ชมรมชาวพิจิตร ประกาศ พลิกโฉมใหม่ สู่ภาพลักษณ์ ที่สร้างการยอมรับในสังคม แถลงข่าวเตรียมเปิดตัว หนังสือ E-BOOK “พิจิตรดินแดนมหัศจรรย์ “

ชมรมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุโลก ประกาศ พลิกโฉมใหม่ สู่ภาพลักษณ์ ที่สร้างการยอมรับในสังคม แถลงข่าวเตรียมเปิดตัว หนังสือ E-BOOK “พิจิตรดินแดนมหัศ จรรย์ “

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ประธานชมรมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุ โลก ประกาศ พลิกโฉมใหม่ สู่ภาพลักษณ์ ที่สร้างการยอมรับในสังคม ด้วยมีบุคคลสำคัญอธิ พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์, นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม สมาชิกวุฒิสภา, พลโท ประสาน แสงสิริรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3, นายอัครโชค สุวรรณทอง อดีตปลัดจังหวัดพิษณุโลก, นายธีรศักดิ์ ศรีสมพงษ์ นายอำเภอบางบางระกำ และพ่อค้าคหบดีชาวพิจิตรในพิษณุโลกอีกมากมาย โดยในปี 2569 ยังคงรับสมาชิกชาวพิจิตรที่ทำงานในพิษณุโลกและชาวพิจิตรที่อยู่ในพิจิตร หรือผู้ที่เคยรับราชการหรือทำธุรกิจในพิจิตร เข้ามาเป็นสมาชิก เพื่อเปิดเวทีมีพื้นที่พบปะพูดคุย สังสรรค์ คอยช่วยเหลือ พร้อมยกระดับทุกกิจกรรมให้ได้คุณภาพมีมาตรฐาน สร้างความสุข และประสานงานเกื้อกูลกัน โดยไม่เกี่ยวข้องทางการเมืองใด ๆ มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคม ช่วยเหลือดูแลคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เปิดเผยอีกว่า ค่ำคืนที่ผ่านมา 25 มกราคม 2569 ชมรมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุโลกได้จัดงานสังสรรค์ปีใหม่ แถลงข่าวเตรียมเปิดตัว หนังสือ E-BOOK “พิจิตรดินแดนมหัศจรรย์ ” อัดแน่นด้วยสาระเรื่องราวของดีในเมืองพิจิตร โดยเฉพาะ 12 บุคคลสำคัญขอจังหวัดพิจิตร สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์, สถานที่ท่องเที่ยว, พระเครื่องเมืองพิจิตร, เกจิอาจารย์ชื่อดังของพิจิตรอธิ หลวงปู้โง่น โสรโย ผู้สร้างตำนานพระสุพรรณกัลยา หลวงพ่อเงิน, หลวงพ่อเขียน, หลวงปู่หวั่น, หลวงพ่อหมอ , พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์สถานที่ตั้งกองทัพกู้ชาติของลุงโฮ, พระยาโหราธิบดี, ภัตตราคารจีนแต้จิ๋ว 100 ปี และ ก๋วยเตี๋ยวดังอาหารเด็ดขึ้นชื่อของพิจิตรในทุกอำเภอ,ย่านการค้าสมัยสงครามโลก, เสาปั้นจั่น และ สะพานหินสาวงามที่ป่าแดง เป็นต้น

พิจิตรเป็นต้นกำเนิดวิชาโหราศาสตร์ ศึ่งจะสร้างอนุสาวรีย์ พระยาโหราธิบดี ลูกชื่อศรีปราชญ์, เจ้าพระยาโคตรตะบอง จึง มั่นใจว่า ข้อมูลเหล่านี้จะดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศ เดินทางมาสัมผัสของจริง ของแท้ สู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สู้พื้นที่ ล่าสุดสมาชิกชมรมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุโลกต่างเห็นขอบคุณ การสนับสนุนจาก สว.ไพบูลย์ ณ บุตรจอม ที่จะผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จโดยเร็ววัน ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 และ หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ “ร้อยใจรักษ์ ฮาล์ฟมาราธอน” ครั้งที่ 4 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี

กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 และ หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ “ร้อยใจรักษ์ ฮาล์ฟมาราธอน” ครั้งที่ 4 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 พันเอก กิตติ นาใจ ผู้บังคับกองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย กองกำลังผาเมือง และหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นประธานเปิดกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ “ร้อยใจรักษ์ ฮาล์ฟมาราธอน” ครั้งที่ 4 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ กาดหลวงร้อยใจรักษ์ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน อาทิ โครงการร้อยใจรักษ์, โรงพยาบาลแม่อาย, กิ่งกาชาดอำเภอแม่อาย, สมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาอำเภอแม่อาย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอแม่อาย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนและประชาชนเห็นความสำคัญของการเล่นกีฬา ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ในพื้นที่อำเภอแม่อาย และระดมทุนเพื่อสาธารณกุศล รายได้จากการจัดงานจะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลแม่อาย, ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและนักเรียนที่ยากจนผ่านกิ่งกาชาดอำเภอแม่อาย รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้มีนักวิ่งสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 2,114 คน แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่: ครอสคันทรี่ ระยะทาง 21 กิโลเมตร ครอสคันทรี่ ระยะทาง 10 กิโลเมตร ฟันรัน แฟมิลี่รัน และประเภทนักเรียน ระยะทาง 5 กิโลเมตร


เพื่อไทย จัดปราศรัยใหญ่ชุมพวง “ดร.เชน” นำทัพแกนนำขึ้นเวที ปลุกกระแสโคราช เลือกทั้งคนทั้งพรรค

นครราชสีมา – เพื่อไทยจัดปราศรัยใหญ่ชุมพวง “ดร.เชน” นำทัพแกนนำขึ้นเวที ปลุกกระแสโคราช เลือกทั้งคนทั้งพรรค

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมี “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เดินทางมาร่วมพบปะประชาชน พร้อมแกนนำพรรคและผู้สมัคร สส.จังหวัดนครราชสีมา ครบทั้ง 16 เขต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

การปราศรัยครั้งนี้มีแกนนำสำคัญร่วมเวที อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และ นายนิกร โสมกลาง ผู้สมัคร สส.เขต 8 เบอร์ 1 ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่อพี่น้องประชาชน

โดยเนื้อหาการปราศรัยเน้นย้ำการสร้างความเชื่อมั่นว่า “เพื่อไทยทำได้” พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือกทั้งผู้สมัครและพรรค เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการทำงานแก้ปัญหาประเทศและปากท้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสะท้อนว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ คือความไม่สามัคคี และย้ำว่าไม่ควรให้เกิดความขัดแย้งซ้ำอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ด้าน นายนิกร โสมกลาง ผู้สมัคร สส.เขต 8 เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การที่ “ดร. เชน” เดินทางมาปราศรัยในพื้นที่ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและสร้างกระแสสนับสนุนพรรคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จากเดิมที่ฐานเสียงเพื่อไทยมีความเหนียวแน่นอยู่แล้ว พร้อมระบุว่าประชาชนจะได้ฟังวิสัยทัศน์และนโยบายสำคัญอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความตั้งใจของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชน

นายนิกร กล่าวอีกว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้อง อาทิ นโยบายประกันกำไรผลผลิตทางการเกษตร, หวยเกษียณ, ล้างหนี้ รวมถึงแนวทางดูแลผู้มีรายได้น้อย โดยการประกันรายได้ให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือนให้มีรายได้ถึง 3,000 บาททุกเดือน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาความยากจนอย่างตรงจุด

ส่วนกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่เริ่มรุนแรงขึ้น นายนิกร ยืนยันว่าไม่กังวล และขอให้การหาเสียงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันกันด้วยนโยบายมากกว่าการโจมตีกัน พร้อมมั่นใจว่าประชาชนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกพรรคที่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเอง ท้ายที่สุด นายนิกร ฝากถึงประชาชนให้ร่วมกันออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากเห็นว่าตนทำงานในพื้นที่ได้ดี ขอให้สนับสนุนหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมย้ำความมั่นใจว่าผู้สมัครเพื่อไทยทั้ง 16 เขต เดินหน้าลงพื้นที่ทำงานหนักต่อเนื่องทุกวัน และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมาอย่างแน่นอน


ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สุดยิ่งใหญ่….งานบวงสรวงเจ้าพ่อเขาใหญ่ ประจำปี 2569

สุดยิ่งใหญ่….งานบวงสรวงเจ้าพ่อเขาใหญ่ ประจำปี 2569 นักเรียนกว่า 300 คน จัดขบวนเครื่องไหว้สักการะ รำบูชาศรัทธา ความดีผู้พิทักษ์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ร่วมกับ นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พระอธิการกัมปนาท สุเขธิโต เป็นเจ้าอาวาสวัดหมูสี นายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอปากช่อง นายเทอดไท แสงผล นายอำเภอวังน้ำเขียว และดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนคร ราชสีมา ร่วมพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติติดต่อกันมา วันที่ 26 มกราคมของทุกปี ปีนี้ตรงวันจันทร์ วันพระขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ถือเป็นวันดีโชคลาภ ร่ำรวย

โดยมี อดีตหัวหน้าอุทยานฯเขาใหญ่ สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลหมูสี ชมรมฮักเขาใหญ่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้างอุทยานฯเขาใหญ่ ฝ่ายปกครอง สถานศึกษา องค์กรภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป

ร่วมพิธีอันยิ่งใหญ่ พิธีพราหมณ์ ถวายของเซ่นไหว้จุดธูปเทียนบูชาหน้าศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เทพเจ้าผู้ดูแลผืนป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ ที่ปกปักรักษาเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยวและสัตว์ป่าในผืนป่าเขาใหญ่ พิธีสงฆ์ การมอบทุนการศึกษาให้บุตรธิดาลูกหลาน ผู้พิทักษ์ป่า

ส่วนไฮไลท์คือ การรำบูชาศรัทธาเจ้าพ่อเขาใหญ่ ประจำปี 2569 โดยนักเรียน โรงเรียนปาก ช่อง จำนวนกว่า 300 ชีวิต มีการจัดรูปขบวนเครื่องไหว้สักการะบูชา เดินจากหน้าด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มายังศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ก่อนทำพิธีไหว้และรำบูชาอย่างยิ่งใหญ่สวยงามตระการตา

ขณะที่ประชาชน ผู้ประกอบการ นำข้าว อาหารหวาน คาว มาจัดบูธเป็นโรงทาน ด้านในประตู กว่า 50 โรงทาน ด้านริมถนน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงานทานฟรี ถือเป็นการทำบุญ อีกด้วย


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ตม.สงขลา ร่วมกับศุลกากร รวบคนขับหัวใส ดัดแปลงช่องลับซุกต่างด้าวคาด่าน

สงขลา/สะเดา – ตม.สงขลา ร่วมกับศุลกากร รวบคนขับหัวใส ดัดแปลงช่องลับซุกต่างด้าวคาด่าน

วันนี้ 27 ม.ค.69 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต. ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก. ตม.6, พ.ต.อ.สรธรรศ์ เอี่ยมละออ ผกก.ตม.จว.สงขลา, นายหะริน หอวัง นายด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ บูรณาการกำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณฝั่งขาเข้าราชอาณาจักร

ต่อมาพบรถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียนสงขลา ขับผ่านด่านตรวจคนขับชื่อนายมูฮัมมัด(นามสมมติ) อายุ 31 ปี สัญชาติไทย มีอาการพิรุธ จึงแสดงตัวขอตรวจค้นพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 2 คน หลบซ่อนในช่องลับดัดแปลงใต้เบาะที่นั่งหลังคนขับ จากการสอบถามนายมูฮัมมัด ให้การรับสารภาพว่า ไปรับคนต่างด้าวทั้ง 2 คน ซึ่งไม่มีหนังสือเดินทางมาจากประเทศมาเลเซีย เพื่อจะไปส่งที่ตลาดปาดังเบซาร์ ตก ลงค่าเดินทาง 200 ริงกิตต่อคน หรือประมาณ 1,500 บาทต่อคน ส่วนคนต่างด้าวทั้ง 2 คน รับว่าไม่มีหนังสือเดินทางจริง ต้องการลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี

ชุดจับกุมจึงแจ้งให้นายมูฮัมมัดฯทราบว่าถูกจับกุมข้อหา นำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอา ณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือหรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนคนต่างด้าวทั้ง 2 คน ถูกจับกุมข้อหา เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนัก งานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ฝึกช่างทำขาเทียม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2569

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ฝึกช่างทำขาเทียม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จมาประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2569 และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการ ณ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเฝ้ารับเสด็จและรับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับมูลนิธิขาเทียมฯ ฝึกช่างทำขาเทียม ป้อนโรงงานขาเทียมพระราชทานทั่วประเทศ 90 แห่ง สร้างคนพิการขาขาดและคนปกติ ให้เป็นช่างเครื่องช่วยคนพิการ ให้บริการขาเทียมแก่คนพิการขาขาด ให้ได้ขาเทียมที่ดีและมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตามโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการ (ช่างทำขาเทียม)

นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาความต้องการช่างเครื่องช่วยคนพิการในโรงพยาบาลประจำอำเภอและประจำจังหวัดมีจำนวนมาก เพื่อทำงานในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในขณะที่มูลนิธิขาเทียมฯ ไม่สามารถผลิตและพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการได้เพียงพอกับความต้องการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ จึงร่วมกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดทำโครงการฝึกอบรมช่างเครื่องช่วยคนพิการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างทำขาเทียมให้เพียงพอและสามารถบริการคนพิการได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือให้แรงงานในสาขาดังกล่าว มูลนิธิขาเทียมฯ สามารถส่งช่างทำขาเทียมที่มีทักษะเหล่านี้เข้าทำงานในโรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนต่อไป กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ (สพร.19 เชียงใหม่)จัดฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกเตรียมเข้าทำงาน สาขาช่างเครื่องช่วยคนพิการ จำนวน 700 ชั่วโมง (5 เดือน) ให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลประจำจังหวัด และชุมชนทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรม

ทั้งนี้ ในปี 2569 สพร.19 เชียงใหม่ มีเป้าหมาย 200 คน ดำเนินการแล้ว 1 รุ่น จำนวน 50 คน โดยมีแผนฝึกอบรมใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย

  1. การทำเบ้าขาเทียมระดับเหนือเข่าแบบเบ้า 2 ชั้น ระหว่างวันที่ 15-19  ก.พ.2569 จังหวัดน่าน
  2. การทำเบ้าขาเทียมระดับใต้เข่าแบบสวมถุงตอขาชนิดบาง ระหว่างวันที่ 17-21 พ.ค.2569 จังหวัดอุบลราชธานี
  3. การทำเบ้าขาเทียมระดับใต้เข่าแบบกระชับบางส่วน ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค.2569 จังหวัดสงขลา
  4. การทำเบ้าขาเทียมระดับเหนือเข่าแบบกระชับบางส่วน ระหว่างวันที่ 15-20 ส.ค.2569 จังหวัดพิจิตร  

เมื่อฝึกอบรมจบแล้ว มูลนิธิขาเทียมจะส่งช่างไปทำงาน ณ โรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ และจะคัดเลือกบรรจุเป็นพนักงานราชการ เมื่อผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ 2 แล้ว จึงทำให้ผู้จบหลักสูตรดังกล่าวมีงานทำที่มั่นคง ทั้งนี้ กรมจะดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือก่อนส่งตัวเข้าทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้จบฝึกมีทักษะได้มาตรฐานและพร้อมที่จะให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวท้ายสุด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เปิดตัว “ROSEWOOD TOWN IN TOWN” นิยามใหม่ของเมืองมิกซ์ยูสระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ ใจกลางรังสิต–ปทุมธานีโดยกลุ่มธุรกิจไอย์เมญ่าเอสเตท

เปิดตัว “ROSEWOOD TOWN IN TOWN” นิยามใหม่ของเมืองมิกซ์ยูสระดับพรีเมียมบนทำเลศักยภาพ ใจกลางรังสิต–ปทุมธานีโดยกลุ่มธุรกิจไอย์เมญ่าเอสเตท

ไอย์เมญ่าเอสเตท เปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม “ROSEWOOD TOWN IN TOWN” เมืองมิกซ์ยูสแห่งใหม่บนทำเลศักยภาพ ใจกลางคลองหก จังหวัดปทุมธานี โครงการที่ถูกออกแบบภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผสานการอยู่อาศัย การศึกษา และการลงทุนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาวอย่างมีคุณค่า

ทำเลศักยภาพสูง ใจกลางแหล่งการศึกษา การพัฒนาเมืองท่องเที่ยว และเมืองราชการ ROSEWOOD TOWN IN TOWN ตั้งอยู่ ตรงข้ามประตู 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ศูนย์กลางการศึกษาชั้นนำของประเทศรายล้อมด้วยหน่วยงานราชการ แหล่งเรียนรู้ และแลนด์มาร์คระดับประเทศ อาทิ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และกลุ่มพิพิธภัณฑ์กว่า 9 แห่งบนพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงสวนสัตว์ปทุมธานี บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และมูลค่าการลงทุนในอนาคต

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ไอย์เมญ่าเอสเตท ได้จัดพิธีเปิดสำนักงานโครงการ ROSE WOOD TOWN IN TOWN อย่างเป็นทางการ พร้อมพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร และ หม่อมหลวงสัญชัย ทองแถม ร่วมเป็นประธานในพิธี สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการบนพื้นฐานของคุณค่า ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน ภายในงานยังมีกิจกรรม ปล่อยปลาลงคลองหก รังสิต–ธัญบุรี พร้อมให้เกียรติ ตั้งชื่อท่าน้ำโครงการ ว่า “ท่าน้ำกิติยากร” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือร่วมใจ ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาเมืองที่เติบโตควบคู่กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

ดีมานด์คุณภาพ รองรับการอยู่อาศัยและการลงทุน ด้วยทำเลที่โดดเด่น ROSEWOOD TOWN IN TOWN รองรับกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ อาทิ
• นักศึกษาและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรีกว่า 28,500 คน
• กลุ่มสถาบันการศึกษาใกล้เคียงกว่า 4,500 คน
• ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐในพื้นที่กว่า 5,500 คน
• ประชากรในอำเภอธัญบุรีกว่า 150,000 คน

รวมถึงนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของพื้นที่คลองหกในฐานะ เมืองการศึกษาและการลงทุนแห่งอนาคต เมืองมิกซ์ยูสระดับพรีเมียม ครบทุกมิติของการใช้ชีวิต

โครงการพัฒนาในรูปแบบ Luxury Mixed Use Community ประกอบด้วย
• ที่พักอาศัยคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ ROSEWOOD
• อาคารพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และ Community Mall ที่ออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์
• ศูนย์บริการการเดินทาง Taxi / Grab / Van
• Tutor Corner เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

รองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 8,000 คน พร้อมที่จอดรถมาตรฐานกว่า 2,000 คัน และระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยและสร้างสังคมคุณภาพในระยะยาว

ROSEWOOD TOWN IN TOWN มากกว่าที่อยู่อาศัย คือ ต้นแบบเมืองใหม่รอบมหา วิทยาลัยที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การศึกษา และการลงทุนอย่างมีคุณค่า พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับเมืองและเศรษฐกิจของจังหวัดปทุมธานีในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ITPP ผนึกกำลัง LINE MAN เปิดรับผู้ขับขี่โครงการ “LINE MAN EV” ขับแท็กซี่ไฟฟ้าสายกรีน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พร้อมร่วมลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

ITPP ผนึกกำลัง LINE MAN เปิดรับผู้ขับขี่โครงการ “LINE MAN EV” ขับแท็กซี่ไฟฟ้าสายกรีน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พร้อมร่วมลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท ไอทีพีพี จำกัด (ITPP) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านบริการเรียกรถและเดลิเวอรีของไทย เปิดตัวโครงการ “LINE MAN EV” โครงการแท็กซี่ไฟฟ้า 100% โดยนำร่องรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 จำนวน 50 คัน ให้บริการในเขตกรุงเทพ มหานคร เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดรับผู้ขับขี่เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

โครงการ LINE MAN EV ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการ ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของผู้ขับขี่แท็กซี่ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE MAN ที่มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ และระบบ AI ช่วยจัดสรรงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ขับขี่มีงานต่อเนื่อง รายได้สม่ำเสมอ และสามารถบริหารเวลาและต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ การช่วยลดต้นทุนการทำงานของผู้ขับขี่อย่างชัดเจน ผ่านสิทธิประโยชน์จากเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า EA Anywhere โดยผู้ขับขี่จะได้รับ เงินคืน (Cashback) 10% จากค่าชาร์จไฟทุกครั้ง หากคำนวณจากการวิ่งงานเฉลี่ยวันละ 300 กิโลเมตร จะมีค่าชาร์จไฟประมาณ 266 บาทต่อวัน และได้รับเงินคืนเฉลี่ย 26 บาทต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 9,500 บาทต่อปี และเมื่อรวมตลอดอายุโครงการ 5 ปี ผู้ขับขี่จะได้รับเงินคืนรวมเกือบ 50,000 บาทต่อคัน ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิ โดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงาน

ในด้านยานยนต์ โครงการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 จากบริษัท จินหลง มอเตอร์ จำกัด ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ มีความทนทาน ประหยัดพลังงาน ห้องโดยสารกว้างขวาง และมีต้นทุนการบำรุงรักษาต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวของผู้ขับขี่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารให้สะดวกสบายและทันสมัย

การนำรถแท็กซี่ไฟฟ้ามาใช้งานเชิงพาณิชย์ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 47% เมื่อเทียบกับรถแท็กซี่ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม หรือคิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดโครงการ หรือคิดเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 83,000 ต้นต่อปี พร้อมทั้งไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ขับขี่และประชาชนในเขตเมือง

ความสำเร็จของโครงการ LINE MAN EV เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรชั้นนำหลายภาคส่วน ทั้งการลงทุนจาก บริษัท อิแทลลิค จำกัด และ บริษัท เปย์ป๊อป จำกัด รวมถึงการสนับสนุนด้าน สินเชื่อสีเขียว (Green Financing) จาก บริษัท ไทยโอริกซ์ลีสซิ่ง จำกัด และ บริษัท ลีสซิ่งกสิกร จำกัด สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและระบบขนส่งพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ LINE MAN EV จึงเป็นมากกว่าบริการเรียกรถ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง รายได้ของผู้ขับขี่ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตการเดินทางที่ยั่งยืนของประเทศไทย

สนใจร่วมเป็นครอบครัว LINE MAN EV โอกาสทองสำหรับพี่ๆ แท็กซี่ที่ต้องการเปลี่ยนสู่รถไฟฟ้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QR CODE


สุรเษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มาดามหยก” ผนึกกำลังจิตอาสาเชียงใหม่-ลำพูน ดันสวัสดิการกู้ชีพ-กู้ภัย ยกระดับความปลอดภัยคนทำงาน

“มาดามหยก” ผนึกกำลังจิตอาสาเชียงใหม่-ลำพูน ดันสวัสดิการกู้ชีพ-กู้ภัย ยกระดับความปลอดภัยคนทำงาน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ คุณกชพร เวโรจน์ หรือ “มาดามหยก” ได้เข้าร่วมงานเสวนา “สวัสดิการ กู้ชีพ กู้ภัยและจิตอาสา” เพื่อร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นกับตัวแทนหน่วยงานกู้ภัยในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ สมาคมกู้ภัยกุศลสงเคราะห์, สมาคมกู้ภัยอัมรินทร์ใต้ และสมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยลำพูน โดยเวทีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาอุปสรรคจากการปฏิบัติหน้าที่จริง พร้อมร่วมกันหาทางออกเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ มาดามหยกได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของ Indy Team และ ชมรม Change Together ที่ได้ขับเคลื่อนงานสาธารณประโยชน์มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี โดยยืนยันพร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเปลี่ยนข้อเสนอจากพี่น้องกู้ภัยให้เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในเรื่องการจัดสรรสวัสดิการที่ทั่วถึง มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายจิตอาสาในการดูแลประชาชนอย่างยั่งยืน

มาดามหยก #กชพรเวโรจน์ #กู้ชีพกู้ภัย #จิตอาสา #เชียงใหม่ #ลำพูน #สวัสดิการกู้ภัย #ChangeTogether #IndyTeam


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมบ้านคุณแม่ “พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา” ด้วยหัวใจของผู้บังคับบัญชา สดุดีวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมถึงบ้านคุณแม่ “พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา” ด้วยหัวใจของผู้บังคับบัญชา สดุดีวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางลงพื้นที่เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ คุณแม่ของพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา ถึงบ้านพักในพื้นที่อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ด้วยความห่วงใยและความอาลัยจากหัวใจของผู้บังคับบัญชา เพื่อสดุดีเกียรติประวัติของทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ กำลังพลสังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ จากการเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียกำลังพลผู้กล้าหาญ พร้อมย้ำว่าการสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียของกองทัพและของประเทศชาติ ท่านได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด รับฟังความรู้สึกของคุณแม่ด้วยความอ่อนโยน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในฐานะผู้บังคับบัญชา ที่มิได้มองกำลังพลเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา หากแต่เป็น “ลูกหลานของกองทัพ” ที่ทุกคนรักและภาคภูมิใจ

คุณแม่ของพลทหารภานุพัฒน์ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความโศกเศร้า แต่แฝงด้วยความภาคภูมิใจในบุตรชายผู้จากไป แม้หัวใจจะเจ็บปวดกับการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งและมีกำลังใจขึ้น เมื่อเห็นว่าผู้บังคับบัญชาและกองทัพบกไม่เคยทอดทิ้ง และยังคงดูแลครอบครัวของทหารกล้าอย่างใกล้ชิด

พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณ เนิน 350 ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 นับเป็นการสูญเสียกำลังพลผู้ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประเทศ จนวาระสุดท้ายของชีวิต

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือครอบครัวของพลทหารภานุพัฒน์ในทุกด้าน รวมถึงความคืบหน้าของ การก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้กับคุณแม่ เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่มั่นคง สมกับความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของบุตรชายผู้เป็นเสาหลักและความภาคภูมิใจของครอบครัว

การเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจถึงบ้านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของกองทัพบก ที่ยืนเคียงข้างกำลังพลและครอบครัวของผู้เสียสละในทุกช่วงเวลา พร้อมยืนยันว่า เลือดเนื้อและชีวิตของทหารกล้าทุกนาย จะไม่สูญเปล่า และจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป

พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา คือวีรบุรุษของแผ่นดิน ผู้สละชีวิตเพื่อผืนธงไตรรงค์ เกียรติยศและความกล้าหาญของเขาจะยังคงอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศตราบนานเท่านาน

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน