รองผู้ว่าฯ ลำพูน ร่วมงานประเพณีวันเข้าพรรษาเจ้าพ่อกู่ช้าง เพื่อแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเพื่อความเป็นสิริมงคล

รองผู้ว่าฯ ลำพูน นำหัวหน้าส่วนและศรัทธาประชาชนชาวจังหวัดลำพูน ร่วมงานประเพณีวันเข้าพรรษาเจ้าพ่อกู่ช้าง เพื่อแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและเพื่อความเป็นสิริมงคล

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2568) เวลา 08.39 น. ณ โบราณสถานกู่ช้าง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานงานประเพณีวันเข้าพรรษาเจ้าพ่อกู่ช้าง โดยมูลนิธิเจ้าพ่อกู่ช้างลำพูนร่วมกับเทศบาลเมืองลำพูน จัดขึ้น มีนายอำเภอเมืองลำพูน นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะศรัทธาประชาชนชาวจังหวัดลำพูน ร่วมประกอบพิธี เพื่อแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและเพื่อความเป็นสิริมงคล

โบราณกู่ช้าง-กู่ม้า เป็นสถานบรรจุซากช้างคู่บารมีของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย ตั้งอยู่ในเขตชุมชนวัดไก่แก้ว เทศบาลเมืองลำพูน เป็นสถูปทรงกระบอกปลายมน เชื่อกันว่าเป็นสุสานที่บรรจุซากช้างศึกคู่บารมีของพระนางจามเทวี ชื่อช้าง “ปู้ก่ำงาเขียว” หมายถึง ช้างผิวสีคล้ำ งาสีเขียวที่ทรงอานุภาพและอิทธิฤทธิ์ในศึกสงคราม ปัจจุบันมีรูปปั้นจำลองของช้างปู้ก่ำงาเขียวเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มาสักการะ เชื่อกันว่าหากได้ลอดท้องพระยาช้างเชือกนี้ จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อเป็นการขอพรให้ปกปักรักษาประชาชนจากความทุกข์ทั้งปวง


นที มีเดช รายงาน

ผู้ว่าฯ ลำพูน เข้ารับนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพ ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ

ผู้ว่าฯ ลำพูน เข้ารับนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลและ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.00 น. ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เข้าร่วมพิธีเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลและ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิ การนายกรัฐมนตรี, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม และเป็นการถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบวิดีโอทางไกลไปยังศาลากลางจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 อำเภอ โดยมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมรับฟังทั่วประเทศ

ด้านจังหวัดลำพูน โดยนายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และอำเภอทั้ง 8 อำเภอ เข้าร่วมรับฟังการประชุมการมอบนโยบายการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ณ ห้องประชุม POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน ด้วย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันเราเผชิญกับอาชญากรรมจากภายนอกประเทศ ที่เล็ดลอดเข้าสู่ประเทศไทยผ่านตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้าสิ่ง ของผิดกฎหมาย และที่สำคัญมีการ “ลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศไทย” จนกลายเป็นภัยร้ายแรงที่บ่อนทำลายประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แม้นว่าไทยเราจะไม่ใช่ต้นกำเนิดของยาเสพติด แต่เราก็ได้รับผลกระทบจากการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านบริเวณชายแดนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนเข้าไปแพร่ระบาดในหมู่บ้าน/ชุมชน สร้างปัญหาที่ทำลายชีวิตของคน ทำลายความสงบสุขและความปลอดภัยของชุมชน ทำลายโอกาสดี ๆ ของคนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปไปรู้จบ

“ปัญหายาเสพติด” เป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลต้องการกำจัดให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย และที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้นจริงจังและต่อเนื่องโดยมาตรการและปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งการกำหนดแผนปฏิบัติการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มีการกำกับติดตามประเมินผลผ่านตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการ Seal Stop Safe ที่ได้เริ่มเมื่อ 1 ก.พ. 68 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 14 จังหวัด 51 อำเภอชายแดน 76 สถานีตำรวจ ซึ่งได้เห็นความสำเร็จของการปฏิบัติงานอยู่เสมอและต้องขอชื่นชมและขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน และยังมีการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ต้นแบบ “ธวัชบุรีโมเดล” และ “ท่าวังผาโมเดล” โดยขยายผลไปยังพื้นที่ 10 จังหวัดนำร่อง แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องการขยายผลให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างเข้มข้นและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานครและ 76 จังหวัด 878 อำเภอที่ต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการเข้าถึงพี่น้องประชาชน สามารถขจัดปัญหายาเสพติดไปได้อย่างแท้จริง จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ หัวหน้าสถานีตำรวจ ได้นำนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดขับเคลื่อนให้ครบทุกมิติ ทั้งการป้องกันไม่ให้มียาเสพติดเข้าสู่ประเทศ การปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน ตลอดจนการฟื้นฟูคนดีกลับสู่สังคม ทำให้ประชาชนรับรู้เข้าใจและสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของรัฐบาลและพวกเราทุกคน ยกระดับให้เป็นวาระของจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด โดยมีเป้าหมายและตั้งตัวชี้วัดว่า “ภายใน 3 เดือนนี้” หมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหายาเสพติดจะต้องเริ่มแก้ไขปัญหา วางกลไกของชุมชน และประกาศตนเป็นหมู่บ้าน/ชุมชนปลอดยาเสพติดที่จะต้องไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพต่อไป” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม ได้มอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้แก่

1) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจับมือร่วมกันทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ด้วยการบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะในเรื่องการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูล การวางกำลังและการจัดกำลังเพื่อสนับสนุนภารกิจของกันและกัน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเป็น CEO ในการจัดการปัญหายาเสพติดบนข้อมูลสถานการณ์จริงตามบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ต้องรู้สภาพปัญหาและเงื่อนไขความท้าทายที่เกิดขึ้นในจังหวัดของตน พร้อมนำปัญหามาแปลงเป็นแนวทางแก้ไขที่ตอบโจทย์ของพื้นที่ พร้อมทบทวนเป้าหมายตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกระยะ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยที่มีความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนมาดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยการมอบหมายภารกิจให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานเรื่องยาเสพติด ทั้งการสกัดกั้น เฝ้าระวัง ตรวจตรา และ X-Ray ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่สถานบันเทิงหากพบผู้เสพยาเสพติด ให้นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา นอกจากนี้ ยังต้องมีการนำกลไกฝ่ายปกครอง มาใช้หาข่าวในพื้นที่ด้วย เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ค้ายาเสพติดและดำเนินการตามกฎหมายและต่อยอดไปสู่การทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดทั้งระบบต่อไปโดยเฉพาะผู้ค้ารายใหญ่ทั้งหลาย

2) ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ให้ยึดหลัก “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการรักษา ตามรูปแบบและกลุ่มของผู้ป่วย โดยจังหวัดต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดได้มาฟื้นฟูสมรรถนะและศักยภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจะกลับเข้าไปใช้ชีวิตในสังคมโดยไม่กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอีก ซึ่งสามารถนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่เป็นอีกส่วนที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนการดำเนินงานใน

3) อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดผลสัมฤทธิ์ คือ “พลังของพี่น้องประชาชน” โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกคนนับเป็นผู้นำของหมู่บ้าน/ชุมชนซึ่งอาจมีการกำหนดกติการ่วมหรือ “ธรรมนูญหมู่บ้าน” เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ทุกคนรับทราบและปฏิบัติร่วมกัน พร้อมทั้งสนธิกำลังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่มีจำนวนมากกว่า 670,000 คนทั่วประเทศซึ่งล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในหมู่บ้านที่เป็นพลังสำคัญและเป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ต้องสร้างพลังมวลชนในการ X-Ray ทุกพื้นที่ และส่งเสริมให้มีขบวนการตาสับปะรด ช่วยสอดส่องดูแลและให้ข่าวกับภาครัฐ เพื่อทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากทุกพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน ไม่ให้มีผู้ค้ายาเสพติดได้เล็ดลอดในชุมชน และเฝ้าระวังไม่ให้ผู้เสพยาเสพติดหรือมีอาการคุ้มคลั่งจากการเสพยาเสพติด ถ้าพบก็ให้ส่งเข้ากระบวนการบำบัดรักษาฟื้นฟูตามแนวทาง ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้จะทำให้ชุมชนปลอดภัย ไม่มีผู้เสพยาเสพติดรายใหม่เพิ่มเติม และป้องกันไม่ให้ยาเสพติดกลับเข้ามาระบาดในพื้นที่ต่อไป

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีความตั้งใจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้วย “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” โดยให้ทุกจังหวัด ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้วยการนำกองทุนแม่ของแผ่นดินมาช่วยสนับสนุนในการเสริมสร้างพลังแห่งความดีของบุคคล พลังแห่งความดีของผู้คนที่ช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติดของหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่องในโอกาสมงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และ 12 สิงหาคม 2568 เดือนอันเป็นมิ่งมงคลของพระพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า และอีกหนึ่งรูปแบบ คือ การดำเนินงาน “จังหวัดสีขาวปลอดยาเสพติด” เช่นธวัชบุรีโมเดล จ.ร้อยเอ็ด และท่าวังผาโมเดล จ.น่าน โดยดำเนินการร่วมกันระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ศุลกากร กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน และให้จังหวัดที่อยู่บริเวณจังหวัดชายแดนอื่นนอกเหนือจาก 14 จังหวัด Seal Stop Safe นำรูปแบบการดำเนินงานดังกล่าวไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติด และยับยั้งไม่ให้ประเทศของเราเป็นทางผ่านของยาเสพติดไปสู่ประเทศที่ 3

“ในการเดินทางไปหมู่บ้านหลายครั้ง ตนพบกับพี่น้องประชาชนที่ประสบความทุกข์ในเรื่องยาเสพติด ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เขากังวลใจ คือ ตกลงรัฐบาลเอาจริงหรือไม่ ถ้ารัฐบาลเอาจริงเขาก็พร้อมที่จะร่วม ซึ่งปัญหาที่ผ่านมานอกจากปัญหาอาชญากรที่สร้างอาชญากรรมแล้ว ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหลายส่วน หลายระดับ ซึ่งทำให้ปัญหายาเสพติดจึงไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่าภัยยาเสพติดมันกระทบกับคนไทยรุนแรงมากแค่ไหน และทุกข์ของพี่น้องประชาชนที่เห็นวันนี้ มันรุนแรงมากจนเป็นที่กล่าวถึงทุกแห่ง อยากให้เราคิดถึงครอบครัวเราว่า ถ้ามีลูกหลานเราติดยาเสพติดและทำตัวติดยาจนกระทั่งกลายเป็นอาชญากรขึ้นมา เราได้เห็นแล้วภาพที่พ่อยิงแม่ ยิงลูก ลูกยิงพ่อยิงแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดในสังคมไทย มันเกิดขึ้นเพราะปัญหาเพียงแค่ว่า อยากได้เงิน อยากได้สตางค์เอาไปซื้อยาเสพติดมาเสพ วันนี้เราเดินเข้าหมู่บ้านแน่นอนปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาพื้นฐาน แต่สิ่งที่เมื่อพูดแล้วมันเกิดความสะเทือนใจเขา คือ ลูกหลานเขาติดยาเสพติดและเขารู้หมดว่าในหมู่บ้านใครค้า ใครขาย ใครสนับสนุน วันนี้พวกเราต้องร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ตนไม่เชื่อว่าเราแก้ไม่ได้ ปัญหาคือ เราเอาจริงหรือเปล่า เรากล้าที่จะทำอย่างจริงจังหรือเปล่า วันนี้ได้เวลาแล้วที่จะต้องเอาจริงเอาจัง อย่างน้อยในช่วง 3 เดือนนี้ จะแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และ “ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด” นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ต้องร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การทำงานครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในมิติของพื้นที่และมิติของการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงนายอำเภอและผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจต้องร่วมการทำงานอย่างใกล้ชิดในระดับอำเภอ รวมทั้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอด้วยที่เรามีผู้ป่วยจากการเป็นผู้เสพยาจะต้องบำบัดรักษา ฟื้นฟู โดยมี หน่วยทหาร ตำรวจ และกระทรวงศึกษาธิการมาช่วยกันฟื้นฟูสมรรถนะ สมรรถภาพ โดย ป.ป.ส. สนับสนุนให้การดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อคืนคนดีสู่สังคม ซึ่ง “ปฏิญญารวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด” ในวันนี้ถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ของตนเองให้ประสบความสำเร็จ โดยยึดหลักการทำงานร่วมกันให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อบรรลุผลความสำเร็จตามพี่น้องประชาชนคาดหวัง ช่วยกันสร้างความดี ทำให้ยาเสพติดหมดไปจากสังคมไทยอย่างถาวรและยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิด “ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช” ณ โรงพยาบาลน่าน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด “ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช” ณ โรงพยาบาลน่าน

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีเปิด “ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช” โรงพยาบาลน่าน (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน อาคารรังสี และอาคารจอดรถ) โดยมีนายโอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), นายสราวุฒิ บุญสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ ๑, นายวรินทร์เทพ เชื้อสำราญ สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสุขภาพที่ ๑, นายภุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน, นายวสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3, ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38, ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 38, กำลังพลมณฑลทหารบกที่ 38 พร้อมจิตอาสาพระราชทานและจิตอาสา 904 จังหวัดน่าน ร่วม เฝ้าฯ รับเสด็จ

และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดน่าน ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระ ราชทานมณฑลทหารบกที่ 38 นำจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำ รุ่นที่ 5/63 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 รุ่นที่ 1/65, 2/65, 3/66,4/67,5/68 พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทานจังหวัดน่าน ร่วมอำนวยความสะดวกดูแลประชาชนที่เดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด “ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช” ณ โรงพยาบาลน่าน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และที่ท่าอากาศยานน่านนคร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

สำหรับโรงพยาบาลน่าน เป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับทุติยภูมิ ขนาด 557 เตียง เปิดบริการทางการแพทย์เมื่อปี พ.ศ. 2499 ให้การดูแลสุขภาพประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดน่าน พร้อมทั้งรองรับการส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดน่านทั้ง 14 แห่ง รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดน่าน และประชาชนบางส่วนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ปัญหาอุปสรรคในอดีต โรงพยาบาลน่านต้องส่งต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบและแตก ไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า เช่น โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ดังนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการที่สำคัญ จำเป็นต่อภาวะเร่งด่วนของชีวิต และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ป่วยและญาติ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้พัฒนายกระดับมาตรฐานขยายบริการการรักษาผู้ป่วยที่ซับซ้อน รุนแรง เพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ด้วยพระราชประสงค์ที่จะช่วยแก้ปัญหาใน ทุกด้านของจังหวัดน่าน ทั้งในส่วนของการรักษาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน และในส่วนของการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวน่าน หนึ่งในกิจกรรมของมูลนิธิคือ การสนับสนุนด้านงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ รวม 171 แห่งในจังหวัดน่าน สามารถยกระดับการให้บริการกับประชาชนได้

จากข้อมูลข้างต้น มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสม เด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน จึงได้จัดหางบประมาณราว 1,300 ล้านบาท ในการจัดสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน อาคารรังสี และอาคารจอดรถ มีพื้นที่ใช้สอยรวมโดยประมาณ 3 หมื่นตารางเมตร มีระยะเวลาการก่อสร้างตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อศูนย์การแพทย์นี้ว่า “รัตนนันทเวช” หมายถึง “ศูนย์การแพทย์แห่งจังหวัดน่านอันยอดเยี่ยม”และพระราชทานพระราชานุญาต ให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” ประดับที่ป้ายชื่อศูนย์การแพทย์ด้วย

“ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช” โรงพยาบาลน่าน ประกอบด้วยอาคาร 3 อาคาร ได้แก่ อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 4 ชั้น ประกอบด้วย ชั้น 1 แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ชั้น 2 หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมประสาท และหน่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก ชั้น 3 หอผู้ป่วยอุบัติเหตุ ห้องตรวจสอบเวชระเบียน ห้องประชุม และชั้น 4 สำนักงานองค์กรแพทย์ และห้องพักแพทย์

อาคารรังสี 4 ชั้น ประกอบด้วย ชั้น 1 กลุ่มงานรังสีวิทยา เอกซเรย์ฟัน เต้านม และอัลตราซาวด์ ชั้น 2 ศูนย์ผ่าตัดและงานวิสัญญี ชั้น 3 หน่วยปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด หอผู้ป่วยวิกฤตหัวใจและหลอดเลือด และศูนย์ส่องกล้อง และชั้น 4 กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ เหล่ากาชาดจังหวัดน่าน และห้องประชุมบุญยงค์ วงศ์รักมิตร อาคารจอดรถ 5 ชั้น จอดรถได้ 301 คัน

​“ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช”แห่งนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดน่าน เกิดการผลักดันให้เกิดการพัฒนาโรงพยาบาลน่านอย่างเป็นรูปธรรม เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ที่ทันสมัยและครอบคลุมที่สุดในภาคเหนือ ถึงพร้อมด้วยอาคารสถานที่ เครื่องมือทางการแพทย์ระดับชั้นนำ ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถ เยียวยาได้ทั้ง “กาย” และ “ใจ” ตามแนวทางของมูลนิธิรักษ์ป่าน่านฯ ที่มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของคนและสุขภาพของป่าไม้ ด้วยแนวคิดที่ว่า “เมื่อผู้คนมีสุขภาพดี ก็จะสามารถดูแลป่าไม้ได้ และเมื่อป่าไม้สมบูรณ์ ก็จะเกื้อหนุนการดำรงชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน”

“ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช” โรงพยาบาลน่าน จึงเป็นเสมือนหัวใจของการดูแลชีวิตในทุกมิติสร้างความหวังใหม่ให้แก่ประชาชนชาวน่าน และเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดไป


นที มีเดช รายงาน

ทบ.จัดพิธีอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพันปีหลวง ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ทบ.จัดพิธีอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพันปีหลวง ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

กองทัพบก จัดกิจกรรมอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 จำนวน 99 รูป ระหว่างวันที่ 14 -31 ก.ค. 68 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กทม. และปฏิบัติธรรมในห้วง 25 – 30 ก.ค.68 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวชิรญาณ 200 ปี เขตคลองสามวา กทม.

โดยในวันนี้ (17 ก.ค.68) เวลา 08.00 น. พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยพระพรหมวชิรรังษี เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีถวายราชสักการะ ถวายราชสดุดี พิธีมอบผ้าไตรและพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ อาคาร 100 ปี พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเป็นการเฉลิม พระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมให้กำลังพลของกองทัพบก ได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความจงรักภักดี การเทิดทูนและการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ ในห้วงเดือนมหามงคล กรกฎาคม 2568 นี้ หน่วยทหารทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมจิตอาสา โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ เพื่อรวมพลังแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างหาที่สุดมิได้


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

มทบ.37 ตรวจสอบความพร้อมด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ในช่วงวันหยุดยาว

จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่หลายวันที่ที่ผ่านมาของจังหวัดเชียงราย ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาหลายจุดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางศูนย์บรร เทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 จึงได้เร่งตรวจสอบความพร้อมด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนในช่วงวันหยุดยาว

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.30 น. พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 และ ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 ได้มอบหมายให้ พ.อ. บุรฉัตร ภูนาเมือง หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นผู้แทนทำการตรวจความพร้อมของชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย ณ บริเวณกองบัญชาการ มทบ.37 ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย

การตรวจความพร้อมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยสามารถเคลื่อนย้ายกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์ ออกปฏิบัติภารกิจได้ภายใน 1 ชั่วโมง โดยมีหน่วยเข้าร่วมการตรวจรวม 36 นาย จากหน่วยต่างๆ ได้แก่

• โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
• กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37
• กองร้อยทหารสารวัตร มณฑลทหารบกที่ 37
• แผนกยุทธโยธา มณฑลทหารบกที่ 37
• สำนักงานขนส่ง มณฑลทหารบกที่ 37

พร้อมยานพาหนะ 5 คัน สำหรับภารกิจเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้ พ.อ. บุรฉัตร ภูนาเมือง ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และให้หน่วยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมสนับสนุนภารกิจของจังหวัดและส่วนราชการต่างๆ อย่างเต็มความสามารถ


นที มีเดช รายงาน

รอง ผบ.ทบ. เป็นประธานวันสถาปนาเหล่าทหารช่าง ครบรอบปีที่ 150

รอง ผบ.ทบ. เป็นประธานวันสถาปนาเหล่าทหารช่าง ครบรอบปีที่ 150 ยกย่องในภารกิจบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหว ตึก สตง.ถล่ม ควบคู่เดินหน้าก่อสร้างผนังกั้นน้ำหลาก ป้องกันน้ำท่วม อ.แม่สาย

วันนี้ (18 ก.ค. 68) ณ ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี พล.อ.ณัฐวุฒิ นาคะนคร รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหาบก เป็นประธานในพิธีงานวันสถาปนาเหล่าทหารช่าง ครบรอบปีที่ 150 ประจำปี 2568 โดยมี พล.ท. สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง ให้การต้อน รับ โดยรองผู้บัญชาการทหารบก ได้วางพานพุ่มถวายสักการะพระอนุสาวรีย์พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระบิดาเหล่าทหารช่าง และร่วมประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องหมายสงครามทุ่นระเบิดกิตติมศักดิ์ให้กับผู้บังคับหน่วยทหาร หัวหน้าส่วนราชการและประชาชนที่ได้สร้างคุณประโยชน์เพื่อสังคมและให้การสนับสนุนในภารกิจต่างๆ พร้อมเยี่ยมชมการจัดแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ และยุทโธปกรณ์ของหน่วยทหารช่าง

ในโอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวให้โอวาทแก่กำลังพลเหล่าทหารช่างว่า “ขอชื่นชมพี่น้องเหล่าทหารช่างที่ได้อุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ ได้สร้างผลงานอันเป็นคุณประ โยชน์แก่สังคมและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกองทัพบกด้านความมั่นคง, การพัฒนาประเทศ, การสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, การช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนองค์การสหประชาชาติในภารกิจรักษาสันติภาพ ที่สำคัญการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนช่วยเหลือในเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มจากแผ่นดินไหวที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของหน่วยทหารช่างในการทำหน้าที่เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกโอกาส”

ทั้งนี้ ทั้งนี้กรมการทหารช่าง ถือเป็นเหล่าสายวิทยาการที่สำคัญของกองทัพบก มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการบรรเทาสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน อาทิ การช่วยเหลือและค้นหาผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตในสถานการณ์แผ่นดินไหว ตึก สตง.ถล่ม และดำเนินการขุดลอกแม่น้ำรวกฝั่งไทยและสร้างผนังกั้นน้ำชั่วคราวกึ่งถาวร เสริมแนวป้องกันน้ำหลาก ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำมาซึ่งเกียรติภูมิและความภาคภูมิใจให้กับเหล่าทหารช่าง กองทัพบกและประเทศไทยต่อไป


แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

มทบ.37 ร่วมพิธี “ทานหาแม่ฟ้าหลวง” เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2568

มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมพิธี “ทานหาแม่ฟ้าหลวง” เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.30 น. พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 มอบหมายให้ พันเอก กชกร ปันทราช หัวหน้ากองส่งกำลังบำรุง มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมด้วยคณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมพิธี “ทานหาแม่ฟ้าหลวง” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องใน วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2568

พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์เชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียง ราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ, เหล่ากาชาดจังหวั,ด ข้าราชการ, พลเรือน, ตำรวจ, ทหาร, นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมจำนวนมาก

กิจกรรมในพิธีประกอบด้วย พิธีถวายพวงมาลาสักการะ ทั้งนี้เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณา ธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวเชียงรายอย่างหาที่สุดมิได้ของ “สมเด็จย่า” ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย

ทั้งนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมสุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ


นที มีเดช รายงาน

ทบ.ปูนบำเหน็จพิเศษ 7 ชั้น เลื่อนยศ พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน เป็นสิบเอก พร้อมดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ทบ. ปูนบำเหน็จพิเศษ 7 ชั้น เลื่อนยศ พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน เป็นสิบเอก พร้อมดูแลช่วยเหลือกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดอย่างเต็มที่ ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับบัญชาเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ ขอบคุณในความกล้าหาญและเสียสละเพื่อประเทศชาติ

จากเหตุกำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 16 ก.ค.68 จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ได้แก่ พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน, พลทหาร ณัฐวุฒิ ศรีเข้ม และ สิบเอก ปฏิพัทธ์ ศรีลาภักดิ์ ซึ่งปัจจุบันอาการปลอดภัย อยู่ภายใต้การดูแลรักษาจากทีมแพทย์ของโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อย่างใกล้ชิด

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีความห่วงใยกำลังพลทั้ง 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาอธิปไตยของชาติในบริเวณชายแดนไทย-กัมพู ชา โดยนอกจากการส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างดีที่สุดแล้ว ผู้บัญชาการทหารบกยังได้มอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกตรวจสอบและดูแลด้านสิทธิและสวัสดิการให้กับกำลังพลทั้ง 3 นายในทันที ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการแล้ว ดังนี้

พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน จากบาดเจ็บข้อเท้าซ้ายขาด ปัจจุบันเข้ารับการผ่าตัดเป็นที่เรียบ ร้อย ได้รับการปูนบำเหน็จพิเศษ 7 ชั้น และเลื่อนยศเป็นสิบเอก พร้อมเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ประกอบด้วย เงินพระราชทาน กรณีพิการทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหารกองประ จำการ, เงินบำรุงขวัญ, สินไหมทดแทนภัยสงคราม และเงินช่วยเหลือมูลนิธิสายใจไทย รวม 964,057 บาท ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการรักษา ปลดเหตุสูญเสียฯ จากการรบจะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 15,600 บาท และเงินช่วยเหลืออื่นๆ ประมาณเดือนละ 16,200 บาท รวมทั้งได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้น 2 ประเภท 1 พร้อมบัตรทหารผ่านศึก ชั้น 1 ได้รับเงินผดุงเกียรติและเงินเลึ้ยงชีพรายเดือน ตลอดจนได้รับสิทธิในการบรรจุทายาททดแทนเป็นนายทหารชั้นประทวน 1 นาย

ในส่วนของ สิบเอก ปฏิพัทธ์ ศรีลาภักดิ์ และ พลทหาร ณัฐวุฒิ ศรีเข้ม มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงระเบิด ได้รับเงินบำรุงขวัญเนื่องจากบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เบื้องต้นรายละ 10,000 บาท พร้อมเงินช่วยเหลืออื่นๆ จากกองทัพบก

นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชาของกองทัพบกทุกระดับได้เข้าเยี่ยมเยียน ติดตามอาการบาดเจ็บ และให้กำลังใจกำลังพลพร้อมครอบครัวอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกขอแสดงความขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ และยืนยันความพร้อมในการดูแลสวัสดิการและการช่วยเหลือกำลังพลอย่างดีที่สุด



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ทบ. ร่วมแสดงความยินดีวันสถาปนากองทัพน้อยที่ 1 ครบรอบปีที่ 37 มุ่งภารกิจที่ได้รับมอบจาก ทภ.1 ควบคู่ขับเคลื่อนงาน กอ.รมน.ภาค 1

ทบ.ร่วมแสดงความยินดีวันสถาปนากองทัพน้อยที่ 1 ครบรอบปีที่ 37 มุ่งภารกิจที่ได้รับมอบจาก ทภ.1 ควบคู่ขับเคลื่อนงาน กอ.รมน.ภาค 1

วันนี้ (18 ก.ค.68) ณ กองบัญชาการกองทัพน้อยที่ 1 พล.อ. ชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผู้ช่วยผู้บัญ ชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาทหารบก เป็นประธานวันสถาปนากองทัพน้อยที่ 1 ครบรอบปีที่ 37 โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมอดีตผู้บังคับบัญชาที่เกษียณอายุราชการ และกำลังพลของกองทัพน้อยที่ 1 ร่วมประกอบพิธีสงฆ์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้บังคับบัญชาและอดีตข้าราชการที่ล่วงลับ และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมง คล พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมหน่วยและร่วมถ่ายภาพที่ระลึกกับผู้บังคับบัญชากองทัพน้อยที่ 1 โดยมี พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 1 ให้การต้อนรับ

การปฏิบัติที่สำคัญของกองทัพน้อยที่ 1 คือ รับมอบภารกิจจากกองทัพภาคที่ 1 ในการจัดกำ ลังพลเข้ารับการฝึกร่วม/ผสม ต่างๆ ทั้งภายในประเทศและร่วมกับมิตรประเทศ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ทำให้การฝึกร่วมของกองทัพไทยเกิดประสิทธิภาพ ตลอดจนได้ปรับการฝึกให้สอดคล้องกับแผนป้องกันประเทศ การปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลัง และภารกิจการช่วยเหลือประชาชนตามแผนการบรรเทาสาธารณภัย อีกทั้งยังให้การสนับสนุนกับส่วนราชการต่างๆ ในการปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ รวมถึงงานที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมในบทบาทของการปฏิบัติงาน ในฐานะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 เพื่อดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นที่พึ่งของประชาชน สืบต่อไป


แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

องคมนตรี เป็นประธานในพิธีปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรม การบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ จุดปลูกป่า หน่วยย่อยห้วยงู ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว

กิจกรรมการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” งานโครงการหลวงด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์ ฟื้นฟู รักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ภายใต้แนวคิด “ป่าสนสู่ป่าเศรษฐกิจ สีสันแห่งป่า สร้างมูลค่า สร้างรายได้” การปลูกป่าครั้งนี้ยึดตามแนวพระราชดำริ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” อันได้แก่ ป่ากินได้ ป่าใช้สอย ป่าฟืน และป่าเพื่อการอนุรักษ์ โดยมีการผสมผสานพันธุ์ไม้ยืนต้น พืชให้สีธรรมชาติ และไม้ผลในระบบวนเกษตร เช่น ยมหิน ฝาง คำแสด มะค่าโมง ทองกวาว ขี้เหล็ก สะเดา สนซูงิ สนสามใบ และต้นกาแฟ

พื้นที่ปลูกทั้งหมด 32 ไร่ รวม 2,000 ต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างหลากหลายควบคู่กับการอนุรักษ์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รองเลขาธิการ กสทช. หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน ผู้นำชุมชน เยาวชน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิโครงการหลวงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือเพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งต่อคุณค่าจากผืนป่าสู่ชุมชน


นที มีเดช รายงาน