รมว.จุลพันธ์ มอบเครื่องมือต่อยอดอาชีพ เน้นฝึกจบมีงานมีรายได้

วันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 10.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ในโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงานในพิธี ผู้บริหารกระทรวงแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานว่า ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึกหรือชุดเครื่องมือทำมาหากินในครั้งนี้ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในด้านสังคมและสวัสดิการ ที่ต้องการยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และนโยบายของกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน Upskill Reskill มีอาชีพ มีเงิน มีรายได้ สอดคล้องและเพียงพอต่อปัจจัยการดำรงชีวิต โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะเน้นพัฒนาทักษะอาชีพในการดำรงชีวิตให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ ผู้รับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ จะได้รับมอบชุดเครื่องมือทำมาหากิน เพื่อนำไปต่อยอดในการประกอบเป็นอาชีพหลักหรือเสริมได้

“ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมที่ได้รับมอบชุดเครื่องมือทำมาหากินในวันนี้ เป็น การเริ่มต้นที่ดีในการประกอบอาชีพท่านมีทั้งทักษะและเครื่องมือพร้อมกัน ทำให้เข้าถึงอาชีพได้ง่ายขึ้น เพียงเปิดโอกาสให้กับตนเองรายได้จะถึงมือท่านในการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครอบครัว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า สำหรับโครงการนี้ ได้วางเป้าหมายฝึกอบรมทั่วประเทศจำนวน 35,000 คน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจำนวน 22,866 คน ส่งผลมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.38 และมีรายได้เฉลี่ย 15,181 บาท ต่อคนต่อเดือน ก่อให้เกิดรายได้รวมของประเทศเพิ่มขึ้น 347,128,746 บาท ส่วนของวันนี้ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ที่วางเป้าหมายไว้จำนวน 900 คน ในระหว่างช่วงเดือนตุลาคม 2568-เมษายน 2569 ดำเนินการไป 237 คน ซึ่งมีการมอบเครื่องมือทำมาหากิน จำนวน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 70 คน ให้แก่การฝึกอบรมหลักสูตรการทำร้านอาหารเดลิเวอรี่ จำนวน 2 รุ่น และหลักสูตรการประกอบอาหารสตรีทฟู๊ด จำนวน 3 รุ่น โดยชุดเครื่องมือที่มอบให้ประกอบด้วย ชุดเตาแก๊สแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ ชุดเตาปิ้งย่างแบบแก๊สพร้อมอุปกรณ์ และหม้อทอดไร้น้ำมันไฟฟ้า แต่ละชุดราคาจะไม่เกิน 4,000 บาท ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำไปในการประกอบอาชีพได้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“MEA หนุน FutsalThai League 2026” ต่อเนื่องปีที่ 3 จุดพลังกีฬาไทยสู่เบอร์ต้นเอเชีย ดัน Soft Power พร้อมเปิดเวทีสานฝันเยาวชน

“MEA หนุน FutsalThai League 2026” ต่อเนื่องปีที่ 3 จุดพลังกีฬาไทยสู่เบอร์ต้นเอเชีย ดัน Soft Power พร้อมเปิดเวทีสานฝันเยาวชน

เริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการแถลงข่าวเปิดตัวการแข่งขันฟุตซอลลีกอาชีพสูงสุดของเมืองไทยในชื่อ “MEA FUTSAL THAI LEAGUE 2026” ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของเหล่าคนลูกหนังโต๊ะเล็กที่มารวมตัวกันเพื่อสปาร์คพลังก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ ในปีนี้การแข่งขันมาในธีม Futsal Underground ภายใต้คอนเซปต์หลัก One Spirit. One Game. Thai Futsal. Thai Futsal–From Concrete Courts to the World Stage หรือ “จากสนามปูนสู่เวทีโลก” เพื่อตอกย้ำถึงเสน่ห์และจุดเริ่มต้นของนักเตะไทยที่บ่มเพาะฝีเท้าจากสนามปูนตามชุมชน จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติไทยก้าวไปประกาศศักดาในระดับโลก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายพิศณุ ตันติถาวร รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วย นายอดิศักดิ์ เบญจศิริวรรณ อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึง “โค้ชหมี” รักษ์พล สายเนตรงาม หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตซอลทีมชาติไทย ร่วมงานแถลงข่าวจัดการแข่งขันฟุตซอลอาชีพรายการ “MEA Futsal Thai League 2026” ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 6 อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่

MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง เดินหน้าภารกิจสำคัญภายใต้วิสัยทัศน์ “พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร” ตอกย้ำการเป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย แถลงข่าวสนับสนุนการแข่งขันฟุตซอลอาชีพ “MEA FutsalThai League 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มุ่งยกระดับมาตรฐานลีกให้ก้าวสู่ระดับเอเชีย พร้อมจัดเต็มความสนุกด้วยระบบ Play-off และการกลับมาของศึก FA CUP เพื่อสร้าง Soft Power ที่แข็งแกร่งและเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพก้าวสู่เวทีนักเตะอาชีพ

นายพิศณุ ตันติถาวร รองผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA มีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสสนับสนุนฟุตซอลไทยมาอย่างยาวนานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้สนับสนุน สู่การเป็นหัวใจหลักของวงการฟุตซอลไทย MEA ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สนับสนุนกีฬา แต่เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่เข้ามาช่วย “จุดพลัง” ให้กับทั้งวงการฟุตซอลไทยเพื่อสร้างความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างยั่งยืน

สำหรับการแข่งขันในฤดูกาล 2026 นี้ แฟนฟุตซอลจะได้พบกับความสนุกตื่นเต้นที่เพิ่มมากขึ้นจากกติกาการแข่งขันในระบบ Play-off รวมถึงการกลับมาของถ้วยรางวัลที่ทุกคนรอคอยอย่างศึก FA CUP ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับมาตรฐานลีกให้รุดหน้าก้าวไปสู่เบอร์ต้นของระดับเอเชีย นอกจากเป้าหมายในระดับลีกอาชีพแล้ว MEA ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานด้านกีฬาที่มั่นคง โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้มีเวทีในการแสดงศักยภาพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและสานฝันสู่การเป็นนักฟุตซอลอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติในอนาคต

นอกจากนี้ MEA ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการพัฒนาสังคม (CSR) และสร้าง Soft Power ทั้งการสนับสนุนสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ สมาคมกีฬากรีฑา และกีฬาวอลเลย์บอล ตลอดจนการสนับสนุนค่าไฟฟ้าลานกีฬาชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและสร้างความสามัคคีในชุมชนเมือง

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวขุมกำลังของ 14 สโมสรชั้นนำ ที่จะเข้าร่วมฟาดแข้งชิงความเป็นหนึ่งในฤดูกาล 2026 ประกอบด้วย
1.สโมสรห้องเย็นท่าข้าม คลับ (HONGYEN THAKAM CLUB)
2.สโมสรฟุตซอลการท่าเรือ เอเอสเอ็ม (PORT ASM FUTSAL CLUB)
3.สโมสรธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน (THAMMASAT STALLION)
4.สโมสรราชภัฏเพชรบุรี (PHETCHABURI RAJABHAT)
5.สโมสรแบล็คเพิร์ล ยูไนเต็ด (BLACK PEARL UNITED)
6.สโมสรฟุตซอลบลูเวฟ ชลบุรี (BLUEWAVE CHONBURI FUTSAL CLUB)
7.สโมสรเกษมบัณฑิต เอฟซี (KASEMBUNDIT FC)
8.สโมสรแบงค็อก เอฟซี (BANGKOK FC)
9.สโมสรนครปฐม คริสเตียน ยูไนเต็ด (NAKHONPATHOM CHRISTIAN UNITED)
10.สโมสรนนทบุรี ฟุตซอลคลับ (NONTHABURI FUTSAL CLUB)
11.สโมสรสุราษฎร์ธานี (SURATTHANI FUTSAL CLUB)
12.สโมสรฟุตซอลราชนาวี (NAVY)
13.สโมสรนครราชสีมา เจที ทรัค 2023 (NAKHON RATCHASIMA JT TRUCK 2023)
14.สโมสรภูเก็ต ยูไนเต็ด (PHUKET UNITED)

โดยศึกฟุตซอล MEA ฟุตซอล ไทยลีก 2026 มีกำหนดการระเบิดความมันส์ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ซึ่งทีมอันดับ 1-6 ของฤดูกาลปกติจะได้สิทธิ์เพลย์ออฟเพื่อหาทีมแชมป์ต่อไป แฟนกีฬาโต๊ะเล็กทั่วประเทศสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ทาง TrueVisions NOW ตลอดทั้งฤดูกาล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เวทีข่าว DAILY เปิดโครงการ “ทอดผ้าป่าคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา”

เวทีข่าว DAILY เปิดโครงการ “ทอดผ้าป่าคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา”

เวทีข่าว DAILY เชิญชวนภาคประชาชนและสื่อมวลชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ผ่านโครงการ “ทอดผ้าป่าคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาคอมพิวเตอร์ให้แก่นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบางทรายน้อย จังหวัดมุกดาหาร เพื่อยกระดับการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ร่วมเป็นเจ้าภาพเครื่องละ 2,000 บาทหรือร่วมสมทบตามกำลังศรัทธา กำหนดจัดกิจกรรม ในวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.ณ โรงเรียน ชุมชนบ้าน บางทรายน้อย จังหวัดมุกดา หาร

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่
ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 196-0-60011-0 ชื่อบัญชี อธินันท์ พรมหมื่นไวท
สอบถามและแจ้งการโอนเงิน 090-944-5409

ร่วมทำบุญวันนี้เพื่ออนาคตของเด็กๆ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมุ่งหวังให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

#1 เครื่อง 1 โอกาสทางการศึกษา #รวมส่งต่ออนาคตให้เด็ก #ทุกการให้ คือพลังแห่งการเรียนรู้ #โอกาสทางการศึกษาเริ่มต้นได้จากการแบ่งปัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.และจ.ระนอง ร่วมนำโดรนแปรอักษรเสริมการท่องเที่ยวในเทศกาลส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม “งานอาบน้ำแร่แลระนอง ปี 2569” นำวัฒนธรรมพื้นที่สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

วช. และ จ.ระนอง ร่วมนำโดรนแปรอักษรเสริมการท่องเที่ยวในเทศกาลส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม “งานอาบน้ำแร่แลระนอง ปี 2569“ นำวัฒนธรรมพื้นที่สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับจังหวัดระนอง จัดพิธีเปิดการแสดงโดรนแปรอักษรเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในงาน “อาบน้ำแร่แลระนอง” ประจำปี 2569 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นางลักขณา รักศิลป์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดระนอง, นางสาวปาริชาต ชูดำ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระนอง,นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ,ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ,ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงาน ณ ลานอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) จังหวัดระนอง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การแสดงโดรนแปรอักษรในงานอาบน้ำแร่แลระนอง ประจำปี 2569 ณ จังหวัดระนอง เป็นส่วนหนึ่งของการ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เสริมการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการแสดงโดรนในครั้งนี้ เป็นการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาผสานกับการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนออัตลักษณ์และเสน่ห์ของจังหวัดระนองผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวในงาน “อาบน้ำแร่แลระนอง” ประจำปี 2569 ที่ผสานเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมและพื้นที่อย่างลงตัว อันจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในระดับประเทศและนานา ชาติ พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันให้เกิดกิจกรรมในครั้งนี้

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า จังหวัดระนองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม โดยเฉพาะงาน “อาบน้ำแร่แลระนอง” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดระนอง การได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) ในการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในการแสดงครั้งนี้ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของงานให้มีความทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงโดรนแปรอักษรในครั้งนี้ ได้มีการออกแบบลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ จ. ระนอง ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชม และแสดงถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ

ถัดมาเป็นการแสดงโดรนแปรอักษร ถ่ายทอดสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดระนอง อาทิ ภาพตราพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ตราประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภาพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภาพคอซู้เจียง เจ้าเมืองระนอง ภาพบ่อน้ำพุร้อน ภาพภูเขาหญ้า ภาพหอนาฬิกา ภาพปูเจ้าฟ้า ภาพรถสองแถวไม้เอกลักษณ์ของท้องถิ่น และภาพโลโก้ อว.&วช. ที่ถูกออกแบบอย่างวิจิตรด้วยแสงสี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชม พร้อมทั้งสื่อถึงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองได้อย่างโดดเด่น

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

“สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ร่วม จ.ระนอง เปิด “ศูนย์การเรียนรู้โดรนเพื่อการท่องเที่ยว” ณ วิทยาลัยเทคนิคระนอง เพิ่มสมรรถนะบุคลากรด้วย ววน. เสริมอัตลักษณ์การท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี

วช. ร่วม จ.ระนอง เปิด “ศูนย์การเรียนรู้โดรนเพื่อการท่องเที่ยว” ณ วิทยาลัยเทคนิคระนอง เพิ่มสมรรถนะบุคลากรด้วย ววน. เสริมอัตลักษณ์การท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ จังหวัดระนอง พร้อมด้วย วิทยาลัยเทคนิคระนอง และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้โดรนเพื่อการถ่ายภาพและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง,นางสาวปรารถนา เชาวน์เสฏฐกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระนอง,นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมวิทยาลัยเทคนิคระนอง จ.ระนอง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพื้นที่ โดยเทคโนโลยีโดรน สามารถหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสร้างอาชีพได้ในหลายรูปแบบ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างทักษะให้กับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ สามารถนำไปต่อยอดสู่การประกอบอาชีพและสร้างรายได้

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความพร้อมของจังหวัดในการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ฯ ว่า จังหวัดระนองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในหลายมิติ การนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้จะช่วยยกระดับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว การบริหารจัดการพื้นที่ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

นางสาวปรารถนา เชาวน์เสฏฐกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระนอง ได้กล่าวถึงความพร้อมของสถานศึกษาในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านโดรน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า การพัฒนาและส่งเสริมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับในประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการฝึกอบรมเยาวชนและบุคลากรให้มีทักษะทั้งเชิงเทคนิคและความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในปัจจุบัน สมาคมฯ มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานการแข่งขันและการใช้งานที่ถูกต้องตามหลักสากล เพื่อยกระดับศักยภาพของนักกีฬาไทยสู่เวทีนานาชาติ

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้โดรนฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกำลังคน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกโกลบอลเฮ้าส์ พัฒนาช่าง Multi Skill จ่อฝึกทั่วไทยเร็วๆ นี้

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกโกลบอลเฮ้าส์ พัฒนาช่าง Multi Skill จ่อฝึกทั่วไทยเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานกลุ่มช่างไฟฟ้าและช่างก่อสร้าง ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งรับมอบสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ “ช่างไฟฟ้ามีใบเซอร์” จำนวน 1,000 แผ่น และเยี่ยมชมห้องสำหรับถ่ายทอดสดเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของบริษัท จำนวน 50 ห้อง โดยมี นายพัสกร จะเรียมพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 39 ร้อยเอ็ด นายเข็มชาติ สังฆะตาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน คณะผู้บริหารของทั้งสองฝ่าย และผู้ผ่านการฝึกอบรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 5 บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ตำบลรอบเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจในการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในปี พ.ศ.2567–2568 ได้ร่วมมือกันจัดฝึกอบรมช่างไฟฟ้าและช่างเครื่องปรับอากาศให้แก่ช่างของโกลบอลเฮ้าส์ รวมทั้งสิ้น 80 คน จากนี้จะร่วมกันจัดฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาต่างๆ อาทิ ช่างปูกระเบื้อง ช่างเครื่องปรับอากาศ ช่างติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ช่างบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า และประเมินช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เพื่อยกระดับความสามารถแบบ Multi Skill ให้ได้มาตรฐานสากล โดยมอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ที่บริษัทเปิดสาขา จำนวน 97 สาขา ใน 63 จังหวัด จัดฝึกอบรมด้วย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามอัปเดตข่าวรับสมัครฝึกอบรมได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อ “กำหนดการฝึกอบรม” หรือเฟซบุ๊ก “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน”

ทางด้านนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า บริษัทให้การสนับสนุนการฝึกอบรมประเภทการฝึกเตรียมเข้าทำงาน หลักสูตรช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก เพื่อบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งช่างติดตั้งอุปกรณ์ จำนวน 2 คน และสมทบงบประมาณเป็นทุนค่าอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้ารับการฝึก เป็นเงิน 12,000 บาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสถานที่สำหรับถ่ายทอดสดการจำหน่ายสินค้า จำนวน 50 ห้อง เพื่อรองรับการฝึกอบรมตามโครงการฯ สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มโอท็อป และกลุ่มอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังได้มอบสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ “ช่างไฟฟ้ามีใบเซอร์” จำนวน 1,000 แผ่น ให้แก่กรม เพื่อนำไปใช้ประชาสัมพันธ์แก่ช่างไฟฟ้าทั่วไป และช่างของบริษัทที่ประจำอยู่ในแต่ละสาขาทั่วประเทศด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ร่วมเวทีนโยบายเกษตรภายใต้กรอบ OECD ณ อินโดนีเซีย นำเสนอแนวทางรับมือ Climate Change หนุนไทยเดินหน้าสู่ Technical Review ปี 2569

สศก. ร่วมเวทีนโยบายเกษตรภายใต้กรอบ OECD ณ อินโดนีเซีย นำเสนอแนวทางรับมือ Climate Change หนุนไทยเดินหน้าสู่ Technical Review ปี 2569

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ในปี 2569 ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้ส่งมอบบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum : IM) ของประเทศไทย ให้แก่รองเลขาธิการ OECD อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 5 ของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดย (สศก.) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee for Agriculture : COAG) ภายใต้ OECD ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8–10 เมษายน 2569 เลขาธิการ (สศก.) ได้มอบหมาย ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ (สศก.) ในฐานะ Head of Mission ภายใต้คณะกรรมการด้านการ เกษตร (COAG) ของ OECD ให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรและเข้าร่วมการประชุม Agricultural Policy in Southeast Asia ภายใต้กรอบ OECD ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งจัดโดย The Agricultural Incentives Consortium เครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 5 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างอเมริกา (IDB) และ OECD เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และแนวทางนวัตกรรมในการติดตามและประเมินนโยบายภาคเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายด้านนโยบายภาคเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในการประชุมดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ร่วมอภิปรายในประเด็นแนวทางเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตร มาตรการและแนวทางที่ภาครัฐนำมาใช้ในการบริหารจัดการปัญหา รวมถึงผลสัมฤทธิ์และผลตอบรับที่เกิดขึ้น ตลอดจนความท้าทายและความต้องการการสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับ มือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในฐานะประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Accession Candidate Country) และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรระหว่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของไทยในระยะต่อไป

สำหรับการดำเนินงานของ สศก. ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งที่ 681/2568 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานการดำเนินการของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินการของไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมา สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมภายใต้กรอบ COAG ของ OECD มากกว่า 25 การประชุม ในช่วงปี 2567–2568 ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ นโยบายการเกษตรและตลาด การวัดรอยเท้าคาร์บอน ความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตลอดจนประเด็นด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการปรับมาตรฐานเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร การเข้าถึงฐานข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ ตลอดจนการได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือทางวิชาการจาก OECD อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นภาคีตราสารทางกฎหมายบางฉบับอาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในบางสาขา แต่ประเทศไทยยังสามารถจัดทำข้อสงวนในบางกิจการ รวมถึงเจรจาขอจัดทำข้อสงวนอื่นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์การสื่อสารการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างความตระหนักรู้ แก่ภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กลุ่มหนัดกินผัก แถลงข่าว จัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13-14 มิ.ย.นี้ ที่ช่างชุ่ย เปิดเวทียกระดับมาตรฐานกัญชาไทย

กลุ่มหนัดกินผัก แถลงข่าว จัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13-14 มิ.ย.นี้ ที่ช่างชุ่ย เปิดเวทียกระดับมาตรฐานกัญชาไทย

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ช่างชุ่ย Creative Park : กลุ่มหนัดกินผักแถลงข่าวการจัดงาน Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand เตรียมจัดงานใหญ่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park เปิดพื้นที่กลางของวงการกัญชาไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครบทุกมิติ ชูแนวคิด “คุณภาพดอก” สู่มาตรฐานสากล

นายณัฐวัฒน์ อรรถสวัสดิ์ หรือ “จานนัท” ผู้ก่อตั้งเทศกาล “หนัดกินผัก” กล่าวว่า งาน Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand ก่อตั้งเป็นปีที่ 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park กรุงเทพ มหานคร โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “พื้นที่กลาง” ของวงการกัญชาไทย เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และยกระดับความเข้าใจเรื่อง “คุณภาพของดอก” ในทุกมิติ

การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการผลักดันมาตรฐานคุณภาพดอกกัญชาให้ครอบคลุมมากกว่าความแรง ทั้งในด้านกลิ่น (terpene) รสชาติ มาตรฐานการปลูก และการใช้งานในบริบทต่างๆ พร้อมสร้างการรับรู้ต่ออาชีพ “นักปลูกกัญชา” (cultivator) ในฐานะอาชีพที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์เฉพาะทาง

ภายในงานแถลงข่าวมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ เวิร์กช็อป “TASTE. TERP. TRUTH.” ที่จะพาผู้เข้าร่วมเรียนรู้มาตรฐานการประกวดดอก สนับสนุนการประกวดดอกมาตรฐาน โดย GUNKUL SMART FARMING ในระดับสากล ผ่านการทดลองชิม วิเคราะห์ terpene และจำลองกระบวนการให้คะแนนจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการปลูก พันธุกรรม และเทคโนโลยีการบ่ม ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก

โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญได้แก่

  • เค — DrHighThai นักปลูกกว่า 20 ปี จาก Hydro สู่ Living Soil และ Organic
  • มองคุณภาพผ่านสายพันธุ์ ระบบปลูก และรายละเอียดของดอกในทุกขั้นตอน
  • ชิน — Eclipse Genetics ทำงานด้าน genetics และการคัดเลือก phenotype เพื่อหาคาแรกเตอร์ของดอก มองสายพันธุ์เป็นจุดตั้งต้นของคุณภาพและความแตกต่าง
  • หนุ่ย — Hightable Bangkok เชื่อมกัญชากับอาหารและประสบการณ์บนโต๊ะ มองดอกเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของผู้ปลูก
  • คริส — Terploc / Grove Bags นักชิมและผู้พัฒนาเทคโนโลยีการบ่มเน้นการรักษา terpene และอ่านคุณภาพผ่านกลิ่น รส และความสะอาด

นอกจากนี้ ยังมีเวที Open Forum “เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง พื้นที่แห่งความเห็นที่ไม่จำเป็นต้องตรงกัน” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากตัวแทนภาควิชาการ การแพทย์ เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยวิทยากรที่มีความรู้ตรง ประกอบด้วย อาจารย์อ๊อด — นักเคมี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสกัด, นายแพทย์สมยศ — แพทย์แผนไทย, คิตตี้ ช่อผกา — ตัวแทนเขียนอนาคตกัญชาไทย, เสก บุญเติม — ตัวแทนเกษตรกร, พอล ไทย สติ๊ค — ตัวแทนผู้ประกอบการฟาร์ม ดำเนินรายการโดย: Melody Sativa โดยมีประเด็นเสวนา ที่น่าสนใจ คือ

  • แนวโน้มกัญชาหลัง “กัญชาทางการแพทย์”
  • เส้นแบ่งระหว่างการใช้ทั่วไปและการรักษา
  • โครงสร้างและการเข้าถึง
  • บทบาทของแต่ละภาคส่วนในอนาคต

เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางของกัญชาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งแนวโน้มกัญชาหลังยุคการแพทย์ เส้นแบ่งการใช้งาน และโครงสร้างการเข้าถึงในอนาคต

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังผสานกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและดนตรี เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของวงการกัญชาไทยในมิติร่วมสมัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมงานช่วงท้ายของวัน งานจะเปลี่ยนจากบทสนทนาสู่การเฉลิมฉลองวัฒนธรรม 4/20 พร้อมดนตรี sound system โดย
MUANGAEK SOUNDSYSTEM — กลุ่ม DJ และ selector ที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรม reggae sound system ในไทย
6V6T6rrr (Avatar) — ศิลปิน Modular Synthesizer

การเสวนาเรื่อง “กัญชาทางการแพทย์” กลายเป็นเวทีสะท้อนความเห็นที่แตกต่างจากทั้งนักวิชาการและผู้ประกอบการ ท่ามกลางบริบทประเทศไทยปี 2569 ที่นโยบายกัญชายังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเต็มไปด้วยข้อถกเถียงทั้งในเชิงนิยาม การใช้งาน และผลกระทบเชิงโครงสร้าง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความหมายของคำว่า “กัญชาทางการแพทย์” ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันอย่างชัดเจน อาจารย์อ๊อดมองว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสอดคล้องกับระบบสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่พี่เพาเห็นว่า คำนี้มีนัยสำคัญในเชิงการสื่อสาร ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และทำให้กัญชาถูกมองว่าอยู่ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานและการควบคุม

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมยศตั้งข้อสังเกตในอีกมุมว่า การจำกัดกัญชาไว้เฉพาะทางการแพทย์ อาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ในเชิงสันทนาการ พร้อมชี้ว่าแนวทางนโยบายดังกล่าวอาจมีปัจจัยทางการเมืองและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้จะมีความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีเสวนาเห็นตรงกันว่า เมื่อกัญชาถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งผู้บริโภคที่ต้องเข้าใจกฎหมายใหม่ ผู้ประกอบการที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต และภาครัฐที่ต้องทำความเข้าใจและบังคับใช้กฎระเบียบอย่างถูกต้อง ในมิติทางธุรกิจ ผู้ประกอบการมองว่าการยกระดับกัญชาเข้าสู่มาตรฐานทางการแพทย์ จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด โดยเฉพาะการส่งออก เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แม้ภายในประเทศยังมีข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการใช้

ด้านคุณคิตตี้สรุปว่า ทิศทางของกัญชาในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างอำนาจที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการกำหนด ดังนั้น การปรับตัวให้สอดรับกับนโยบายจึงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของทั้งผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาว

งานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก
Presented by : Athena Thailand
สนับสนุนหลัก : MT Grow Fertilizer
สนับสนุนการจัดงาน
Kondee420’s, OGKRATOM, Stealth Garden Thailand, Nirvana Community, High Canna Farm, Thai Stick Co., Ltd., Arunsweed, ช่างชุ่ย ครีเอทีฟ พาร์ค

Partner
Drk.Highthai, Terploc Thailand, Hightable Bangkok, Eclipse Genetic, Catss Lab, Blvcksmith, เนื้อไทยไดอารี่, KD Genetic, Livity420, Arunsweed, Dudesomboon, Yellow Reccord
รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมจำนวนมาก สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันกัญชาไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืนในระดับสากล


สุรเชษ ศิลานนท์ รายงาน

พลเอกศราวุธ จันทร์พุ่ม “ผบ.นทพ.” เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการ “จัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2569

พลเอกศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการจัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์ ประจำปี 2569

วันที่ 20 เมษายน 2569 กองบัญชาการทหารพัฒนา (หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา) โดย สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา : พลเอก ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการจัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พลตรี ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ให้การต้อนรับ

การฝึกอบรมครั้งนี้มีเยาวชนจากสำนักพัฒนาภาค 1–5 ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 120 คน อายุระหว่าง 16–18 ปี เข้าร่วมกิจกรรม การฝึกอบรมมุ่งส่งเสริมความรู้และประสบการณ์ ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเสริมสร้างความเป็นจิตอาสา การรักษาขนบธรรม เนียมประเพณีไทย ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเป็นผู้นำท้องถิ่นและร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

ในการนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมน้นย้ำให้เยาวชนผู้เข้ารับการอบรมเก็บเกี่ยวประโยชน์ ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง และร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ณ ห้องอบรม สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน