รอง ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการของกองกำลังผาเมือง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ จ.เชียงราย

รอง ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการของกองกำลังผาเมือง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคเหนือ เน้นย้ำการวางแผน เตรียมความพร้อม และการปฏิบัติงานเชิงรุกในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2569 พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในฐานะประธานกรรมการปรับปรุงยุทธศาสตร์กองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 (กองกำลังผาเมือง) จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน และตรวจสอบความพร้อมของหน่วยในพื้นที่

โอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากกองกำลังผาเมือง และหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการกู่เต็งนาโย่ง ในพื้นที่บ้านห้วยน้ำริน ต.เวียงพางคํา อ.แม่สาย จ.เชียงราย และฐานปฏิบัติการแก่งไก่ กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 ณ บ้านห้วยเม็ง ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย อีกทั้งได้เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ณ สถานีเรือเชียงของ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย โดยได้รับฟังการบรรยายสรุป และตรวจภูมิประเทศทางเรือตามลำน้ำโขง เพื่อติดตามสถาน การณ์ชายแดนและการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกำลังทางบกในการรักษาความมั่นคงและป้อง กันการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้เน้นย้ำให้หน่วยดำรงความพร้อมในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการวิเคราะห์พื้นที่และจัดลำดับความสำคัญของจุดล่อแหลม เพื่อพิจารณาใช้ทรัพยา กรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรองรับภัยคุกคามในอนาคต พร้อมนำบทเรียนจากการปฏิบัติในพื้นที่จริงมาบูรณาการปรับ ปรุงยุทธศาสตร์กองทัพบกต่อไป

การเดินทางตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้ติดตามการปฏิบัติภารกิจตามพันธกิจของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ ส่วนกรณีการละเมิดข้อตกลงตามแนวชายแดนนั้น ให้หน่วยดำเนินการตามขั้นตอนและยึดหลักการควบคุมสถาน การณ์ไม่ให้ขยายวงกว้าง รวมทั้งให้ติดตามผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โดยใช้กลไก กอ.รมน. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

กอ.รมน.ตรวจท่าทรายปาย

กอ.รมน.แม่ฮ่องสอน ร่วมกับ ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในปัญหาผู้ประกอบการ ลักลอบขุดทรายในลำน้ำปาย บริเวณ บ.สบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พบผิดจริง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 พ.อ.ภูมิรัชต์ ดุษฎี รอง ผอ รมน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 09.30 น.ได้ร่วมกับ นายพีระเมศร์ ตื้อตันสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ กรมเจ้าท่า, อุตสาห กรรมจังหวัด, ผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอปาย, ปลัดอำเภอปาย, อบต.ทุ่งยาว เพื่อดำเนินการ กรณีมีผู้แจ้งเบาะแสการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ในพื้นที่ บ.สบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ณ ห้องประชุม หลวงเจริญเขตเขลางค์นคร ชั้น2 ที่ว่าการอำเภอปาย โดยมีนายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย เป็นประธาน โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ ได้แจ้งความกับทาง สภ.ปาย ให้ดำเนินการตามกฎหมายและให้หยุดการขุดทราย ทั้งนี้ผู้ประกอบการรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

จากนั้นเมื่อ เวลา 13.00 น. นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย เปิดการประชุมเพื่อดำเนินการกรณีมีผู้แจ้งเบาะแสมีการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ตามที่ปรากฏในข่าว กรณีมีการแจ้งเบาะแส เรื่องการลักลอบขุดทรายในลำน้ำปาย บ้านสบแพม หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งยาว อำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 โดยผู้แจ้งเบาะแสแจ้งว่าการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำไปส่งผลให้กระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งพื้นที่การเกษตรของราษฎรบ้านสบแพม ร่วมกับส่วนราชการ กอ.รมน.จ.มส. สถานีตำรวจภูธรปาย ปกครองอำเภอปาย สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงใหม่ หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ มส.1 (ปาย) ทสจ.มส. อุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน สาขาปาย องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ณ ห้องประชุมหลวงเจริญเขตเขลางค์นครชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ ราษฎรในพื้นที่บ้านสบแพม ได้มีการถ่ายคลิปวีดีโอ รถแบคโฮ กำลังขุดทรายในแม่น้ำปาย จนนำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ แหล่งข่าวผู้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ยังระบุต่อไปว่าในบริเวณแม่น้ำปายตลอดสายในพื้นที่ อ.ปาย ไม่ได้มีการลอบขุดทรายแค่รายเดียว ยังมีอีกหลายรายที่ยังคงดำเนินการลอบขุดทรายโดยไม่ถูกจับกุมหรือตรวจค้นแต่อย่างใด



ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

“ผบ.ฉก.ทพ.36” พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่ดูแลติดตามความไม่สงบชายแดนไทย-เมียนมา ยันไร้คนเจ็บ

“ผบ.ฉก.ทพ.36” พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่ดูแลติดตามความไม่สงบชายแดนไทย-เมียนมา ยันไร้คนเจ็บ

จากกรณีการสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังทหารกระเหรี่ยง เมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 10.45 น. เครื่องบินเมียนมาได้มีการทิ้งระเบิดหลายลูกตามแนวชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณพื้นที่ บ.อูซูท่า อ.มือตรอ จ.ผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ด้านตรงข้ามชายแดน บ.แม่แวน ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่งผลให้มีกระสุนไม่ทราบชนิดและขนาด ข้ามมาตกบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน จำนวน 1 นัด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
21 เม.ย.69 กองกำลังนเรศวร

โดย พ.อ. ต่อพงษ์ ชำนาญอาสา ผบ.ฉก.ทพ.36 พร้อมด้วย นายวรศักดิ์ พานทองนายอำเภอแม่สะเรียง,นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ,นายจำลอง ศรีสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยวม ,นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ พร้อม ชป.กร.306, ส่วนราชการ, ผู้นำหมู่บ้าน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และให้การช่วยเหลือประชาชน จุดที่ระเบิดตกอยู่ ห่างจากบ้านเรือนราษฎรไทยที่ใกล้ที่สุดประมาณ 800 เมตร

จากการตรวจสอบบ้านของ นางพอเด๊ะ พนาไพรสกุล (บ้านเลขที่ 10 ม.7 ต.แม่ยวม) พบกระเบื้องหลังคาเป็นรูเสียหายจำนวน 1 แผ่น ซึ่งเกิดจากสะเก็ดระเบิดที่กระเด็นมาตกใส่ โดยยืนยันว่า “ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” จากเหตุการณ์นี้ พร้อมกันนี้ทางฝ่ายความมั่นคงได้ พบปะ พูดคุยกับประชาชน ในพื้นที่ บ.แม่แวน ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง และ บ.ห้วยกองก๊าด ต.แม่สามแลบ อ.แม่สามแลบ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อคลายความกังวลใจ และแนะนำการปฏิบัติในการป้องกันตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ ตลอดจนมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ประสานการปฏิบัติ ในการให้ความช่วยเหลือ และซ่อมแซมบ้านต่อไป

ปัจจุบัน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 และ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อม ด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน บ.ป่ากล้วย ต.แม่สามแลบ ที่เกรงว่าจะได้ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเดินทางเข้ามาพักคอยในพื้นที่ บ.ห้วยกองก๊าด ต.แม่สามแลบ อ.แม่สามแลบ จำนวน 14 คน ซึ่งล่าสุดวันนี้ ได้เดินทางกลับบ้านเรือนตนเอง เรียบร้อยแล้วหลังเหตุการณ์สงบ

ด้าน นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. กำนันผู้ใหญ่บ้าน ชรบ.ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจ เพิ่มความเข้มงวดตลอดแนวลำน้ำสาละวิน และทุกหมู่บ้านชุมชน และประสานผู้นำท้องถิ่นจัดเตรียมสนับสนุนจุดปลอดภัยไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว หากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายตามแผนที่วางไว้ได้ทันที
ในส่วนของ อบต.แม่สามแลบ นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ก็ยังไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้เตรียมพื้นที่อพยพ ที่ปลอดภัย ซึ่งห่างจากจุดชายแดนประมาณ 7 กิโลเมตร ณ โรงเรียนห้วยกองก๊าด และ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.แม่สามแลบบ้านห้วยกองก๊าดพร้อมทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์ไม่ให้ตื่นตระหนก และให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิต ร่วมประสานงานกับทางอำเภอ



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

เสธ.ทบ. ตรวจเข้มคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหาร ปี 2569 รอบ 2 เน้นโปร่งใส ได้คนดีมีคุณภาพสู่กองทัพ

เสธ.ทบ. ตรวจเข้มคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหาร ปี 2569 รอบ 2 เน้นโปร่งใส ได้คนดีมีคุณภาพสู่กองทัพ

วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการพิจารณาบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก ตรวจเยี่ยมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ประจำปีการศึกษา 2569 (รอบ 2)

ในการนี้ ได้ให้กำลังใจผู้เข้ารับการคัดเลือกในขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย และการทดสอบพลศึกษา พร้อมติดตามการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ การคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างทรัพยากรบุคคลระดับนายทหารสัญญาบัตรที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องมีความเสียสละ อดทน และมีวินัย โดยกระบวนการคัดเลือกจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้ได้กำลังพลที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นกำลังหลักของกองทัพบก และเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศชาติต่อไป

กองทัพบกมุ่งมั่นคัดสรร “คนดี คนเก่ง” ด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เพื่อสร้างผู้นำทางทหารที่มีคุณภาพ รองรับภารกิจความมั่นคงของชาติในอนาคต


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมรองผู้ว่าฯ พิษณุโลก ร่วมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ด้านยุทธศาสตร์ให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงกองทัพบก

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ร่วมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ด้านยุทธศาสตร์ให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงกองทัพบก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานการบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงกองทัพบก ชุดที่ 3 จำนวน 42 นาย ณ ห้องคชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุ โลก เป็นวิทยากร มี พันเอก ชัชวินท์ ยิ้มแย้ม รองผู้บังคับการโรงเรียนเสนาธิการทหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรฯ เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย

สำหรับการบรรยายครั้งนี้ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ในหัวข้อ“ยุทธศาสตร์จังหวัด และแผนการพัฒนาเศรษฐกิจพิษณุโลก” จังหวัดพิษณุโลก โดยมีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2566-2570 “เมือง 4 แยกระเบียงเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการผลิต และการบริการมูลค่าสูง บนฐานสังคมเข้มแข็ง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” เป้าประสงค์ “เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง” แนวทางการพัฒนาในด้านการยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และโลจิสติกส์ การส่งเสริมการค้า การลงทุน และผู้ประกอบการในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ

ทั้งนี้ ผลักดันให้จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้นโยบายที่สำคัญของผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก การบูรณาการทางภาครัฐ ท้องถิ่นชุมชน และภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก อย่างยั่งยืน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และคมนาคมของภาคเหนือตอนล่าง สร้างรายได้ให้กับประชาชน และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาดูงานและการเรียนรู้ภาคสนามของนักศึกษาหลักสูตรฯ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างประสบการณ์จริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับกองทัพ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

วันนี้ 21 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุม อาคารศรีสิทธิสงคราม อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกองทัพบก และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

โดย พลโท พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬากองทัพบก เป็นผู้แทนกองทัพบก เป็นผู้ลงนาม ร่วมกับ นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้แทนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ในการนี้ ทั้งสองฝ่าย มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยกองทัพบกสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในระบบบูรณาการแบบกลุ่ม (Cluster) ระหว่างหน่วยงาน และสภาวะจากสถานการณ์โลก ที่ต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย รวมพลังปรับ บทบาทกองทัพ สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อผลักดัน การท่องเที่ยว และกีฬา โดย กองทัพบก สนับสนุนการใช้แหล่งพื้นที่ ท่องเที่ยว และกีฬา ในพื้นที่ที่กองทัพบกรับผิดชอบ มากกว่า ๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ และกำลังพล ร่วมเป็นพลังสำคัญในการบูรณาการ ส่งเสริมและพัฒนา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมทุกองค์รวม ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย ประหยัด และยั่งยืน ในมุมมองมิติสร้างจุดหมาย ในการเดินทางการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ แตกต่าง และปลอดภัย ภายใต้ค่าขวัญ “ท่องเที่ยวเขตทหาร ทุกสถานที่ ล้วนมีตำนาน” ให้เกิดความประทับใจร่วมกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในพื้นที่ทหาร อีกทั้ง สอดแทรกเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รวมทั้ง ให้เป็น แหล่งเล่นกีฬา กิจกรรมนันทนาการต่างๆ สนับสนุนประชาชนในพื้นที่ให้มีสุขภาพกาย ใจ ที่สมบูรณ์ แข็งแรง สร้าง ความสามัคคี ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกีฬา ให้คนตามวิถีชุมชนได้รับ ประโยชน์ และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ยกระดับการท่องเที่ยวและการกีฬาไทย ให้ได้มาตรฐาน ประหยัด และปลอดภัย


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

กองทัพภาคที่ 3 ฝึกซ้อมปฏิบัติการชุดแพทย์เผชิญเหตุ (M-MERT) ผสานการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศยาน ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 3 ฝึกซ้อมปฏิบัติการชุดแพทย์เผชิญเหตุ (M-MERT) ผสานการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศยาน ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการฝึกซ้อมปฏิบัติการชุดแพทย์เผชิญเหตุเคลื่อนที่ (Military Medical Emergency Response Team : M-MERT) ร่วมกับการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน สอด คล้องตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มุ่งเน้นการนำยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการพัฒนาอากาศยานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปให้มีขีดความสามารถเป็นอากาศยานพยาบาล สำหรับสนับสนุนภารกิจส่งกลับสายแพทย์ทั้งในยามปกติและในสถานการณ์สนาม

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.00 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการฝึกซ้อมปฏิบัติการดังกล่าว โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พลตรี วิษณุ วิจิตรพงษา ผู้บัญชาการกองบัญชา การช่วยรบที่ 3 และ พลตรี คณิศร อาสมะ รองแม่ทัพน้อยที่ 3 ให้การต้อนรับและร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างพร้อมเพรียง ณ หน่วยบินทหารบกยุทธวิธีที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สำหรับการฝึกในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมและซักซ้อมการส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศของโรงพยาบาลกองทัพบกในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 โดยมีการสาธิตและฝึกปฏิบัติในสถาน การณ์เสมือนจริง ครอบคลุมตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลสนามระดับ 1 ไปยังโรงพยาบาลเขตหลัง ด้วยอากาศยานเฮลิคอปเตอร์แบบ ฮ.ท.212 โดยชุดปฏิบัติการ Sky Doctor จากโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รวมถึงการสาธิตเทคนิคการผูกรัดและมัดตรึงเปลผู้ป่วย (Basket) ด้วยอุปกรณ์ Cargo Strap ภายในอากาศยาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดระหว่างการลำเลียง

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยแพทย์ทหารและหน่วยแพทย์พลเรือน ได้แก่ โรงพยาบาลกองทัพบก กองทัพภาคที่ 3 โรงพยาบาลพุทธชินราช และโรงพยาบาลพิษณุเวช โดยดำเนินการตามสถานการณ์สมมุติ รวมจำนวนทั้งสิ้น 15 เที่ยวบิน เพื่อให้เกิดความชำนาญ ความคล่องตัว และการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ

ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 เมษายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของกำลังพลด้านการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ เพิ่มความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทันต่อสถานการณ์ อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

“รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช มทบ.37 ” เตรียมความพร้อมในการรับทหารกองประจำการ ผลัด 1/69

โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 “การเตรียมความพร้อมในการรับทหารกองประจำการ ผลัด 1/69”

โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 ดำเนินการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากความร้อน การป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อในหน่วยฝึก การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพจิต และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) ให้แก่ครูฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 และ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับทหารกองประจำการผลัด 1/69 โดยมี พ.ท. ธีรทัช คุณรัตนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นประธานฯ

การป้องกันและการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากความร้อนในกองทัพบก (Heat-related Illness) เน้นมาตรการเชิงรุก (Preventable) ตามคู่มือกรมแพทย์ทหารบก โดยกำหนดให้หน่วยฝึกทหารใหม่คัดกรองความเสี่ยง จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง สัญญาณธงสีตามดัชนีความร้อน ควบคุมการดื่มน้ำและการฝึกช่วงอากาศร้อนจัด เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากฮีทสโตรก และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) ของกองทัพบกเน้นการฝึกอบรมทหารกองประจำการและกำลังพลให้มีความรู้ทักษะ CPR และการใช้เครื่อง AED ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นกะทันหันในภาวะฉุกเฉิน โดยมุ่งเน้นการกดหน้าอกที่มีคุณภาพสูง (ลึก 5-6 ซม., อัตรา 100-120 ครั้ง/นาที) และการใช้ AED อย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับกำลังต่อไป


นที มีเดช รายงาน

เพชรบูรณ์ เตรียมโชว์ศักยภาพ 11 ชาติพันธุ์ ! แถลงความพร้อมมหกรรมวัฒนธรรมกลางขุนเขา ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเต็มสูบ

เพชรบูรณ์ – เตรียมโชว์ศักยภาพ 11 ชาติพันธุ์! แถลงความพร้อมมหกรรม วัฒน ธรรมกลางขุนเขา ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569ที่ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” พร้อมด้วย พัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิต

านนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลงข่าว โดยมีสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก

งาน “สืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ”จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างใกล้ชิด

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า งานนี้เป็นการนำ “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” มาผสานกับ “ประสบการณ์ท่องเที่ยว”ที่ไม่ใช่เพียงการจัดแสดง แต่เป็นการมีส่วนร่วมจริงของผู้เข้าชม ผ่านกิจกรรมวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมผลักดัน “ทุนทางวัฒนธรรม” ของเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

ด้าน ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์” มีความหลากหลาย ทั้งนี้ เพราะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศและเป็นรอยต่อของภาคเหนือ กับภาคอีสาน และภาคกลาง จึงมีกลุ่มผู้คนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ผสมผสานกันหลากหลายได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มคนดั้งเดิม ได้แก่ ไทหล่ม คนเพชรบูรณ์ คนไทยเบิ้งวิเชียรบุรีศรีเทพ กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้โยกย้ายอพยพเข้ามาอยู่ ได้แก่ คนจีน คนอีสาน คนเหนือ คนภาคกลาง กลุ่มที่ 3 กลุ่มชนเผ่า ม้ง เย้า ลีซู ถิ่น ไตดำ ชาวบน กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เปรียบเสมือนดอกไม้หลากสีสันที่ประดับเมืองเพชรบูรณ์ให้สวยงาม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งภายในงานได้รวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ในเพชรบูรณ์มากถึง 11 กลุ่ม มานำเสนอผ่านขบวนพาเหรด การแสดง และนิทรรศการ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ขณะที่ นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าวเสริมว่า ภายในงานมีการจัดนิทรรศการชาติพันธุ์อย่างครบวงจร ทั้งในรูปแบบสื่อวิดีโอและการจำลองหมู่บ้าน 5 ชาติ พันธุ์ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศจริง พร้อมจัดโซนถ่ายภาพกว่า 3 จุด และกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีโซนตลาดวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน 11 ชาติพันธุ์” กว่า 80 ร้านค้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมการจัดนิทรรศการและมอบรางวัลการประกวดภาพนิ่ง และการประกวดคลิปวิดีโอ ภายใต้กิจกรรมสืบสานวิถีถิ่นชาติพันธุ์ “อากาศ ขุนเขา และเรื่องเล่าเพชบุระ” และกิจกรรมพิเศษในแต่ละวัน โดยวันที่ 25 เมษายน พบขบวนพาเหรด “เพชรบูรณ์บ้านฉัน” และพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ วันที่ 26 เมษายน ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีท้องถิ่น และวันที่ 27 เมษายน ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตจาก ครูเต้ย อภิวัฒน์

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 15.00–21.00 น. ตลอดทั้ง 3 วัน ณ จอลลี่แลนด์ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์คาดหวังว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ สร้างรายได้ให้ชุมชน และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบไปในอนาคต


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สลดแต่เช้า ดต.นั่งล้างปืนพกประจำกาย พลาดกระสุนลั่นเจาะอกดับสยอง

นครพนม – สลดแต่เช้า ดต.นั่งล้างปืนพกประจำกาย พลาดกระสุนลั่นเจาะอกดับสยอง

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ร.ต.อ.พิชานน ปลื้มสุด รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 1669 สายด่วนศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉินฯ ว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย ขณะนี้แพทย์ พยาบาลในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพนม กำลังช่วยเหลือชีวิตอย่างสุดความสามารถ
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ธนชิต สุขพัฒนานรากุล ผกก.สภ.เมืองนครพนม หลังได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา จึงเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 39/15 ซอย 2 หมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมถนนบายพาสช่วงบ้านท่าควาย-บ้านน้อยหนองเค็ม พื้นที่ ต.หนองแสง อ.เมืองนครพนม ซึ่งเป็นบ้านของดาบตำรวจพิษณุ ทาระวัฒน์ หรือดาบนุ อายุ 45 ปีผู้เสียชีวิต ตรวจสอบพบรอยเลือดหยดเป็นทางจากหน้าระเบียงมาจนถึงถนนของหมู่บ้าน ส่วนบนที่นั่งหน้าบ้าน พบอุปกรณ์สำหรับล้างอาวุธปืน พร้อมแม็กกาซีนมีกระสุนเต็ม ส่วนที่พื้นพบอาวุธปืน SIG Sauer (ซิกซาวเออร์) ขนาด 9 มม.ตกอยู่ จึงกันพื้นที่ทั้งหมดรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานนครพนม (พฐ.ฯ) ตรวจสอบอย่างละเอียด

เบื้องต้นดาบนุผู้เสียชีวิต เป็นตำรวจอารมณ์ดี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ งานสืบสวน สภ.เมืองนคร พนม ประมาณปีเศษๆพลาดตกต้นไม้ทำให้ร่างกายซีกขวาใช้งานไม่สะดวก ทำให้เป็นอุปสรรคในงานด้านสืบสวนหาข่าว ผู้บังคับบัญชาจึงโยกให้มาเป็นสิบเวรดูแลห้องควบคุมผู้ต้องขัง เพื่อให้ร่างกายซีกขวาใช้งานน้อยที่สุด แม้ร่างกายไม่ปกติแต่อารมณ์ดาบนุยังเป็นเอกลักษณ์คือยิ้มง่าย คุยสนุกเหมือนเดิม

ก่อนเกิดเหตุดาบนุนำอาวุธปืนมาล้างทำความสะอาดอยู่หน้าระเบียง ส่วนภรรยาที่ทำงานเป็นพยาบาล รพ.นครพนม ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้ว ขณะแกะส่วนประกอบอาวุธปืนอยู่นั้น เกิดมีเสียงปืนลั่นดัง 1 นัด ดาบนุวิ่งกุมหน้าอกร้องเรียกภรรยาว่า “พี่ทำปืนลั่น พี่เจ็บ” ภรรยารีบโยนสายยางทิ้งเข้าช่วยเหลือสามีทันที พร้อมโทรศัพท์แจ้งศูนย์วิทยุ 1669 นำตัวส่ง รพ.นครพนม แต่กระสุนเข้าจุดสำคัญดาบนุทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
สันนิษฐานว่าดาบนุนำอาวุธปืนคู่กายมาล้างตามปกติ แต่ด้วยความที่มือขวาไม่ถนัด ขณะกำลังถอดส่วนประกอบ อาจมีกระสุนหลงเข้าไปอยู่ในลำกล้อง โดยปลายกระบอกจ่อมาที่หน้าอกตัวเอง และเกิดปืนลั่นเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว

ด้าน นายชนะภูมิ สิมะเสถียร ซึ่งมีบ้านอยู่ตรงข้ามกับบ้านดาบนุ ให้รายละเอียดกับพนักงานสอบสวน ว่า สามีภรรยาคู่นี้เขารักกันมาก ตั้งแต่ตนมาอยู่ยังไม่เคยเห็นเขามีปากเสียงกันสักครั้ง ช่วงเกิดเหตุตนอยู่ในบ้านได้ยินเสียงดัง แต่คิดว่ามีคนขว้างก้อนหินใส่หลังคาบ้าน ก่อนจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เห็นภรรยาดาบนุกำลังปั๊มหัวใจช่วยสามี มารู้ทีหลังว่าดาบนุทำปืนลั่นใส่อกตัวเอง ต่อมาพ้องเพื่อนและน้องๆตำรวจ ทราบข่าวดาบนุเสียชีวิต ต่างมีสีหน้าเศร้าสลด เพราะผู้ตายเป็นที่รักใคร่ของทุกคน รวมถึงผู้บังคับบัญชา


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน รายงาน