1/2569 ภาคทฤษฎี 19 ก.พ.–25 มี.ค. 2569 ภาคปฏิบัติ 30 มี.ค.–28 พ.ค.2569 รุ่นที่ 2/2569 ภาคทฤษฎี 8 มิ.ย.–10 ก.ค.2569 ภาคปฏิบัติ 13 ก.ค.–4 ก.ย.2569 ทั้ง 2 รุ่น อบรมภาคทฤษฎี 120 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติ 240 ชั่วโมง ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 30 ปี เป็นผู้ว่างงาน เพศชาย/หญิง สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. สามารถเข้าอบรมได้ครบตามกำหนดโครงการ วันจันทร์–วันศุกร์ อบรม Onsite ที่ โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) เขตบางนา กรุง เทพมหานคร คัดเลือกโดยการสอบข้อเขียน (ปรนัย) และสัมภาษณ์รูปแบบ Online ผ่านโปรแกรม Zoom ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สอบข้อเขียน 11 กุมภาพันธ์ 2569 สอบสัมภาษณ์ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าอบรม และรายงานตัวทางระบบออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ปฐมนิเทศ/เปิดการอบรม 19 กุมภาพันธ์ 2569 โครงการนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเยาวชน เนื่องจากผู้ผ่านการอบรมจะได้รับโอกาสเข้าทำงานจริง เป็นการปั้นบุคลากรคุณภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยตรง สมัครได้ทาง https://forms.gle/x17SyPaJEsrCrwys7 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศ ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Inbox : http://m.me/ITBSL หรือเบอร์โทรศัพท์ 095-759-8058,095-174-2589 Line ID : itbsadmin / itbsteam มาสมัครกันนะครับ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน