โจทย์หินรัฐบาล! กก.แลนด์บริดจ์ต้องเคลียร์ข้อสงสัย “คุ้มทุนจริงหรือไม่?”

รัฐบาลเพิ่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการแลนด์บริดจ์” เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการเชื่อมอ่าวไทย-อันดามันให้เกิดขึ้นจริง แต่โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องก่อสร้าง หากเป็นคำถามที่สังคมยังสงสัยว่า… “แลนด์บริดจ์คุ้มทุนจริงหรือไม่?” และ “จะมีเอกชนรายไหนกล้าลงทุน?” เพราะโครงการระดับ “ล้านล้านบาท” จะเดินหน้าไม่ได้ หากยังตอบคำถามพื้นฐานเรื่องความคุ้มค่าไม่ได้อย่างชัดเจน

1. รัฐบาลเอาจริง หรือกำลังหาทางลง?

การตั้งคณะกรรมการแลนด์บริดจ์ สะท้อนว่ารัฐบาลน่าจะต้องการ “เดินหน้า” โครงการแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง มากกว่าการตั้งคณะกรรมการเพื่อประวิงเวลา หรือหาทางยุติโครงการแบบเงียบๆ แต่รัฐบาลก็รู้ดีว่า ยังมีคนจำนวนมากไม่เชื่อว่าแลนด์บริดจ์จะสามารถดึงเรือสินค้าออกจากช่องแคบมะละกาให้มาใช้บริการได้ข้อสงสัยสำคัญคือ… เส้นทางนี้ประหยัดเวลาได้จริงหรือไม่? ต้นทุนขนส่งจะถูกลงจริงไหม? จะมีเรือมาใช้บริการมากพอหรือเปล่า? และสุดท้าย นักลงทุนจะเห็นโอกาสทำกำไรหรือไม่?หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ โครงการนี้ก็อาจจบลงเพียง “ภาพฝันบนกระดาษ”

2. ปัญหาใหญ่คือ… ผลการศึกษา “สวนทางกัน” สิ่งที่ทำให้สังคมสับสนที่สุด คือผลการศึก ษาความเป็นไปได้ของโครงการจาก 2 หน่วยงานรัฐ กลับออกมาตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ประกอบด้วยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

2.1 สนข.ประเมินว่า “คุ้มทุน” ผลศึกษาของ สนข.ระบุว่า เอกชนที่ลงทุนจะได้รับผลตอบ แทนทางการเงิน (FIRR) 8.62% มูลค่าสุทธิในปัจจุบัน (NPV) 759,985 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) 24 ปี แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือ… FIRR 8.62% หมายถึง โครง การมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8.62% ต่อปี ถือว่า “ไม่เลว” สำหรับเมกะโปรเจกต์ NPV เป็นบวก 759,985 ล้านบาท หมายความว่า การนำรายได้และต้นทุนทั้งหมดในอนาคต มาคิดกลับเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน แล้วพบว่าโครงการนี้จะเหลือผลตอบแทนสุทธิประมาณ 7.6 แสนล้านบาทคืนทุนใน 24 ปี หมายถึง นักลงทุนต้องรอประมาณ 24 ปี จึงจะได้เงินลงทุนกลับคืนครบพูดง่ายๆ คือ สนข.เชื่อว่า “ลงทุนแล้วคุ้ม”

2.2 สศช.ประเมินว่า “ขาดทุนหนัก”แต่ผลศึกษาของ สศช.กลับตรงกันข้าม โดยประเมินว่า FIRR เท่ากับ -4.37% และ NPV เท่ากับ -189,522 ล้านบาท ความหมายคือ…FIRR ติดลบ 4.37% หมายถึง ลงทุนแล้วผลตอบแทนไม่พอชดเชยต้นทุนNPV ติดลบกว่า 1.89 แสนล้านบาท หมายถึง เมื่อคำนวณรายได้และต้นทุนทั้งหมดตลอดอายุโครงการ แล้วคิดกลับเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน โครงการนี้จะมีผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนอยู่ประมาณ 1.89 แสนล้านบาทพูดง่ายๆ คือ สศช.มองว่า… “โครงการนี้อาจไม่ใช่แค่ไม่คุ้มทุน แต่ยังเสี่ยงขาดทุนหนักอีกด้วย”

3. จุดตัดสินอยู่ที่คำถามเดียว “จะมีเรือมาใช้บริการมากพอหรือไม่?”

หัวใจของโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้อยู่ที่การสร้างท่าเรือ มอเตอร์เวย์ หรือรถไฟทางคู่ แต่อยู่ที่ว่า… “จะสามารถดึงเรือจากช่องแคบมะละกา มาใช้แลนด์บริดจ์ได้มากแค่ไหน?” เพราะรายได้ทั้งหมดของโครงการขึ้นอยู่กับ “ปริมาณสินค้า”

3.1 สนข.เชื่อว่า “ประหยัดเวลา 4 วัน”สนข.ประเมินว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรืออ้อมผ่านช่องแคบมะละกา จึงคาดว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการในปี 2573 จะมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือระนองและชุมพรรวมกันถึง 19.92 ล้าน TEU (Twenty-foot Equivalent Unit) ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก เพราะท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2534 มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งานแค่เพียง 8.34 ล้าน TEU เท่านั้นนั่นหมายความว่า สนข.กำลังตั้งสมมติฐานว่า… “แลนด์บริดจ์จะเติบโตเร็วกว่าท่าเรือแหลมฉบังมาก”

3.2 แต่ สศช.มองตรงกันข้ามสศช.เห็นว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาโดยรวมจริง เพราะต้องมีการ “ขนถ่ายสินค้าซ้ำ” (Double Handling) กล่าวคือ เรือฝั่งอันดามันต้องยกสินค้าลง ขนส่งทางบกข้ามฝั่ง แล้วนำขึ้นเรืออีกครั้งฝั่งอ่าวไทย ขั้นตอนเหล่านี้ต้องเพิ่มทั้งต้นทุน เวลา และความเสี่ยงดังนั้น เรือจำนวนมากอาจเลือก “วิ่งอ้อมมะละกาเหมือนเดิม” เพราะประหยัดเวลาและต้นทุนได้ และหากเรือมาใช้บริการน้อยกว่าที่คาด รายได้ของโครงการก็จะไม่พอคืนทุน

4. คณะกรรมการแลนด์บริดจ์กำลังเผชิญ “ภารกิจที่ยากที่สุด”

ภายในเวลาเพียง 90 วัน คณะกรรมการแลนด์บริดจ์คงไม่สามารถศึกษาทุกอย่างใหม่ได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ คือการนำผลศึกษาที่มีอยู่มาตรวจสอบ เปรียบเทียบ และหาข้อสรุปแต่ปัญหาคือ… ผลศึกษาของ 2 หน่วยงาน “ต่างกันคนละโลก” ฝ่ายหนึ่งบอก “คุ้มทุนมหาศาล” อีกฝ่ายบอก “ขาดทุนหนัก”ดังนั้น หากคณะกรรมการแลนด์บริดจ์จะสรุปว่า “โครงการคุ้มทุน” ก็จำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดตัวเลขจึงต่างกันมาก สมมติฐานใดใกล้ความจริงมากกว่า ปริมาณเรือและสินค้าที่คาดการณ์ไว้สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่ประชาชนคนไทยที่กำลังจับตามอง แต่นักลงทุนทั่วโลกก็กำลังดูอยู่เช่นกัน

5. คำถามสุดท้าย “เอกชนจะกล้าลงทุนจริงหรือ?”

เป้าหมายหลักของเอกชนคือ “ทำกำไรให้ได้มากที่สุด” ต่างจากภาครัฐที่บางครั้งยอมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แม้ผลตอบแทนทางการเงินไม่สูง เพราะต้องคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การกระจายความเจริญ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาวแต่เอกชนไม่ได้คิดแบบนั้น เอกชนจะลงทุนก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า มีลูกค้าเพียงพอ มีรายได้มั่นคง ความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าดังนั้น การจะดึงเอกชนให้ลงทุนโครงการระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากคำถามเรื่อง “ความคุ้มทุน” ยังไม่มีคำตอบที่น่าเชื่อถือ

6. บทสรุปวันนี้

โจทย์สำคัญของ “คณะกรรมการแลนด์บริดจ์” อาจไม่ใช่การออกแบบท่าเรือ มอเตอร์เวย์ หรือรถไฟทางคู่ แต่คือการพิสูจน์ให้สังคมเชื่อว่า… “โครงการนี้จะมีเรือมาใช้จริง และสามารถสร้างรายได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนมหาศาล”

เพราะหากตอบไม่ได้ “แลนด์บริดจ์” อาจกลายเป็นเพียงเมกะโปรเจกต์ในฝัน… “แค่ภาพฝันบนกระดาษ” ที่ไม่มีใครกล้าลงทุนจริง


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”

ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา?

1. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.

(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ?ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาแต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง?เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้นหากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกันผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU) ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEUนั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139%คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่?เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันทีนี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”

2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่?

แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน

3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง

บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง!

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิขาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

“ผู้ว่า สตง.” ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการ “คลองชองเกชอนโคราช” หลังถูกวิจารณ์หนักสภาพเสื่อมโทรมคล้ายถูกทิ้งร้าง

“ผู้ว่า สตง.” ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการ “คลองชองเกชอนโคราช” หลังถูกวิจารณ์หนักสภาพเสื่อมโทรมคล้ายถูกทิ้งร้าง ขณะที่โยธาธิการฯ แจงเหตุล่าช้าเพราะรอผู้รับจ้างระยะ 2 และยังไม่มีหน่วยงานรับดูแลชั่วคราว

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อม นพ. วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ลำตะคอง “คลองชองเกชอนโคราช” ระยะที่ 1 บริเวณวัดสุขสันติราม เขตเทศบาลนครนครราชสีมา หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่าและสภาพลำตะคองที่สกปรก

จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1 ซึ่งใช้งบประมาณ 118 ล้านบาท ระยะทาง 725 เมตร เสร็จสิ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่ยังไม่มีหน่วยงานเข้ารับผิดชอบดูแล ทำให้สภาพพื้นที่ทรุดโทรม มีตะกอนสะสม ขาดไฟส่องสว่างและทางเข้าออกไม่สะดวก

นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงว่า เทศบาลยังไม่รับโอนภารกิจจนกว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้างดำเนินโครงการระยะที่ 2 มูลค่ารวมทั้งโครงการ 238 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างปีงบประมาณ 2569

ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ระบุว่า หากโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองโคราช ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อน พร้อมเตรียมแผนจัดการน้ำเสียตลอดแนวลำตะคองระยะทาง 13 กิโลเมตร ใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท คาดเริ่มดำเนินการปี 2570-2571

ขณะที่ผู้ว่า สตง. ย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในอนาคต


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ทุกข์ชาวบ้านรวมตัวประท้วงกลิ่นเหม็นขี้ไก่ และกองทัพแมลงวันจากฟาร์ม

จังหวัดลพบุรี – ชาวบ้านตำบลช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม ลพบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากที่ฟาร์มไก่เนื้อที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวนของขี้ไก่ และกองทัพแมลงวันจำนวนมาก จึงได้นัดรวมตัวกันเชิญฝ่ายปกครอง ตัวแทนเข้าของฟาร์มร่วมหาแนวทางแก้ไข

โดยเมื่อเช้าวันนี้ที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี นายอานนท์ โต้งยงค์ ปลัดอำเภอพัฒนานิคม นายชิตนรา วงษ์ทอง กำนันตำบลช่องสาริกา ได้เป็นประธาน ในการพูดคุยระหว่างตัวแทนของชาวบ้านหมู่ที่ 2 และ หมู่ที่ 3 ตำบลช่องสาริกา และตัวแทนของเจ้าของฟาร์มไก่ที่มาในครั้งนี้ประมาณ 25 คน ทั้งนี้เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวได้มีการตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อของฟาร์มดีซัน เครือข่ายของบริษัทซันบรอยเลอร์ จำกัด และฟาร์มไก่เนื้อของพัฒนานิคมฟาร์ม 2 ที่ทั้ง 2 ฟาร์มนั้นเลี้ยงแบบฟาร์มปิด ซึ่งบริเวณโดยรอบของทั้ง 2 ฟาร์มนั้นมีบ้านเรือนประชาชนอยู่จำนวนมากและได้รับผลกระทบจากฟาร์มไก่ เนื่องจากกลิ่นเหม็นจากขี้ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์ม ชาวบ้านสุดทนกับกลิ่นดังกล่าวที่ในช่วงที่มีฝนตกลงมาจะเหม็นมาก นอกจากนี้ยังพบว่ามีแมลงวันออกมาบินก่อกวนตามบ้านเรือนประชาชนไม่เป็นอันกินอันนอน

ซึ่งในหมู่บ้านดังกล่าวก็มีทั้งเด็ก ๆ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ติดเตียงที่ต้องเผชิญกับกองทัพแมลงวัน และกลิ่นขี้ไก่ที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ หากจะถามชาวบ้านว่าเหม็นมากน้อยแค่ไหนก็ยังไม่มีเครื่องวัดความเหม็นมายืนยันได้ โดยพบว่าลำรางหน้าบริษัท มีน้ำไหลออกมาจากฟาร์มไก่สีดำ สิ่งกลิ่นเหม็นไหลลงมาสู่ลำรางริมผ่านถนนในหมู่บ้านอีกด้วย ทางชาวบ้านจึงขอให้ทางฝ่ายปกครอง ช่วยหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะชาวบ้านเดือดร้อนจริง ๆ บางบ้านต้องติดแอร์หนีกลิ่นที่เหม็นพอเปิดออกมาก็ได้กลิ่นอยู่ดี แถมมีแมลงวันบินสวนเข้ามาในบ้านด้วย

โดยสรุปได้ว่าจะได้มีการทำข้อตกลงกันหรือ MOU และจะมีการประชาสัมพันธ์ในการดำเนินการแก้ปัญหาแต่ละขั้นตอนให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง สำหรับในการพูดคุยในครั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้มีการประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา และจากฝ่ายสาธารณสุข ด้วยวาจาก่อนถึงวันที่นัดหมายมาพูดคุยกัน แต่พอถึงวันประสานไปอีกครั้งได้รับคำตอบว่าจะต้องมีหนังสือเป็นทางการถึงจะจัดเจ้าหน้าที่มาร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นได้ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กับตัวแทนของชาวบ้านในการพูดคุยในครั้งนี้

ทั้งนี้ในเรื่องดังกล่าวตัวแทนของฟาร์มไก่ได้ออกมาเปิดเผยว่าจะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน เพื่อเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างทางฟาร์มไก่และประชาชนที่พักอาศัยอยู่โดยรอบไม่ให้ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะได้มีการหารือกับทางบริษัทที่จะจัดหา EM มาฉีดพ่นฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นเหม็นในฟาร์มไม่ให้แพร่กระจายออกไป รวมทั้งมีการพ่นยาป้องกันแมลงวันและจะจัดทำอุโมงค์ระบายอากาศให้สูงขึ้นไปไม่ให้กลิ่มเข้ามารบกวนชาวบ้าน ส่วนในเรื่องของน้ำที่ไหลออกมาจากฟาร์มนั้นจะได้มีการแก้ไขปรับปรุงช่องทางน้ำไหลออกมาภายนอก ขณะชาวบ้านบอกว่ามีการเผาซากไก่ที่ตายนั้นคงไม่เป็นความจริงเพราะเป็นข้อห้ามสำคัญของบริษัทอยู่แล้ว


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ชาวบ้านด่านขุนทด ร้องผู้การโคราช ถูกนายทุนเชิดรถจำนำกว่า 10 คัน สั่งเร่งตรวจสอบ ล่าติดตามคืน

ชาวบ้านด่านขุนทดร้อง ผู้การโคราช ถูกนายทุนเชิดรถจำนำกว่า 10 คัน สั่งเร่งตรวจสอบ ล่าติดตามคืน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา นายสมเกียรติ เมืองคง อายุ 43 ปี ชาวบ้านตำบลตะเคียน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราช สีมา พร้อมกลุ่มตัวแทนชาวบ้าน เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรม พร้อมนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการนำรถยนต์ไปจำนำกับกลุ่มนายทุนในพื้นที่ หลังนำเงินไปไถ่ถอนกลับไม่พบรถกว่า 10 คัน โดยมี พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.อโณทัย จินดามณี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, พ.ต.อ. ราชศักดิ์ ญาณอุบล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ พ.ต.อ.พัฒนากร สูงนารถ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรด่านขุนทด ร่วมรับฟังปัญหาและติดตามความคืบหน้าคดี

นายสมเกียรติ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่นำรถไปจำนำเพื่อนำเงินไปลงทุน เมื่อถึงเวลานำเงินมาไถ่ถอนกลับพบว่ารถบางคันหายไป คาดว่าถูกนำไปขายต่อหรือจำนำต่อให้บุคคลอื่น ทำให้ไม่กล้าเข้าไถ่ถอนเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รถคืน โดยผู้เสียหายที่เดินทางมาในวันนี้มีรถเกี่ยวข้องประมาณ 8 คัน และคาดว่ายังมีเพิ่มเติมรวมมากกว่า 10 คัน สำหรับตนเองได้รับผลกระทบถึง 3 คัน ได้แก่ รถกระบะ 4 ประตู จำนำวงเงิน 100,000 บาท รถกระบะ 4 ล้อเล็ก จำนำ 50,000 บาท และรถเก๋งขนาดเล็ก จำนำ 40,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้ถูกนำไปหมุนเวียนในธุรกิจและใช้จ่ายหนี้สินรายวัน

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านบางส่วนไม่กล้าแจ้งความ เนื่องจากกังวลเรื่องสัญญาไฟแนนซ์ เพราะยังผ่อนชำระไม่หมด แต่เมื่อได้รับความเดือดร้อนหนัก จึงตัดสินใจรวมตัวเข้าร้องเรียน พร้อมฝากให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามรถคืน หรือให้กลุ่มนายทุนออกมาแสดงความรับผิดชอบ และหากไม่สามารถนำรถมาคืนได้ ก็ขอให้มีการไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า เบื้องต้นพบว่าชาวบ้านนำรถไปจำนำแต่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง โดยมีรถเกี่ยวข้องประมาณ 5-6 คัน และอาจมีผู้เสียหายเพิ่มเติม จึงแนะนำให้ทั้งหมดเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ด่านขุนทด เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งเอกสาร การติดต่อสื่อสาร และหลักฐานทางการเงิน เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี พร้อมติดตามตรวจสอบว่ารถแต่ละคันถูกนำไปอยู่ที่ใด

พร้อมกันนี้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ยังฝากเตือนประชาชนว่า การนำทรัพย์สินไปจำนำควรตรวจสอบผู้รับจำนำอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ระทึกกลางเมืองมุกดาหาร ! ไรเดอร์หนุ่มล้วงมือถือร่วงท่อ แขนติดฝาระบายน้ำนาน กู้ภัยเร่งช่วยเจ็บเล็กน้อย

จ.มุกดาหาร – หนุ่มวัย 24 ปี รีบออกส่งของ โทรศัพท์หลุดมือตกช่องฝาท่อ ก่อนตัดสินใจล้วงหยิบเอง สุดท้ายแขนติดร่องฝาท่อ เพื่อนบ้านรีบแจ้งกู้ภัยเข้าช่วยเหลือทันเวลา

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุระทึกบริเวณริมถนนภายในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังไรเดอร์หนุ่มรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุแขนติดอยู่ภายในร่องฝาปิดท่อระบายน้ำ ขณะพยายามล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือที่พลัดตกลงไป จนไม่สามารถดึงแขนออกมาได้ สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหารเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

ผู้ประสบเหตุทราบชื่อคือ นายกันกาญจนพิทักษ์ เจริญภักดี อายุ 24 ปี อาชีพไรเดอร์ส่งอาหารและพัสดุ โดยจากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า ขณะกำลังจะออกไปทำงานส่งของ ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู แต่เกิดพลาดทำโทรศัพท์หลุดมือ ตกกระแทกพื้นก่อนกระ เด็นไหลลงไปติดอยู่บริเวณช่องรอยต่อของฝาปิดคลองระบายน้ำ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการรับงานและใช้ประกอบอาชีพ ผู้ประสบเหตุจึงรีบใช้มือล้วงลงไปหวังหยิบโทรศัพท์กลับคืน แต่ระหว่างเอื้อมมือเข้าไป แขนกลับติดค้างอยู่กับร่องของฝาท่อระบายน้ำ ไม่สามารถดึงออกมาได้ แม้จะพยายามอยู่นานก็ไม่สำเร็จ

ชาวบ้านและเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างรีบเข้าช่วยเหลือ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหารเข้าตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวังในการช่วยเหลือ ใช้เวลาพอสมควรจึงสามารถนำแขนของผู้ประสบเหตุออกมาได้สำเร็จ ท่ามกลางความโล่งใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นนายกันกาญจนพิทักษ์ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย มีรอยถลอกและอาการบวมบริเวณแขน แต่ยังอยู่ในอาการปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเร่งรีบทำงานบนท้องถนน เพราะเพียงเสี้ยววินาทีของความพลั้งเผลอ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้.


มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ 0988699888

สดุดีวีรชน ปกป้องอธิปไตย ขอบคุณน้ำใจไทยไม่ทิ้งกัน

“สดุดีวีรชน ปกป้องอธิปไตย ขอบคุณน้ำใจไทยไม่ทิ้งกัน” แม่ทัพภาคที่ 2 จัดพิธีทำบุญอุทิศกุศลยุทธการชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณเชิดชูภาคีเครือข่าย

กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีรำลึกถึงความเสียสละของกำลังพลและแสดงความขอบคุณพลังมวลชน ในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณผู้สนับสนุนยุทธการยุทธบดินทร์-ยุทธการศตวรรษ ย้ำภาพความร่วมมือระหว่างกองทัพและประชาชนที่ยืนหยัดเคียงข้างกันในยามวิกฤต

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับกำลังพลผู้เสียสละชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปี 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความตื้นตันและสมเกียรติ

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ ได้กล่าวสดุดีและขอบคุณทุกภาคส่วนด้วยใจจริง โดยเน้นย้ำว่าภารกิจการรักษาอธิปไตยในครั้งนี้ สำเร็จลงได้ด้วยพลังใจจากประชาชน ซึ่งในยามที่สถานการณ์ตึงเครียด กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละ แต่สิ่งที่เป็นพลังผลักดันให้เราก้าวข้ามความยากลำบาก คือน้ำใจจากพี่น้องประชาชนที่หลั่งไหลเข้ามาสนับสนุนอย่างไม่ขาดสาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ทหารทุกนายตระหนักว่า พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีคนไทยทั้งประเทศยืนเคียงข้างอยู่เสมอ

ภายในงานได้มีพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่พระสงฆ์ หน่วยงาน องค์กร และภาคประชาชนที่ให้การสนับสนุนยุทธการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติในความเสียสละและน้ำใจไมตรีที่มอบให้กับกองทัพภาคที่ 2 “เกียรติบัตรที่มอบให้ในวันนี้ อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์เล็กๆ แต่เปี่ยมด้วยความหมาย เพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระคุณ และการยกย่องในความเสียสละของทุกท่าน ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 จะจดจำไว้ด้วยความภาคภูมิใจ” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวทิ้งท้าย

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก #RTA


พรพิพัฒน์ รายงาน

โรงรับจำนำลดดอกเบี้ย ช่วยประชาชนชุดนักเรียนขึ้นราคาซื้อหาเท่าที่จำเป็น

จังหวัดลพบุรี – สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรีช่วยเหลือประชาชนก่อนเปิดภาคเรียน ลดดอกเบี้ยเงินต้นไม่เกิน 5 พันบาทร้อยละ 25 สตางค์ เกินสามหมื่นร้อยละ 1 บาท เป็นการแบ่งเบาภาระให้กับพี่น้องประชาชน ขณะที่บรรยากาศการซื้อเสื้อผ้านักเรียนไม่คึกคัก ผู้ปกครองเลือกซื้อหาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

บรรยากาศที่สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรี ในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงนี้ใกล้เปิดภาคเรียนประจำปี 2569 พบว่ามีผู้ปกครองที่จะต้องใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยด้านการศึกษาของบุตร หลานเป็นส่วนใหญ่เข้ามาจำนำสิ่งของแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรหลานในการเปิดภาคเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอนุบาลขึ้นเป็นประถม ส่วนเด็กประถม 1-4 ส่วนใหญ่จะหาซื้อสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น

ด้านเทศบาลเมืองลพบุรี ได้มีมาตรการให้ทางสถานธนานุบาลเทศบาล วางมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มาใช้บริการ โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการรับจำนำ ซึ่งกำหนดเงินต้นไม่เกิน 5 พันบาทคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 บาทต่อเดือน เงินต้นเกินกว่า 5 พันบาทแต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาทคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 บาทต่อเดือน และเงินต้นเกินกว่า 3 หมื่นบาทคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน ทั้งนี้พบว่าในช่วงนี้มีประชาชนมาใช้บริการกับทางสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองลพบุรี ได้เตรียมวงเงินรองรับไว้เพียงพอสำหรับการรับจำนำสิ่งของต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในช่วงที่จะเปิดภาคเรียนใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและยังจะเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้ประชาชน ซึ่งให้บริการในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมไม่ถูกเอาเปรียบที่จะเป็นการลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

ขณะที่บรรยากาศในตลาดเมืองลพบุรีตามร้านจำหน่ายเสื้อผ้าชุดนักเรียน พบว่ามีผู้ปกครองพาบุตร หลาน มาหาซื้อชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า กันอย่างต่อเนื่อง แต่ทางร้านเปิดเผยว่าผู้ปกครองมาหาซื้อชุดนักเรียนไม่ค่อยคึกคักเท่ากับในปีที่ผ่านมา เนื่องจากคงจะเป็นเพราะในช่วงนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องรัดเข็มขัด เป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งราคาชุดนักเรียนที่มาวางจำหน่ายก็มีการปรับขึ้นราคาจากในปีที่ผ่านมาบ้างเล็กน้อย โดยพบว่าผู้ปกครองมาหาซื้อชุดนักเรียนเท่าที่จำเป็นที่ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนที่มีการปรับขึ้นจากชั้นอนุบาลขึ้นชั้นประถมศึกษา รวมทั้งนักเรียนที่ย้ายสถานศึกษาใหม่ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนชุดนักเรียน นักศึกษา จากการสอบถามพบว่าบางรายถ้าใช้ชุดเดิมก็จะไม่มีการซื้อชุดใหม่เพื่อเป็นการประหยัด และใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

มทภ.2 ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามและการยิงกระสุนจริง (LFX) ประจำปี 2569

มทภ.2 ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามและการยิงกระสุนจริง (LFX) ประจำปี 2569

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ. 2 และ พลโท ธิติพันธ์ ฐานะจาโร จก.ยศ.ทบ. เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกฯ ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีกองทัพภาคที่ 2 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา สำหรับจุดมุ่งหมายของการฝึกกระสุนจริง (LFX) ของ ร.6 พัน.3 ในครั้งนี้ คือการที่หน่วยสามารถดึงเอา “จุดแข็ง” ของแต่ละเหล่ามาบูรณาการร่วมกันได้อย่างลงตัว ตามสไตล์กองพันพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว (RDF)

ภาพที่เราเห็นคือการเคลื่อนที่ของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ในการรุกเข้าตีที่หมายได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การยิงคุ้มครองจากปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์โจมตี และในการฝึกรอบนี้มีการนำโดรน (UAV) มาใช้เพิ่มขีดความสามารถให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์แบบเต็มตัว ทั้งการบินตรวจการณ์ ปรับแก้การยิง และประเมินความเสียหายแบบ Real-time ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจในสนามรบเฉียบคมขึ้น

นอกจากนี้ยังเสริมด้วย ปรส.106 ในการยิงทำลายเป้าหมาย เรื่องการสนับสนุนก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อทุกย่างก้าวมีความเสี่ยง ทหารช่างจึงเข้าปฏิบัติการเจาะสนามทุ่นระเบิดเพื่อเปิดทางให้หน่วยรบเคลื่อนที่ต่อได้อย่างไร้รอยต่อ และเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังพลได้รับบาดเจ็บ การส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ (MEDEVAC) ก็ถูกเรียกใช้ในทันที เพื่อย้ำว่า “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ตลอดระยะเวลาของการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (LFX) ครั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตุการณ์ของคณะกรรมการจากกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐาน สิ่งที่เราได้เห็นจึงไม่ใช่แค่การซ้อมรบ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบสูงสุด (Combat Readiness) ที่บูรณาการทั้ง “คน” “อาวุธ” และ “เทคโนโลยี” เข้าด้วยกัน

เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่จริง กำลังพลทุกนายจะมีความพร้อมสูงสุด เพราะการฝึกในวันนี้ คือหัวใจสำคัญในการรบ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ให้คงอยู่สืบไป


Cr. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6

พรพิพัฒน์ รายงาน

อดีตผู้ใหญ่บ้านหื่นกาม ชิงเข้ามอบตัวก่อนออกหมายจับ ญาติเตรียมหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวชั้นศาล

นครพนม – อดีตผู้ใหญ่บ้านหื่นกาม ชิงเข้ามอบตัวก่อนออกหมายจับ ญาติเตรียมหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวชั้นศาล

มีความคืบหน้า คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ป.6 เตรียมขึ้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขต อ.นาแก จ.นครพนม ถูกผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 (ตำแหน่งในขณะนั้น) พื้นที่ ต.วังยาง อ.วังยาง จ.นครพนม ล่อลวงไปย่ำยีในบ้านช่วงภรรยาไปทำบุญที่ สปป.ลาว คืนวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 28 เมษายน ภายหลังทราบผลทางการแพทย์ จึงได้แจ้งความเพิ่มเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 69

เบื้องต้น ร.ต.ท.นรากรณ์ ภูสีฤทธิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.วังยาง ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับนายกิตติพงษ์ วงศ์แสนไชย หรือโชค อายุ 53 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านใหม่ไทยเจริญหมู่ 9 ต.วังยาง เป็นคดีอาญาที่ 93/2569 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในฐานความผิด กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่สามีหรือภรรยาตน โดยเด็กนั้นจะยิน ยอมหรือไม่ก็ตาม, พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อกระทำอนาจาร เหตุเกิดในบ้านเลขที่ 67 หมู่ 9 ซึ่งเป็นบ้านของผู้ก่อเหตุเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. นายกิตติพงษ์ วงศ์แสนไชย หรือโชค อดีตผู้ใหญ่บ้านหื่นกาม ได้ขอเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังยาง และได้สอบปากคำผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดย พ.ต.ท.ยงยุทธ ผิวพรรณ์ รอง ผกก.สอบสวน สภ.วังยาง เปิดเผยว่าคดีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ผบก.ภ.จว.นครพนม), พ.ต.อ.คุรุพงษ์ แก้วสะอาด ผกก.สภ.วังยาง ได้กำชับพนักงานสอบสวนทำคดีอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
“หลังจากนั้นฝ่ายสืบสวน และฝ่ายป้องกันปราบปราม เข้าคุมพื้นที่ จำกัดบริเวณที่คาดว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี โดยเตรียมขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดนครพนม ในเช้าวันนี้ (7 พค.) แต่ผู้ต้องหาได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และจะนำตัวผู้ต้องหายื่นคำร้องฝากขังต่อศาล พร้อมคัดค้านการประกันตัว”

โดยที่หน้าห้องสอบสวน คาดว่าเป็นญาติของผู้ต้องหาปิดบังใบหน้ามิดชิด ยืนรอด้วยความกระวนกระวายใจ ซึ่งพนักงานสอบสอนจะส่งตัวไปฝากขังในช่วงบ่าย คาดเตรียมหลักทรัพย์เพื่อยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล.


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน