1,000 บาท ข้ามสะพานไปสมุยคุณไหวไหม?

ถ้าคุณต้องควักกระเป๋า 1,000 บาท เพื่อขับรถขึ้นสะพานข้ามทะเลไปเกาะสมุย ใช้เวลาเพียง 20 นาที จากที่เคยนั่งเฟอร์รี่ 2 ชั่วโมง… คุณจะจ่ายไหม?

1. เมกะโปรเจกต์ 7.4 หมื่นล้าน “ลดเวลาแต่เพิ่มต้นทุนผู้ใช้”การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง วงเงินลงทุน 74,044 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดเริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้งานได้ปลายปี 2576 ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ 1,000 บาท/เที่ยว คำถามคือ… ราคานี้ประชาชนไหวไหม?

2. การตัดสินใจของผู้ใช้ “เวลา VS ค่าใช้จ่าย”ปัจจุบันการเดินทางโดยเฟอร์รี่มีค่าใช้จ่ายรวมรถยนต์และคนขับประมาณ 550 บาท ส่วนผู้โดยสารต้องจ่าย 170 บาท/คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (รวมเวลารอเรือ) หากเปิดใช้สะพาน ผู้ใช้จะต้องตัดสินใจระหว่าง “จ่ายเพิ่มเพื่อประหยัดเวลา” หรือ “ประหยัดเงินแต่ใช้เวลามากกว่า” ในเชิงทฤษฎี การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับ “มูลค่าของเวลา” ของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างตามระดับรายได้ และวัตถุประสงค์การเดินทาง รวมทั้งจำนวนผู้ร่วมเดินทาง

3. ค่าผ่านทาง 1,000 บาท “สูงหรือต่ำ? เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ”การกำหนดค่าผ่านทางสะพานขนาดใหญ่ในต่างประเทศมีความแตกต่างตามต้นทุนและรายได้ประชากร

  1. สะพาน Akashi Kaikyo ในญี่ปุ่น ความยาวประมาณ 3.9 กิโลเมตร เป็นสะพานแขวนที่มีช่วงกลางยาวที่สุดในโลก มีโครงสร้างขนาดมหึมาในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ ประมาณ 470 บาท ถ้าชำระด้วย ETC (Electronic Toll Collection) เพื่อลดการจราจรติดขัดที่หน้าด่านเก็บเงิน จะลดลงเหลือประมาณ 185 บาท… เทคโนโลยีระดับโลกยังถูกกว่า 1,000 บาท
  2. สะพาน Hong Kong-Zhuhai-Macao ในจีน เชื่อม 3 เขตปกครอง ระยะทาง 55 กิโลเมตร (สะพาน+อุโมงค์) ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ ประมาณ 670 บาท… โครงการระดับโลก แต่ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาท

4. จำเป็นต้องเก็บ 1,000 บาท หรือไม่?โครงการนี้ ถ้าจะหวังให้เอกชนลงทุน 100% (ยกเว้นค่าเวนคืน) เช่นเดียวกับทางด่วนบางสายในกรุงเทพฯ คงยาก เพราะโอกาสได้กำไรแทบมองไม่เห็น เนื่องจากเงินลงทุน ค่าดำเนินงานและค่าบำรุงรักษาสูง แต่ถ้าจะให้เอกชนร่วมลงทุนบางส่วนนั้น เป็นไปได้ ซึ่งอาจทำให้ค่าผ่านทางสูงกว่า 1,000 บาท เพื่อความคุ้มทุนของเอกชนด้วยเหตุนี้ รัฐจึงควรพิจารณาลงทุนเองทั้งหมด 100% เช่นเดียวกับทางด่วนหรือรถไฟฟ้าบางสายในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาท ก็ได้

5. ความเหลื่อมล้ำทางนโยบายยกตัวอย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน วงเงินลงทุน 64,109.57 ล้านบาท รัฐลงทุนเองทั้งหมด 100% อีกทั้ง ยังช่วยอุดหนุนค่าโดยสาร โดยเก็บ 20 บาทตลอดสาย ขณะที่คนใต้จะข้ามไปเกาะสมุยต้องจ่ายถึง 1,000 บาท หรือรอเฟอร์รี่เหมือนเดิมหากรัฐสามารถลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วงกว่า 6 หมื่นล้านบาทในกรุงเทพฯ และให้ผู้โดยสารจ่าย 20 บาทได้ รัฐย่อมสามารถลงทุนสะพานสมุยกว่า 7 หมื่นล้านบาท และให้ผู้ใช้บริการจ่ายในราคาที่ถูกกว่า 1,000 บาทได้เช่นกัน หากใช้ “มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ”

6. สรุป

สะพานเชื่อมเกาะสมุยคือความสะดวก รวดเร็วที่หลายคนอยากได้ แต่คำถามคือ… ราคาที่ต้องจ่ายเหมาะสมไหม?ค่าผ่านทาง 1,000 บาท แต่ใช้เวลาเพียง 20 นาที คุณจะจ่ายไหม? คอมเมนต์บอกกันหน่อย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

สะพานข้ามเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ มีพอหรือยัง?

ทุกครั้งที่รถติดหน้าทางขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คำตอบที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยที่สุดคือ “ต้องสร้างสะพานเพิ่ม”ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามีบทบาทสำคัญในการเชื่อม “เมืองสองฝั่ง” ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี

สะพานไม่ได้แค่พาคนข้ามน้ำ แต่มันพาเศรษฐกิจ การลงทุน และมูลค่าที่ดินข้ามไปด้วยคำถามคือ วันนี้… สะพานในกรุงเทพฯ มีพอหรือยัง?

1. วันนี้กรุงเทพฯ มีสะพานรถยนต์ข้ามเจ้าพระยากี่แห่ง?ปัจจุบัน กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสะพานรถยนต์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 23 แห่ง (ไม่รวมสะพานรถไฟ และรถไฟฟ้า แต่รวมสะพานทางด่วน)สะพานเป็นตัวเปลี่ยนเกมจราจร เช่น สะพานพระราม 8 ช่วยระบายรถจากฝั่งธนเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน แบ่งเบาปริมาณรถบนสะพานพระปิ่นเกล้า และสะพานกรุงธน ส่วนสะพานพระราม 7 ช่วยแก้คอขวดฝั่งธนบุรี เป็นต้นแต่กว่าที่สะพานใดสะพานหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานนับสิบปี ต้องผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การเวนคืนที่ดิน การคัดค้านจากชุมชน การออกแบบให้ไม่กระทบทัศนียภาพแม่น้ำ และสุดท้าย… ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท

2. “เกียกกาย” สะพานใหม่กำลังมา เป้าหมายของสะพานเกียกกายคือ รองรับการพัฒนาพื้นที่รัฐสภา (อันที่จริง สะพานได้รับการวางแผนก่อนมีแนวคิดที่จะสร้างสภาฯ ใหม่ที่เกียกกาย) เปิดทางเลือกการเดินทางใหม่ และลดปริมาณรถบนสะพานพระราม 8 สะพานกรุงธน และสะพานพระราม 7 ขณะนี้ กทม.กำลังก่อสร้างสะพานเกียกกาย เชื่อมฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร (ถนนเกียกกาย-รัฐสภาใหม่) เป็นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาด 6 ช่องจราจร และก่อสร้างทางยกระดับขนาด 4-6 ช่องจราจร เริ่มจากถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ ข้ามถนนจรัญสนิทวงศ์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านแยกเกียกกาย ถนนทหาร และแยกสะพานแดง ความยาวประมาณ 2.9 กม. วงเงินลงทุน 2,527 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ประมาณกลางปี 2571ทุกครั้งที่เปิดใช้สะพานใหม่ การจราจรจะดีขึ้นช่วงหนึ่ง แต่ไม่นาน… รถก็เต็มอีกครั้ง คำถามคือปัญหาอยู่ที่ “จำนวนสะพาน” หรืออยู่ที่ “ปริมาณรถที่เพิ่มไม่หยุด”?

3. สะพานข้ามเจ้าพระยาในอนาคต “ที่ไหนจะสร้าง? ที่ไหนยกเลิก?” สะพานไม่ใช่แค่โครงสร้างคอนกรีต แต่คือหัวใจของการเดินทางและการพัฒนากรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ ยังมีแนวคิดที่จะก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อรองรับเมืองที่ขยายตัวไปทางเหนือและตะวันตกกทม.มีแผนที่จะก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 4 แห่ง แต่ถึงวันนี้ ถูกชะลอไป 1 แห่ง ยกเลิกไป 2 แห่ง คาดว่าจะได้สร้างเพียง 1 แห่ง เท่านั้น

  1. สะพานบริเวณถนนราชวงศ์-ถนนท่าดินแดง (ชะลอโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้าน)
  2. สะพานบริเวณถนนลาดหญ้า-ถนนมหาพฤฒาราม (ยกเลิกโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้าน)
  3. สะพานบริเวณถนนจันทน์-ถนนเจริญนคร (ยกเลิกโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้านจากประชาชนอย่างรุนแรง และพื้นที่การก่อสร้างได้ทำการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแล้ว)
  4. สะพาน “คนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” บริเวณถนนเชียงใหม่-ถนนทรงเสริม (คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571 แล้วเสร็จในปี 2573)ประวัติศาสตร์เมืองทั่วโลกบอกเราว่า เมื่อมีถนนหรือสะพานเพิ่ม “ปริมาณรถจะเพิ่มตาม” (Induced Demand) สะพานใหม่อาจช่วยระบายรถในระยะสั้น แต่ถ้าไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่แข็งแรง รถยนต์ส่วนตัวจะยังเป็นคำตอบหลักของคนเมืองสุดท้าย สะพานก็จะเต็มอีกครั้ง คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ควรสร้างสะพานเพิ่มไหม?” แต่คือ “กรุงเทพฯ อยากเป็นเมืองแบบไหน?”เป็นเมืองที่พึ่งพาระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก หรือพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก?

3. สรุป “พอหรือยัง?”

วันนี้กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง แต่รถติดก็ยังคงเป็นปัญหาหลักของคนกรุงถามว่า สะพานจำเป็นไหม? ตอบว่า จำเป็น

ถามว่า สะพานช่วยไหม? ตอบว่า ช่วย และถามว่า “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพอหรือยัง?” หลายคนคงตอบว่า “ยังไม่พอ”แต่คำถามที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพอหรือยัง?” แต่ควรเป็น “เราจะจัดการการเดินทางของคนกรุงเทพฯ อย่างไร โดยไม่ต้องสร้างสะพานเพิ่มทุกสิบปี?”

แล้วคุณล่ะ คิดว่าสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพอหรือยัง? ถ้ายังไม่พอ ควรจะสร้างเพิ่มเติมที่ไหนบ้าง?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กรมศุลกากร–กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังอายัดตู้ต้องสงสัยเป็น “ขาไก่แช่แข็ง” ลักลอบนำเข้า 32 ตู้ ตั้งแต่ ปลายเดือนมกราคม 69

กรมศุลกากร–กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังอายัดตู้ต้องสงสัยเป็น “ขาไก่แช่แข็ง” ลักลอบนำเข้า 32 ตู้ ตั้งแต่ ปลายเดือนมกราคม 69

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 : ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกรณีมีตู้สินค้าประเภทขาไก่นำเข้าจากต่างประเทศจำนวน 32 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง นั้น นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์พบว่า บริษัทผู้นำเข้า สำแดงชนิดสินค้าเป็น Frozen Food ซึ่งทางการสืบสวนของกรมศุลกากรร่วมกับกรมปศุสัตว์ ต้องสงสัยว่าเป็นขาไก่แช่แข็งนำเข้าโดยมิชอบ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้ทำการอายัดตู้สินค้าที่ต้องสงสัยดังกล่าวไว้ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 จำนวน 5 ตู้คอนเทนเนอร์,วันที่ 22 มกราคม 2569 จำนวน 26 ตู้คอนเทนเนอร์ และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 1 ตู้ เพื่อรอการตรวจสอบต่อไป

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาติดต่อเพื่อปฏิบัติพิธีการหรือแสดงความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด โดยตู้สินค้าดังกล่าวมีประเทศต้นทางจากประเทศมาเลเซีย น้ำหนักประมาณกว่า 700,000 กิโล กรัม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน น้ำหนักประมาณกว่า 143,000 กิโลกรัม ซึ่งการนำเข้าของดังกล่าวอาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐาน “สำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” และ “นำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558” ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ใช้ควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านโรคระบาดและรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของประเทศ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การนำเข้าเนื้อสัตว์ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเอกสารรับรองแหล่งที่มาและการตรวจโรค หากฝ่าฝืนอาจมีโทษตามกฎหมาย การลักลอบนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสัตว์โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ รวมถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ยังบิดเบือนกลไกตลาดสร้างความไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ภายหลังการอายัดสินค้า เจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จะร่วมดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนำเข้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


วช. เปิดเวทีแข่งขัน “การออกแบบแผนบินโดรนแปรอักษร” ชิงถ้วยพระราชทาน ปี 2569 สนามคัดเลือกสนามที่ 1

วช. เปิดเวทีแข่งขัน “การออกแบบแผนบินโดรนแปรอักษร” ชิงถ้วยพระราชทาน ปี 2569 สนามคัดเลือกสนามที่ 1

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดการแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจําปี 2569 (สนามคัดเลือก สนามที่ 1) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงาน ณ อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2569 ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม (วช.) เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการต่อยอดความรู้ด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม การแข่งขันครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชน และผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะวิศวกรรม การเขียนโปรแกรม การคำนวณ และการทำงานเป็นทีม ผ่านกระบวนการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษรที่ต้องอาศัยความแม่นยำ ความปลอดภัย และการวางแผนอย่างเป็นระบบ กิจกรรมมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมการปลูกฝังแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล และการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานครั้งนี้จึงนับเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกทีม พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยมุ่งมั่นพัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมควบคู่กันไป

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า การแข่งขันดังกล่าวสืบเนื่องจากการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการระหว่างวันที่ 13–14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งสมาคมฯ ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของเยาวชนในการเรียนรู้เทคโนโลยีการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python และการใช้โปรแกรม Blender เพื่อออกแบบและสร้างสรรค์ภาพแปรอักษรที่มีความซับซ้อน ก่อนต่อยอดสู่การแข่งขันจริงในวันนี้ การแข่งขันสนามคัดเลือกสนามที่ 1 ถือเป็นก้าวสำคัญในการคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพโดดเด่นเข้าสู่รอบต่อไป เพื่อชิงชัยในระดับประเทศและชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดแก่ผู้เข้าแข่งขัน โดยมีเกณฑ์การตัดสินที่ครอบคลุมทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบภาพและตัวอักษร ความแม่นยำทางวิศวกรรมในการควบคุมโดรนด้วยคำสั่งภาษา Python ให้มีความปลอดภัยและลื่นไหล ตลอดจนความสวยงามและการสอดประสานของฝูงโดรนกลางอากาศ ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมมีความพร้อมในการแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นอีกเวทีสำคัญในการพัฒนาเยาวชนไทยสู่การเป็นกำลังคนคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 ยังจะดำเนินการจัดแข่งขันในสนามคัดเลือกอีก 4 สนาม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากหลากหลายภูมิภาคได้เข้าร่วมแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ก่อนคัดเลือกทีมที่มีผลงานโดดเด่นเข้าสู่รอบต่อไป อันจะนำไปสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในระดับประเทศต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วศ.อว. โชว์ศักยภาพเวทีโลก! นำทีมนักวิจัยเสนอผลงาน PACCON 2026

กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของประเทศ นำทีมนักวิจัยเข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The Pure and Applied Chemistry International Conference 2026 (PACCON 2026) ภายใต้หัวข้อ “The Global Future of Chemistry with AI” ระหว่างวันที่ 12–14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก

การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดโดยสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 1,500 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เคมีในระดับนานาชาติ

ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์ทดสอบ (นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ) ผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์บริการ นำคณะนักวิจัยของกรมเข้าร่วมเสนอผลงานทางวิชาการอย่างเข้มข้น สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยสู่เวทีสากล ประกอบด้วย การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 4 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 18 เรื่อง และการบรรยายแบบรวดเร็ว (Rapid-fire Talk) จำนวน 1 เรื่อง ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ การเสวนาวิชาการ และการนำเสนอผลงานวิจัยด้านเคมีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของวิทยาศาสตร์เคมีในระดับโลก

ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมวิชาการในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัยของ วศ. สู่สายตานานาชาติ เป็นการสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านเคมีอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ตนเองในฐานะกรรมการบริหารสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญของสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนวงการเคมีของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2570 สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน PACCON 2027 ภายใต้ห้วข้อ “Chemical Innovation Longevity and Well-being” ในช่วงวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2570 ณ กรุงเทพมหานคร

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ยังคงมุ่ง มั่นสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างความเข้มแข็งของห้องปฏิบัติการ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #กรมวิทย์ฯบริการ #DSS #MHESI #PACCON2026


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึก IAEA ยกระดับไทยเป็น “Hub ความปลอดภัยรังสีทางการแพทย์ ” แห่งเอเชีย คุมเข้มความปลอดภัยการใช้วัสดุกัมมันตรังสี-เครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน

ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึก IAEA ยกระดับไทยเป็น “Hub ความปลอดภัยรังสีทางการแพทย์ ” แห่งเอเชีย คุมเข้มความปลอดภัยการใช้วัสดุกัมมันตรังสี-เครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมระดับภูมิภาคครั้งสำคัญร่วมกับทบวงการพลัง งานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อวางรากฐานการกำกับดูแลรังสีและนิวเคลียร์ในทางการแพทย์ให้ “ปลอดภัยสูงสุด” สร้างเกราะคุ้มกันความปลอดภัยให้แก่คนไข้ ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทุกคน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการกำกับดูแลความปลอด ภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีทางการแพทย์ในระดับภูมิภาค

ในการนี้ ปส. กระทรวง อว. ร่วมกับ IAEA จัดการฝึกอบรมหลักสูตร Regional Training Course on the Authorization and Inspection of Radiation Safety and Nuclear Security for Medical Practices ระหว่างวันที่ 16–27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส. เพื่อตอบโจทย์ภารกิจสำคัญด้านการกำกับดูแลการใช้วัสดุกัมมัน ตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นเวทีในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของไทยในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางการแพทย์ และความเข้มแข็งเชิงวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรวิทยารังสีสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสาธารณสุขในภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 24 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ผู้แทนจากประ เทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส. รวมถึงผู้แทนจากกรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์

การฝึกอบรม มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นด้านการอนุญาต การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎระเบียบในการใช้รังสีทางการแพทย์ โดยเน้นการนำมาตรฐานความปลอดภัยและแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของ IAEA ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง รวมถึงการทบทวนและประเมินผลกระบวนการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ผ่านการบรรยาย การทำแบบฝึกปฏิบัติ การนำเสนอกรณีศึกษา และการแลกเปลี่ยนประ สบการณ์ระดับประเทศ โดยเน้นแนวทางการกำกับดูแลตามกระบวนการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงานสถานประกอบการด้านรังสีรักษาของไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การอนุญาตและการตรวจสอบสถานประกอบการจริง ตลอดจนการอภิปรายและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้รังสีทางการแพทย์ในสถานการณ์จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.แก้ว เชิญชวนศิษย์เก่าโยธินบูรณะรุ่น 50 ร่วมพบปะสังสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ “ย้อนวันเก่า เหล่าเพื่อน 50”

“ดร.แก้ว” เชิญชวนศิษย์เก่าโยธินบูรณะรุ่น 50 ร่วมพบปะสังสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ “ย้อนวันเก่า เหล่าเพื่อน 50”

ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ร้านอาหารจีน ฮั่วเซ่งฮง ราชพฤกษ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ประธานรุ่นศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ รุ่น50, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี, ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี, ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” ขอเชิญชวนพี่น้อง ผองเพื่อน ศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ รุ่น 50 ร่วมพบปะสังสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ ย้อนวันเก่า เหล่าเพื่อน50 รำลึกถึงครูอาจารย์ ณ ร้านอาหารจีน ฮั่วเซ่งฮง ราชพฤกษ์ #ร้านอาหารจีนฮั่วเซ่งฮงราชพฤกษ์
https://share.google/jZRgJhTRLbhegLcOw


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สวทช.–ทช. ผนึกกำลัง ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สวทช.–ทช. ผนึกกำลัง ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมลำแพน ชั้น 9 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน “การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย” โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ (สวทช.) และ นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพยานในพิธีลงนาม พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค),ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค),ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และคณะผู้บริหาร (สวทช.) เข้าร่วมงาน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง (สวทช.) และ (ทช.) ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือต่อเนื่องระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2569–2574 มีเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเสริมศักยภาพการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน และระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ภายใต้ การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming-Montreal Global biodiversity framework) โดยเฉพาะการหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDGs 13 (Climate Action) และ SDGs 14 (Life Below Water)

โดยที่ผ่านมา (สวทช.) และ (ทช.) ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่

  1. การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน
  2. การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
  3. การใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง และ
  4. การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ความร่วมมือในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและกรอบการดำเนินงานในระดับโลก เพื่อพัฒนาให้เกิดระบบการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว “ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของประเทศไทย และเป็นต้นแบบของความร่วมมือที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจฯ กล่าว

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทรัพยากรป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเล คือต้นทุนธรรมชาติที่สำคัญ เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้อง กันภัย และแหล่งกักเก็บคาร์บอน แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การลงนามในวันนี้เป็นการยกระดับพันธกิจระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะผู้ดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ กับ (สวทช.) ซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมองและผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อผนึกกำลังนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานด้านการอนุรักษ์ โดยภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายขับเคลื่อนการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และร่วมมือกันเพื่อบริหารจัดการข้อมูล ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลของไทย ก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่มีความแม่นยำด้วยข้อมูล ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม และมั่นคงด้วยความร่วมมือ ซึ่งผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 หน่วยงาน แต่ยังเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบนิเวศของประเทศในระยะยาว” ดร.ปิ่นสักก์ฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“วศ.อว.” จับมือ ม.สวนดุสิต ประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงาน PACCON 2027

“วศ.อว. จับมือ ม.สวนดุสิต ประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงาน PACCON 2027”

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Pure and Applied Chemistry International Conference 2027 (PACCON 2027) ภายใต้ธีม “Chemical Innovation Longevity and Well-being มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทั้งในส่วนของงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์และนวัตกรรมในระดับนานาชาติ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับชาติและนานาชาติ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 กุมภาพันธ์ 2570 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ แจ้งวัฒนะ กรุง เทพมหานคร

พิธีรับมอบการเป็นเจ้าภาพจัดงานฯ ดังกล่าว ได้จัดขึ้นภายในงาน PACCON 2026 ที่มหา วิทยาลัยนเรศวร เป็นเจ้าภาพ โดยช่วงเช้ามีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการรับเป็นเจ้าภาพระหว่าง วศ. กับ ม.สวนดุสิต พร้อมด้วย ศ.ดร.วุฒิชัย พาราสุข นายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยาน จากนั้นช่วงบ่ายเป็นพิธีปิดงานและส่งมอบธงสัญลักษณ์การเป็นเจ้าภาพจัดงานในปีถัดไป

ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า วศ. ขอขอบคุณสมาคมเคมีฯ ที่ให้โอกาส วศ. และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน PACCON ในปี 2570 โดย วศ. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา บูรณาการ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบ วิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ เราเป็นหน่วยงานแรกด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ ที่เริ่มต้นจากหน่วยวิเคราะห์แร่เติบโตต่อเนื่องเป็นสถานเคมีปฏิบัติผลิตนักเคมีจากรุ่นสู่รุ่น พัฒนาการไปตามยุคสมัย จนมีอายุครบ 135 ปีเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น วศ. พร้อมนำพาและเชิญชวนหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เคมีของประเทศ และสร้างการมีส่วนร่วมโดยเชิญชวนนักวิจัยมาแสดงผลงานสู่สายตานานาชาติ

ด้าน ผศ.ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ มหา วิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่ามหาวิทยาลัยสวนดุสิตมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นด้านการวิจัยสุขภาพ อาหาร ธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยว การบูรณาการความเชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงาน จะช่วยยกระดับเวทีวิชาการด้านเคมีให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ดร.พจมานฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วศ. และ ม.สวนดุสิต เรามีเจตนารมย์ตั้งใจและมุ่งมั่นเป็นเจ้าภาพที่ดีเพื่อให้การจัดงาน PACCON 2027 บรรลุวัตถุประสงค์ และเป็นโอกาสสำคัญในการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษาในปี 2570 ดังกล่าวด้วย

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม

PureandAppliedChemistryInternationalConference2027 #paccon2027


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

โรงพยาบาลพญาไท 3 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีม้าทอง 2569 มอบอั่งเปาสุขภาพ พร้อมแจกส้มให้แก่ผู้รับบริการ

โรงพยาบาลพญาไท 3 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีม้าทอง 2569 มอบอั่งเปาสุขภาพ พร้อมแจกส้มให้แก่ผู้รับบริการ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 โรงพยาบาลพญาไท 3 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีม้าทอง นำทีมโดย นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 3 และ คุณณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นำทีมการตลาดของโรงพยาบาลพญาไท 3 มอบอั่งเปาสุขภาพ แจกส้มมงคลให้แก่ผู้มารับบริการในโรงพยาบาล พร้อมลงพื้นที่ Phyathai 3 SocialClub ตลาดฟู้ดวิลล่า ราชพฤกษ์, เวิลด์มาร์เก็ต ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา, ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี และตลาดวงศ์เจริญ พุทธมณฑลสาย 2 พร้อมกันนี้ทางโรงพยาบาลยังจัดกิจกรรม Health Festival มหกรรมสุขภาพลดสูงสุดถึง 50% ผ่านแคมเปญ “Be You เลือกสุขภาพในแบบที่ใช่” มอบเป็นของขวัญเนื่องในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ส่งต่อความห่วงใยและสุขภาพที่ดี ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 – 1 มีนาคม 2569 ณ ลาน OPD ชั้น 1 โรงพยาบาลพญาไท 3 และ Phyathai 3 SocialClub ตลาดฟู้ดวิลล่า

โรงพยาบาลพญาไท 3 ขออวยพรให้ผู้รับบริการประสบแต่ความสุข มีสุขภาพแข็งแรง มั่งมีศรีสุข สมหวังในทุกสิ่ง ตลอด ปีม้าทอง 2569 นี้

โรงพยาบาลพญาไท3 #เทศกาลตรุษจีน

สอบถามเพิ่มเติม : Phyathai Call Center 1772


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน