ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ Kick-off รถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย” ลุยขายสินค้าราคาประหยัด 11 อำเภอ ลดค่าครองชีพประชาชน

จังหวัดเพชรบูรณ์เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” อย่างเป็นทางการ หลังเปิดกิจกรรม Kick-off นำสินค้าราคาประหยัดส่งตรงถึงชุมชน หวังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทั่วทั้ง 11 อำเภอ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเปิดตัว (Kick-off) การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” โดยมี นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสมพงษ์ หอมสนิท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง เครือข่ายรถพุ่มพวง และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

นายศรัณยู กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพของประชาชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือ นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดออกจำหน่ายให้ประชาชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินโครงการนำสินค้า “ไทยช่วยไทย” ออกจำหน่ายผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ได้อย่างสะดวกใกล้บ้าน

สำหรับจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการจัดสรรรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการรวม 55 คัน ครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการ 5 คัน พร้อมกำหนดเส้นทางจำหน่ายให้ครอบคลุมหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชา ชนสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ในราคาพิเศษอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านรูปแบบตลาดเคลื่อนที่ที่เข้าถึงประชาชนได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่ม พวง” ในจังหวัดเพชรบูรณ์ จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และจะกระจายสินค้าออกสู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาวต่อไป


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

หลวงพี่ต่อ ปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สวน “พฤกษานาคา”

นครนายก – หลวงพี่ต่อ ปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สวน “พฤกษานาคา”

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคา โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม หมู่ที่ 2 บ้านหนองกระพ้อ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน โดยมี นายพงพันธุ์ พิมจุฬา กำนันตำบลดงละคร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในพิธีปลูกข้าวและพันธุ์พืชพระราชทาน พร้อมด้วย นายอำเภอเมือง หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมในพิธี

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันพืชมงคล มีพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งทางวัดมณีวงศ์โดย พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ได้รับพันธุ์พืชพระราชทาน ที่ใช้ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมาจำนวนหนึ่ง คือพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105, พันธุ์ข้าวจ้าว กข 109, พันธุ์ข้าวโพด, พันธุ์ถั่วเขียว, พันธุ์งาดำ และพันธุ์มันเทศ จึงได้นำพันธุ์พืชเหล่านี้มาปลูกในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคาฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร และยังเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนแสดงถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

ไทยเสี่ยงครั้งใหญ่? แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน แต่จ้างศึกษาแค่ 68 ล้าน

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่รัฐใช้งบศึกษาความเป็นไปได้เพียง 68 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.007% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น

ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลจากการศึกษาที่ใช้งบเพียงเท่านี้ เพียงพอจริงหรือไม่ สำหรับการตัดสินใจเดินหน้า “เมกะโปรเจกต์” ที่อาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของประเทศ?

1. งบ 68 ล้านบาท ศึกษาอะไรบ้าง?

วันที่ 1 มีนาคม 2564 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ลงนามจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา 6 บริษัท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์ วงเงิน 68 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 30 เดือนการศึกษาครอบคลุม 5 เรื่องหลัก ได้แก่

  1. ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน วิศวกรรม และสังคม
  2. ออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  3. จัดทำรายงานวิเคราะห์โครงการ
  4. วิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาและการลงทุน
  5. สร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นประชาชน

2. ปกติโครงการระดับนี้ ควรใช้งบศึกษาเท่าไหร่?

แม้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่โดยทั่วไป โครงการขนาดประมาณ 10,000 ล้านบาท มักใช้งบศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study หรือ FS) รวมทั้งการประเมินผลกระทบสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment หรือ EHIA) ราว 100-200 ล้านบาท หรือประมาณ 1%-2% ของมูลค่าโครงการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมูลค่าโครงการสูงขึ้น สัดส่วนนี้มักลดลง เช่น โครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท อาจใช้งบศึกษาอยู่ที่ประมาณ 0.05%-0.1% ของมูลค่าโครงการ ถ้าคิดตามสัดส่วนนี้ งบศึกษาแลนด์บริดจ์ควรอยู่ราว 500-1,000 ล้านบาท ไม่ใช่เพียง 68 ล้านบาท งบศึกษาที่ต่ำมาก อาจทำให้การวิเคราะห์ลงรายละเอียดได้ไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่นการศึกษา EHIA ครอบคลุมพื้นที่เพียง 5 กิโลเมตรจากท่าเรือ ทั้งที่ผลกระทบจริงอาจกว้างกว่านั้นมาก

การคาดการณ์ปริมาณสินค้าที่จะใช้แลนด์บริดจ์ ศึกษาเฉพาะ “สินค้าคอนเทนเนอร์” แต่ยังไม่รวมสินค้าเหลว (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป สารเคมี ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG) สินค้าเทกอง (เช่น ถ่านหิน แร่เหล็ก ปูนซีเมนต์ เมล็ดพืช ปุ๋ย น้ำตาล) และสินค้าทั่วไป (เช่น รถยนต์ เหล็กเส้น ท่อนไม้ เครื่องจักร และสินค้าขนาดใหญ่)

สนข.อาจชี้แจงได้ว่า รัฐไม่ได้ใช้งบศึกษาเพียง 68 ล้านบาท เพราะยังมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ คือ Royal Haskoning เข้ามาศึกษาเพิ่มเติม แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่าใช้งบจ้างเพิ่มเติมเท่าใด

สิ่งที่เปิดเผยมีเพียงผลการศึกษาว่า โครงการให้ผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) สูงถึง 11.8% เพิ่มขึ้นจากผลศึกษาเดิมของกลุ่มที่ปรึกษา 6 บริษัท ที่ประเมินไว้ 8.62%

3. แล้วเอกชนใช้งบศึกษากันเท่าไหร่?

ย้อนกลับไปปี 2551 บริษัท Dubai World จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงความสนใจลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ สนข. และสนับสนุนเงินแบบให้เปล่า 200 ล้านบาท เพื่อจ้าง Royal Haskoning ศึกษาความเป็นไปได้ของโครง การ ขณะนั้น โครงการมีมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาทงบศึกษา 200 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.04% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งยังสูงกว่าสัดส่วน 0.007% ที่รัฐบาลไทยใช้ในปัจจุบันหลายเท่า

ที่สำคัญ การศึกษาของเอกชนในเวลานั้น เน้นเฉพาะ “ความคุ้มค่าทางการเงิน” เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ คือ “ลงทุนแล้วกำไรหรือไม่?” กล่าวอีกแบบคือ เอกชนศึกษาครอบคลุมน้อยกว่า แต่กลับใช้งบมากกว่า

4. ถ้าแลนด์บริดจ์คุ้มทุนจริง เปิดผลศึกษาของ Royal Haskoning ให้สาธารณชนดูเลย!

ล่าสุด มีการเปิดเผยว่า Royal Haskoning ได้ประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ พบว่าโครงการมี FIRR สูงถึง 11.8% ถือว่าอยู่ในระดับ “น่าลงทุน”แต่หากย้อนกลับไปปี 2552 ผลศึกษาของบริษัทเดียวกัน ซึ่งทำให้ สนข. โดยใช้งบสนับสนุนจาก Dubai World กลับระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่สามารถดึงเรือจากช่องแคบมะละกาให้เปลี่ยนเส้นทางมาใช้ได้ พูดง่ายๆ คือ ในเวลานั้นโครงการยัง “ไม่น่าสนใจพอที่จะลงทุน”

คำถามคือ ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนไป จนทำให้ผลศึกษาของบริษัทเดียว กัน เปลี่ยนจาก “ไม่คุ้มทุน” มาเป็น “คุ้มทุน”?และถ้าโครงการมีความคุ้มค่าสูงจริง เหตุใดจึงยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดผลการศึกษาฉบับใหม่ต่อสาธารณชน?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

“วัชระพล” รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม “ดร.แก้ว” ลงพื้นที่สามโคกปทุมธานี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2.2 แสนตัว ส่งเสริมประมงน้ำจืด เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

“วัชระพล” รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม “ดร.แก้ว” ลงพื้นที่สามโคกปทุมธานี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2.2 แสนตัว ส่งเสริมประมงน้ำจืด เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 เวลา 10.00 น. นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง จังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พร้อมกันนี้มี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร,อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย,ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี,ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1,ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี,ผู้ก่อตั้งเพจ ”ดร.แก้วช่วยได้“ ร่วมลงพื้นที่วัดชัยสิทธาราม ต.กระแชง อ.สามโคก และวัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี

โดยได้พบปะ รับฟังปัญหาจากกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นคลองบ้านพร้าว กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นผู้ทำการประมงในแหล่งน้ำจืด กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเฝ้าระวังการทำประมงวัดโบสถ์ กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกลุ่มผู้ทำการประมงคลองวัดแจ้ง กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกลุ่มเกษตรกรรวมใจพัฒนา กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเครือข่ายเฝ้าระวังการประมงชุมชนวัดหงษ์ปทุมมาวาส กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น กลุ่มผู้ทำการประมงชุมชนร่วมจิตต์มุสลิม และยังมีกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัด นอกจากนี้ ยังได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมอบพันธ์สัตว์น้ำให้แก่ผู้นำชุมชนและผู้แทนองค์กรชุมชน ประกอบด้วยปลาตะเพียนขาว 200,000 ตัว ปลาอีกง 20,000 ตัว ปลาตะเพียนทอง 5,000 ตัว ณ ท่าน้ำวัดชัยสิทธาวาส ต.กระแชง อ.สามโคก และวัดมะขาม ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น โดยมี นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี,นางสาวบุษราภรณ์ ปานคง นายอำเภอสามโคก หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายศุภชัย นพขำ สส.ปทุมธานี เขต 2 กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมให้ข้อมูลในพื้นที่

นายวัชระพลฯ กล่าวว่า ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งน้ำลดลงอย่างน่าตกใจ การมาในวันนี้มีการปล่อยปลา ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อเติมทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปในแหล่งน้ำให้พี่น้องประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์ สามารถจับกินได้ เหลือเอาไปขาย ถ้ายังเหลืออีก กรมประมงมีการอบรมให้ความรู้ในการแปรรูป เก็บไว้กินหรือขายต่อได้อีก เป็นการส่งเสริมอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนได้โดยตรง และยังได้รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน จากปัญหาน้ำมันแพง มีผลต่อราคาอาหารปลา และอื่นๆ ก็จะได้นำข้อมูลไปหาแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบ.ตร. ชื่นชมตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน ไหวพริบเยี่ยม! ขยายผลจับกุมชาวต่างชาติครอบครองอาวุธสงคราม-วัตถุระเบิดจำนวนมาก

ผบ.ตร. ชื่นชมตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน ไหวพริบเยี่ยม! ขยายผลจับกุมชาวต่างชาติครอบครองอาวุธสงคราม-วัตถุระเบิดจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายัง สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เพื่อตามคดีและและชื่นชม ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีไหวพริบ และสังเกตความผิดปกติ จนนำไปสู่การขยายผลตรวจค้นและจับกุมชาวต่างชาติ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดจำนวนมาก

สืบเนื่องจาก ส.ต.ท.นิลพัฒน์ฯ ได้เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์ของชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุบริเวณถนนเลียบทางรถไฟ มุ่งหน้าพัทยา ก่อนพบพิรุธภายในรถและประสานฝ่ายสืบสวนขยายผลไปยังบ้านพักในพื้นที่ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี กระทั่งตรวจพบอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดจำนวนมาก จึงประสานเจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบและเก็บกู้โดยปลอดภัย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความใส่ใจและสังเกตความผิดปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ช่วยป้องกันเหตุร้ายและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รอบคอบ และเป็นมืออาชีพ

ตำรวจภูธรภาค 2 ขอชื่นชมกำลังพลผู้ปฏิบัติทุกนาย ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้! “ชัชชาติ” ปล่อยแผน 226 ฉบับ เดินหน้าปฏิวัติเมืองทั้งระบบ ปลุกพลังผู้นำ “มหานคร 14” พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ ครั้งใหญ่

กรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้! “ชัชชาติ” ปล่อยแผน 226 ฉบับ เดินหน้าปฏิวัติเมืองทั้งระบบ ปลุกพลังผู้นำ “มหานคร 14” พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ ครั้งใหญ่

กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุง เทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการศึกษาอบ รมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร) รุ่นที่ 14 โดยมี ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้เข้ารับการอบรมกว่า 140 ชีวิต ร่วมผนึกกำลังสร้างจุดเปลี่ยนให้เมืองหลวง

นายชัชชาติฯ เปิดวิสัยทัศน์กลางเวที ย้ำชัดการพัฒนาเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของ “คำขวัญ” แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ โดยเน้นย้ำความแตกต่างระหว่าง “ผู้บริหาร” ที่ต้องมองหาโอกาส และ “ผู้จัดการ” ที่ต้องรู้วิธีทำให้สำเร็จ หากวางตัวบุคคลผิดที่ องค์กรย่อมไปไม่ถึงฝั่งฝัน

“กรุงเทพฯ วันนี้อยู่ในอันดับ 98 จาก 140 เมืองทั่วโลก ซึ่งยังต่ำกว่าครึ่ง เรามีความเปราะบางแม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ หากคุณภาพชีวิตไม่ดีจริง เราจะสูญเสียความสามารถในการดึงดูดบุคลากรเก่งๆ และนักลงทุนในระยะยาว” นายชัชชาติกล่าวเสริมถึงความท้าทาย

ผู้ว่าฯกทม. ได้กางแผนปฏิบัติการ 226 ฉบับ ครอบคลุมการแก้ปัญหาทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค ไปจนถึงการพัฒนา “เส้นเลือดฝอย” ในชุมชน ทั้งการปรับปรุงทางเท้าให้เดินได้จริง ปลอดภัยสำหรับคนทุกกลุ่ม การแก้ไขน้ำท่วมแบบคู่ขนาน ทั้งอุโมงค์ยักษ์และระบบระบายน้ำระดับจุลภาค การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้รับเรื่องร้องเรียน (Traffy Fondue) เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส

ด้าน ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ เผยว่าหลักสูตรนี้คืออาวุธทางปัญญาที่จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจปัญหาจริง ทั้งเรื่องขยะ สาธารณสุข และภัยพิบัติในอาคารสูง โดยปีนี้มุ่งเน้นการสร้างวิสัยทัศน์เชิงรุกและการมีส่วนร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงของเมืองในอนาคต

ขณะที่ตัวแทนรุ่น 13 ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ พร้อมส่งไม้ต่อความสำเร็จ โดยเน้นการกระจายอำนาจให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม เพื่อใหเป็นประธานเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษมาเก๊า : นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีปิดการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมมอบหนังสือรับรองแก่ผู้ผ่านการทดสอบ และมอบเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ โดยมีพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน, นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน คณะผู้ทดสอบ ผู้เข้าร่วมโครงการ และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี ณ ร้าน Siam Garden Thai Restaurant เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับ “อาหารไทย” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกคน ซึ่งถือเป็นผู้มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยอาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของคนไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการส่งออกอาหารไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น เป็นการการันตีว่าสถานประกอบกิจการที่ได้รับการรับรอง มีการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างแท้จริง อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจไทยในต่างประเทศ

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง โดยดำเนินการทดสอบระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 มีผู้เข้ารับการทดสอบจำนวน 15 คน และผ่านการทดสอบทั้งสิ้น 15 คน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นกระบวนการประเมินฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพ ตามเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาคความรู้และภาคปฏิบัติ เพื่อการันตีว่าแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบมีศักยภาพ ทักษะฝีมือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความปลอดภัย และสามารถให้บริการได้ในระดับสากล โดยผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อใช้ยืนยันมาตรฐานวิชาชีพของตนเอง

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบกิจการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน ผ่านการมอบ “เครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสถานประกอบกิจการในการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล อันเป็นการสนับสนุนนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป สำหรับแรงงานไทย หรือสถานประกอบกิจการที่สนใจต้องการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน โทร 0 2245 4837 หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/1CUpC5qdsU/?mibextid=wwXIfr อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“ไทยรัฐ” คว้ารางวัลชนะเลิศ “พาดหัวข่าวดีเด่น”-“เดลินิวส์” รองอันดับ 1

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ปรากฏว่า “ไทยรัฐ” คว้ารางวัลชนะเลิศ “เดลินิวส์” รองอันดับ 1 “ไทยโพสต์” รองอันดับ 2 ส่วนรางวัลชมเชย มี “มติชน-กรุเทพธุรกิจ” นอกจากนี้ ได้มีการมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เชิดชูเกียรติ 3 นักหนังสือพิมพ์อาวุโส “ระวิ โหลทอง-ชัย ราชวัตร-ผุสดี คีตวรนาฏ” พร้อมมอบรางวัลองค์กรและบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์-แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์ ประจำปี 2569” รางวัลเกียรติยศแก่องค์กรและบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ รวมทั้งรางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ที่หอประชุมเมืองไทยประกันภัยชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กทม. โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล 

สำหรับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จำนวน 3 คนได้แก่

  1. นายระวิ โหลทอง บุคคลที่ชื่อถูกจารึกไว้ในฐานะ “ศาสดาแห่งสื่อกีฬาไทย” เป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ค่ายสื่อกีฬาใหญ่ และนับเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลและสื่อมวลชนของประเทศไทย
  2. นายสมชัย กตัญญุตานันท์ หรือ “ชัย ราชวัตร” หนึ่งในการ์ตูนนิสต์การเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในประวัติศาสตร์สื่อมวลชนไทย และศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การ์ตูน) ปี 2564
  3. นางผุสดี คีตวรนาฏ ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ในฐานะบรรณาธิการหญิงคนแรกของหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในประเทศไทย 

รางวัลเกียรติยศ “องค์กรผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ” จำนวน 3 รางวัล ได้แก่

  1. สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มี นายอภัย จันทนะจุลกะ อดีต รมว.แรงงาน ในฐานะรองประธานสถาบันฯ รับรางวัล
  2. โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม โดยผู้ก่อตั้ง คือ นายศุภชัย เจียรวนนท์ เนื่องจากติดภารกิจประชุมที่ต่างประเทศ จึงได้มอบหมายให้ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน มารับรางวัล
  3. กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน “ใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” มีผู้ก่อตั้งโดย ศิลปิน “ฝันดี-ฝันเด่น จรรยาธนากร” 

รางวัลเกียรติยศ บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศ จำนวน 3 รางวัลที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ ได้แก่

  1. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี 
  2. ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้ประกาศตนเพื่อพุทธศาสนา นำธรรมะสู่สันติภาพโลก
  3. นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนอุทิศตนให้ความรู้เรื่องกฎหมายแก่ประชาชนร่วมกับสื่อมวลชน

ส่วนรางวัลของวงการหนังสือพิมพ์ ได้แก่ รางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ซึ่งรวบรวมผลงานพาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 -เดือนเมษายน 2569 มาพิจารณาตัดสิน ผลปรากฏว่า

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “สีหศักดิ์ กรีดเขมรยับ! กลางเวทีสหประชาชาติ” จากหนังสือ พิมพ์ ไทยรัฐ
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 พาดหัวข่าว “สละชีพเพื่อชาติสมเกียรติ 3 ทหารกล้า สู้ยิบตา ป้องบ้านหนองจาน” จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ พาดหัวข่าว “ฮอร์มุดดุ! บึ้มเรือไทย” จาก หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
  • รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ พาดหัวข่าว “สหรัฐ-ยิว ถล่ม-ผู้นำอิหร่านดับ ตอ.กลางลุกเป็นไฟ” จากหนังสือพิมพ์มติชน และพาดหัวข่าว สหรัฐ-ยิว ถล่ม-ผู้นำอิหร่านดับ ตอ.กลางลุกเป็นไฟ” จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธรุกิจ

การจัดงานปีนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต, บมจ.วิริยะประกันภัย, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, SCG, ธนาคารออมสิน, ธนาคาร SCB, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, องค์การกำจัดน้ำเสีย, บมจ.ทิพยประกันภัย, BCPG, AIS, MBK, CPF, CPALL, CPRAM, กรมปศุสัตว์, อีสต์วอเตอร์, นายกเมืองพัทยา, AirAsia, บ.อิมิแนนท์แอร์, TOA, THAPANIN, ครัวอัปสร อ.ต.ก. และ กาแฟ 24.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์ เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ประจำปี 2568-2571

สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์ เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนาย ความ ประจำปี 2568-2571

คำสั่งสภาทนายความที่ 478/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ปี พ.ศ. 2568-2569 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (3) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และ ข้อ 5 แห่งข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานของสภาทนายความและอำนาจหน้าที่ของกรรมการ สภาทนายความ พ.ศ.2556 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสภาทนายความในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 นายกสภาทนายความ แต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ปี พ.ศ.2568-2571 ดังนี้

พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์ ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ให้ที่ปรึกษานายกสภาทนาย ความ มีอำนาจหน้าที่ โดยให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการ สภาทนายความ คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับของสภาทนายความภายในขอบเขตแห่งอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568

(ธนพล คงเจี้ยง)
นายกสภาทนายความ
นายกองตรี ดร.


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

DE Fund ต่อยอดภารกิจ “คลินิกกองทุน” สู่สุราษฎร์ธานี หนุนศักยภาพดิจิทัลภาคใต้

DE Fund ต่อยอดภารกิจ “คลินิกกองทุน” สู่สุราษฎร์ธานี หนุนศักยภาพดิจิทัลภาคใต้

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกลงสู่ภูมิ ภาคอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “DE Fund Clinic” หรือ “คลินิกกองทุน” ณ โรงแรม S22 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปิดพื้นที่สร้างความเข้าใจและต่อยอดแนวคิดโครงการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทค โนโลยีดิจิทัลในหลากหลายมิติ

นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร กล่าวเปิดกิจกรรมว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร บุคลากร และโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมจากฐานชุมชน ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม กองทุนดีอี มุ่งยกระดับบทบาทสู่การเป็น กองทุนของทุกคน ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับทุกภาคส่วนในการร่วมพัฒนาโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ”

ด้าน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการดำเนินงานเชิงพื้นที่ของกองทุนดีอี ที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ที่มีแนวคิดพัฒนาโครงการดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยว ชาญอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การจัดทำข้อเสนอ ไปจนถึงการปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งทุน และผลักดันให้เกิดการนำไปใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการถ่ายทอดมุมมองจากคณะทำงานผู้พิจารณาโครงการโดยตรง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ หวังยกระดับคุณภาพข้อเสนอและเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับ สนุนทุนในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งคณะทำงานสะท้อนตรงกันว่า โครงการที่สามารถสื่อสารการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจนมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และแสดงให้เห็นแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งการเขียนที่กระชับตรงประเด็น มีรายละเอียดเพียงพอ และเชื่อมโยงเหตุ ผลอย่างเป็นระบบ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการมีความน่าสนใจ และอาจได้รับการพิจารณา

และในกิจกรรมช่วงท้าย มีผู้สนใจขอรับคำปรึกษาในการพัฒนาข้อเสนอโครงการให้สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและครอบคลุม ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถนำคำแนะนำดังกลาวกลับไปพัฒนาโครงการ เพื่อเพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นข้อเสนอโครงการประจำปี 2569 ของกองทุน DE ที่จะเปิดขึ้นในปีนี้

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับทุน และกิจกรรมของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ “


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน