ปรับแผนค้นหา น้ำยวมลดตื้นเขิน เรือพัง 3 ลำ อบต.บ้านกาศ ยุติเรือยนต์กู้ภัย แม่โจ้-เทวฤทธิ์ ประสานเรือท้องแบนลุยค้นวันที่ 4 ยังไร้ร่องรอยหนุ่มตกน้ำยวม

ปรับแผนค้นหา น้ำยวมลดตื้นเขิน เรือพัง 3 ลำ อบต.บ้านกาศ ยุติเรือยนต์กู้ภัยแม่โจ้-เทวฤทธิ์ ประสานเรือท้องแบนลุยค้นวันที่ 4 ยังไร้ร่องรอยหนุ่มตกน้ำยวม

คืบหน้าการค้นหา ชายที่สูญหาย อายุ 34 ปี พลัดตกลงไปในลำน้ำยวม บริเวณสะพานข้ามลำน้ำยวม หลังจากลงไปเก็บท่อนไม้ที่ลอยมากับกระแสน้ำที่ไหลเชียว ซึ่งเหตุเกิดขึ้น เมื่อเวลา 16:15 น. ของวันที่ 24 กรกฏาคม 2569 เข้าสู่วันที่สี่แล้วยังไม่พบวี่แวว โดยเช้าวันนี้ 27 ก.ค.69 ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ เปิดเผยว่า มีความจำเป็นต้องยุติการค้นหาทางเรือยนต์ของชุดกู้ภัยแม่โจ้ และมูลนิธิเทวฤทธิ์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำยวมลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เรือยนต์ทั้ง 3 ลำได้รับความเสียหาย ทั้งใบพัดเรือแตกและแกนเกียร์คด ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจต่อได้

สำหรับแผนการค้นหาในช่วงเช้าวันนี้ ทางชุดกู้ภัยแม่โจ้จะปรับมาใช้การบินโดรนสำรวจทางอากาศ บริเวณสะพานท่าข้ามและบริเวณฝายชลประทาน เพื่อค้นหาจุดต้องสงสัย พร้อมกันนี้ อบต.บ้านกาศ ได้ประสานขอรับการสนับสนุนเรือท้องแบนจาก อบต.แม่คง เพื่อนำมาใช้ในการค้นหาผู้สูญหายตามแนวลำน้ำยวมแทนเรือยนต์

นอกจากนี้ยังได้จัดชุดเดินเท้าปูพรมค้นหาตลอดแนว ทั้งสองฝั่งริมน้ำ เกาะกลางน้ำ และกองเศษไม้ที่ทับถมตลอดแนว ตั้งแต่บริเวณสะพานห้วยหลวง ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ลงไปจนถึงบริเวณฝายน้ำล้นชลประทาน ระยะทางรวม 5 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ พร้อมด้วย นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันประชุมวางแผนและลงพื้นที่ติดตามปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายในลำน้ำยวมอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมทหารพรานที่ 36, สภ.แม่สะเรียง, อบต.บ้านกาศ, ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ช่วยฯ ผู้ใหญ่บ้าน, ประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนสมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยแม่สะเรียง, สมาคมกู้ภัยแม่โจ้, สมาคมเทวฤทธิ์ ประดาน้ำ ภาค 5 และทีมกู้ภัยจากเชียงใหม่

โดย นายวิทวัส สินวรศรีทวีคูณ หัวหน้าชุดกู้ภัยแม่โจ้ พร้อม มูลนิธิเทวฤทธิ์ทรงธรรม และเจ้าหน้าที่กู้ภัย จากจังหวัดเชียงใหม่ 20 นาย ร่วมกับทาง สมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยแม่สะเรียง นำเรือ 3 ลำ ออกปฏิบัติการค้นหาทางน้ำตั้งแต่เช้า ก็ยังไร้ร่องรอยของผู้สูญหาย สำหรับแผนการค้นหา เน้นหาตามลำน้ำยวมที่ยังคงมีความเชี่ยว ระยะทาง 5 กิโลเมตร จากจุดเกิดเหตุสะพานห้วยหลวง ลงไปถึง ฝายชลประทานน้ำยวม สำหรับปัญหาคือความตื้นของน้ำบางช่วงที่ส่งผลกระทบกับเรือ หลังปริมาณน้ำยวมลดระดับลง

ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม เผยถึงแผนการปฏิบัติการว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เน้นการเดินเท้าค้นหาบริเวณขอบฝั่งแต่ยังไม่พบตัว ในวันนี้จึงได้ปรับแผนนำเรือจำนวน 3 ลำ ออกลาดตระเวนค้นหาทางน้ำตลอดทั้งวันจนกว่าจะพบ โดยทีมงานทุกฝ่ายยืนยันพร้อมปฏิบัติงานอย่างเต็มที่และไม่ท้อถอย นอกเหนือจากการค้นหาทางกายภาพ ทางครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ดำเนินพิธีทางความเชื่อควบคู่กัน ทั้งการจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง รวมถึงพิธีทรงเจ้าตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเพื่อทำพิธีเชิญพระมาแผ่เมตตา ให้เปิดทางและพบตัวผู้สูญหายโดยเร็ว

ทั้งด้าน ฉก.ทพ.36 สนับสนุน กำลังพลและ ชุดปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ร่วมกับ ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.แม่สะเรียง, นพค.36 , จนท.กู้ชีพกู้ภัย, นายก อบต.บ้ายกาศ, ผู้นำชุมชน และราษฎรบ้านห้วยหลวง เร่งระดมค้นหาผู้สูญหายจากเหตุการณ์ชายวัย 34 ปี ราษฎร บ.ห้วยหลวง พลัดตกแม่น้ำยวม โดยมีการปฏิบัติแบ่งออกเป็น ภาคพื้นที่เดินสำรวจภาคพื้นดินริมสองฝั่งแม่น้ำจากจุดเกิดเหตุถึงฝายกั้นน้ำชลประทาน โดย ผู้นำชุมชน, ราษฎร บ.ห้วยหลวง และ จนท.จากหน่วยราชการ และ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จากชุดปฏิบัติการ ฉก.ทพ.36 เพื่อสำรวจทางอากาศ ค้นหาจากมุมสูง และครอบคลุมรัศมีวงกว้าง ซึ่งการค้นหาทางน้ำ ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยวและอาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน การปฏิบัติ 2 วันที่ผ่านมา ยังไม่พบผู้สูญหาย

ภายหลังจากนี้ที่ทาง กองอำนวยการเฉพาะกิจค้นหาผู้สูญหายอำเภอแม่สะเรียง ได้ส่งมอบภารกิจการติดตามค้นหาให้แก่ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ) ร่วมกับท้องที่ ดำเนินการต่อ โดยใช้พื้นที่ภายใน วัดห้วยหลวง เป็นศูนย์ประสานงาน อำนวยการ โดยทาง ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ และ จนท.งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.บ้านกาศ ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าปฎิบัติการ ค้นหาร่างผู้สูญหายต่อเนื่อง

ด้าน พ่อของผู้สูญหาย นายพร้อม เอื้อฟ้าไพรวัลย์ (เสื้อดำ) เปิดเผยด้วยความสะเทือนใจว่า ยังคงมีความหวังและเฝ้ารอการกลับมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และชาวบ้านทุกคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลูกชาย นายรังสิทธิ์ เอื้อฟ้าไพรวัลย์ อายุ 34 ปี ที่พลัดตกลงไปในลำน้ำยวม บริเวณสะพานข้ามลำน้ำยวม หลังจากลงไปเก็บท่อนไม้ที่ลอยมากับกระแสน้ำ ซึ่งเหตุเกิดขึ้น เมื่อเวลา 16:15 น. ของวันที่ 24 กรกฏาคม 2569


ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

“น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศล…ส่งต่อลมหายใจ”

“น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศล…ส่งต่อลมหายใจ” ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ผนึกกำลังตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจรโคราช เปิดเส้นทางลำเลียงหัวใจดวงที่ 181 ส่ง รพ.รามาธิบดี

วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 : พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระราชปณิธานด้านการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือชีวิต ซึ่งการลำเลียงอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายนับเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกนาทีมีคุณค่าต่อการต่อชีวิตผู้ป่วย

เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เวลาประมาณ 04.00 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจรจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการลำเลียงอวัยวะหัวใจดวงที่ 181 จากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ไปยังโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อให้อวัยวะถึงปลายทางอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ตลอดจนความร่วมมือของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่ให้ความร่วมมือเปิดทางแก่รถพยาบาลและขบวนลำเลียงอวัยวะ ทำให้การเดินทางจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี ระยะทาง 259 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 57 นาที ขณะที่หากเป็นการเดินทางในสภาพการจราจรปกติ โดยไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ และขาดความร่วมมือจากประชาชน จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง การลดระยะเวลาการเดินทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อวัยวะถึงโรงพยาบาลปลายทางภายในเวลาที่กำหนด เพิ่มโอกาสความสำเร็จของการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและการช่วยชีวิตผู้ป่วย

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ภารกิจลำเลียงอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายเป็นภารกิจที่ทุกวินาทีมีความหมาย เนื่องจากอวัยวะหัวใจสามารถคงสภาพเพื่อการปลูกถ่ายได้เพียงประมาณ 4 ชั่วโมง เท่านั้น ความสำเร็จของภารกิจจึงเกิดจากการบูรณาการการปฏิบัติของทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจรจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานด้านการแพทย์ และความร่วมมือของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่พร้อมเปิดทางให้รถพยาบาลสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ภารกิจครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายร่วมกันปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมเสียสละเปิดทางให้รถพยาบาล เพราะทุกวินาทีที่ประหยัดได้ คือโอกาสในการต่อชีวิต และสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

BEAUTILAB ตอกย้ำแบรนด์คอเรคเตอร์อันดับ 1 ดึง ‘เก่ง–น้ำปิง’ ถ่ายทอดแนวคิด Correct to Conquer พร้อมเปิดตัว Blue Corrector ตัวช่วยใหม่เพื่อผิวไบรต์อย่างมั่นใจ

BEAUTILAB ตอกย้ำแบรนด์คอเรคเตอร์อันดับ 1 ดึง ‘เก่ง–น้ำปิง’ ถ่ายทอดแนวคิด Correct to Conquer พร้อมเปิดตัว Blue Corrector ตัวช่วยใหม่เพื่อผิวไบรต์อย่างมั่นใจ 

BEAUTILAB (บิวตี้แลป) ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะแบรนด์คอเรคเตอร์สีพีชอันดับ 1 ด้วยยอดขายอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมเดินหน้าสร้างภาพจำ นึกถึงคอเรคเตอร์ ต้อง BEAUTILAB ผ่านการเปิดตัว เก่ง–หฤษฎ์ และ น้ำปิง–นภัสกร ในฐานะพรีเซนเตอร์คู่แรก และเดินหน้าจัดอีเวนต์ใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Correct to Conquer! เก่งทุกการปกปิด มั่นใจในปาดเดียว! เพื่อส่งต่อเทคนิคการแก้ปัญหางานผิวด้วย Corrector & Concealer พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวข้ามทุกความไม่มั่นใจ โดดเด่น และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

แนวคิด Correct to Conquer เกิดขึ้นจากความเชื่อของ BEAUTILAB ว่า เมคอัพไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกปิดจุดที่ไม่มั่นใจ แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนรู้สึกมั่นใจและพร้อมแสดงตัวตนในแบบของตัวเอง คำว่า Correct จึงสื่อถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการแก้ปัญหาสีผิวด้วย Color Corrector ขณะที่คำว่าConquer หมายถึงการก้าวข้ามทุกความไม่มั่นใจ เพื่อให้ทุกคนพร้อมโดดเด่นและพิชิตทุกสถานการณ์ในแบบของตัวเอง

คอนเซ็ปต์ดังกล่าวยังสะท้อนเส้นทางของ BEAUTILAB จากการพัฒนา Peach Corrector เพื่อตอบโจทย์ปัญหาใต้ตาคล้ำและรอยหมองคล้ำของคนเอเชีย จนได้รับความนิยมและขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์ยอดขายอันดับ 1 หมวด Corrector บน Shopee ประเทศไทย ประจำปี 2025 สู่การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วย Blue Corrector สินค้าใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวหมอง เหลือง และช่วยให้ผิวดูไบรต์มีมิติยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำเป้าหมายของแบรนด์ในการเป็นผู้นำด้านคอเรคเตอร์อย่างครบวงจร

ความสำเร็จของ BEAUTILAB ไม่ได้เริ่มจากการตามกระแสเมคอัพ แต่เริ่มจากการมองเห็นช่องว่างที่ยังไม่มีใครแก้ได้อย่างตรงจุด โดย คุณพงศ์–นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ มองว่า แม้ตลาดความงามไทยจะมีการแข่งขันสูง แต่ยังมีโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากความเข้าใจปัญหาผิวของคนเอเชียอย่างแท้จริง จึงนำองค์ความรู้ด้านผิวพรรณและกระบวนการวิจัย มาสร้าง BEAUTILAB ภายใต้แนวคิด Beauty + Lab เพื่อเปลี่ยนทุกปัญหางานผิวให้กลายเป็นโจทย์ของการทดลอง และพัฒนาเป็นเมคอัพที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง โดยหนึ่งในช่องว่างสำคัญที่แบรนด์มองเห็นตั้งแต่แรก คือ Color Corrector ไอเทมที่ยังไม่เป็นที่นิยมในไทย ก่อนที่ BEAUTILAB จะผลักดันให้กลายเป็นไอเทมสำคัญของงานผิวในวันนี้

“หลังจากทำ Dr.PONG เราคุยกับช่างแต่งหน้ามืออาชีพเยอะมาก และได้ยินปัญหาเดิมซ้ำๆ ใต้ตาคล้ำของคนไทยปกปิดยากที่สุด ลงคอนซีลเลอร์ทับไปเลยก็เทาหม่น ใช้ Corrector แบรนด์ต่างประเทศ สีก็ถูกออกแบบมาสำหรับผิวฝรั่ง พอมาลงบนผิวคนเอเชียกลับส้มโดด ลอย ไม่เนียนไปกับผิว ช่างแต่งหน้าไทยฝีมือระดับโลก แต่ต้องมานั่งผสมสีเองหน้างานทุกครั้ง เพราะไม่มีใครทำสีที่ ‘ถูกออกแบบมาเพื่อผิวคนไทย’ จริงๆ เราเลยตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมเครื่องมือพื้นฐานที่ช่างแต่งหน้าไทยทุกคนต้องใช้ ถึงต้องเป็นของแบรนด์ที่ไม่เคยเห็นผิวคนไทยมาก่อน นั่นคือวันที่ Peach Corrector เกิดขึ้น  

DNA ของ BEAUTILAB คือการผสาน Beauty เข้ากับ Lab เรานำความเข้าใจเรื่องความงามมารวมกับการค้นคว้าและทดลอง เพื่อสร้างเมคอัพที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่ต้องแก้ปัญหาและช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้ได้จริง เป้าหมาย ของเราคือการทำให้ BEAUTILAB กลายเป็นแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการตัวช่วยเรื่องงานผิว”แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่ Hero Product อย่าง Peach Corrector ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และช่วยผลักดันให้ผู้บริโภคชาวไทยรู้จักการใช้ Color Corrector เพื่อแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ ก่อนลงคอนซีลเลอร์มากขึ้น

“สิ่งที่เราภูมิใจที่สุด ไม่ใช่ยอดขาย แต่คือการที่โรงเรียนสอนแต่งหน้าและช่างแต่งหน้ามืออาชีพทั่วประเทศ ใช้ Peach Corrector เป็นเบสิคที่ต้องมีในกระเป๋า เวลาสอนเรื่องแก้ใต้ตาคล้ำ ชื่อเราคือตัวที่ถูกหยิบขึ้นมาแทนที่ แบรนด์ต่างประเทศที่เคยผูกขาดหมวดนี้ เราเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยกลุ่มแรกที่ผลักดัน Peach Corrector ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ เราจึงต่อยอดสู่ Blue Corrector สำหรับปรับผิวหมองให้ดูสว่างและมีมิติ พร้อมพัฒนา Concealer เพื่อปกปิดและเก็บรายละเอียดงานผิวให้ครบในทุกขั้นตอน เราต้องการให้ทุกผลิตภัณฑ์เป็นตัวช่วยที่ทำให้ผู้ใช้ก้าวข้ามความไม่มั่นใจ และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด ‘Correct to Conquer’”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว เก่ง-หฤษฎ์ และ น้ำปิง-นภัสกร ในฐานะพรีเซน เตอร์คู่แรกของ BEAUTILAB ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ ตั้งแต่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ (22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา) โดยตลอดแคมเปญมีการพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมจากแฟนคลับเป็นจำนวนมาก โดย นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ กล่าวว่า “หลายคนอาจคิดว่าแบรนด์เลือกพรีเซนเตอร์จากกระแส แต่จุดที่ทำให้เราตัดสินใจ คือเราเห็นน้องทั้งสองคนใช้สินค้าของเราอยู่แล้วจริงๆ ตั้งแต่ก่อนจะมีดีลอะไรกันทั้งนั้น สำหรับแบรนด์ที่สร้างมาจากปัญหาจริงของผู้ใช้ ไม่มีอะไรมีความหมายมากกว่าการได้พรีเซนเตอร์ที่เป็นผู้ใช้จริงมาก่อน สิ่งที่เราเห็นในตัวเก่งกับน้ำปิง คือความจริงใจและความเป็นมืออาชีพ งานผิวของทั้งคู่คือสิ่งที่แฟนๆพูดถึงตลอด และนั่นคือหมวดที่ BEAUTILAB ยืนอยู่พอดี มันไม่ใช่แค่การจับคู่แบรนด์กับความดัง แต่เป็นการจับคู่ที่ character ตรงกันจริงๆ

ที่ดีใจที่สุดคือ น้องทั้งสองคนไม่ได้มาแค่ถ่ายงานแล้วจบ แต่มาช่วยกันผลักดันภารกิจเดียวกับเรา การพาเทคนิคและมาตรฐานการแต่งหน้าแบบไทยไปให้โลกเห็น เก่งกับน้ำปิงมีแฟนๆ ในหลายประเทศ ทุกครั้งที่แฟนต่างชาติเห็นงานผิวของน้อง แล้วถามว่าใช้อะไร นั่นคือการส่งออกความเก่งของวงการบิวตี้ไทยไปแล้วหนึ่งครั้ง เราอยากขอบคุณทั้งสองคน และขอบ คุณแฟนคลับ ที่ซัพพอร์ตกันอย่างอบอุ่นมาตลอดด้วยครับ”

สำหรับทิศทางของแบรนด์ในปีนี้ ผู้บริหารมองว่า จะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผิวของคนเอเชียอย่างแท้จริง พร้อมมุ่งมั่นผลักดันแบรนด์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดความงาม และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการตัวช่วยเรื่องงานผิว
อัปเดตข้อมูลข่าวสารและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ : https://www.facebook.com/BeautilabCosmetics


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นครนายกแถลงข่าวยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตา ชวนเที่ยว “ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร” สัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ย้อนรอยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย

นครนายก – แถลงข่าวยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตา ชวนเที่ยว “ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร” สัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ย้อนรอยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.30 น. นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนคร นายก เป็นประธานในงานแถลงข่าวกิจกรรมยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตาประจำปี 2569 เสริมสิริมงคลเมืองนครนายก ภายใต้โครงการพัฒนาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวนค รนายก ณ เมืองโบราณดงละคร ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

จังหวัดนครนายก มีต้นทุนสำคัญด้านทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เมืองโบราณดงละคร” แหล่งโบราณสถานสำคัญที่สะท้อนอารยธรรมและประวัติ ศาสตร์อันยาวนานของพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดนครนายก กิจกรรมยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตาประจำปีในครั้งนี้จึงถือเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงมิติแห่งศรัทธา ประวัติ ศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดนคร นายกให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

จังหวัดนครนายก ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ประวัติ ศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย ในงาน “ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร” ระหว่างวันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2569 ณ พื้นที่ส่วนขยายศูนย์ฝึกอบรมสุดาเดือนเพ็ญ มูลนิธิชัยพัฒนา เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ภายในงานพบกับตลาดวัฒนธรรม ร้านค้าชุมชนกว่า 50 ร้าน อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง และกิจกรรมสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด Soft Power วัฒนธรรมไทย 5 สาย ได้ แก่ สายไหว้ สายสนุก สายศรัทธา สายกิน และสายย้อนยุค เพื่อสร้างมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย

นอกจากนี้ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมไหว้พระ ชมความงดงามของถ้ำพญา นาค พร้อมเลือกซื้อและอุดหนุนสินค้าจากชุมชน ในงาน ตลาดวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งจัดขึ้นทุกวันเสาร์ตลอดเดือนสิงหาคม ณ ลานวัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ภายในงานพบกับการแสดง แสง สี เสียง และศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย วันที่14-16 สิงหาคมนี้ อย่าพลาดมาร่วมสัมผัสเสน่ห์ และวัฒนธรรมชาวดงละครกันเยอะฯ นะครับ


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย ผศ.ดร.มณฑิชา รักศิลป์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน นำผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง กำลังพล และสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย

  • พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ บริเวณลานธรรม หน้าพุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี
  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี
  • พิธีถวายเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคล และการถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการทั้งปวงในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชา และความวัฒนาสถาพรของประเทศ พระบรมราโชวาทที่พระราชทาน แก่ข้าราชการในโอกาสต่างๆ ล้วนสร้างความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานเพื่อแผ่นดิน ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม

#ทรงพระเจริญ #กองทัพภาคที่2 #สืบสานรักษาต่อยอด #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

ทีมเกทบอลจังหวัดระยอง ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพ

จังหวัดลพบุรี – ทีมเกทบอลระยอง ได้รับรางวัลชนะเลิศ ครองถ้วยรางวัลพระราช ทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ ในรายการแขงขันกีฬาเกท บอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้ง 4 ปี 2569

ว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้เป็นประธาน ในการอัญเชิญถ้วยพระราชทานรางวัลชนะเลิศของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ ในการแขงขันกีฬาเภทบอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้ง 4 ประจำปี 2569 ณ โดมภายในสนามกีฬาพระราเมศวร อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งมี ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดลพบุรี อุปนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดลพบุรี นายกสมาคมกีฬาเกทบอล นักกีฬา เกทบอล และหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมในพิธีปิดการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้จะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เดินทางมาร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศ กว่า 500 คน

สำหรับการจัดการแข่งขันเกทบอลในครั้งนี้นับเป็นการแข่งขันเกทบอลรายการสูงสุดของของประเทศไทย นอกจากจะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของนักกีฬาแล้วยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานกีฬาเกทบอลของประเทศ โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเป็นถ้วยพระ ราชทานรางวัลชระเลิศของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ นอกจากนี้ยังมีทีมรองชนะเลิศได้รับการคักดลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเกทบอลชิงแชมป์โลกในปี 2570 จำนวน 8 ทีม ซึ่งในการแข่งขันเกทบอลชิงแชมป์โลกครั้งที่ 13 ในปี 2570 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน

โดยในการจัดการแข่งขันในรอบชิงแชมป์ประเทศไทยที่จังหวัดลพบุรีในครั้งนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผ่านการบูรณาการกีฬาเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ในเรื่องของการท่องเที่ยวมาสู่จังหวัดลพบุรี ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดแนว คิด “เยือนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แต่งชุดไทยเล่นเกทบอลนอกจากจะเป็นการส่งเสริม พัฒนา กีฬาเกทบอล ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับในปีนี้ได้ของพระราชทานถ้วยรางวัลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันเป็นแชมป์ประเทศไทยในปีนี้ได้แก่ทีมจากจัง หวัดระยอง ส่วนทีมรองชนะเลิศที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับเหรียญรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณอีกจำนวน 7 ทีม พร้อมกับจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเกทบอลชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 13 ในปี 2570 ต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ผู้การโคราช สานต่อภารกิจจิตอาสาไม่หยุด เดินหน้าทำความดีนำกำลังตำรวจ 51 โรงพักทั่วโคราช ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติในหลวง 74 พรรษา

ผู้การโคราช สานต่อภารกิจจิตอาสาไม่หยุด เดินหน้าทำความดีนำกำลังตำรวจ 51 โรงพักทั่วโคราช ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติในหลวง 74 พรรษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 ต.จอหอ อ.เมืองนคร ราชสีมา จ.นครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนคร ราชสีมา ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการจิตอาสา เราทำความดี บริจาคโลหิต ด้วยหัวใจ ใน วโกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา โดยมีข้าราชการตำรวจจากทั้ง 51 สถานีตำรวจภูธร ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประ เทศ พร้อมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

การบริจาคโลหิตครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ยังเป็นการต่อยอดเจตนารมณ์ของกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ให้การทำความดีเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยโลหิตที่ได้รับจะถูกส่งต่อเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเสียสละที่สะท้อนบทบาทของตำรวจในการเป็นที่พึ่งของประชา ชน ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัยและการช่วยเหลือสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง.

นอกจากนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ผลักดันกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมมาแล้วกว่า 10 กิจกรรม ครอบคลุมทั้ง 51 สถานีตำรวจภูธร ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ให้ตำรวจทุกพื้นที่มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมที่ผ่านมา มีทั้งการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ประสบความเดือดร้อน การพัฒนาชุมชน การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ โครงการพาตำรวจเข้าวัด การรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกิจกรรมจิตอาสาในโอกาสสำคัญของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสะท้อนถึงการน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องการทำความดีเพื่อส่วนรวมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สภาทนายความ ลงพื้นที่วังน้ำเขียว เร่งตรวจข้อเท็จจริงปมที่ดินทับซ้อนอุทยานฯ เดินหน้าช่วยชาวบ้านต่อสู้คดี-คุ้มครองสิทธิ

นครราชสีมา – สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งคณะทำงานและทีมทนายความลงพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติ จนถูกดำเนินคดีและได้รับความเดือดร้อนด้านสิทธิในที่ดินทำกิน พร้อมเตรียมวางแนวทางให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ได้มอบหมายให้ผู้แทนคณะทำงานและทีมทนายความ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว โดยมี ดร.ธีระวุฒิ วชิรมโนวาทย์ กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย, ดร. เกริกฤทธิ์ โชติธาพิพัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโครงการทนายอาสาประจำสถานีตำรวจ, ทนายนทีนาถ ศรีลมุล รองประธานสภาทนายภาค 3, ทนายลภัสรดา ณัฐอาภาพล รองประธานสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และทนายคมสันต์ เที่ยงกระโทก กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ร่วมลงพื้นที่

คณะทำงานได้หารือร่วมกับตัวแทนประชาชน พร้อมตรวจสอบเอกสารสิทธิ หลักฐานการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ย้อนหลัง แผนที่ และภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการดำเนินการช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งในส่วนของการต่อสู้คดีในชั้นศาล การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางกฎหมายของประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทด้านที่ดิน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและเกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่.


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

เชียงใหม่ จัดพิธีปล่อยพันธุ์ปลา 200,000 ตัว ลงสู่แม่น้ำปิง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

เชียงใหม่ – จัดพิธีปล่อยพันธุ์ปลา 200,000 ตัว ลงสู่แม่น้ำปิง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

วันนี้ (22 ก.ค. 69) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ แม่น้ำปิง บริเวณศาลาบ้านเกาะ หมู่ที่ 5 ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายอำพร ศักดิ์เศรษฐ ประมงจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำผู้ร่วมพิธี ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แม่น้ำปิง จำนวน 200,000 ตัว ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาสร้อยขาว และปลากาดำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงใหม่ อันจะช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชนในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

คืนสิทธิที่รอคอยมา 78 ปี ! นายอำเภอสบเมย มอบบัตรประชาชน ยายชาวไทยภูเขาดั้งเดิมตกสำรวจ

คืนสิทธิที่รอคอยมา 78 ปี ! นายอำเภอสบเมย มอบบัตรประชาชน ยายชาวไทยภูเขาดั้งเดิมตกสำรวจ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ได้อนุมัติเพิ่มชื่อและมอบบัตรประจำตัวประชาชนไทย ให้แก่ นางทะลอย สุขอุดมภา อายุ 78 ปี ราษฎรบ้านแม่ออกใต้ หมู่ที่ 4 ตำบลแม่คะตวน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ ข้อ 97

จากคนตกสำรวจ สู่การได้รับสิทธิอย่างสมบูรณ์ สำหรับ ยายทะลอย เป็นราษฎรชาวไทยภูเขาดั้งเดิมติดแผ่นดิน เกิดที่บ้านแม่ออกใต้มาตั้งแต่กำเนิด ทว่าในอดีตเกิดการตกสำรวจทางทะเบียนราษฎร ทำให้ไม่มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) ส่งผลให้ที่ผ่านมาต้องขาดโอกาส และไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานที่ควรจะได้จากทางภาครัฐมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบแปดทศวรรษ

การดำเนินการช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการคืนความเป็นธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับคนไทยดั้งเดิมอย่างแท้จริง

“ขอแสดงความยินดีกับคุณยายทะลอย ในโอกาสที่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยอย่างสมบูรณ์ในวันนี้” นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย กล่าวแสดงความยินดี การได้รับบัตรประชาชนในครั้งนี้ นำความปิติยินดีมาสู่คุณยายทะลอยและครอบครัวอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันตัวตนในฐานะคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ยังช่วยให้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมเสียที



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน