นายเอ (ชาวเนปาล) ติดตามคดีหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เตรียมร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบช.ภ.8 พร้อมชี้แจงปมวีซ่า

นายเอ (ชาวเนปาล) ติดตามคดีหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง เตรียมร้องขอความเป็นธรรมถึง ผบช.ภ.8 พร้อมชี้แจงปมวีซ่า

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายเอ (นามสมมติ) ชาวเนปาล ได้เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ตนตกเป็นผู้ต้องหา โดยได้รับแจ้งจากทางพนักงานอัยการฯว่า ในคดีดังกล่าวพนักงานอัยการฯมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” แล้วหลังพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนของกฎหมาย สำนวนคดียังคงต้องถูกส่งต่อไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ว่าจะมีความเห็นแย้งหรือดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่

นายเอฯ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ตามสิทธิและกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างครบถ้วน หลังจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ชีวิตส่วนตัว และการทำงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ นายเอฯ ยังเตรียมเข้าชี้แจงต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกี่ยวกับปัญหาเรื่องวีซ่า โดยอ้างว่า ก่อนเกิดคดี ตนได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะฝึกงานในนามนักศึกษา และได้มอบหนังสือเดินทางรวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สถานประกอบการแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ดำเนินการต่อวีซ่าและเอกสารการพำนักให้

นายเอฯ ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเข้าใจโดยสุจริตว่าสถานประกอบการดังกล่าวได้ดำเนินการต่อวีซ่าให้เรียบร้อยแล้ว กระทั่งภายหลังเมื่อเกิดคดี และเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบหนังสือเดินทางและวีซ่า จึงพบว่ายังไม่มีการดำเนินการต่อวีซ่าตามที่เคยแจ้งไว้ โดยเพิ่งทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวหลังได้รับหนังสือเดินทางคืนจากสถานประกอบการดังกล่าว

นายเอฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบถามพบว่า ไม่ได้มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว แต่ยังมีผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการเดียวกันอีกประมาณ 11 คน ที่ยังไม่ได้รับการดำเนินการต่อวีซ่าหรือเอกสารการพำนักเช่นเดียวกัน

ภายหลัง นายเอฯ ได้ปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายและพยายามดำเนินการเข้าพบสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอต่อวีซ่าตามขั้นตอน แต่ได้รับคำแนะนำว่าจำเป็นต้องให้ทนายความหรือผู้มีความรู้ทางกฎหมายดำเนินการยื่นเรื่องและเอกสารประกอบ จึงทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการต่อวีซ่าได้แล้วเสร็จ

ด้วยเหตุนี้ นายเอฯ จึงได้เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน รวมถึงยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือต่อสมาคมไทย–เนปาล ซึ่งภายหลังทางสมาคมไทย–เนปาลได้เร่งเข้าช่วยเหลือและติดตามประสานงานในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการทางกฎหมาย และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ นายเอฯ ยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายทุกขั้นตอน โดยหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

ประจวบคีรีขันธ์ – “ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

วันที่ 14 พ.ค.69 นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด บรรยายสรุปพร้อมต้อนรับคณะของดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยนายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน นายบรรดิษฐ์ ไวยมิตรา หัวหน้ากองควบคุมการปฏฺิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางน้ำให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ณ ท่าเทียบเรือ C

ในการนี้ นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ได้ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลเชิงเทคนิค โดยประเด็นสำคัญในการหารือมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า และการวางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งสินค้าหนักและวัตถุ ดิบทางอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการพัฒนาท่าเรือในอนาคต

“ท่าเรือประจวบ” ได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือพาณิชย์เอกชนที่มีความสำคัญระดับประเทศ ด้วยศักยภาพการในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Vessel) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจร ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้าทั่วไป ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน นับเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งทะเลอ่าวไทย


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0624644468

อำเภอแม่สะเรียง รายงานเหตุด่วนสาธารณภัย(อุทกภัย) น้ำป่าไหลหลากพัดคอสะพานขาด

อำเภอแม่สะเรียง รายงานเหตุด่วนสาธารณภัย(อุทกภัย) น้ำป่าไหลหลากพัดคอสะพานขาด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 11:00 น. อำเภอแม่สะเรียงได้รับรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ กรณีเกิดเหตุฝนตกหนักเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นเหตุให้น้ำป่าไหลหลากกัดเซาะคอสะพานท่อลอดเหลี่ยม (เส้นทางรอง) เชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 108 – บ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนขาดชำรุดเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรของราษฎรบ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ซึ่งมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 165 ครัวเรือน รวม 347 คน โดยปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวยังไม่สามารถใช้สัญจรผ่านได้ตามปกติ เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 70,000 บาท

การดำเนินการในระดับพื้นที่ดังนี้

  1. การช่วยเหลือเบื้องต้น: องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและอยู่ระหว่างประสานงานเครื่องจักรกลเพื่อเข้าดำเนินการซ่อมแซมคอสะพานให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
  2. การรายงานเหตุต่อจังหวัด: นายอำเภอแม่สะเรียง ในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้รายงานเหตุด่วนสาธารณภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด เพื่อพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณและการช่วยเหลือเป็นไปตามระเบียบของทางราชการต่อไป

มาตรการเฝ้าระวัง: อำเภอแม่สะเรียงได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน

สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตือนรับมือฝนตกหนัก

สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกาศเตือนให้พร้อมรับมือฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำปายเริ่มเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมรับมือฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน โดยในวันนี้ (14 พ.ค.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน ฉบับที่ 3 (63/2569) (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14-18 พฤษภาคม 2569) ระบุว่า ในช่วงวันที่ 14-18 พ.ค. 69 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่าง จะเคลื่อนขึ้นไปปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

ทางด้าน สถานีตรวจวัดระดับน้ำบ้านท่าโป่งแดง ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน รายงานผลการวัดระดับน้ำในวันนี้ ว่า วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 Sw.5A เวลา 06.00 น.ระดับน้ำ 0.32 ม. ปริมาณน้ำฝน 17.2 ม.ม. โดยระดับน้ำจากปกติ อยู่ที่ ระดับ 0.00 ม.ปัจจุบันเพิ่มขึ้น 32 เซนติเมตร เนื่องจากเกิดฝนตกและน้ำในแม่น้ำปายเพิ่มระดับสูงขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลกระทบหรือท่วมพื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำปายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามหากยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ อาจจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่ น้ำปายเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง และอาจจะเพิ่มจนท่วมสองฟากฝั่งแม่น้ำที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลปางหมู และ ตำบลท่าโป่งแดงได้ จึงเตือนให้ประชาชนเฝ้าติดตามการรายงานของสถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน อย่างใกล้ชิด


ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

สาวพยาบาลโคราชปล่อยโฮ หลังแจ้งความทองหายเกลี้ยงกว่า 8 บาท กลางงานสงกรานต์ย่าโม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ผ่านมา 1 เดือนคดียังเงียบ

สาวพยาบาลโคราชปล่อยโฮ หลังแจ้งความทองหายเกลี้ยงกว่า 8 บาท กลางงานสงกรานต์ย่าโม มูลค่ากว่า 6 แสนบาท ผ่านมา 1 เดือนคดียังเงียบ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.ธันยลักษณ์ ธัญญ์ภัทรนนท์ อายุ 48 ปี อาชีพพยาบาลแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลมหาราช ชาว ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา หลังทรัพย์สินทองรูปพรรณและพระเลี่ยมทองรวมมูลค่าประมาณ 648,000 บาท สูญหายระหว่างไปร่วมงานสงกรานต์บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ “ย่าโม” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา

โดย น.ส.ธันยลักษณ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งไทรอยด์ จึงนำทองรูปพรรณทั้งหมดมารวมเก็บไว้ เพื่อเตรียมมอบให้ลูกดูแลในช่วงผ่าตัด แต่เนื่องจากที่บ้านอยู่กันเพียง 2 คนแม่ลูก และเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงพกทรัพย์สินทั้งหมดติดตัวไว้ในกระเป๋าสะพายตลอดเวลา กระทั่งวันเกิดเหตุ ได้ไปส่งลูกบริเวณลานย่าโม ก่อนพบว่ามีพิธีสรงน้ำพระ จึงเดินเข้าไปร่วมกิจกรรม แต่หลังเสร็จงานกลับพบว่ากระเป๋า ซึ่งเก็บทองรูปพรรณไว้ได้สูญ หายไปทั้งใบ

ทรัพย์สินที่หายประกอบด้วย สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง 1 เส้น, สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น, สร้อยทองรูปพรรณหนัก 3 บาท 1 เส้น, แหวนทองฝังพลอยประมาณ 5 เม็ด 1 วง, พระพิฆเนศเลี่ยมทอง 1 องค์, สร้อยทองลายโซ่หนัก 1 สลึง จำนวน 3 เส้น, สร้อยข้อมือทองหนัก 1 สลึง 1 เส้น เหตุเกิดบริเวณถนนด้านหลังประตูชุมพล เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เวลาประมาณ 18.40 น. วันที่ 13 เมษายน 2569 โดย ร.ต.อ. ทศพล จิตต์สูงเนิน รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองนครราชสีมา รับแจ้งความไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายเผยว่า ขณะนี้ผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่คดียังค่อนข้างเงียบ ยังไม่มีความคืบหน้าในการติดตามทรัพย์สินคืน จึงอยากฝากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเร่งติดตามคนร้าย เพราะทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของมีค่าที่แม่ก่อนเสียชีวิตสะสมมาทั้งชีวิตมอบให้ และมีคุณค่าทางจิตใจต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา โดย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครราชสีมา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ และความร่วมมือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา โดยนางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) เพื่อพัฒนาบุคลา กร ของเทศบาลนครนคราชสีมา หลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุ” และหลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการปฏิบัติงานด้านการเงิน และการคลัง” โดยมีบุคลากรของเทศบาลนครนครราชสีมาที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับพัสดุ การเงิน และการคลัง รวมถึงผู้บริหารทุกระดับเข้ารับการอบรมทั้ง 2 หลักสูตร จำนวน 300 คน ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมจำนวน 2 วัน ระหว่างวันที่ 14 -15 พฤษภาคม 2569

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุ การเงิน และการคลังเป็นอย่างมาก โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ เสริมสร้างทักษะ และความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เข้าใจวินัยการเงิน การคลัง และการพัสดุที่ชัดเจน ลดข้อผิดพลาด และข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน อันจะนำพาให้เทศบาลนครนครราชสีมาไปสู่องค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำระดับประเทศต่อไป

นางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) กล่าวว่า การฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรของ สตง.ภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา ถือเป็นการทำงานเชิงรุกด้านการป้องกันการทุจริต ลดความเสี่ยงทางวินัยของในบุคลากรหน่วยงานภายนอก อีกทั้งบุคลากรของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ร่วมเป็นคณะวิทยากรยังได้พัฒนาความรู้ สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเพิ่มทักษะในการสื่อสาร และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน่วยงานภายนอก

โดยการฝึกอบรมมีทั้งการบรรยายให้ความรู้ใหม่ๆ การเสวนา และให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อซักถามในประเด็นปัญหาของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการเชื่อมโยงกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีรวมถึงหนังสือสั่งการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เข้ารับการอบรมเห็นภาพที่ชัดเจนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน


กันตินันท์ รายงาน

ชาวบ้านโอด ถูกช้างป่าบุกทำลายประตูรั้วพังยับ

นครนายก – กล้องวงจรปิดจับภาพ ช้างป่าเขาใหญ่ลงมาหาอาหารในพื้นที่ตำบลสาริกา พังประตูรั้วชาวบ้านได้รับความเสียหายก่อนจะเดินทะลุสวนกลับขึ้นเขา

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 19.39 น. กล้องวงจรปิดจับภาพช้างป่าจากเขาใหญ่เดินลงมาหาอาหารที่บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยพยายามจะเดินผ่านบ้านเรือนประชาชน ที่มีประตูเหล็กปิดกั้นไว้ ช้างป่าได้ดันประตูเหล็กจนล้มพังได้รับความเสียหายแล้วเดินผ่านเข้าไปในบ้านและเดินทะลุออกสวนด้านหลังกลับขึ้นเขาไปโดยไม่ได้ทำร้ายใคร มีแต่ประตูรั้วและกำแพงด้านหลังที่ได้รับความเสียหาย

จากการสอบถาม คุณนุ้ย ผู้ดูแลบ้านสวน ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อช่วงค่ำของเมื่อคืนช้างป่าตัวนี้ได้ลงมาหาอาหารกินและอาจจะถูกชุดผลักดันช้างไล่ให้กับขึ้นเขาเหมือนเดิม โดยอาจจะเดินกลับขึ้นทางเก่าที่เคยเดินผ่าน และได้เดินผ่านในช่องทางนี้มาก่อน โดยเมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อนก็ลงมาบ้านสวนแห่งนี้บ่อย มี 5-6 ครั้ง ซึ่งช้างป่าตัวนี้ ไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่ไม่ใช่เจ้าพลายสาริกา เพราะเจ้าพลายสาริกาไม่มีนิสัยดุร้ายแล้วก็ไม่ทำลายข้าวของ ส่วนการเฝ้าระวังในตอนนี้ก็มีชุดผลักดันช้างป่าที่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด แต่ก็อาจจะต้องพึ่งตัวเองในบางส่วน เช่น ต้องซื้อประทัดมาจุดไล่เองก่อน หากชุดผลักดันช้างป่ายังมาไม่ถึง ส่วนค่าความเสียหายของประตูเหล็กนี้ ก็อยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าบาท ก็ได้แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทราบถึงความเสียหายในครั้งนี้แล้ว


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

แต้มบุญยังเหลือ หนุ่ม 36 ปี เช็ดกระจกพลาดลื่นหงายหลัง โชคดีหัวไม่ฟาดขอบบ่อ เจ็บเล็กน้อย

นครนายก – แต้มบุญยังเหลือ หนุ่ม 36 ปี เช็ดกระจกพลาดลื่นหงายหลัง โชคดีหัวไม่ฟาดขอบบ่อ เจ็บเล็กน้อย

คลิปกล้องวงจรปิดจับภาพ เจ้าของบ้านขึ้นเหยียบขอบบ่อปลาคาร์ฟเพื่อเช็ดกระจกหน้าต่าง แต่ระหว่างกำลังเช็ดกระจกอยู่นั้น เกิดพลาดลื่นหงายหลังโชคดีตกลงในน้ำ หัวเฉียดขอขอบบ่อไปนิดเดียว จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 85/40 หมู่ 1 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จ.นครนายก ได้พบกับนายอุดม ชุมประเสริฐ อายุ 36 ปี (ลุงอิ๊ฟ แคปหมู) มีอาชีพทำแคปหมูขาย ซึ่งเป็นคนในคลิปได้พาผู้สื่อข่าวดูจุดที่ตัวเองลื่น ซึ่งเป็นบริเวณข้างบ้านติดกับหน้าต่าง ถูกต่อเติมเป็นบ่อปลาคาร์ฟ มีความสูงประมาณ 1 เมตร ความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร

จากการสอบถาม นายอุดม ชุมประเสริฐ เจ้าของบ้านเล่าว่าตนได้ปีนขึ้นบนขอบบ่อปลาเพื่อไปเช็ดกระจก ระหว่างที่เพลิดเพลินกับการเช็ดกระจกอยู่นั้น เกิดพลาดลื่นหงายหลังลงบ่อปลาพอดี โชคดีที่หัวไม่โดนขอบบ่อ ไม่งั้นจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้เลย ได้รับบาดเจ็บแค่ที่ก้นนิดหน่อยเอง ซึ่งภรรยาของนายอุดมบอกว่า ดูคลิปกี่ครั้งก็อดที่จะขำไม่ได้ ต่อไปคงต้องให้ระวังมากกว่านี้


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ส่งมอบบ้าน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเชิดชูเกียรติทหารกล้า พลทหาร นรินทร์ เงาไพร หลังเสียสละเพื่อชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ส่งมอบบ้าน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และเชิดชูเกียรติทหารกล้า พลทหาร นรินทร์ เงาไพร หลังเสียสละเพื่อชาติ

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบบ้านพักอาศัยหลังใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้แก่ครอบครัว พลทหาร นรินทร์ เงาไพร สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ

โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 ชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อก่อสร้างบ้านที่มั่นคง แข็งแรง และถูกสุขลักษณะทดแทนหลังเดิม โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการเพียง 67 วัน

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลผู้เสียสละและครอบ ครัวให้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและภาคภูมิใจของพี่น้องชาวพิมายที่ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารกล้าในครั้งนี้

#กองทัพบก #RTA #กองทัพภาคที่2 #อำเภอพิมาย #จังหวัดนครราชสีมา #ทหารกล้า #ทหารชายแดน #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

“โฆษกยกนิ้ว” ด.ต.ศุภมิตร ตำรวจสิงห์บุรี อดทนอดกลั้น แอดมินเพจยั่วยุ ยืนหยัดทำหน้าที่จนสโตรก “ผบ.ตร.” กำชับดูแลการรักษาและสวัสดิการ

“โฆษกยกนิ้ว” ด.ต.ศุภมิตร ตำรวจสิงห์บุรี อดทนอดกลั้นแอดมินเพจยั่วยุ ยืนหยัดทำหน้าที่จนสโตรก “ผบ.ตร.” กำชับดูแลการรักษาและสวัสดิการ

วันนี้ (28 เมษายน 2569) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบรางวัล “โฆษกยกนิ้วให้” ให้กับ ด.ต.ศุภมิตร พวงประเสริฐ ผู้บังคับหมู่ งานจราจร สภ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ที่ปฏิบัติหน้าบังคับใช้กฎหมายจราจรเรื่องความเร็วเกินกำหนด ลดการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ อดทนต่อความเจ็บใจและแรงกดดันจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก หรือ สโตรก จากกรณีแอดมินเพจหนึ่งไลฟ์กดดันการปฏิบัติหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2568

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ด.ต.ศุภมิตรฯ ปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติตำรวจ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก” โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางอากาศร้อนจัด กลับมีผู้ไม่ประสงค์ดีถ่ายคลิปวิดีโอ ไลฟ์สดยั่วยุกดดันอยู่นาน แต่ทาง ด.ต.ศุภมิตรฯ ได้ใช้ความอดทนอดกลั้น ปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีลักษณะของการที่จะตอบโต้ และยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ภาวะกดดันในตอนนั้นทำให้ เกิดความเครียด เกิดอาการสโตรก จนล้มลงไป ซึ่งปัจจุบันยังพักรักษาตัวอยู่ ยังมีอาการซีกขวาอ่อนแรง

จากความมุ่งมั่น อดอทน ไม่หวั่นไหวต่อการปฏิบัติหน้าทีของ ด.ต.ศุภมิตรฯ ครั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณามอบรางวัล “โฆษกยกนิ้ว” ให้ ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องจริง เหตุการณ์จริงที่เผยแพร่ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ เห็นการทำงานจริงของตำรวจที่ต้องเผชิญความกดดันหลากหลายรูปแบบ และทำหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วน เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เห็นภาพของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อดทนอดกลั้น สมตามอุดมคติของตำรวจ

ในส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุนั้น พนักงานสอบสวน สภ.พรหมบุรี ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในหลายข้อหา อาทิ ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ให้ได้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฎิบัติหน้าที่ ฯลฯ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการการพิจารณาของอัยการ โดยยืนยันว่าการทำสำนวนเป็นไปตามพยานหลักฐานและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝากให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และกำชับดูแลเรื่องการรักษา และสวัสดิการต่าง ๆ แก่ ด.ต.ศุภมิตรฯ ให้ดีที่สุด

#โฆษกยกนิ้ว #ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice