ผ้าห่ม 1 ผืนอาจเปลี่ยนฤดูหนาวของใครบางคนได้

สัสดีอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ขี่มอเตอร์ไซค์วิบากคู่ใจ ส่งผ้าห่มกันหนาว ให้คนดอย พร้อม ประชาสัมพันธ์รับสมัครทหารออนไลน์ ปี 2569 และรณรงค์ป้องกันไฟป่าหมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 ให้นักเรียน โรงเรียนบ้านน้ำหอม

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ร้อยโท วีรชาติ ศิริสอ สัสดีอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ขี่มอ เตอร์ไซค์วิบากคู่ใจ นำผ้าห่มมัดท้ายรถ เร่งเครื่องรถผ่านถนนอันคดเคี้ยวเพื่อมุ่งหน้าไปที่โรง เรียนบ้านน้ำหอม และหมู่บ้านห้วยน้ำเย็น ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพื่อมอบผ้าห่มกันหนาวให้กับ ชาวบ้านคนดอยในพื้นที่ห่างไกล ได้อบอุ่นคลายหนาว ซึ่ง หมวดชาติ สัสดีอำเภอแม่ระมาด มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่บนดอยสูงในถิ่นกันดาร แม้การเดินทางเข้าออกหมู่บ้านกับตัวเมืองด้วยความยากลำบากของประชาชนแล้ว แต่ก็พร้อมนำความช่วยเหลือประชาชนไปถึงหน้าบ้าน และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างทหาร และประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เพราะ…. อุณหภูมิลดต่ำกว่าที่ร่างกายรับไหว กลางคืนบนดอยอุณหภูมิต่ำกว่าที่อื่นโดยเฉพาะฤดูหนาวหรือช่วงเปลี่ยนฤดู หากไม่มีผ้าห่มที่เพียงพอ ร่างกายเสี่ยงภาวะตัวเย็นและต้องทนทรมานกับลมหนาว เสี่ยงป่วยง่าย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ อากาศหนาวทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เด็กเล็กและผู้สูงอายุบนดอยมักป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ไข้หวัด หรือปอดบวมได้ง่าย

บ้านเรือนอาจจะกันหนาวได้จำกัด หลายชุมชนบนดอยมีบ้านไม้หรือบ้านชั่วคราว ช่องลมเยอะ ผ้าห่มจึงเป็นเกราะสำคัญที่ช่วยกันลมและรักษาความอบอุ่นตลอดคืน

ผ้าห่ม คือ ความห่วงใยที่จับต้องได้ สำหรับคนบนพื้นที่สูง ผ้าห่มหนึ่งผืน ไม่ใช่ของธรรมดา แต่คือสัญญาณว่า ยังมีคนห่วงใยและไม่ทอดทิ้งกัน

นอกจานี้ ร้อยโท วีรชาติ ศิริสอ สัสดีอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ รับสมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ(ทหารออนไลน์) โดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 และการประชาสัมพันธ์รณรงค์การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน รวมถึงโทษและพิษภัยจากฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายให้กับคณะครูและเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำหอม ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

กองทัพบก เปิดรับสมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ(ทหารออนไลน์) โดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 โดยเปิดโอกาสให้ชายไทยที่สนใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (อายุ 18 – 20 ปีบริบูรณ์ และอายุ 22 – 29 ปีบริบูรณ์ที่ผ่านการตรวจเลือกฯ แล้วแต่ไม่ถูกเข้ากองประจำการ) สมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 มกราคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เว็บไซต์ rcm.rta.mi.th หรือหน่วยสัสดีใกล้บ้าน ทั้งนี้ ผู้ที่สมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ โดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 สามารถเลือกหน่วยเข้ารับราชการได้ 594 หน่วยทั่วประเทศ ตามโควตาทหารกองประจำการที่เปิดรับสมัคร รวมทั้งเลือกวันและสถานที่เพื่อเข้ารับการคัดเลือกได้ตามความประสงค์ของผู้สมัคร (สถานที่คัดเลือกฯ จำนวน 78 แห่ง)

โดยปัจจุบันมียอดผู้มาสมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยวิธีร้องขอด้วยระบบออนไลน์ ในส่วนของ หน่วยสัสดีอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก จำนวน 118 คน


นที มีเดช รายงาน

พลโท บรรยงฯ รองเสนาธิการทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกชุดครูขั้นสูง การเตรียมความพร้อมชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็วกองทัพบก ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1

วันนี้ (22 มกราคม 2569) เวลา 10.00 น. พลโท บรรยง ทองน่วม รองเสนาธิการทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกชุดครูขั้นสูง การเตรียมความพร้อมชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็วกอง ทัพบก ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 โดยมี กรมยุทธศึกษาทหารบก กรมการทหารช่าง กรมกิจการพลเรือนทหารบก และกองพลพัฒนาที่ 1 ร่วมคณะตรวจเยี่ยม ณ กรมการทหารช่าง และกองพลพัฒนาที่ 1 ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี

กองทัพบก โดยกรมกิจการพลเรือนทหารบก จัดการฝึกชุดบรรเทาสาธารณภัย (ชุดครูฝึก) ชุดละ 16 นาย จำนวน 5 ชุด รวมทั้งสิ้น 80 นาย มุ่งเน้นการฝึกระบบบัญชาการควบคู่กับการฝึกทักษะการใช้เครื่องมือบรรเทาสาธารณภัย โดยมีครูฝึกจากศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศฝภ.นทพ.) เพื่อพัฒนาทักษะและความชำนาญด้านการบรรเทาสาธารณภัยในรูปแบบต่าง ๆ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โอกาสนี้ คณะตรวจเยี่ยมได้รับฟังการบรรยายสรุปแนวทางการดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบก ประกอบด้วย

• การสร้างสถานีฝึกของศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก โดยกรมการทหารช่าง
• การจัดการฝึกของหน่วย โดยกองพลพัฒนาที่ 1
• การนำเสนอหลักสูตรการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ โดยกรมการทหารช่าง

จากนั้น คณะได้ตรวจพื้นที่โครงการก่อสร้างสถานีฝึกศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก และตรวจเยี่ยมการฝึกชุดครูขั้นสูงตามสถานีฝึกต่าง ๆ ได้แก่ สถานีการขึ้น–ลงทางดิ่ง สถานีการข้ามลำน้ำ สถานีการปฐมพยาบาล และสถานีการกู้ภัยทางน้ำ

รองเสนาธิการทหารบก ได้เน้นย้ำแนวทางข้อห่วงใยของผู้บัญชาการทหารบก โดยกำหนดให้ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัยเป็นกลไกหลักด้านการฝึกของกองทัพบก ดำเนินการฝึกอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และมีเอกภาพ มุ่งเน้นการฝึกที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความพร้อมในการปฏิบัติทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดให้ระบบการเรียนการสอนออนไลน์เป็นฐานรากของการฝึก เพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกภาคสนาม ควบคู่กับการจัดสถานีฝึกที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน และสอดคล้องกับลักษณะภัยในแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำร่วมกัน ทั้งนี้ ให้หน่วยต้นแบบทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ บทเรียน และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อขยายผลและยกระดับขีดความสามารถด้านการฝึกบรรเทาสาธารณภัยสู่หน่วยอื่นอย่างเป็นรูปธรรม



แผนกแถลงข่าว
ห้องประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

กองกำลังนเรศวร ให้การต้อนรับ พลเอกอมฤตฯ พร้อมคณะฯ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด้านกำลังพล ชายแดนไทย – เมียนมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

วันที่ 22 มกราคม 2569 กองกำลังนเรศวร ให้การต้อนรับ พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วย ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะฯ ในโอกาสเดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด้านกำลังพล ชายแดนไทย – เมียนมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังนเรศวร โดยมี พลตรีไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร นำผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง และผู้บังคับหน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ ร่วมให้การต้อนรับ

โดยคณะฯ ได้ตรวจเยี่ยมบริเวณ ฐานปฏิบัติการเสกสรรค์ กองร้อยทหารราบที่ 1411 หน่วยเฉพาะกิจราชมนู และฐานปฏิบัติการบ้านวังแก้ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 เพื่อติดตามสถานการณ์แนวชายแดน ตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล รับฟังการบรรยายสรุปผล พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญ โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้สอบถามสภาพความเป็นอยู่ การปฏิบัติหน้าที่ และความพร้อมของกำลังพล รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการสนับสนุนและพัฒนาหน่วยให้สอดคล้องกับภารกิจและสภาพพื้นที่

โอกาสนี้ ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนาย ที่ทุ่มเทเสียสละ อดทน และเข้มแข็ง พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ยึดถือนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก/ ผู้บัญชาการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นสำคัญ ใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ ทั้งสุขภาพกายและจิตใจของกำลังพลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายอย่างรอบด้าน เพื่อให้กำลังพลมีขวัญกำลังใจที่ดี และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงของประเทศ สร้างขวัญ และกำลังใจ ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานสนามชายแดนเป็นอย่างยิ่ง


นที มีเดช รายงาน

“ผช.ผบ.ทบ.” ตรวจความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก ครั้งที่ 73

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ตรวจความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก ครั้งที่ 73 เดินหน้านโยบายพัฒนากำลังพล เสริมความแข็งแกร่งร่างกายและความสามัคคี

วันนี้( 22 มกราคม 2569 ) พลเอก อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประ ธานคณะกรรมการการกีฬากองทัพบก เดินทางไปตรวจความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก ครั้งที่ 73 ประจำปี 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–19 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 โดยได้ติดตามความคืบหน้าในการเตรียมการจัดการแข่งขันในทุกมิติ ทั้งการวางแผนจัดการแข่งขัน ความพร้อมของสนามกีฬาในแต่ละประเภท การอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ระบบการจัดการแข่งขัน ตลอดจนการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความปลอดภัย และบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก รวมถึงการพัฒนาศักยภาพนักกีฬา เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันในระดับกองทัพและระดับชาติต่อไป

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก ครั้งที่ 73 ประจำปี 2569 มีมีการแข่งขันกีฬาจำนวน 19 ชนิดกีฬา แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มกีฬา ประกอบด้วย

  • กลุ่มกีฬาสากล จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ เทนนิส เปตอง กอล์ฟ ฟุตซอล ฟุตบอล มวยสากลสมัครเล่น แบดมินตัน ยิงปืนมาตรฐานสากล (ปืนอัดลม) กรีฑา อีสปอร์ต วอลเลย์บอล และเทเบิลเทนนิส
  • กลุ่มกีฬาอนุรักษ์ จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ เซปักตะกร้อ ตะกร้อลอดห่วง มวยไทยสมัครเล่น และหมากรุกไทย
  • กลุ่มกีฬาทางทหาร จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ปัญจกีฬาทหาร และรักบี้ฟุตบอล

โอกาสนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำบูรณาการแผนการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ปลอดภัยในทุกขั้นตอน เพื่อให้การแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบกครั้งที่ 73 เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความพร้อมรอบด้านของกำลังพล ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย สมรรถนะ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพและทักษะตามความถนัดของกำลังพลแต่ละนายอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการนำทักษะทางกีฬาไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร อาทิ การยิงปืน การวิ่ง มวย และการว่ายน้ำข้ามเครื่องกีดขวาง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย รักษาความมั่นคงของประเทศชาติ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสะท้อนถึงความพร้อม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพบกต่อไป



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ทบ. นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศกว่า 20 ประเทศ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ รับทราบข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

ทบ. นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศกว่า 20 ประเทศ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ รับทราบข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

วันนี้ (22 ม.ค. 69) กองทัพบก นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย จาก 20 ประเทศ รวม 23 นาย ได้แก่ ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, จีน, เยอรมนี, อินเดีย, อินโดนี เซีย, ญี่ปุ่น, ลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, เนเธอร์แลนด์, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม เดินทางลงพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ภายใต้กิจกรรม “Army Open House ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569” นำโดย พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก

คณะได้เดินทางไปยัง ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะประเด็นมูลเหตุของการสู้รบ ผล กระทบที่เกิดต่อพลเรือน การเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ตกค้างและทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงประ เด็นที่มีการบิดเบือนข้อมูล โดยมี พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อน รับ

ภายหลังการบรรยายสรุป คณะได้เดินทางไปยัง ผามออีแดง ภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปประกอบการตรวจ การณ์ภูมิประเทศจริง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการวางกำลังของทหารกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงยืนยันข้อเท็จจริงว่ากองทัพไทยดำเนินการตอบโต้ตามหลักสากล และใช้ปฏิบัติการต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยคุกคามเท่านั้น

จากนั้นได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ภาคพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ณ บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่

กิจกรรม Army Open House ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศได้รับทราบข้อมูลโดยตรงจากการลงพื้นที่จริง เพื่อลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลในแหล่งอื่นที่อาจบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการแก้ไขปัญหาที่ยึดมั่นในความโปร่งใสและหลักสากล พร้อมทั้งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือและความมั่นคงร่วมกับกองทัพมิตรประเทศอย่างยั่งยืน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

พหล วรปัญญา ตื้นตันใจประชาชนล้นหลามน้ำตาคลอขอคะแนน

ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อยเป็นครั้งแรก พบว่ามีประชาชนเดินทางมามาร่วมฟังการปราศรัยในครั้งนี้กว่า 2 พันคนเกินความคาดหมาย โดยพหล ได้เวทีชี้แจงสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรคเพื่อไทย ถ้าได้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้บริหารประเทศ ประชาชนจะมีความอยู่ดี มีสุข พบว่าพี่น้องประชาชน ผู้ที่มารับฟังได้นำดอกไม้มามอบให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมกล่าวสโลแกน ”พหลมาปัญหาจบ” นอกจากนี้ยังพบว่ามีอดีต ส.ส. ผู้นำท้องถิ่น ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการปรัยศรัยในครั้งนี้ด้วย

ที่ลานอดนกประสงค์ของ SR Extra Boutique Hotel ริมถนนสระบุรี-หล่มสัก ตำบลชัยนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี นายพหล วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรี และเป็นผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 หมายเลข 2 ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อย โดยมีนายวรวงศ์ วรปัญญา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 5 หัวหน้าทีมนำทัพเปิดเวทีปราศรัย พร้อมกับกล่าวถึงนโยบายในภาพรวมของพรรคเพื่อไทยโดยมีประชาชนกว่า 2 พันคนนั่งฟังด้วยความตั้งใจ

จากนั้นได้มีการเปิดตัว นายพหล วรปัญญา ที่ได้เดินฝ่าประชาชนกว่า 2 พันคนท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับ รวมทั้งได้มอบช่อดอกไม้ คล่องพวงมาลัย ให้ตลอดทางเดิน ประมาณ 100 เมตร บางคนก็ขอบันทึกภาพเป็นที่ระลึกด้วย เมื่อขึ้นเวทีปราศรัยได้แนะนำตัวเองตั้งแต่เริ่มเข้ามาสู่วงการการเมือง หลังจากที่บิดาถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งทำให้ประชาชนที่มานั่งฟังการปราศรัยต่าง ๆ ฟังกันด้วยความตั้งใจ ขณะที่ นายพหล ถึงกับน้ำตาคลอระหว่างที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบิดาตนเอง จากนั้นได้กล่าวถึงนายนิยม วรปัญญา อดีต ส.ส.14 สมัย ที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นผู้ที่ได้รับฉายาว่าจอมกระทู้แห่งสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นลุง ได้ชวนเข้าสู่วงการเมือง พร้อมกับสอนให้ตนเองเสียสละเพื่อประชาชนและเข้ามาเป็น ส.ส.ลพบุรี

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงผลงานและงานต่าง ๆ ที่ดูแลประชาชนกับตระกูล วรปัญญา ที่เป็น ส.ส.มาทุกสมัย รวมทั้งความตั้งใจที่จะเข้ามาเป็น ส.ส.ลพบุรีอีกครั้งที่จะร่วมสืบสานนโยบายของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับจะนำความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะเข้ามาแก้ไขให้กับประชาชนได้มีความอยู่ดีมีสุขไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสาธารณูป โภค สุขภาพ เศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังขอให้ประชาชนที่จะเข้าคูหาในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภา พันธ์ 2569 นี้ได้เลือกผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย โดยการตั้งเวทีปราศรัยย่อยจะไปพบกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กิจกรรมโครงการ “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” เสริมสร้างความรู้กฎหมายแก่เยาวชนในพื้นที่อำเภอกุยบุรี

กิจกรรมโครงการ “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” เสริมสร้างความรู้กฎหมายแก่เยาวชนในพื้นที่อำเภอกุยบุรี

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 คณะผู้พิพากษาสมทบ และข้าราชการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลเยาวชนและครอบครัว ภายใต้โครงการ “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” ณ โรงเรียนพุทธศาสน์โกศล อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายเกริก ตรีนุชกร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม

โอกาสนี้ นายชาญวิทย์ อุณหสุทธิยานนท์ รองประธานผู้พิพากษาสมทบฝ่ายป้องกัน ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ พร้อมขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการจัดกิจกรรมดังกล่าว
สำหรับการจัดกิจกรรม “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569–2572 ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามหลักสากล รวมถึงเป็นไปตามนโยบายของประธานศาลฎีกา ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณธรรมนำทาง” และการเสริมสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายแก่สาธารณชน

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัว ให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อให้เยาวชนสามารถเรียนรู้ถึงผลกระทบของการกระทำผิด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์
ภายในกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายให้ความรู้ด้านกฎหมายในรูปแบบที่เข้าใจง่าย การทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ในทุกมิติ รวมถึงกิจกรรมถาม–ตอบปัญหาความรู้ทางกฎหมาย โดยมีของรางวัลมอบให้แก่นักเรียนที่ตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเอง

นอกจากนี้ ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนดีเด่นจำนวนหลายราย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมให้เยาวชนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม ก่อนจะปิดท้ายกิจกรรมด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันระหว่างคณะผู้พิพากษา ข้าราชการศาล คณะครู และนักเรียน เพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงถึงความร่วมมืออันดีในการขับเคลื่อนการสร้างความรู้ด้านกฎหมายสู่เยาวชนในพื้นที่


นัครินทร์/รายงานข่าว

เกาะติดวิกฤตเสียงสะท้อนเกษตรกร “นมล้น–หนี้ค้าง”

จังหวัดลพบุรี – ดร.โอฬารผนึกกรมส่งเสริมสหกรณ์ รุดช่วยสหกรณ์โคนมหนองรี–ลำพญากลาง ดันโฟร์โมสต์รับซื้อนมนอก MOU พยุงเกษตรกรให้อยู่รอด

ณ ศูนย์รับน้ำนมดิบ สหกรณ์โคนมไทย–เดนมาร์ค (กนช.) ต.หนองรี อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี มีการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกษตร กรโคนมกำลังเผชิญทั้งน้ำนมส่วนเกินและภาวะขาดสภาพคล่องจากหนี้ค้างชำระ

การประชุมครั้งนี้นำโดย ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา นายกสมาคมอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย (ผู้บริหารจากบริษัท โฟร์โมสต์) ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมี นายสำราญ ค้างสำโรง ประธานสหกรณ์โคนมหนองรี และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมสะท้อนปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

นครปฐม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จังหวัดนครปฐม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ อำ เภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียมรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วย ปลัดอาวุโส สาธารณสุขอำเภอ พัฒนาการอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอประมงอำเภอ สัสดีอำเภอ ผู้แทนเกษตรอำเภอ ปลัดอำเภอ เสมียนตราอำเภอ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ในพื้นที่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ องค์กร สมาคม ของอำเภอนครชัยศรี และหน่วยงานราชการในจังหวัดนครปฐม เข้าร่วมพิธีฯ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2569 (ทุกวันศุกร์) พร้อมทั้งเชิญชวนประชา ชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญกุศลด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล ตลอดระยะเวลาตามประกาศไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นครปฐม จัดโครงการใต้ร่มพระบารมี ปวงประชามีสุขภาพดี

สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ร่วมกับโรงพยาบาลนครปฐม และหน่วยงานหลักด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน จัดโครงการใต้ร่มพระบารมี ปวงประชามีสุขภาพดี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ห้องจตุภัทร ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการใต้ร่มพระบารมี ปวงประชามีสุขภาพดี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายวิโรจน์ รัตนอมรสกล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายแพทย์สรุชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม คณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการ “ให้ก่อน รักษาก่อน และดูแลอย่างทั่วถึง ” ในการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน อันเป็นหัวใจของระบบสาธารณสุขไทย

นายวิโรจน์ รัตนอมรสกล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในมิติด้านสุขภาพและสาธารณสุข ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง

การจัดโครงการในครั้งนี้มีกิจกรรมประกอบด้วย การคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก เพื่อค้นหาความเสี่ยงและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเปิดตาผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก และมอบแว่นตาเพื่อคืนแสงสว่างและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย และการรับบริจาคโลหิตเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านโลหิตในระบบบริการสาธารณสุข


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม