“รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช” นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.37 และ ร.17 พัน.3 เตรียมความพร้อมรับทหารใหม่ผลัด 1/69 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย

“รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช” นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.37 และ ร.17 พัน.3 เตรียมความพร้อมรับทหารใหม่ผลัด 1/69 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย

โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 ยกระดับมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับทหารใหม่ โดยล่าสุดทีมเวชกรรมป้องกันได้ลงพื้นที่นิเทศหน่วยฝึกทหารใหม่ ทั้งในส่วนของมณฑลทหารบกที่ 37 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 เพื่อวางรากฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด ก่อนการเข้าประจำการของทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/69

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมแพทย์ทหารได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการวางระบบเฝ้าระวังและป้องกันการบาดเจ็บจากความร้อน หรือโรคลมร้อน ซึ่งมีการตรวจสอบทั้งระบบการราย งานสภาพอากาศ และความพร้อมของสถานีระบายความร้อนประจำหน่วยฝึก ควบคู่ไปกับการตรวจประเมินด้านสุขาภิบาลในโรงเลี้ยง โรงนอน และระบบน้ำอุปโภคบริโภค เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในที่พักอาศัยรวมตามหลักการสาธารณสุข

ทั้งนี้ เพื่อให้ทหารใหม่ทุกนายมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยผลการนิเทศในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และหน่วยฝึกทุกแห่งมีความพร้อมครบถ้วนตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 เยี่ยมบ้านทหารกองเกิน ก่อนเข้ากองประจำการ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 ในวันที่ 1 พ.ค. 69

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 เยี่ยมบ้านทหารกองเกิน ก่อนเข้ากองประจำการ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 ในวันที่ 1 พ.ค. 69

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 69 เวลา 14.00 น. พันเอกประณต ศิริพันธ์ เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37/จิตอาสา 904 ฃ พร้อมด้วย หน่วยฝึกนักศึกษาวิทชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 37, ฝ่ายสรรพกำลังมณฑลทหารบกที่ 37, สัสดี อำเภอแม่จัน จว.ช.ร., สัสดีอำเภอเชียงแสน จว.ช.ร., ชุดแพทย์เคลื่อนที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และ ครูฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 เยี่ยมบ้านทหารกองเกินก่อนเข้ากองประจำการผลัดที่ 1 ประจำปี 2569 ของหน่วย มณฑลทหารบกที่ 37 เพื่อให้กำลังใจ และสอบถามปัญหาของครอบครัว ทั้งนี้เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37/จิตอาสาพระราชทาน 904 ได้มอบสิ่งของอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น โดยชุดแพทย์เคลื่อนที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช เข้าทำการตรวจสุขภาพของครอบครัวทหารกองเกิน จำนวน 2 ครอบครัว ได้แก่ 1.นาย ธนวัตร ธงลังการ ซึ่งครอบครัวมีฐานะยากจน และบิดาเสียชีวิต, 2.นาย ธนันชัย มูลสรรดู่ ซึ่งครอบครัวมีฐานะยากจน

ทั้งนี้การตรวจเยี่ยมบ้านทหารกองเกินก่อนเข้ากองประจำการและให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่กองทัพมีต่อกำลังพลและครอบครัว ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมส่งกำลังใจให้ทหารกองเกินทุกนายปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ เป็นกิจกรรมที่หน่วยทหาร มณฑลทหารบกที่ 37 ดำเนินการเพื่อพบปะครอบครัวทหารใหม่ สร้างความมั่นใจ ลดความกังวล แจ้งสิทธิประโยชน์ แนะนำเรื่องเงินเดือน, สวัสดิการ, การรักษาพยาบาล, และโอกาสในการศึกษาต่อหรือสอบเป็นนักเรียนนายสิบ และเตรียมความพร้อมด้านสภาพร่างกาย/จิตใจ ก่อนรายงานตัวเข้ากองประจำการตามผลัดที่กำหนดต่อไป


นที มีเดช รายงาน

คืบหน้าคดี สูติบัตรทิพย์ โคราช สอบพยานแล้ว 4-5 ปาก พบผู้เกี่ยวข้อง 27 ราย คาดส่งสำนวน ป.ป.ช. ต้นเดือนหน้า

นครราชสีมา – คืบหน้าคดี สูติบัตรทิพย์ โคราช สอบพยานแล้ว 4-5 ปาก พบผู้เกี่ยวข้อง 27 ราย คาดส่งสำนวน ป.ป.ช. ต้นเดือนหน้า

ความคืบหน้ากรณี ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่งานทะเบียนของเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง ที่ สภ.เมืองนคร ราชสีมา หลังตรวจพบทุจริตในงานทะเบียนราษฎร มีพฤติการณ์ปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้บุคคลต่างชาติเป็นขบวนการ และเรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาทนั้น

ล่าสุด วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจัง หวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายสืบสวนได้ลงพื้นที่หาข้อมูลเชิงลึก พร้อมรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประกอบในสำนวนคดี

เบื้องต้นพบผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการดังกล่าวจำนวน 27 ราย และได้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วประมาณ 4-5 ปาก ซึ่งทุกปากคำล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างเรียกพยานเพิ่มเติม รวมถึงรวบรวมเอกสารหลักฐานสำคัญ เพื่อให้คดีมีความรัดกุมมากที่สุด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้มีกระแสข่าวว่าลักษณะการกระทำผิดอาจเกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลอื่น แต่หากหน่วยงานใดตรวจพบความผิดปกติ ขอให้นำข้อมูลมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎ หมายทันที สำหรับความยากง่ายของคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าเป็นคดีที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการปกติ เพียงแต่เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากถึงประชาชน หากพบเบาะแสหรือสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีอาญา หรือบุคคลต่างชาติที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง หรือโทรแจ้งสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม คาดว่าการรวบรวมพยานหลักฐานและจัดทำสำนวนคดี จะแล้วเสร็จและส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาได้ ไม่เกินช่วงต้นเดือนหน้า เพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

มทบ.13 มอบเมล็ดพันธุ์พืชโครงการทหารพันธุ์ดีให้กับพลทหารปลดประจำการ

จังหวัดลพบุรี – มณฑลทหารบกที่ 13 ลพบุรี ประกอบพิธีมอบเมล็ดพันธุ์พืชจาก โครงการ “ทหารพันธุ์ดี” แก่พลทหารที่จะปลดประจำการ พร้อมได้กระทำพิธีปลดปล่อยทหารกองประจำการ อวยพรให้ทหารกองหนุนทุกคนโชคดี และขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าทุกคนยังคงเป็นทหารที่เป็นกำลังสำคัญยิ่งของชาติ และประชาชน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 พลตรี ธารา เจนตลอด ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 ได้เป็นประธานในการประกอบพิธีมอบเมล็ดพันธุ์พืช ของโครงการทหารพันธุ์ดี ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ สโมสรนายทหารมณฑลทหารบกที่ 13 ภายในมณฑลทหารบกที่ 13 อำเภอเมืองลพบุรี ตามที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชกระแสรับสั่งให้ มณฑลทหารบกที่ 13 ตั้งโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อที่จะให้ทหารกองประจำการที่มีความสนใจด้านการเกษตรได้เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกผักปลอดภัยเข้าร่วมโครงการ หลังจากที่ปลดประจำการไปแล้วจะได้นำความรู้ไปขยายในชุมชนของตัวเอง ทางมณฑลทหารบกที่ 13 จึงได้มอบเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากโครงการให้แก่ทหารกองประจำการที่จะปลดไปขยายพันธุ์ต่อที่บ้านและชุมชน

จากนั้นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 ได้เป็นประธานในการประกอบพิธีปลดปล่อยทหารกองประจำการ รุ่นปี 2567 ผลัดที่ 1 รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 และรุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ซึ่งตัวแทนทหารกองประจำการได้กล่าวถึงความรู้สึกที่เข้ามารับราชการทหาร จากนั้นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ได้มอบสมุดประจำตัวให้กับทหารที่ปลดประจำการในครั้งนี้

นอกจากนี้ยังได้มอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีที่ทหารกองประจำการ ที่สามารถสอบเข้ารับราชการเป็นนักเรียนนายสิบ พร้อมกับได้ให้โอวาทแก่ทหารที่จะปลดประจำการว่าขอให้ทุกนายที่จะปลดไปเป็นทหารกองหนุนทุกคนประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าทุกคนยังคงเป็นทหารที่เป็นกำลังสำคัญยิ่งของชาติ และประชาชน รวมทั้งขอบใจที่ทุกคนมีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ นอกจากนี้ยังได้ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามประสบภัยต่าง ๆ พร้อมกันนี้ก็ขอให้ทุกคนเป็นคนดีของสังคมหลีกเลี่ยงจากยาเสพติด หากมีข่าวของผู้ที่จะไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติก็ขอให้รีบแจ้งมายังหน่วยได้ทุกวันเวลา


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

เทศบาลโพตลาดแก้ว สร้างสวนสุขภาพเพื่อชุมชน ส่งเสริมสร้างสุขในครอบครัว

จังหวัดลพบุรี – เทศบาลตำบลโพตลาดแก้วสร้างสวนสุขภาพเพื่อชุมชนและเป็นการสร้างความสุขความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทุกเพศทุกวัยมาใช้ในการออกกำลังกายผ่อนคลายได้

จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอคัวส่งผลให้ประชาชนต้องทำงานมากขึ้นในการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งทำให้ความสำคัญในเรื่องของการออกกำลังกาย ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดลง นอกจากนี้ในระดับยุวชนผู้ปกครองก็ใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์ในการดูแล ซื้อเวลาให้ผ่านไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ยุวชนที่เติบโตขึ้นมาที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติเป็นคนที่มีความก้าวร้าว สายตาเสีย ร่างกายไม่แข็งแรงเจ็บป่วยง่าย ทั้งนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศชาติไม่ก้าวหน้าเพราะคนในประเทศอ่อนแอ รวมทั้งในเรื่องของความรัก ความผูกพัน ในครอบครัว เพื่อนบ้านห่างไกลกัน

นายสุนันท์ แจ้งวงษ์ นายกเทศมนตรีตำบลโพตลาดแก้ว ได้เล็งเห็นว่า สถาบันครอบครัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่ในพื้นที่ยังคงมีที่ว่างเปล่าสามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ที่จะให้คนในพื้นที่และข้างเคียงมาใช้ประโยชน์ในการออกกำลังกาย รวมทั้งสร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชนมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน พร้อมกับสร้างความสันพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในครอบครัวที่จะมีเวลาให้กันและกัน จึงได้จัดโครงการดำเนินการสร้างสวนสุขภาพขึ้นในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี บนเนื้อที่ 23 ไร่ จากพื้นที่ที่เป็นป่ากก มีน้ำขังเป็นแหล่งแพร่พันธ์ยุง และเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ร้ายต่าง ๆ โดยได้นำพื้นผิวถนนที่รื้อมาถมเป็นคันแล้วขุดดินให้เป็นบ่อเนื้อที่ 10 ไร่ลึกประมาณ 7 เมตรมากลบทับปรับให้ดูสวยงามเป็นระเบียบมีระยะรอบบ่อประมาณ 1 กิโลเมตร

จากนั้นได้แบ่งออกเป็นสถานที่ให้เป็นลานอเนกประสงค์ปูหญ้าเทียมมีรถไฟฟ้าให้กับเด็กเล็กได้มาขับเล่น รวมทั้งเจาะน้ำบาดาลในการทำสวนน้ำและจัดซื้อเครื่องเล่นสไลเดอร์ให้เด็กได้เล่นน้ำที่ทำเป็นบ่อน้ำขนาดเล็กในการให้เด็กได้ฝึกว่ายน้ำเล่น ขณะที่ผู้ปกครองก็สามารถมาออกกำลังกายกับเครื่องออกกำลังกายที่ได้รับการสนับสนุนจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี

นอกจากนี้ยังจัดหาเรือถีบให้ผู้ที่มาได้นั่งเรือถีบในสระน้ำและให้อาหารปลาที่ปล่อยลงในสระน้ำประมาณ 5 หมื่นตัว สำหรับบริเวณรอบสระน้ำดังกล่าวก็สามารถมาใช้ออกกำลังการด้วยการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ รวมทั้งจัดสถานที่จอดรถ ห้องน้ำ ไว้ให้อย่างเป็นสัดส่วนและยังมีพื้นที่ในการนั่งรับประทานอาหารพูดคุยกัน ขณะที่บางวันก็จะมีการนำอาหารมาเลี้ยงให้กับเด็ก ๆ และผู้ปกครองที่เดินทางมาใช้บริการ โดยตั้งชื่อสถานที่ออกกำลังกายแห่งนี้ว่า ”สวนสุขภาพหนองบัวยาว” โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งผู้ที่มาใช้บริการไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น

ทั้งนี้เชื่อว่า ”สวนสุขภาพหนองบัวยาว” จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สถาบันครอบครัวกลับมาอบอุ่น เด็กไม่ติดเกมส์ ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือทั้งวัน ซึ่งการใช้เวลาว่างที่ได้อยู่ร่วมกัน หันมาออกกำลังกาย ก็จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ลดปัญหาเรื่องยาเสพติด การก่ออาชญากรรมโดยเฉพาะเด็กที่ใช้เวลาเล่นกลางแจ้งจะมีทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะการรับรู้ที่ดี เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นพลเมืองดีของสังคม สร้างชุมชนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งพื้นที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์กับเพื่อนและครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

รอง ผบช.ตชด. เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา วันคล้ายวันสถาปนาค่ายนเรศวร ครบรอบ72ปี

รอง ผบช.ตชด. เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา วันคล้ายวันสถาปนาค่ายนเรศวร ครบรอบ72ปี

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พลตำรวจตรี กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาค่ายนเรศวร ครบรอบปีที่ 72 ที่กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่านเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พลตำรวจตรีเสวัจ พิชิตภัย ผู้บังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, หัวหน้าส่วนราชการ, ข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน, ตำรวจภูธร, ท้องถิ่น, ฝ่ายปกครอง, คณะแม่บ้านตำรวจ, ภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่จัง หวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดเพชรบุรีร่วมพิธี

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ขึ้นแท่นรับความเคารพ ตรวจแถวกองเกียรติยศจากกองบังคับการสนับ สนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร จากนั้นได้เป็นประธานประกอบพิธีจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายเครื่องราชสักการะ และพวงมาลัยดอกไม้สด พระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ทั้งนี้ วันที่ 27 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาค่ายนเรศวร เพื่อสดุดีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชของประเทศจนเป็นปึกแผ่นมาถึงปัจจุบัน ในอดีตนั้นได้ทำการฝึกชายฉกรรจ์ให้มีความรู้ความสามารถในการกระโดดร่ม การใช้อาวุธพิเศษ ยุทธวิธีต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย โดยเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2497 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดค่ายนเรศวร และทอดพระเนตรการกระโดดร่ม การสาธิตการฝึกอาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ จึงได้ยึดถือให้วันที่ 27 เมษายน ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาค่ายนเรศวร


/////////// บรรณรต จ.เพชรบุรี

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี เป็นประธานร่วมงานประกวดเพาะกาย FITWHEY CLASSIC 9.0 กับงานกล้ามที่ใหญ่ที่สุดในไทย และแจกรางวัลลูกค้ารวมกว่า 13 ล้านบาท

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี เป็นประธานร่วมงานประกวดเพาะกาย FITWHEY CLASSIC 9.0 กับงานกล้ามที่ใหญ่ที่สุดในไทย และแจกรางวัลลูกค้ารวมกว่า 13 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 เวลา 14.00 น. ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ กทม. : พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ประธานที่ปรึกษาบริษัท FITWHEY ได้ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานร่วมงานประกวดเพาะกาย FITWHEY CLASSIC 9.0 กับงานกล้ามที่ใหญ่ที่สุดในไทย และแจกรางวัลลูกค้ารวมกว่า 13 ล้านบาท

FITWHEY CLASSIC 9.0 กลับมาอีกครั้ง กับงานกล้ามที่ใหญ่ที่สุดในไทย THE BIGGEST MUSCLE EXPO IN THAILAND 25-26 เมษายน 2026 ที่ลานหน้า Central World 25-26 April 2026 at Central World square แจกหนักรวมกว่า 13 ล้านบาท !! 13,000,000 THB GIVEAWAY แจก เถื่อนสุด! เท่าที่เคยมีมา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ใช้ข้อมูล Socio สะท้อนแนวทางปรับตัวภาคเกษตร เน้นผลิตให้คุ้ม ลดสูญเสีย เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง

สศก. ใช้ข้อมูล Socio สะท้อนแนวทางปรับตัวภาคเกษตร เน้นผลิตให้คุ้ม ลดสูญเสีย เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับจำกัด ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ยังเป็นแรงกดดัน รวมถึง ความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ปัจจัยการผลิต การค้า และรายได้ของครัวเรือนเกษตร ภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2567/68 ของ (สศก.) ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่าง 9,200 ครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดครัวเรือนเฉลี่ย 472,886 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 แบ่งเป็นรายได้เงินสดทางการเกษตร 239,435 บาทต่อครัวเรือน และรายได้เงินสดนอกภาคเกษตร 233,451 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่รายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 84,779 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.98 และ รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 318,230 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.22 สะท้อนว่า แม้รายได้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่รายได้จากภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะรายได้จาก พืชเชิงเดี่ยว (Single Crop) และครัวเรือนเกษตรยังต้องพึ่งพารายได้นอกภาคเกษตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง

ด้านรายจ่าย พบว่า รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 154,656 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.82 จากต้นทุนการผลิตพืชที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าสารปราบศัตรูพืช ค่าสารปราบวัชพืช ค่าสารป้องกันโรค/รักษาโรค และค่าฮอร์โมน ขณะที่รายจ่ายเงินสดนอกการเกษตรอยู่ที่ 203,347 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.61 จากค่าอาหาร ค่าแก๊สหุงต้ม และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมี เงินสดคงเหลือก่อนชำระหนี้ หรือเงินออมเบื้องต้นเฉลี่ย 114,883 บาทต่อครัวเรือน ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนเกษตรไทยมีความเปราะบางและล่อแหลมด้านอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ค่าครองชีพ รายได้ภาคเกษตรที่ผันผวนตามราคาและปริมาณผลผลิต รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ดังนั้น แนวทางสำคัญในระยะต่อไป คือ การปรับจากการผลิตที่มุ่งเพิ่มปริมาณเพียงอย่างเดียว ไปสู่การ “ผลิตให้คุ้มขึ้น” โดยคำนึงถึงต้นทุน ผลตอบแทน และความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร (สศก.) เห็นว่า ควรมุ่งไปที่ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรสามารถรับมือกับต้นทุน ค่าครองชีพ และความผันผวนของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

  • โดยแนวทางแรก บริหารต้นทุนให้แม่นยำขึ้น ใช้ข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน และศักยภาพพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ เลือกใช้ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีพลัง งานหมุนเวียน เทคโนโลยีจักรกลเกษตรและดิจิทัล ให้เหมาะกับพืชและพื้นที่ที่ให้ผลตอบ แทนคุ้มค่ากว่า ควบคู่กับการใช้ข้อมูลทางวิชาการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ดินและพืชก่อนใส่ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกช่วงเวลา รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรร่วมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง
  • แนวทางที่สอง ลดความสูญเสีย เพิ่มผลผลิตที่ขายได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน รวมถึงการลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ผ่านการวางแผนเก็บเกี่ยว คัดคุณภาพ บรรจุ ขนส่ง และเก็บรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่ายหรือมีราคาผันผวน เพื่อเพิ่มผลผลิตสุทธิที่สามารถจำหน่ายได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกหรือเพิ่มต้นทุนมากเกินไป
  • แนวทางที่สาม สร้างความหลากหลายของรายได้ ลดความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพารายได้จากพืชหรือกิจกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงด้วยพืชเสริม พืชระยะสั้น หรือกิจกรรมเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และตลาด ตลอดจนรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อร่วมจัดซื้อปัจจัยการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ (สศก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงนโยบาย ข้อมูล Socio สามารถใช้เป็นฐานสำคัญในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งการลดต้นทุน การพัฒนาบริการทางการเกษตร การส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ การยกระดับทักษะแรงงานเกษตร และการสนับสนุนการรวมกลุ่ม เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ ตลาด และต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อมูล Socio ชี้ให้เห็นว่า การยกระดับรายได้ของเกษตรกรในระยะต่อไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผลิตให้คุ้มขึ้น ใช้ทรัพยากรให้แม่นยำขึ้น ลดความสูญเสีย และบริหารรายได้ให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ (สศก.) อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจข้อมูลต่อเนื่องในปีเพาะปลูก 2568/69 ในพื้นที่ 74 จังหวัด จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายเกษตรของประเทศต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร และ ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดร.แก้ว” ร่วมคณะวปอ.64 เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ พ่ออุบล ขุนศิริยะ พ่อเทพสุ เลขาฯ ปปง.

”ดร.แก้ว“ ร่วมคณะวปอ.64 เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ พ่ออุบล ขุนศิริยะ พ่อเทพสุ เลขาฯ ปปง.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ วัดธรรมมิการามวรวิหาร อ.เมือง จ.ประจวบ คีรีขันธ์ : ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือดร.แก้ว วปอ.64 ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร /อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม /อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, /ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี /ผู้ก่อตั้งเพจ ”ดร.แก้วช่วยได้“ เดินทางร่วม คณะนักศึกษาหลักสูตรการป้อง กันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64 เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ คุณพ่ออุบล ขุนศิริยะ บิดาของ นายเทพสุ บวรโชติ ดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความอาลัย จากญาติพี่น้อง รวมถึงผู้เคารพนับถือที่เดินทางมาร่วมแสดงความ เสียใจอย่างต่อเนื่อง


กองทัพไทย ร่วมรำลึกวีรชนสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องในวัน ANZAC Day ณ ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี

กองทัพไทย ร่วมรำลึกวีรชนสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องในวัน ANZAC Day ณ ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พลตรี ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผูัอำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ร่วมพิธีวางพวงมาลาในนามกองทัพไทย เนื่องในพิธีรำลึกวันทหารผ่านศึกเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ANZAC Day) ประจำปี 2569 ณ ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในช่วงเช้าตรู่ เวลา 05.00 น. ตามคำเชิญของ H.E. Dr Angela Macdonald, PSM เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย และ H.E. Mr Jonathan Kings เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เพื่อร่วมรำลึกถึงความเสียสละของทหารผ่านศึกชาวออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตจากการสร้างทางรถไฟสายมรณะในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 2

การเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของผู้เสียสละในอดีตแล้ว ยังเป็นกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และประเทศพันธมิตรอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน