เปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้มเสริมศักยภาพขนส่งมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ

โคราช – เปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมาสายสีส้มเสริมศักยภาพขนส่งมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่(24 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์–สถานีร่วมจอหอ ณ ห้องประชุมเซนเตอร์พอยต์ บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซนเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม และมีผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 400 คน

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสม รายละเอียดการออกแบบโครงการ แนวเส้นทาง รูปแบบและองค์ประกอบของระบบ ตลอดจนผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่

สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา มีจุดเริ่มต้นบริเวณหน้าโรงพยาบาลเทพรัตน์ บนถนนมิตรภาพ ผ่านสถานที่สำคัญ อาทิ วิทยาลัยนาฏศิลป์ ชลประทาน โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย แยกปีกธงชัย ทางรถไฟ มิตรภาพซอย 8 วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา แยกนครราชสีมา ต่อเนื่องไปตามทางหลวงหมายเลข 224 และ 205 ผ่านโรงเรียนเมืองนครราชสีมา โรงเรียนสุรนารีวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ก่อนสิ้นสุดที่บริเวณแยกจอหอ รวมระยะทางประมาณ 24.60 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 26 สถานี

นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ว่า การจัดประชุมครั้งนี้เป็นการนำเสนอความคืบหน้าหลังจากเคยจัดรับฟังความคิดเห็นมาแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยภายหลังจากนั้นได้มีการศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมจนมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในส่วนของแนวเส้นทาง ตำแหน่งสถานี และรูปแบบการก่อสร้าง การนำเสนอครั้งนี้จึงมีรายละเอียดครบถ้วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งแนวเส้นทาง การวางโครงสร้างในแต่ละช่วง รวมถึงแนวทางการก่อสร้างในจุดสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงหมายเลข 2 และทางหลวงหมายเลข 224 ซึ่งได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยบางช่วงจะก่อสร้างเป็นทางยกระดับเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านการจราจร ส่วนพื้นที่อื่นโดยรวมไม่พบปัญหาสำคัญ นายสาโรจน์กล่าวว่า หลังจากได้รับความคิดเห็นจากประชาชนในครั้งนี้ จะนำข้อมูลทั้งหมดไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 เพื่อขออนุมัติโครงการ และหากเป็นไปตามแผนจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ในส่วนของอัตราค่าโดยสาร ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้เหมาะสม โดยมีหลักการสำคัญคือกำหนดค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ขณะที่ปัจจุบันโครงการระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาคที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษา นอกจากจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ยังมีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และล่าสุดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งทั้งสามจังหวัดหลักมีความพร้อมใกล้เคียงกัน สำหรับปริมาณผู้โดยสาร มีการประเมินเบื้องต้นว่าเมื่อเปิดให้บริการจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 12,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ ในอนาคตยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายเพิ่มเติม โดยกำหนดแนวเส้นทางหลัก 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม สีม่วง และสีเขียว รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งต่อเชื่อมเพื่อสนับสนุนการเดินทางให้ครอบคลุมทั้งระบบ ส่วนรูปแบบการลงทุนโครงการ จะใช้แนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนในลักษณะสัมปทาน เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาททั้งในด้านการลงทุนและการเดินรถ ขณะที่มูลค่าการลงทุนยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียด เนื่องจากมีการปรับแบบโครงการเพิ่มเติม และจะมีการชี้แจงตัวเลขที่ชัดเจนในระยะถัดไป

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญของจังหวัด ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับการขยายตัวของเมืองและการท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์บนท้องถนน ลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศ อันเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกให้ดำเนินการศึกษาโครงการ โดยมีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2571 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2575 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดนครราชสีมาให้มีมาตรฐานระดับสากล


กันตินันท์ รายงาน

แถลงข่าวแข่งขันกระโดดร่มกองทัพไทยครั้งที่ 56 ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

จังหวัดลพบุรี – กองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ แถลงข่าวเตรียมจัดแข่งขันกระโดดร่มกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2569 และชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ที่ จังหวัดลพบุรี

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ แหล่งสมาคมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ อ.เมือง จ.ลพบุรี พันเอก กอสิน กัมปนยุทธ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ ผู้แทนกองทัพบก พร้อมด้วย นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ตลอดจน ผู้แทนทีมกีฬากระโดดร่มแต่ละเหล่าทัพ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ถึงความพร้อม ในการจัดการแข่งขันกีฬากระโดดร่ม กองทัพไทย ครั้งที่ 56 และชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 2-10 พ.ค.69 เวลา 06.00 – 16.00 น.เป็นต้นไป ณ สนามกระโดดร่มบ้านท่าเดื่อ บริเวณเขาจีนแล ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นสนามโดดที่มีจุดเด่นซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และทำกิจกรรมเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็น “กรีนโซน” ล้อมรอบด้วยทิวเขา สลับซับซ้อน มีทัศนียภาพที่สวยงามโดยเฉพาะช่วงเย็นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ปัจจุบันเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจกลางแจ้ง เป็นจุดชมวิวและจุดเช็กอินที่ได้รับสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมทักษะความแม่นยำและความสามัคคี ระหว่างเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจน เพื่อเป็นการส่งเสริมการกระโดดร่มให้แพร่หลายไปในหมู่ประชาชนที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโดดร่มซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะใช้ในภารกิจช่วยเหลือประชาชน การสร้างความปลอดภัยในสังคม หรือป้องกันประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประชาชน โดยทั่วไปเกิดความเชื่อมั่นในสมรรถภาพของทหารและตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว อันสะท้อนถึงขีดความสามารถของกำลังพลในหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไฮไลท์ ในช่วงพิธีเปิดการแข่งขัน ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 จะมีการโชว์การสาธิตการกระโดดร่มแบบเกาะหมู่ และโรยธงแต่ละเหล่าทัพ รวมถึงการสาธิตการกระโดดร่มทางทหาร

สำหรับการแข่งขัน แบ่งออกเป็น…ประเภทบุคคลแม่นยำ ชาย-หญิง นับผลคะแนนจำนวน 10 ครั้ง ประเภทหมู่แม่นยำรวม 5 คน นับผลคะแนนจำนวน 8 ครั้ง และ ประเภทเกาะหมู่เปลี่ยนรูป Formation Skydiving 4 way และ 8 way ชิงถ้วยรางวัลสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยมีทีมนักกีฬาจากส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมแข่งขันกว่า 30 ทีม

ทั้งนี้กองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมชมเชียร์ และเป็นกำลังใจให้กับเหล่านักกีฬากระโดดร่ม ได้ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งเเต่วันที่ 2-10 พ.ค.69 เวลา 06.00 – 16.00 น.เป็นต้นไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ทหารรบพิเศษเข้าช่วยเหลือประชาชนประสบภัยพายุฤดูร้อนถล่ม

จังหวัดลพบุรี – กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ในพื้นที่ 5 ตำบล ของ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี กว่า 100 หลังคาเรือน ตามนโยบายของกองทัพบก

พ.ต.ศิวธนาณัฐ พงค์สินภรภัทร รักษาราชการแทน ผู้บังครับกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) ค่ายวชิราลงกรณ์ มอบหมายให้กำลังพลชุดเคลื่อนที่เร็ว จากศูนย์บรรเทาสาธารณะภัยของหน่วย ร่วมกับ นายมงคล จงใจลาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวาตภัย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเกิดเหตุพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองลมกรรโชกแรง ต่อเนื่องหลายชั่วโมง สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 ตำบล ของอำเภอพัฒนานิ คม จังหวัดลพบุรี ประกอบด้วย ตำบลพัฒนานิคม 31 หลังคาเรือน ตำบลโคกสลุง 34 หลังคาเรือน ตำบลมะนาวหวาน 50 หลังคาเรือน ตำบลดีลัง 2 หลังคาเรือน และตำบลชอนน้อย 2 หลังคาเรือน รวม 5 ตำบล 119 หลังคาเรือน บ้านบางหลังได้รับความเสียหายพังทั้งหลัง

ในการนี้ ได้ดำเนินการนำสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น อาทิ ข้าวสาร น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผ้าห่ม ไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยทุกเครัวเรือน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ตามนโยบายของกองทัพบก พร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือ ตามระเบียบของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ณ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมประสานงานข่าวกับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (ปขบ.) รุ่นที่ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมประสานงานข่าวกับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (ปขบ.) รุ่นที่ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

วันนี้ (23 เมษายน 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง 221 กองบัญชาการกองทัพบก
พลเอก อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมประสานงานข่าวกับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (ปขบ.) รุ่นที่ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก คณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 102 นาย เข้าร่วมพิธี โดยประกอบด้วย ข้าราชการทหาร 13 นาย ข้าราชการตำรวจ 8 นาย ข้าราชการพลเรือนและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 28 นาย และ ภาคเอกชน 53 นาย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอินทรีทอง กลุ่มอินทรีเงิน และกลุ่มอินทรีแดง มีกำหนดระยะเวลาการอบรมรวม 12 สัปดาห์ ตั้งแต่ 23 เมษายน – 10 กรกฎาคม 2569

พลตรี วรเวช วนมงคล ผู้อำนวยสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและเอกชนมีความรู้ความเข้าใจในหลักนิยม การข่าวกรอง สภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ และภัยคุกคามความมั่นคงในปัจจุบัน เพื่อสร้างและขยายเครือข่ายการประสานงานข่าวระหว่างหน่วยงาน พร้อมพัฒนาเครือข่าย สร้างกลไกการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และประมาณการสถานการณ์ภัยคุกคามร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวให้โอวาทให้กับผู้เข้ารับการอบรม มีใจความสำคัญว่า ภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบันมีรูปแบบที่หลากหลาย มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่แม่นยำและทันเหตุการณ์ กองทัพบกมุ่งให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เสริมสร้างขีดความสามารถ และร่วมกันสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันภัยคุกคามอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ หลักสูตร ปขบ. จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของกองทัพบก เพื่อบูรณาการขีดความสามารถด้านการข่าว รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตามคำขวัญที่ว่า “รอบรู้ ทันเหตุการณ์ ประสานงานฉับไว” และได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรมาตั้งแต่ ปี 2558 ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการอบรมแล้ว
กว่า 700 นาย



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

รอง ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการของกองกำลังผาเมือง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ จ.เชียงราย

รอง ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการของกองกำลังผาเมือง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคเหนือ เน้นย้ำการวางแผน เตรียมความพร้อม และการปฏิบัติงานเชิงรุกในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2569 พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในฐานะประธานกรรมการปรับปรุงยุทธศาสตร์กองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 (กองกำลังผาเมือง) จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน และตรวจสอบความพร้อมของหน่วยในพื้นที่

โอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากกองกำลังผาเมือง และหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการกู่เต็งนาโย่ง ในพื้นที่บ้านห้วยน้ำริน ต.เวียงพางคํา อ.แม่สาย จ.เชียงราย และฐานปฏิบัติการแก่งไก่ กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 ณ บ้านห้วยเม็ง ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย อีกทั้งได้เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ณ สถานีเรือเชียงของ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย โดยได้รับฟังการบรรยายสรุป และตรวจภูมิประเทศทางเรือตามลำน้ำโขง เพื่อติดตามสถาน การณ์ชายแดนและการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกำลังทางบกในการรักษาความมั่นคงและป้อง กันการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้เน้นย้ำให้หน่วยดำรงความพร้อมในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการวิเคราะห์พื้นที่และจัดลำดับความสำคัญของจุดล่อแหลม เพื่อพิจารณาใช้ทรัพยา กรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรองรับภัยคุกคามในอนาคต พร้อมนำบทเรียนจากการปฏิบัติในพื้นที่จริงมาบูรณาการปรับ ปรุงยุทธศาสตร์กองทัพบกต่อไป

การเดินทางตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้ติดตามการปฏิบัติภารกิจตามพันธกิจของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ ส่วนกรณีการละเมิดข้อตกลงตามแนวชายแดนนั้น ให้หน่วยดำเนินการตามขั้นตอนและยึดหลักการควบคุมสถาน การณ์ไม่ให้ขยายวงกว้าง รวมทั้งให้ติดตามผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โดยใช้กลไก กอ.รมน. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

กอ.รมน.ตรวจท่าทรายปาย

กอ.รมน.แม่ฮ่องสอน ร่วมกับ ผอ.ทสจ.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในปัญหาผู้ประกอบการ ลักลอบขุดทรายในลำน้ำปาย บริเวณ บ.สบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พบผิดจริง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 พ.อ.ภูมิรัชต์ ดุษฎี รอง ผอ รมน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 09.30 น.ได้ร่วมกับ นายพีระเมศร์ ตื้อตันสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ กรมเจ้าท่า, อุตสาห กรรมจังหวัด, ผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอปาย, ปลัดอำเภอปาย, อบต.ทุ่งยาว เพื่อดำเนินการ กรณีมีผู้แจ้งเบาะแสการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ในพื้นที่ บ.สบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ณ ห้องประชุม หลวงเจริญเขตเขลางค์นคร ชั้น2 ที่ว่าการอำเภอปาย โดยมีนายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย เป็นประธาน โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ ได้แจ้งความกับทาง สภ.ปาย ให้ดำเนินการตามกฎหมายและให้หยุดการขุดทราย ทั้งนี้ผู้ประกอบการรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

จากนั้นเมื่อ เวลา 13.00 น. นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย เปิดการประชุมเพื่อดำเนินการกรณีมีผู้แจ้งเบาะแสมีการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ตามที่ปรากฏในข่าว กรณีมีการแจ้งเบาะแส เรื่องการลักลอบขุดทรายในลำน้ำปาย บ้านสบแพม หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งยาว อำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 โดยผู้แจ้งเบาะแสแจ้งว่าการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำไปส่งผลให้กระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งพื้นที่การเกษตรของราษฎรบ้านสบแพม ร่วมกับส่วนราชการ กอ.รมน.จ.มส. สถานีตำรวจภูธรปาย ปกครองอำเภอปาย สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงใหม่ หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ มส.1 (ปาย) ทสจ.มส. อุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน สาขาปาย องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ณ ห้องประชุมหลวงเจริญเขตเขลางค์นครชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ ราษฎรในพื้นที่บ้านสบแพม ได้มีการถ่ายคลิปวีดีโอ รถแบคโฮ กำลังขุดทรายในแม่น้ำปาย จนนำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ แหล่งข่าวผู้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ยังระบุต่อไปว่าในบริเวณแม่น้ำปายตลอดสายในพื้นที่ อ.ปาย ไม่ได้มีการลอบขุดทรายแค่รายเดียว ยังมีอีกหลายรายที่ยังคงดำเนินการลอบขุดทรายโดยไม่ถูกจับกุมหรือตรวจค้นแต่อย่างใด



ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

“ผบ.ฉก.ทพ.36” พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่ดูแลติดตามความไม่สงบชายแดนไทย-เมียนมา ยันไร้คนเจ็บ

“ผบ.ฉก.ทพ.36” พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่ดูแลติดตามความไม่สงบชายแดนไทย-เมียนมา ยันไร้คนเจ็บ

จากกรณีการสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังทหารกระเหรี่ยง เมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 10.45 น. เครื่องบินเมียนมาได้มีการทิ้งระเบิดหลายลูกตามแนวชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณพื้นที่ บ.อูซูท่า อ.มือตรอ จ.ผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ด้านตรงข้ามชายแดน บ.แม่แวน ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่งผลให้มีกระสุนไม่ทราบชนิดและขนาด ข้ามมาตกบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน จำนวน 1 นัด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
21 เม.ย.69 กองกำลังนเรศวร

โดย พ.อ. ต่อพงษ์ ชำนาญอาสา ผบ.ฉก.ทพ.36 พร้อมด้วย นายวรศักดิ์ พานทองนายอำเภอแม่สะเรียง,นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ,นายจำลอง ศรีสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยวม ,นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ พร้อม ชป.กร.306, ส่วนราชการ, ผู้นำหมู่บ้าน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และให้การช่วยเหลือประชาชน จุดที่ระเบิดตกอยู่ ห่างจากบ้านเรือนราษฎรไทยที่ใกล้ที่สุดประมาณ 800 เมตร

จากการตรวจสอบบ้านของ นางพอเด๊ะ พนาไพรสกุล (บ้านเลขที่ 10 ม.7 ต.แม่ยวม) พบกระเบื้องหลังคาเป็นรูเสียหายจำนวน 1 แผ่น ซึ่งเกิดจากสะเก็ดระเบิดที่กระเด็นมาตกใส่ โดยยืนยันว่า “ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” จากเหตุการณ์นี้ พร้อมกันนี้ทางฝ่ายความมั่นคงได้ พบปะ พูดคุยกับประชาชน ในพื้นที่ บ.แม่แวน ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง และ บ.ห้วยกองก๊าด ต.แม่สามแลบ อ.แม่สามแลบ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อคลายความกังวลใจ และแนะนำการปฏิบัติในการป้องกันตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ ตลอดจนมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ประสานการปฏิบัติ ในการให้ความช่วยเหลือ และซ่อมแซมบ้านต่อไป

ปัจจุบัน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 และ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อม ด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน บ.ป่ากล้วย ต.แม่สามแลบ ที่เกรงว่าจะได้ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเดินทางเข้ามาพักคอยในพื้นที่ บ.ห้วยกองก๊าด ต.แม่สามแลบ อ.แม่สามแลบ จำนวน 14 คน ซึ่งล่าสุดวันนี้ ได้เดินทางกลับบ้านเรือนตนเอง เรียบร้อยแล้วหลังเหตุการณ์สงบ

ด้าน นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. กำนันผู้ใหญ่บ้าน ชรบ.ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจ เพิ่มความเข้มงวดตลอดแนวลำน้ำสาละวิน และทุกหมู่บ้านชุมชน และประสานผู้นำท้องถิ่นจัดเตรียมสนับสนุนจุดปลอดภัยไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว หากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายตามแผนที่วางไว้ได้ทันที
ในส่วนของ อบต.แม่สามแลบ นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ก็ยังไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้เตรียมพื้นที่อพยพ ที่ปลอดภัย ซึ่งห่างจากจุดชายแดนประมาณ 7 กิโลเมตร ณ โรงเรียนห้วยกองก๊าด และ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.แม่สามแลบบ้านห้วยกองก๊าดพร้อมทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์ไม่ให้ตื่นตระหนก และให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิต ร่วมประสานงานกับทางอำเภอ



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

เสธ.ทบ. ตรวจเข้มคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหาร ปี 2569 รอบ 2 เน้นโปร่งใส ได้คนดีมีคุณภาพสู่กองทัพ

เสธ.ทบ. ตรวจเข้มคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหาร ปี 2569 รอบ 2 เน้นโปร่งใส ได้คนดีมีคุณภาพสู่กองทัพ

วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการพิจารณาบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก ตรวจเยี่ยมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ประจำปีการศึกษา 2569 (รอบ 2)

ในการนี้ ได้ให้กำลังใจผู้เข้ารับการคัดเลือกในขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย และการทดสอบพลศึกษา พร้อมติดตามการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ การคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างทรัพยากรบุคคลระดับนายทหารสัญญาบัตรที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องมีความเสียสละ อดทน และมีวินัย โดยกระบวนการคัดเลือกจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้ได้กำลังพลที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นกำลังหลักของกองทัพบก และเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศชาติต่อไป

กองทัพบกมุ่งมั่นคัดสรร “คนดี คนเก่ง” ด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เพื่อสร้างผู้นำทางทหารที่มีคุณภาพ รองรับภารกิจความมั่นคงของชาติในอนาคต


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมรองผู้ว่าฯ พิษณุโลก ร่วมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ด้านยุทธศาสตร์ให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงกองทัพบก

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ร่วมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ด้านยุทธศาสตร์ให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงกองทัพบก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานการบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงกองทัพบก ชุดที่ 3 จำนวน 42 นาย ณ ห้องคชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุ โลก เป็นวิทยากร มี พันเอก ชัชวินท์ ยิ้มแย้ม รองผู้บังคับการโรงเรียนเสนาธิการทหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรฯ เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย

สำหรับการบรรยายครั้งนี้ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ในหัวข้อ“ยุทธศาสตร์จังหวัด และแผนการพัฒนาเศรษฐกิจพิษณุโลก” จังหวัดพิษณุโลก โดยมีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2566-2570 “เมือง 4 แยกระเบียงเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการผลิต และการบริการมูลค่าสูง บนฐานสังคมเข้มแข็ง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” เป้าประสงค์ “เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง” แนวทางการพัฒนาในด้านการยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และโลจิสติกส์ การส่งเสริมการค้า การลงทุน และผู้ประกอบการในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ

ทั้งนี้ ผลักดันให้จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้นโยบายที่สำคัญของผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก การบูรณาการทางภาครัฐ ท้องถิ่นชุมชน และภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก อย่างยั่งยืน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และคมนาคมของภาคเหนือตอนล่าง สร้างรายได้ให้กับประชาชน และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาดูงานและการเรียนรู้ภาคสนามของนักศึกษาหลักสูตรฯ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างประสบการณ์จริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับกองทัพ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

วันนี้ 21 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุม อาคารศรีสิทธิสงคราม อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกองทัพบก และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

โดย พลโท พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬากองทัพบก เป็นผู้แทนกองทัพบก เป็นผู้ลงนาม ร่วมกับ นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้แทนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ในการนี้ ทั้งสองฝ่าย มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยกองทัพบกสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในระบบบูรณาการแบบกลุ่ม (Cluster) ระหว่างหน่วยงาน และสภาวะจากสถานการณ์โลก ที่ต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย รวมพลังปรับ บทบาทกองทัพ สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อผลักดัน การท่องเที่ยว และกีฬา โดย กองทัพบก สนับสนุนการใช้แหล่งพื้นที่ ท่องเที่ยว และกีฬา ในพื้นที่ที่กองทัพบกรับผิดชอบ มากกว่า ๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ และกำลังพล ร่วมเป็นพลังสำคัญในการบูรณาการ ส่งเสริมและพัฒนา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมทุกองค์รวม ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย ประหยัด และยั่งยืน ในมุมมองมิติสร้างจุดหมาย ในการเดินทางการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ แตกต่าง และปลอดภัย ภายใต้ค่าขวัญ “ท่องเที่ยวเขตทหาร ทุกสถานที่ ล้วนมีตำนาน” ให้เกิดความประทับใจร่วมกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในพื้นที่ทหาร อีกทั้ง สอดแทรกเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รวมทั้ง ให้เป็น แหล่งเล่นกีฬา กิจกรรมนันทนาการต่างๆ สนับสนุนประชาชนในพื้นที่ให้มีสุขภาพกาย ใจ ที่สมบูรณ์ แข็งแรง สร้าง ความสามัคคี ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกีฬา ให้คนตามวิถีชุมชนได้รับ ประโยชน์ และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ยกระดับการท่องเที่ยวและการกีฬาไทย ให้ได้มาตรฐาน ประหยัด และปลอดภัย


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก