สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตือนรับมือฝนตกหนัก

สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกาศเตือนให้พร้อมรับมือฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำปายเริ่มเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมรับมือฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน โดยในวันนี้ (14 พ.ค.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน ฉบับที่ 3 (63/2569) (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14-18 พฤษภาคม 2569) ระบุว่า ในช่วงวันที่ 14-18 พ.ค. 69 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่าง จะเคลื่อนขึ้นไปปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

ทางด้าน สถานีตรวจวัดระดับน้ำบ้านท่าโป่งแดง ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน รายงานผลการวัดระดับน้ำในวันนี้ ว่า วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 Sw.5A เวลา 06.00 น.ระดับน้ำ 0.32 ม. ปริมาณน้ำฝน 17.2 ม.ม. โดยระดับน้ำจากปกติ อยู่ที่ ระดับ 0.00 ม.ปัจจุบันเพิ่มขึ้น 32 เซนติเมตร เนื่องจากเกิดฝนตกและน้ำในแม่น้ำปายเพิ่มระดับสูงขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลกระทบหรือท่วมพื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำปายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามหากยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ อาจจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่ น้ำปายเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง และอาจจะเพิ่มจนท่วมสองฟากฝั่งแม่น้ำที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลปางหมู และ ตำบลท่าโป่งแดงได้ จึงเตือนให้ประชาชนเฝ้าติดตามการรายงานของสถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน อย่างใกล้ชิด


ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

สาวพยาบาลโคราชปล่อยโฮ หลังแจ้งความทองหายเกลี้ยงกว่า 8 บาท กลางงานสงกรานต์ย่าโม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ผ่านมา 1 เดือนคดียังเงียบ

สาวพยาบาลโคราชปล่อยโฮ หลังแจ้งความทองหายเกลี้ยงกว่า 8 บาท กลางงานสงกรานต์ย่าโม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ผ่านมา 1 เดือนคดียังเงียบ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.ธันยลักษณ์ ธัญญ์ภัทรนนท์ อายุ 48 ปี อาชีพพยาบาลแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลมหาราช ชาว ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา หลังทรัพย์สินทองรูปพรรณและพระเลี่ยมทองรวมมูลค่าประมาณ 648,000 บาท สูญหายระหว่างไปร่วมงานสงกรานต์บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ “ย่าโม” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา

โดย น.ส.ธันยลักษณ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งไทรอยด์ จึงนำทองรูปพรรณทั้งหมดมารวมเก็บไว้ เพื่อเตรียมมอบให้ลูกดูแลในช่วงผ่าตัด แต่เนื่องจากที่บ้านอยู่กันเพียง 2 คนแม่ลูก และเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงพกทรัพย์สินทั้งหมดติดตัวไว้ในกระเป๋าสะพายตลอดเวลา กระทั่งวันเกิดเหตุ ได้ไปส่งลูกบริเวณลานย่าโม ก่อนพบว่ามีพิธีสรงน้ำพระ จึงเดินเข้าไปร่วมกิจกรรม แต่หลังเสร็จงานกลับพบว่ากระเป๋า ซึ่งเก็บทองรูปพรรณไว้ได้สูญ หายไปทั้งใบ

ทรัพย์สินที่หายประกอบด้วย สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง 1 เส้น, สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น, สร้อยทองรูปพรรณหนัก 3 บาท 1 เส้น, แหวนทองฝังพลอยประมาณ 5 เม็ด 1 วง, พระพิฆเนศเลี่ยมทอง 1 องค์, สร้อยทองลายโซ่หนัก 1 สลึง จำนวน 3 เส้น, สร้อยข้อมือทองหนัก 1 สลึง 1 เส้น เหตุเกิดบริเวณถนนด้านหลังประตูชุมพล เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เวลาประมาณ 18.40 น. วันที่ 13 เมษายน 2569 โดย ร.ต.อ. ทศพล จิตต์สูงเนิน รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองนครราชสีมา รับแจ้งความไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายเผยว่า ขณะนี้ผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่คดียังค่อนข้างเงียบ ยังไม่มีความคืบหน้าในการติดตามทรัพย์สินคืน จึงอยากฝากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเร่งติดตามคนร้าย เพราะทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของมีค่าที่แม่ก่อนเสียชีวิตสะสมมาทั้งชีวิตมอบให้ และมีคุณค่าทางจิตใจต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา โดย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครราชสีมา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ และความร่วมมือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา โดยนางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) เพื่อพัฒนาบุคลา กร ของเทศบาลนครนคราชสีมา หลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุ” และหลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการปฏิบัติงานด้านการเงิน และการคลัง” โดยมีบุคลากรของเทศบาลนครนครราชสีมาที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับพัสดุ การเงิน และการคลัง รวมถึงผู้บริหารทุกระดับเข้ารับการอบรมทั้ง 2 หลักสูตร จำนวน 300 คน ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมจำนวน 2 วัน ระหว่างวันที่ 14 -15 พฤษภาคม 2569

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุ การเงิน และการคลังเป็นอย่างมาก โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ เสริมสร้างทักษะ และความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เข้าใจวินัยการเงิน การคลัง และการพัสดุที่ชัดเจน ลดข้อผิดพลาด และข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน อันจะนำพาให้เทศบาลนครนครราชสีมาไปสู่องค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำระดับประเทศต่อไป

นางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) กล่าวว่า การฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรของ สตง.ภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา ถือเป็นการทำงานเชิงรุกด้านการป้องกันการทุจริต ลดความเสี่ยงทางวินัยของในบุคลากรหน่วยงานภายนอก อีกทั้งบุคลากรของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ร่วมเป็นคณะวิทยากรยังได้พัฒนาความรู้ สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเพิ่มทักษะในการสื่อสาร และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน่วยงานภายนอก

โดยการฝึกอบรมมีทั้งการบรรยายให้ความรู้ใหม่ๆ การเสวนา และให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อซักถามในประเด็นปัญหาของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการเชื่อมโยงกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีรวมถึงหนังสือสั่งการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เข้ารับการอบรมเห็นภาพที่ชัดเจนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน


กันตินันท์ รายงาน

ชาวบ้านโอด ถูกช้างป่าบุกทำลายประตูรั้วพังยับ

นครนายก – กล้องวงจรปิดจับภาพ ช้างป่าเขาใหญ่ลงมาหาอาหารในพื้นที่ตำบลสาริกา พังประตูรั้วชาวบ้านได้รับความเสียหายก่อนจะเดินทะลุสวนกลับขึ้นเขา

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 19.39 น. กล้องวงจรปิดจับภาพช้างป่าจากเขาใหญ่เดินลงมาหาอาหารที่บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยพยายามจะเดินผ่านบ้านเรือนประชาชน ที่มีประตูเหล็กปิดกั้นไว้ ช้างป่าได้ดันประตูเหล็กจนล้มพังได้รับความเสียหายแล้วเดินผ่านเข้าไปในบ้านและเดินทะลุออกสวนด้านหลังกลับขึ้นเขาไปโดยไม่ได้ทำร้ายใคร มีแต่ประตูรั้วและกำแพงด้านหลังที่ได้รับความเสียหาย

จากการสอบถาม คุณนุ้ย ผู้ดูแลบ้านสวน ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อช่วงค่ำของเมื่อคืนช้างป่าตัวนี้ได้ลงมาหาอาหารกินและอาจจะถูกชุดผลักดันช้างไล่ให้กับขึ้นเขาเหมือนเดิม โดยอาจจะเดินกลับขึ้นทางเก่าที่เคยเดินผ่าน และได้เดินผ่านในช่องทางนี้มาก่อน โดยเมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อนก็ลงมาบ้านสวนแห่งนี้บ่อย มี 5-6 ครั้ง ซึ่งช้างป่าตัวนี้ ไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่ไม่ใช่เจ้าพลายสาริกา เพราะเจ้าพลายสาริกาไม่มีนิสัยดุร้ายแล้วก็ไม่ทำลายข้าวของ ส่วนการเฝ้าระวังในตอนนี้ก็มีชุดผลักดันช้างป่าที่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด แต่ก็อาจจะต้องพึ่งตัวเองในบางส่วน เช่น ต้องซื้อประทัดมาจุดไล่เองก่อน หากชุดผลักดันช้างป่ายังมาไม่ถึง ส่วนค่าความเสียหายของประตูเหล็กนี้ ก็อยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าบาท ก็ได้แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทราบถึงความเสียหายในครั้งนี้แล้ว


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

แต้มบุญยังเหลือ หนุ่ม 36 ปี เช็ดกระจกพลาดลื่นหงายหลัง โชคดีหัวไม่ฟาดขอบบ่อ เจ็บเล็กน้อย

นครนายก – แต้มบุญยังเหลือ หนุ่ม 36 ปี เช็ดกระจกพลาดลื่นหงายหลัง โชคดีหัวไม่ฟาดขอบบ่อ เจ็บเล็กน้อย

คลิปกล้องวงจรปิดจับภาพ เจ้าของบ้านขึ้นเหยียบขอบบ่อปลาคาร์ฟเพื่อเช็ดกระจกหน้าต่าง แต่ระหว่างกำลังเช็ดกระจกอยู่นั้น เกิดพลาดลื่นหงายหลังโชคดีตกลงในน้ำ หัวเฉียดขอขอบบ่อไปนิดเดียว จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 85/40 หมู่ 1 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จ.นครนายก ได้พบกับนายอุดม ชุมประเสริฐ อายุ 36 ปี (ลุงอิ๊ฟ แคปหมู) มีอาชีพทำแคปหมูขาย ซึ่งเป็นคนในคลิปได้พาผู้สื่อข่าวดูจุดที่ตัวเองลื่น ซึ่งเป็นบริเวณข้างบ้านติดกับหน้าต่าง ถูกต่อเติมเป็นบ่อปลาคาร์ฟ มีความสูงประมาณ 1 เมตร ความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร

จากการสอบถาม นายอุดม ชุมประเสริฐ เจ้าของบ้านเล่าว่าตนได้ปีนขึ้นบนขอบบ่อปลาเพื่อไปเช็ดกระจก ระหว่างที่เพลิดเพลินกับการเช็ดกระจกอยู่นั้น เกิดพลาดลื่นหงายหลังลงบ่อปลาพอดี โชคดีที่หัวไม่โดนขอบบ่อ ไม่งั้นจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้เลย ได้รับบาดเจ็บแค่ที่ก้นนิดหน่อยเอง ซึ่งภรรยาของนายอุดมบอกว่า ดูคลิปกี่ครั้งก็อดที่จะขำไม่ได้ ต่อไปคงต้องให้ระวังมากกว่านี้


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ส่งมอบบ้าน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเชิดชูเกียรติทหารกล้า พลทหาร นรินทร์ เงาไพร หลังเสียสละเพื่อชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ส่งมอบบ้าน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และเชิดชูเกียรติทหารกล้า พลทหาร นรินทร์ เงาไพร หลังเสียสละเพื่อชาติ

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบบ้านพักอาศัยหลังใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้แก่ครอบครัว พลทหาร นรินทร์ เงาไพร สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ

โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 ชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อก่อสร้างบ้านที่มั่นคง แข็งแรง และถูกสุขลักษณะทดแทนหลังเดิม โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการเพียง 67 วัน

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลผู้เสียสละและครอบ ครัวให้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและภาคภูมิใจของพี่น้องชาวพิมายที่ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารกล้าในครั้งนี้

#กองทัพบก #RTA #กองทัพภาคที่2 #อำเภอพิมาย #จังหวัดนครราชสีมา #ทหารกล้า #ทหารชายแดน #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

“โฆษกยกนิ้ว” ด.ต.ศุภมิตร ตำรวจสิงห์บุรี อดทนอดกลั้น แอดมินเพจยั่วยุ ยืนหยัดทำหน้าที่จนสโตรก “ผบ.ตร.” กำชับดูแลการรักษาและสวัสดิการ

“โฆษกยกนิ้ว” ด.ต.ศุภมิตร ตำรวจสิงห์บุรี อดทนอดกลั้นแอดมินเพจยั่วยุ ยืนหยัดทำหน้าที่จนสโตรก “ผบ.ตร.” กำชับดูแลการรักษาและสวัสดิการ

วันนี้ (28 เมษายน 2569) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบรางวัล “โฆษกยกนิ้วให้” ให้กับ ด.ต.ศุภมิตร พวงประเสริฐ ผู้บังคับหมู่ งานจราจร สภ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ที่ปฏิบัติหน้าบังคับใช้กฎหมายจราจรเรื่องความเร็วเกินกำหนด ลดการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ อดทนต่อความเจ็บใจและแรงกดดันจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก หรือ สโตรก จากกรณีแอดมินเพจหนึ่งไลฟ์กดดันการปฏิบัติหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2568

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ด.ต.ศุภมิตรฯ ปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติตำรวจ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก” โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางอากาศร้อนจัด กลับมีผู้ไม่ประสงค์ดีถ่ายคลิปวิดีโอ ไลฟ์สดยั่วยุกดดันอยู่นาน แต่ทาง ด.ต.ศุภมิตรฯ ได้ใช้ความอดทนอดกลั้น ปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีลักษณะของการที่จะตอบโต้ และยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ภาวะกดดันในตอนนั้นทำให้ เกิดความเครียด เกิดอาการสโตรก จนล้มลงไป ซึ่งปัจจุบันยังพักรักษาตัวอยู่ ยังมีอาการซีกขวาอ่อนแรง

จากความมุ่งมั่น อดอทน ไม่หวั่นไหวต่อการปฏิบัติหน้าทีของ ด.ต.ศุภมิตรฯ ครั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณามอบรางวัล “โฆษกยกนิ้ว” ให้ ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องจริง เหตุการณ์จริงที่เผยแพร่ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ เห็นการทำงานจริงของตำรวจที่ต้องเผชิญความกดดันหลากหลายรูปแบบ และทำหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วน เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เห็นภาพของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อดทนอดกลั้น สมตามอุดมคติของตำรวจ

ในส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุนั้น พนักงานสอบสวน สภ.พรหมบุรี ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในหลายข้อหา อาทิ ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ให้ได้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฎิบัติหน้าที่ ฯลฯ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการการพิจารณาของอัยการ โดยยืนยันว่าการทำสำนวนเป็นไปตามพยานหลักฐานและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝากให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และกำชับดูแลเรื่องการรักษา และสวัสดิการต่าง ๆ แก่ ด.ต.ศุภมิตรฯ ให้ดีที่สุด

#โฆษกยกนิ้ว #ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice


“ทำดีต้องชื่นชม” ผบ.ตร. ขอบคุณตำรวจ ที่เสียสละ กล้าหาญ เข้มแข็ง ปฏิบัติการจับกุมคนร้ายจนตัวเจ็บ

ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 vเปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ต้องการให้ช่วยประชาสัมพันธ์ นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

ส.ต.ท.สิทธิศักดิ์ ขวัญแก้ว ผบ.หมู่ (สส) สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับคำชื่นชม กรณีเข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องหามั่วสุมเสพยาฯ แม้ได้รับบาดเจ็บก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ผบ.ตร. ขอบคุณตำรวจ เสียสละ กล้าหาญ เข้มแข็ง ปฏิบัติการจับกุมคนร้ายจนตัวเจ็บ สั่งดูแลเต็มที่ พร้อมสั่งตรวจสอบด่วนให้ความเป็นธรรมกรณีญาติชายต้องสงสัยมียาบ้าคาใจตำรวจตามสกัดจับ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แสดงความชื่นชมและขอบ คุณในความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อปราบปรามผู้ที่มั่วสุมค้ายาเสพติด และมีพฤติกรรมเป็นภัยสังคม เพื่อป้องกันภัยและดูแลความสงบเรียบร้อย จนได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ขณะเข้าจับกุมผู้กระทำความผิด แต่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ต่อ แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เมือง จว.ปทุมธานี “ส.ต.ท.สิทธิศักดิ์ ขวัญแก้ว” ผบ.หมู่ (สส.) สภ.เมืองปทุมธานี พร้อมทีมงาน ได้ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบเพื่อป้องกันเหตุอาชญากรรม พบผู้ต้องสงสัยมีท่าทีพิรุธ จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยขัดขืนและเข้าทำร้ายร่างกาย ส.ต.ท.สิทธิศักดิ์ฯ จนได้รับบาดเจ็บ แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง


ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าว การจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ เครือข่ายโกดังยาเสพติด “นิว เพชรบูรณ์ และแบงค์ สงขลา”

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ เครือข่ายโกดังยาเสพติด นิว เพชรบูรณ์ และแบงค์ สงขลา

ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 vเปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ต้องการประชาสัมพันธ์ นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงมหาดไทย ได้ยกระดับนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและมาตร การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมทั้งอาชญากรรมอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาเป็นแนวทางในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 1 โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช. ภ.1, พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร.ช่วยราชการ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว. สระบุรี, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส. ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1

ภ.จว.สระบุรี โดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.สุริยะ สุดกังวาล รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ศอ.ปส.ภ.๑ ชุดที่ ๒

ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา โดย พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตวนิชพงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ

ผกก.สภ.บางปะหัน ขกท. โดย พล.ต.อภิชัย ทองธรรมชาติ ผบ.ขกท.,พ.อ.(พิเศษ) สุพจน์ สวาคฆพรรณ ผบ.ขกท.ทภ.4

ภ.จว.ปทุมธานี โดย พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.ธงรบ แจ้งจิต รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต

บช.ปส. โดย พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พ.ต.อ.วสุ เชื้อพุทธ ผกก.1 บก.ปส.3 ขกท.ศปก.นสศ. โดย พ.อ.ศรายุทธ พัฒนชัย ผบ.ขกท.ศปก.นสศ./ สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค ๑ โดย นางสาวศศิรัศมิ์ นามวงษ์ ผอ.บก.ปปส.ภ.๑ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ได้ร่วมกันสืบสวนจับ กุมผู้ต้องหาที่เก็บพักยาเสพติดกลุ่มเครือข่าย “นิว เพชรบูรณ์ และเครือข่ายแบงค์ สง ขลา”

คดีที่ 1 เครือข่ายโกดังยาเสพติด นิว เพชรบูรณ์ จับกุมผู้ต้องหา 5 ราย คือ

  1. นายเอื้ออังกูร หรือนิว อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา ต.สะเดียง อ.เมืองเพชรบูรณ์ จว.เพชรบูรณ์
  2. นายรอมดอน หรือดอน อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จว.พิจิตร
  3. นายสิทธิเดช หรือปลาม อายุ 32 ปี ภูมิลำเนา ต.ห้วยพลู อ.นครชัยศรี จว.นครปฐม
  4. นายจักรพันธ์ หรือไมค์ อายุ 29 ปี ภูมิลำเนา ต.ดงขุย อ.ชนแดน จว.เพชรบูรณ์
  5. นางสาวเนตรนภา หรือฟ้า อายุ 23 ปี ภูมิลำเนา ต.ลาดแค อ.ชนแดน จว.เพชรบูรณ์

พร้อมของกลาง คือ 1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 5,260,000 เม็ด, 2.โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 6 เครื่อง,ตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 2 นำโดย พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ภ.1 ชุดที่ 2 และ จนท.หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายนรินทร์หรือแบงค์ พร้อมพวกรวม 3 คน พร้อมด้วยของกลางยาเสพติด จำนวนประมาณ 9,580,000 เม็ด และจากการขยายผลการจับกุมคดีดังกล่าว พบว่ามีกลุ่มเครือข่ายโกดังยาเสพติดของนายเอื้ออังกูรหรือนิว ที่ยังทำหน้าที่พักยาเสพติด และนำยาเสพติดส่งมอบให้กับกลุ่มผู้รับในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย

จนกระทั่งวันที่ 30 เมษายน 2569 พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว และสามารถจับกุม นายเอื้ออังกูรหรือนิว พร้อมพวกรวม 5 คน ได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวน 21 กระสอบ (ประมาณ 5,260,000 เม็ด) ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน ต.พุทเลา อ.บางปะหัน จ.พระนครศรี อยุธยา เหตุเกิดที่ ต.พุทเลา อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 16.30 น.

คดีที่ 2 เครือข่ายยาเสพติด แบงค์ สงขลา ทำหน้าที่ส่งยาเสพติดไปยังพื้นที่ภาคใต้ โดยอำพรางไปกับกล่องพัสดุ จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย คือ

  1. นายอำนาจ หรือแบงค์ อายุ 36 ปี ภูมิลำเนา ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จว.สงขลา
  2. นายศรายุธ หรือต้อม อายุ 35 ปี ภูมิลำเนา ต.เกาะทวด อ.ปากพนัง จว.นครศรีธรรมราช
  3. นางสาวสุปรียา หรือเฟีย อายุ 24 ปี ภูมิลำเนา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จว.สงขลา

พร้อมของกลาง คือ 1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 1,058,000 เม็ด, 2.โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 3 เครื่อง
ตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1
ชุดที่ 2 นำโดย พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ภ.1 ชุดที่ 2 และจนท.หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้ร่วมกันขยายผลจับกุมกลุ่มที่พักยาเสพติดและทีมลำเลียงยาแสพติดเรื่อยมา จนกระทั่งทราบว่ามีกลุ่มทีมพักยาเสพติดที่เป็นบุคคลในพื้นที่ภาคใต้ ได้มาพักเก็บยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลาง และนำยาเสพติดอำพรางเพื่อส่งพัสดุไปทางขนส่งเอกชนลงไปยังพื้นที่ภาคใต้

จนกระทั่งช่วงดึกของวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. สามารถจับกุม นายอำนาจหรือแบงค์ พร้อมพวกรวม 3 คน ได้พร้อมของกลางยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่ในกล่องพัสดุจำนวน 12 กล่อง (ประมาณ 1,058,000 เม็ด) ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ฟรีด สีเทา และภายในหมู่บ้านพฤกษาวิลล์ ม.2 ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จว.ปทุมธานี เหตุเกิดที่ บริเวณหมู่บ้านพฤกษาวิลล์ ม.2 ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จว.ปทุมธานี

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงในการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติด ไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมากซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 250,000,000 บาท กลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป


พลตำรวจโทวัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ. 1 สั่งการ ไล่ล่าตัวคนร้ายแหกคุก เร่งด่วน เนื่องจากถือว่าเป็นบุคคลอันตราย

ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1, พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ต้องการประชาสัมพันธ์ นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เร่งด่วนและมีความจำเป็น ดังนี้

วันนี้ (8 พ.ค. 69) เวลา 13.00 น. พ.ต.อ.นัฎฐพงษ์ ศรีเพ็ญประภา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1
พ.ต.ต.วรภัทร แก้วดวงเทียน สว.กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปทุมธานี
ได้เข้าประชุมติดตามจับกุมผู้ต้องขัง นายเสกสรร รูปทอง หลบหนีจากเรือนจำอำเภอธัญบุรี

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวเพิ่มว่า พลตำรวจโทวัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ. 1 ได้สั่งการให้ พลตำรวจตรี วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 และชุดสืบสวนปราบปราม ตลอดจนสืบสวนปราบปรามของ ภูธร จังหวัดปทุมธานีซึ่งอยู่ในการสั่งการของพลตำรวจตรีพีรพล โชติกเสถียรผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุม ธานี ไล่ล่าตัวคนร้ายแหกคุก อย่างเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากถือว่าเป็นบุคคลอันตรายและอาจจะไปก่อเหตุร้ายเพิ่มขึ้นกับทรัพย์สินและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่คนร้ายหนีไป เป็นอันตรายต่อร่างกายชีวิตและทรัพย์สินได้

หากประชาชน เบาะแสหรือ เห็นตำหนิรูปพรรณคนร้าย เป้าหมายดังกล่าว ขอให้แจ้งสายด่วนตำรวจ 191 รวมถึงตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ที่เจอคนร้ายได้ทุกที่ทุกสถานีทุกเวลาเพื่อความมั่นคงมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน