“ดร.ปรเมศร์” ร่วมพิธีประดับยศว่าที่ร้อยตำรวจตรี พร้อมแสดงความยินดีมอบพระเครื่องไว้เป็นที่ระลึกยึดเหนี่ยวจิตใจ กับ “นายร้อย 53“ ปี 2569

“ดร.ปรเมศร์” ร่วมพิธีประดับยศว่าที่ร้อยตำรวจตรี พร้อมแสดงความยินดีมอบพระเครื่องไว้เป็นที่ระลึกยึดเหนี่ยวจิตใจ กับ “นายร้อย 53“ ปี 2569

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองบางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี : พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เป็นประธานพิธีประดับยศ ว่าที่ร้อยตำรวจตรี ให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ยศดาบตำรวจ อายุ 53 ปี ขึ้นไปเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรวาระประจำปี 2569 โดยมี รองผบก.,ผกก.ทุกสถานีจังหวัดนนทบุรี และ ดร. ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงมหาดไทย, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี, ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1, ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี, ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้”, ดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ ประธานกต.ตร.จ.นนทบุรี (ภาคประชาชน)-ที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค1 พร้อมด้วยคณะกต.ตร.และที่ปรึกษา จ.นนทบุรี อาทิ,คุณอาชวิณ ภัทรสถาพรกุล,คุณภาวัช สุขอนันต์,คุณวรภัทร สุนทรพลิน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่ ร.ต.ต.(กดต.รุ่นที่ 15/2569) นายร้อย 53 ต่อมาหลังจากเสร็จสิ้นพิธีประดับยศ ดร.แก้ว ยังได้มอบแจกจ่ายพระเครื่องให้แก่ข้าราชตำรวจที่ได้รับการประดับยศ ทุกคนไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รพ.พญาไท 3 ร่วมกับ รพ.เบญจรมย์ ยกระดับสุขภาพชาวลพบุรี จัดกิจกรรม “Meet the Experts Again Bone & Joint Care For Confident Moves”

รพ.พญาไท 3 ร่วมกับ รพ.เบญจรมย์ ยกระดับสุขภาพชาวลพบุรี จัดกิจกรรม “Meet the Experts Again Bone & Joint Care For Confident Moves ”

รพ.พญาไท 3 โดยแผนกดูแลความสัมพันธ์ผู้ป่วยเครือข่าย จับมือกับ รพ.เบญจรมย์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็น รพ. เครือข่ายในการส่งต่อผู้รับบริการ เพื่อยกระดับการดูแลรักษาสุขภาพให้เข้าถึงการแพทย์มาตรฐานสูงให้กับชาวลพบุรี ณ โรงพยาบาลเบญจรมย์ เมื่อวันที่ 27 เมษา ยน 2569 ที่ผ่านมา นำทีมโดย นพ.อภิชัย โตวณะบุตร รักษาการผู้อำนวยการแพทย์ รพ. พญาไท 3 และ พญ. เบญจรมย์ ไกรฤกษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร รพ.เบญจรมย์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน บรรยากาศในงานได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้มารับบริการชาวลพบุรี ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อ

โดยมีไฮไลต์สำคัญของงานคือการรวมตัวของทีมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาให้บริการพร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี ผู้เชี่ยว ชาญด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลัง, นพ.ชัยเวช ฤติวรางค์กูร ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อเข่าข้อสะโพก, นพ.วศิน แสงธรรมประทีป ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ, ทีมพยาบาลวิชาชีพ และ จนท. จากทั้ง 2 รพ. ให้บริการตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะกระดูกพรุน ,อาการปวดข้อ,ข้อเข่าเสื่อม แนวทางการรักษาสมัยใหม่และโปรแกรมผ่าตัดข้อเท่าเทียมราคาพิเศษ ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งงาน

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงาน คือ เสวนาในหัวข้อ “มวลกระดูกและการดูแลสุขภาพข้อเข่าและข้อสะโพกเชิงป้องกัน” โดย นพ.ชัยเวช ฤติวรางค์กูร มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพกระดูกและข้ออย่างเข้าใจง่าย

โรงพยาบาลพญาไท 3 และ โรงพยาบาลเบญจรมย์ ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องยกระดับบริการทางการแพทย์ของจังหวัดลพบุรีสู่การการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้มารับบริการชาวลพบุรี

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Call center 1772

#โรงพยาบาลพญาไท3 #โรงพยาบาลเบญจรมย์ #ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา จ.นครสวรรค์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตา มอบเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ และนายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท รวม 91 คน พร้อมมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ แก่ผู้ปะสบอัคคีภัย มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 33 ชุด รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท โดยมี นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ มูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 8

พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 8

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 8 โดยมี พล.ต.ท.วรวิทย์ ลิปิพันธ์ ประธานกรรมการ สอ.ตร. เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด อาคาร 5 (ชั้น G) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ททท.จัดยิ่งใหญ่ PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH”

แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเวที KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวย ไทย” ชาวปัตตานี–มาเลเซียร่วมชมคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ณ บริเวณหาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดกิจกรรม “KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวยไทย” ภายใต้โครงการยกระดับกิจกรรมดั้งเดิมของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural-Based Sport Tourism ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬามวยไทยจากทั้งในพื้นที่และประเทศมาเลเซียเข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง

ภายในงานมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ดร.สุปราณี คุปตาสา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ นายกเทศมนตรีเมืองตะลุบัน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายด้านการกีฬาและการท่องเที่ยว จากทั้งไทยและมาเลเซียเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงบรรยา กาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเป็นกันเอง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ไฮไลต์สำคัญของงาน นอกจากมีการประดับไฟตกแต่งพื้นที่กิจกรรม และการแข่งขันมวยไทยคู่เอกแล้ว ททท.ยังได้จัดการแสดงโดรนโชว์ จำนวนกว่า 500 ลำ บินแปรอักษรเหนือท้องฟ้าชายหาดวาสุกรี ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

พลโท นรธิป โพยนอก กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้น “คุณภาพและอัตลักษณ์” มากกว่าปริมาณ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การจัดการขยะ และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเพณี และวิถีประมงพื้นบ้านให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของจังหวัดปัตตานีอย่างยั่งยืน และการมีกิจกรรม KATPRO On The Beach เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพบนเวทีมาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ด้านกีฬาและวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งความสุข ความสามัคคี รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยว และรายได้ของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ด้าน ดร.สุปราณี คุปตาสา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ในฐานะลูกหลานคนสายบุรี มีความตั้งใจในการผลักดันหาดวาสุกรีให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมด้านกีฬา และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จึงจัดให้มีกิจกรรม KATPRO ON The Beach เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และช่าวต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมเพราะรายการนี้ได้รับความสนใจจากต่างชาติเป็นอย่างมาก และทำให้อำเภอสายบุรีเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน รวมถึงเยาวชน โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างความรัก ความสามัคคี และสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากของนักท่องเที่ยว ประชาชนจากทั้งไทยและมาเลเซีย ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของอำเภอสายบุรี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ได้ในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒน์ จับมือ TWI ยกระดับแรงงานช่างเชื่อมสู่มาตรฐานสากล ป้อนอุตสาหกรรมรายได้สูง

กรมพัฒน์ จับมือ TWI ยกระดับแรงงานช่างเชื่อมสู่มาตรฐานสากล ป้อนอุตสาห กรรมรายได้สูง

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วย นายสท้านภพ อ่ำสุพรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์ วิส จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพให้แก่กำลังแรงงานสาขาเทคโนโลยีการเชื่อมและการตรวจสอบมาตรฐานสากล ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยมีนายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายณรงค์ฤทธิ์ พิเชษฐพงศ์นิมิต รักษาการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

นอกจากนี้ยังมีคุณทากาซาวะ ไทชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไทย นิป สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด คุณวิรัช ตันติวิภา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัทไทย นิป สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บริษัทไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างอาคาร สะพาน โรงงานอุตสาหกรรม หรือระบบสาธารณูปโภค ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของช่างเชื่อมเป็นสำคัญ ดังนั้น การยกระดับฝีมือแรงงานให้ได้มาตรฐานสากลจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน โดยสอดคล้องกับบทบาทของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งก่อนและระหว่างการทำงาน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม ซึ่งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเชื่อมในระดับภูมิภาคอาเซียน และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสู่การเป็นหน่วยรับรองมาตรฐานสากลตามมาตรฐาน ISO 17024 และ ISO 17025 ด้านบริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานวิศวกรรมการเชื่อมในระดับสากล อาทิ มาตรฐาน BGAS-CSWIP จาก The Welding Institute (TWI) ประเทศสหราชอาณาจักร และมาตรฐาน AWS โดยมีเป้าหมายในการพัฒนากำลังแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีการสนับสนุนงบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานปีละประมาณ 40 ล้านบาท โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในหลักสูตรผู้ตรวจสอบงานเชื่อม และได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ รวมถึงจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือชิ้นงานเหล็กท่อต่อชนตามมาตรฐานสากล (SMAW) ระดับ 6G อีกทั้งยังมีการดำเนินการนำร่องฝึกอบรม และมีผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานช่างเชื่อม (WQT) ได้รับวุฒิบัตร จำนวน 16 คน

นอกจากนี้ในเรื่องของการพัฒนาทักษะด้านภาษา ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับช่างเชื่อม เพื่อเป็นการยกระดับทักษะของตนเอง ทำให้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศได้ ซึ่งหากต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาสามารถเข้ารับการฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นอกจากพิธีลงนามแล้ว ยังมีพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือชิ้นงานเหล็กท่อต่อชนตามมาตรฐานสากล 6G จำนวน 16 คน พร้อมพิธีส่งมอบผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อม ให้แก่บริษัท ไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อบรรจุเข้าทำงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับการบรรจุเข้าทำงานทันที ซึ่งจะได้รับรายได้สูงสุดถึง 80,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ขอขอบคุณ บริษัท ไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้

ด้านนายสท้านภพ อ่ำสุพรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า พิธีลงนามในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานกำลังคนของประเทศไทย” ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตคุณภาพของงานเชื่อม ไม่ใช่เพียงเรื่องของทักษะ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงมาตรฐานของประเทศไทย สู่มาตรฐานสากล” ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

  1. การพัฒนาหลักสูตร นำมาตรฐานระดับโลก เช่น CSWIP และ BGAS-CSWIP มาบูร ณาการกับระบบของประเทศไทย
  2. การยกระดับบุคลากร พัฒนาศักยภาพครูฝึกและผู้เชี่ยวชาญให้สามารถรองรับเทค โนโลยีและมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และ
  3. การสร้าง Platform ต้นแบบ เพื่อเป็นรากฐานของระบบการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับสากลที่สามารถขยายผลไปยังอุตสาหกรรมอื่นในอนาคตต่อไป

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เสี่ยโก้” โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน จัดลงนาม MOU กับตัวแทนหลายหน่วยงาน

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน เพิ่มดีกรีความเข้มข้นลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือผนึกกำลังดร.มีชัย เถาว์เจริญ ตัวแทน BRICS THAILAND INTERNATIONAL ALLIANCE, มิสเตอร์ยูฮียอง อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถานีโทรทัศน์ KBS ของเกาหลีใต้, CEO of Core High-Tech Solution Co.,Ltd. และดร.จุฬาภัสส์ พิทักษ์เศรษฐการ ประธานผู้ก่อตั้งองค์กรการให้ความร่วมมือทางการฑูตระหว่างประเทศ ยกระดับความเข้มข้นมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก มวยไทย 3 ยก และมวยสากลในสังกัด ก่อเกียรติ กรุ๊ป ก้าวสู่ความร่วมมือระดับชาติกว่า 80 ประเทศ

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2569 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ ในการแข่ง ขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ โดยสองสองโปรโมเตอร์มือทอง “เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน และ “เสี่ยอู๊ด” นายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี ซึ่งนัดนี้เริ่มกระจายความดุเดือดมากขึ้น มอบหมายให้โปรโมเตอร์ป๋อง ลำปาง รับหน้าที่ประกบคู่มวยในสัปดาห์นี้ แต่ยังคงเน้นความดุเดือด ความสนุก ทั้งจากมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก และมวยไทย 3 ยกถ่ายทอดสดทั่วประเทศทุกวันเสาร์เวลา 17.30 น. – 20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27

โดยการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ มีผลการแข่งขันดังนี้

  • คู่ที่ 1 มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก พิกัด 115 ปอนด์ “ศึกนวมคู่กำปั้นทองคำ ครั้งที่ 1 นัดที่ 5 เพชรสุขสันต์ น้ำดื่มพรศิริ นักชกตัวแทน จ.ร้อยเอ็ด พบ พีรพล เกตุสุวรรณ นักมวยตัวแทน จ.อุตรดิตถ์ ยกแรก เพชรสุขสันต์ ได้เปรียบรูปร่างเดินเบียดออกหมัดเข้าใส่ พีรพล ตั้งแต่เสียงระฆังดัง ก่อนฮุคซ้ายสั้นส่ง พีรพล ลงไปให้กรรม การนับ 8 จากนั้น พีรพล เริ่มฟื้นตัวดักด้วยแย็ปซ้ายทำคะแนนเบียดขึ้นมาบ้าง การชกหลังจากนั้นยังเป็น เพชรสุขสันต์ เป็นฝ่ายเดินหน้าลุยออกหมัดมากกว่า ครบ 6 ยก กรรมการรวมคะแนนชูมือให้ เพชรสุขสันต์ น้ำดื่มพรศิริ ชนะคะแนน ทำให้ จ.ร้อยเอ็ด ผ่านเข้ารอบตามนักชกจากนครปฐม สุโขทัย ชลบุรี และตราดต่อไป
  • คู่ที่ 2 มวยไทย 3 ยกพิกัด 52 ก.ก. ยอดดอย ส.ยิ่งเจริญการช่าง นักมวยไทยชาวกะเหรี่ยง ปะทะ เพชรเวียงจันทร์ สิงห์มนัสศักดิ์ จาก สปป.ลาว ตลอด 3 ยก ยอดดอย ถึงเสียเปรียบรูปร่างแต่ก็เดินออกอาวุธเข้าใส่ เพชรเวียงจันทร์ ซึ่งตอบโต้ด้วยการดักเตะและประกบตีเข่าอย่างได้น้ำได้เนื้อกว่าครบ 3 ยก เพชรเวียงจันทร์ นักมวยไทยจาก สปป.ลาว ชนะคะแนนสนุก
  • คู่ที่ 3 มวยไทย 3 ยกพิกัด 60 ก.ก. โชคนำชัย ชูศักดิ์มวยไทยยิม เจออาวุธแม่ไม้มวยไทยครบเครื่องจาก ดาวโรนอฟ ชาครุส กำปั้นดาวรุ่งวัย 17 ปีจากอุซเบกีสสถานต้านไม่ไหวแพ้น็อคไปในยกที่ 3
  • คู่ที่ 4 มวยไทย 3 ยกพิกัด 84 ก.ก. พยัคฆ์ อีเกิ้ลยิม นักมวยไทยรุ่นใหญ่เสียเปรียบรูปร่าง แต่เตรียมตัวมาดีสาดแข้งใส่ แคสเปอร์ หงส์ทองมวยไทย นักมวยไทยชาวสวีดิชจนเข้าไม่ติดตามด้วยหมัดชุดใส่ใบหน้า แคสเปอร์ จนออกอาการครบ 3 ยก พยัคฆ์ อีเกิ้ล ชนะคะแนนไป
  • คู่ที่ 5 คู่เอกของรายการมวยไทย 3 ยกพิกัด 73 ก.ก. ฉัตรเพชร บำรุงศิษย์ (ร.ร.กีฬาลำปาง) ดวลเดือด เรด้า เอล กายัต นักมวยไทยชาวโมร็อคโค คู่นี้หวดกันสนุกตั้งแต่ยกแรก แต่ เรด้า อาศัยทีเด็ดจากจังหวะศอกกลับ ตามด้วยหมัดจนได้นับ 8 ฉัตรเพชร 2 ครั้งในยกที่ 2 ครบ 3 ยก เรด้า เอล กายัต ชนะคะแนนเดือด
  • คู่ที่ 6 มวยไทย 3 ยกพิกัด 56 ก.ก. เพชรชมพู ป.ปุ๋ยบุญพืช นักมวยไทย LGBTQ วัย 24 ปีศิษย์เอก น้องตุ้ม ปริญญาที่มาถอดมงคลให้ลูกศิษย์ด้วยตัวเอง พบกับเจ้าหนูวัย 15 ปีจากบราซิล เฮนรี่ ดาโต้ คู่นี้ดวลอาวุธแม่ไม้มวยไทยกันสนุกก่อนจบด้วยผลเสมอกันไป
  • คู่ที่ 7 มวยไทยหญิง 3 ยกพิกัด 46 ก.ก. พระจันทร์ฉาย ราชานนท์ โชว์ฟอร์มดุหักศอกสั้นใส่ แพนเค้ก ส.ยิ่งเจริญการช่าง หลับกลางอากาศชนะน็อคยกที่ 1

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันและนายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี พร้อมเพิ่มดีกรีความดุเดือด ความสนุก และความตื่นเต้นให้กับแฟนมวยทั่วประเทศด้วยการทำบันทึกข้อตก ลงความร่วมมือกับ ดร.มีชัย เถาเจริญ ผู้แทน BRICS THAILAND INTERNATIONAL ALLIANCE ซึ่งมีสมาชิกกว่า 80 ประเทศทั่วโลกในการผลักดันนักมวยสากลในสังกัด ก่อเกียรติบ็อกซิ่ง กรุ๊ป อย่างจริงจังเพื่อก้าวสู่แชมป์โลกสถาบันใหญ่ และบันทึกข้อตกลงความร่วมถือกับ มิสเตอร์ยูฮียอง อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถานีโทรทัศน์ KBS ของเกาหลีใต้, CEO of Core High-Tech Solution Co.,Ltd. และดร.จุฬาภัสส์ พิทักษ์เศรษฐการ ประธานผู้ก่อตั้งองค์กรการให้ความร่วมมือทางการฑูตระหว่างประเทศ และคณะที่ปรึกษาอีกหลายท่าน

ทั้งนี้ด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยผลักดันให้การแข่งขัน” มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก” การแข่งขันมวยไทย 3 ยก ตลอดจนมวยสากลในสังกัด ก่อเกียรติ กรุ๊ป จะได้รับการยกระดับความร่วมมือทั้งเรื่องของผู้สนับสนุน, นักมวยที่จะขึ้นชกในรายการ รวมถึงการจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติจะเกิดขึ้นแน่นอน ในรายการมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ และจะยิ่งทวีความเข้มข้นให้กับแฟนมวยทั่วประเทศได้ติดตามอย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น พบกับความสนุกแบบนี้ที่มีทั้งมวยสากล และมวยไทยในรายการเดียว กับมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ นัดต่อไปวันเสาร์ที่ 9 พ.ค.2569 เวลา 17.30 น. – 20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27 แฟนมวยพลาดไม่ได้เด็ดขาด !


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบวุฒิบัตร–ชุดเครื่องมือทำกิน หนุนแรงงานสงขลาสู่การมีงานทำ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบวุฒิบัตร–ชุดเครื่องมือทำกิน หนุนแรงงานสงขลาสู่การมีงานทำ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตร และมอบชุดเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหา กิน) ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร ช่างอเนกประสงค์ จำนวน 3 รุ่น โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ วิทยากร และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพแรงงานให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

อธิบดีสมาสภ์ฯ กล่าวต่อว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรช่างอเนก ประสงค์ ทั้ง 3 รุ่น ที่ได้รับมอบวุฒิบัตรและชุดเครื่องมือทำมาหากินในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเข้าสู่อาชีพ เนื่องจากผู้ผ่านการฝึกอบรมมีทั้งทักษะและเครื่องมือพร้อม สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ทันที เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และความมั่นคงในชีวิต ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมการสาธิตการฝึกอาชีพจากผู้ผ่านการฝึกอบรม อาทิ การสาธิตการทำขนม และกิจกรรมการฝึกตามโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งได้พบปะให้กำลังใจผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ระดับ 1 โดยเน้นย้ำให้ผู้เข้ารับการทดสอบมีความมั่นใจและนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมทุกคน จะได้นำความรู้ ทักษะ และเครื่องมือพื้นฐานที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง เพิ่มผลิตภาพแรงงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ENTEC สวทช. เปิดเวที NAC2026 จัดสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ : นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ NAC2026 ดึงภาคการเงิน-อุตสาหกรรม ฝ่าวิกฤต ‘โลกเดือด‘

ENTEC สวทช. เปิดเวที NAC2026 จัดสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ NAC 2026 ดึงภาคการเงิน-อุตสาหกรรม ฝ่าวิกฤต ‘โลกเดือด‘

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ได้จัดสัมมนาไฮไลต์ในงานประชุมวิชาการประจำปี (NAC2026) ภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” เพื่อเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและกติกาการค้าโลกใหม่ที่ท้าทาย

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน” เปิดเผยข้อมูลประเมินความเสี่ยงระบุถึงความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศของประเทสไทย ซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก พร้อมชี้ว่าหากเราละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ GDP หดตัว 7-14% ภายในปี 2050 ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวให้สอดรับกับบริบทโลก ทั้งเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลไกและกติกาที่ชัดเจน อาทิ การพัฒนาตลาดคาร์บอน เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโน โลยีสะอาด ควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคส่วนที่เปราะบาง

ในช่วงเสวนาว่าด้วยการปลดล็อกระบบการเงินสู่ Net Zero คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจการยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดเผยตัวเลขประเมินความเสี่ยงว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงถึง 44% ของ GDP การรับมือจึงต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงปีละ 3.6 แสนล้านบาท โดยเสนอโมเดล 4x Multiplier ที่ใช้เงินภาครัฐเป็นตัวเร่งดึงทุนเอกชนเข้ามาเสริม และเสนอให้มีการปรับโมเดลประเมินมูลค่าบริษัท (Enterprise Value) โดยให้ธุรกิจสีเขียวได้รับ “Green Premium” เพื่อใช้กลไกตลาดผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบบัญชีและสินทรัพย์ ขณะที่ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เตือนถึงผลกระทบจากภูมิ รัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจซ้ำเติมให้ต้นทุนพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทางด้านภาคอุตสาหกรรม ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกกรณีศึกษา ‘อุตสาหกรรมสกรู’ ที่เริ่มถูกระงับออร์เดอร์จากยุโรปเนื่องจากความกังวลเรื่องภาษี CBAM ที่อาจสูงถึง 230 ยูโรต่อตัน สอดคล้องกับ ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ประเมินว่าไทยเสี่ยงสูญเสียเม็ดเงินกว่า 2.3 ล้านล้านบาทให้คู่แข่งอย่างเวียดนาม หากไม่เร่งปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง เช่น การปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 เพื่อเอื้อต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ไทย คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอแนวทาง Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นพจนานุกรมกลางในการจัดหมวดหมู่ธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง การผลิต และการจัดการของเสีย โดยใช้เกณฑ์ระบบสัญญาณไฟจราจรเข้ามาประเมินสถานะธุรกิจสีเขียว โดยการกำหนดสถานะ “สีเหลือง” ให้แก่กลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ตรงจุด ช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อการเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น ด้าน คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เผยทิศทางบวกจากยอดออกตราสารหนี้ ESG ที่ทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท พร้อมเตรียมบังคับรายงานข้อมูลคาร์บอน (Mandatory Disclosure) ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2571 เพื่อป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) และยกระดับมาตรฐานไทยสู่ระดับสากล

เวทีสัมมนา NAC2026 ในครั้งนี้สรุปชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือทางรอดเดียวของเศรษฐกิจไทย โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากการบูรณาการนโยบายรัฐที่ยืดหยุ่น นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อต่อการปรับตัวของทุกระดับชั้น เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

CEA ร่วมกับ ASA ปลุกพลัง “นักออกแบบไทย” เปิดเวทีประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ปั้นโจทย์จริงสู่ “งานออกแบบพื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค

CEA ร่วมกับ ASA ปลุกพลัง “นักออกแบบไทย” เปิดเวทีประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ปั้นโจทย์จริงสู่ “งานออกแบบพื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรม “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ภายใน “งานสถาปนิก’69 สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์)” เวทีประกวดแบบที่เปิดโอกาสให้ “นักออกแบบไทย” (Rising Stars) นำเสนอผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม “พื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค ครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพ ได้แก่ ภาคกลางและตะวันออก – ท่าเรือบ้านก๋ง คลองสามย่าน จังหวัดระยอง, ภาคเหนือ – ริมแม่น้ำน่าน ย่านตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – สวนสาธารณะสระแก้ว บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด และภาคใต้ – เมืองเก่าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กิจกรรมนี้มุ่งสร้างเวทีการแข่งขันเชิงวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน เปิดกว้างสำหรับสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ รวมถึงนิสิตนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมทั่วประเทศ ให้ได้แสดงศักยภาพและพิสูจน์ฝีมือด้านการออกแบบผ่านโจทย์ที่เชื่อมโยงกับบริบทเมืองจริง

“PROMPT-PLACE” เวทีเฟ้นหา “นักออกแบบไทย” (Rising Stars) จากโจทย์จริงใน 4 ภูมิภาค CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ เล็งเห็นบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในฐานะกลไกหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาบริการสถาปัตยกรรม ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 7.7 พันล้านบาท (ปี 2567) สะท้อนศักยภาพและทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมในตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน “นักออกแบบไทย” ก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งด้านคุณภาพผลงานและความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ขณะที่ “นักออกแบบรุ่นใหม่” ในกลุ่ม Rising Stars นับเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการออกแบบไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เวทีการแข่งขันเชิงวิชาชีพ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ที่ CEA ร่วมกับ ASA จัดขึ้น จึงมีบทบาทในการวางรากฐาน “มาตรฐานวิชาชีพ” ให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างการยอมรับในวงการ และต่อยอดสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยต่อไปในอนาคต

กิจกรรม “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” นำเสนอแนวคิด “PLACE” ที่เชื่อมโยงการออกแบบเข้ากับบริบทพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายนักออกแบบ และภาคประชาชน โดยรับฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลเชิงลึก (Insights) เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็น “โจทย์การประกวดแบบ (Design Competition Brief)” ที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละภูมิภาค รวม 4 โจทย์ที่ท้าทายทั้งแนวคิด ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม สำหรับผลงานออกแบบของทีมผู้ชนะ จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเป็น “แบบก่อสร้างฉบับสมบูรณ์” ที่พร้อมนำไปใช้จริงในพื้นที่ และส่งมอบให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนสู่การใช้งานในอนาคตต่อไป

นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า CEA เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยมุ่งสนับสนุนทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสร้างสรรค์อย่างรอบด้าน CEA เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้าน “ความคิดสร้างสรรค์” สูง ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างทางรอดให้กับสังคมในระยะยาว สำหรับมิติของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สาขาการออกแบบและสถาปัตยกรรม มีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน “การออกแบบที่ดี” ไม่เพียงทำให้ “เมืองน่าอยู่” ขึ้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การลงทุนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน CEA จึงได้ร่วมกับ ASA จัดกิจกรรมประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างเวทีให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ศักยภาพจากโจทย์จริงของเมือง และผลักดันให้งานออกแบบก้าวสู่การเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

“CEA เชื่อว่าการประกวดครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเฟ้นหาผลงานที่ดีที่สุด แต่เป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการต่อยอด งานออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นโจทย์จริง และต่อยอดเป็นโมเดลต้นแบบ “พื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ที่สามารถพัฒนาเป็นแบบก่อสร้างและใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อไป”

นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่ากิจกรรมนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบทบาทวิชาชีพสถาปนิก จาก “ผู้ออกแบบอาคาร” สู่ “ผู้ออกแบบระบบชีวิตของเมือง” โดยไม่เพียงให้ความสำคัญเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรม แต่ยังรวมถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่” งานออกแบบในเวทีนี้จึงต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง เชื่อมโยงบริบทชุมชน และสามารถพัฒนาเป็นโครงการที่เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ASA มุ่งหวังที่จะเห็นงานออกแบบที่สร้างคุณค่าใหม่ให้พื้นที่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับชุมชน พร้อมกันนี้ เราเชื่อมั่นว่ามีสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ของไทยอีกจำนวนมากที่มีศักยภาพ และเวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

สำหรับรางวัล แบ่งออกเป็นภูมิภาคละ 4 ประเภทรางวัล รวมทั้งสิ้น 20 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศหนึ่ง 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 1 รางวัล และรางวัลชมเชย 2 รางวัล โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละภูมิภาค จะได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็น “แบบก่อสร้าง” ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการถอดบทเรียน เพื่อขยายผลสู่การพัฒนาเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้าง สรรค์ หรือ CEAร่วมมอบรางวัลแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศในแต่ ละภูมิภาค ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ ภาคเหนือ พื้นที่เป้าหมาย ย่านตลาดใต้ ริมแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก ผลงาน PHIT โดย คุณกฤตธิ หิรัญรัศ จาก Unparalleled
  • รางวัลชนะเลิศ ภาคตะวันออก พื้นที่เป้าหมาย เมืองแกลง จังหวัดระยอง ผลงาน ศาลาประแสร์ เอนกประสงค์ โดย คุณพิศุทษ์ วิชัยฉันท์
  • รางวัลชนะเลิศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เป้าหมาย สวนสาธารณะสระแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด ผลงาน Cru Mueng Cool Living Clue Creation โดย คุณบัณฑิตทัศน์ ทสยันไชย จาก บริษัท ไม้บรรทัด ดีไซน์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ ภาคใต้ พื้นที่เป้าหมาย บ้านเลขที่ 124 อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ผลงาน Library of Kuapa THE REIMAGINATION OF HOUSE NO.124 โดย คุณชวณัฐ ปัญญาใหญ่ และคุณทรงพล ศักดาศักดิ์

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานการออกแบบเมืองที่สะท้อนแนวคิด Creative Place เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึงแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยที่ใช้ได้จริง ครอบ คลุมทั้งมิติความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจบริบทพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน