EEC พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ให้รองรับผู้โดยสารได้กว่า 50 ล้านคนต่อปี

     เมื่อวันที่ 20 สค.62 ดร.ศิริพร ปิ่นล่ม นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “การสร้างเครือข่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ EEC อย่างยั่งยืน” โดยมีข้าราชการ ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่อำเภอสัตหีบ เข้าร่วมสัมมนา วิทยากรประ
กอบด้วย ดร.เพ่ง บัวหอม ดร.ประสิทธิ์ เงินชัย นายสุทธา เหมสถล จ.ส.อ.วัฒนชัย บุญมานะ ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

    ดร.เพ่ง บัวหอม กล่าวว่า โครงการ EEC เป็นจักรกลสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลจึงกำหนดแผนดังกล่าวโดยเลือกพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) เป็นพื้นที่โครงการฯ เนื่องจากพบว่ามีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และมีการตราเป็นกฎหมายเพื่อให้เกิดความมั่นใจในด้านการลงทุนของนานาประเทศ อย่างไรก็ตามการที่จะทำให้พื้นที่EEC มีความพร้อมในการรองรับก็ต้องจัดแผนรองรับที่สมบูรณ์ ทั้งระบบคมนา คม สาธารณู ปโภค ลอจิสติกส์ อุตสาหกรรมแบบ 4.0 และโครงข่ายที่ใช้ในการรองรับ ขณะนี้โครงการผEEC มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งการจัดทำท่าเรือบกที่ จ.ฉะเชิงเทรา การดำเนินโครงการรถไฟ ฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน รวมทั้งการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้กว่า 50 ล้านคนต่อปี เช่นเดียวกับการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด-จุกเสม็ด และท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 รวมไปถึงระบบรถไฟรางคู่เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า ลดปัญหาต้นทุนการขนส่งและปัญหาการจราจร รวมทั้งผลักดันนวัตกรรมแบบไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

    ดร.ศิริพร ปิ่นล่ม กล่าวว่า การพัฒนาโครงการ EEC สิ่งที่พบคือประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของ EEC รวมทั้งความคืบหน้าในด้านต่างๆ จึงขอความร่วมมือในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงนโยบาย ที่จะส่งผลดีต่อการพัฒนาและสนับสนุนให้ EEC สร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ท้องถิ่นอย่างมั่นคง ยั่งยืนต่อไป

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตำรวจมุกดาหาร ไล่สกัดรถกระบะลักลอบขนไม้พะยูง 63 ท่อน เตรียมข้ามโขงส่งขายลาว

https://youtu.be/y5lDvKw3CGw

     ตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ปล่อยแถวกวาดล้างขบวนการลักลอบค้าไม้พะยูงข้ามชาติร่วมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตม.และทหารพราน ออกไล่สกัดจับรถกระลักลอบขนไม้พะยูง มาจากต่างจังหวัดส่งนายทุนแนวชายแดนริมฝั่งโขงเครือข่ายขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติตามแนวชายแดน ลำเลียงข้ามโขงส่งขายประเทศเพื่อนบ้านร่วมไล่ติดตามสกัดรถขนไม้พะยูงคนขับเข้าไปจอดภายในบ้านหลังหนึ่งก่อนทิ้งรถพร้อมไม้พะยูงบรรทุกมาจำนวน 63 ท่อนหลบหนี

     เมื่อเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ. เกียรติภูมิ สุวรรณไตรย์ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีกลุ่มแก๊งมอดไม้ลักลอบขนไม้พะยูงโดยใช้รถยนต์กระบะ โตโยต้า(TOYOTA)สีขาวทะเบียน บบ-8508 ยโสธร ด้านหลังกระบะติดหลังคาขนไม้พะยูงเต็มคันรถกำลังขับมาตาถนน ชยางกูร จะมาส่งให้นายทุ่นเครือข่ายขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติอยู่แนวชายแดนริมฝั่งโขงบ้านบางทรายใหญ่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

     โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์รับจ้างแบกเตรียมแบกไม้พะยูงลงเรือหางยาวลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงส่งขายฝั่งประเทศเพื่อนบ้านจึงสั่งการให้ พ.ต.ท.จิรวิทย์ ปานยิ้ม รองผกก.สืบสวน สภ.เมืองมุกดาหารประสานนายกนก ศรีวิชัยนันท์ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และหน่วยฝ่ายความมั่นคงดังกล่าวนำกำลังร่วมออกตรวจสอบตามถนนที่ออกมาริมฝั่งโขงได้พบรถเป้าหมายขับมาด้วยความเร็วสูงเจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามรถขนไม้พะยูงขับเข้าถนนสายรองก่อนเข้าพื้นที่บ้าน บางทรายใหญ่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

     คนขับเข้ามาจอดอยู่ที่บ้านนายภูวงษ์ คำมี อายุ 69 ปีอยู่บ้านเลขที่ 695 ถนนสำราญชายโขงเหนือ ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหารซึ่งบ้านอยู่ติดริมฝั่งโขงจากนั้นคนขับก็ทิ้งรถหลบหนี ส่วนนายภูวงษ์ คำมี เจ้าของบ้านปฏิเสธไม่รู้รถคันดังกล่าวเป็นของใครและไม่ทราบคนขับเป็นใครทำไหมขับรถเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้านของตนทำไม

     เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในรถคันดังกล่าวพบไม้พะยูงแปรรูปท่อนเต็มคันรถเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดรถพร้อมไม้พะยูงภายในรถไปที่ สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อตรวจสอบจากการตรวจสอบด้านในรถพบไม้พะยูงรวมจำนวน 63 ท่อน ซึ่งไม้พะยูงภายในรถมีหลายขนาดความยาวส่วนใหญ่จะมีขนาดความยาว 2 เมตร และ 1 เมตร ปริมาตร 1.48 ลูกบาศก์เมตร

     ตรวจสอบพบร่องรอยต้นพะยูงถูกแปรรูปส่วนหนึ่ง สภาพใหม่สดเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางไม้พะยูงทั้งหมดพร้อมรถมอบให้ป่าไม้ มห.3 คำอะฮวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและจะตรวจสอบหาเจ้าของรถผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวขยายผลหาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำตัวมาสอบสวนหากมีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพรช/ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

เพชรบูรณ์-ชาวอำเภอวังโป่ง ดีใจเมื่อทราบข่าวว่าเหมืองทองจะกลับมาเปิดอีกครั้ง

https://drive.google.com/file/d/1_74WdaFPq_gZL11pd5xrYYYDXrcb48op/view?usp=sharing

     สืบเนื่องจากกรณี เหมืองทอง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านดงหลง ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ปิดตัวลงตั้งแต่ วันที่31ธันวาคม 2559 กระทั่งต่อมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ยังให้ผู้ประกอบการที่จะประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ในประเทศไทยสามารถยื่นขออาชญาบัตรพิเศษได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 (ฉบับใหม่) และเป็นไปตามนโยบายทองคำ ส่วนกรณีที่ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ครอบคลุม 3 จังหวัด พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ได้ขอเจรจากับรัฐบาลไทยเพื่อขอยุติข้อพิพาทนั้น แนวทางการเจรจาเอกชนจะต้องอยู่ได้ รัฐต้องไม่เสียเปรียบ และกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

     ซึ่งนายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำ 10 ราย ประมาณ 100 แปลง ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายคือ 12 จังหวัด ประกอบด้วยเลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ระยอง จันทบุรี สระแก้ว สุราษฎร์ธานี สตูล ส่วนของอัคราฯ มีคำขอต่ออายุประทานบัตร 1 แปลง อาชญาบัตรสำรวจแร่อีกหลาย 10 แปลง และคำขอต่อใบประกอบโรงโลหะกรรมอีก 1 แห่ง แต่ทั้งหมดยังไม่ได้มีการอนุมติใบอนุญาตใดๆ ซึ่งหากอัคราฯ ยังคงต้องการดำเนินประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องยื่นคำขอใหม่ แต่จะต้องนำส่งข้อมูลเพิ่มเติม ตามพ.ร.บ.ใหม่ที่กำหนดไว้เท่านั้น

     ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ บ้านดงหลง และ บ้านวังชะนาง ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่อาศัยอยู่รอบเหมืองทอง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ต่างพากันดีใจ เมื่อได้ทราบข่าว และมีความหวังว่า หากเหมืองทองได้กลับมาเปิดอีกครั้ง จะทำให้ชาวบ้านในชุมชน ได้มีงานทำ และ ลูกหลานที่เดินทางออกไปหาทำงานต่างจังหวัด ก็จะได้กลับมาทำงานใกล้บ้านเช่นเคย ซึ่งจะทำให้ชุมชนที่เคยเงียบเหงา ร้านค้าที่เคยปิดตัวลงหลายร้าน คงกลับมาคึกคักอีกครั้ง

     เสียงสัมภาษณ์ นางกุลจิรา เพ็ชรภักดิ์ อายุ 52 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 197 / 1 หมู่ 8 ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพค้าขายมานานกว่า 15 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้ขายลูกชิ้นอยู่บริเวณใกล้เคียงกับเหมืองทอง มีรายได้เลี้ยงครอบครัวเป็นอย่างดี แต่หลังจากเหมืองทองถูกสั่งปิด ทำให้ค้าขายไม่ค่อยได้ ไม่มีคนมาซื้อ รายได้ลดน้อยลงเกินกว่าครึ่ง จากที่เคยขายได้วันละ 2-3 พันบาท ก็เหลือเพียงวันละแทบไม่ถึง 1,000 บาท พอหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายแล้ว แทบไม่เหลือกำไร ส่งผลให้ครอบครัวเริ่มขัดสน จึงต้องดิ้นรนออกไปขายต่างพื้นที่ เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งหากต่อจากนี้ เหมืองทอง จะกลับมาเปิดดำเนินกิจการต่อ ก็นับเป็นเรื่องดี ที่ตน และชาวบ้านรายอื่นๆ ในชุมชน จะได้กลับมาทำงาน ประกอบอาชีพค้าขายกันอย่างคึกคักเช่นเดิม

     ด้าน นายวิชิต อินจาด อายุ 42 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่1 ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า เดิมทีตนทำงานเป็นพนักงานเหมืองทอง มา10 กว่าปี ได้รับเงินเดือนเฉลี่ย 12,000 – 13,000 บาท ซึ่งถือว่าเพียงพอเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากทำงานอยู่ใกล้บ้าน แต่หลังจากเหมืองปิดตัวลง ทำให้ขาดรายได้ จึงตัดสินใจประกอบอาชีพค้าขายผลไม้ แต่ก็ต้องประสบปัญหาภาวะขาดทุน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาใช้จ่ายในครอบครัวในช่วงนี้ ซึ่งพอทราบข่าวว่าเหมืองทองจะเปิดทำการต่อ ตนจึงรู้สึกดีใจมาก อยากกลับไปทำงานที่เดิม เพื่อจะได้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมมา

    ส่วน นางบุญเทียม เรืองขำ อายุ 73 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 114 หมู่1 ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ลูกเขยได้ทำงานอยู่ที่เหมืองทองมานานนับ 10 ปี และ ลูกสาวก็ทำได้ประมาณ 3 ปี แต่หลังจากเหมืองปิดตัวลง ทั้งคู่ก็ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงตัดสินใจเดินทางไปหาทำงานที่กรุงเทพฯ ทิ้งลูกไว้ให้ตนเลี้ยงดูถึง 3 คน ซึ่งหากเหมืองทองจะเปิดอีกครั้ง ก็รู้สึกดีใจมาก ที่ลูกเขยและลูกสาว จะได้กลับมาทำงานใกล้บ้าน จะได้มีเวลาเลี้ยงดูลูก และเลี้ยงแม่ที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย รวมตัวกัน 300 คน ถือป้ายต่อต้านไม่เอาเหมืองแร่

https://youtu.be/xVNJnACbQHY

มุกดาหาร ชาวบ้านตำบลคำป่าหลายรวมตัวจำนวน 300 คนถือป้ายประท้วงต่อต้านนายทุนเตรียมเข้าทำเหมืองแร่ประกาศจะปกป้องแหล่งน้ำนี้ด้วยชีวิต

     เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 เวลา 07.00 น. นายแพทย์ ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะเดินทาง ลงพื้นที่ ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อรับทราบและฟังปัญหาของประชาชนจำนวน 3 หมู่บ้าน คือ บ้านนาคำน้อย หมู่ 6 บ้านแก้ง หมู่ 5 และ บ้านโนนคำ หมู่ 13 ต.คำป่าหลาย กรณีมีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งยื่นขอประทานบัตร เข้าไปทำประโยชน์ ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ”ป่าดงหมู”

     เพื่อทำเป็นเหมืองหิน จำนวน 215 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ซึ่งบริเวณที่ขอประทานบัตรนั้นอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมีน้ำผุดจากพื้นดินและตามซอกหิน ชาวบ้านเรียกแหล่งน้ำดังกล่าวว่าน้ำซับ ที่ไหลลงไปหล่อเลี้ยงชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน กว่า 3,000 ครัวเรือน ใช้อุปโภคบริโภคมาแต่บรรพบุรุษ ก่อนจะไหลสู่ลำห้วยไปสมทบกับลำน้ำสาขาอื่นแล้วไหลลงแม่น้ำโขง

     โดยมีชาวบ้าน 3 หมู่บ้านประมาณ 1,000 คน พาเดินชี้แหล่งน้ำซับที่ไหลตลอดทั้งปีจากพื้นดินและซอกหิน ซึ่งจุดขอประทานบัตรอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้เบญจพรรณนานาชนิด ไม่ได้เป็นป่าเสื่อมโทรมตามที่นายทุนกล่าวอ้างในหนังสือขอประทานบัตรแต่อย่างใด และ นพ.ประสงค์ฯก็ลองนำน้ำใสที่ไหลออกมาจากพื้นดินมาดื่มก็บอกว่ามีรสชาติดี

     จากนั้นก็ไปดูตรงจุดกระจายน้ำ ที่อยู่ในที่ดินของนายดอน เนตรวงศ์ อายุ 82 ปี ราษฎรบ้านโนนคำ หมู่ 13 โดยชาวบ้านได้จัดหาอุปกรณ์ท่อพีวีซีต่อเป็นรางรองรับน้ำที่ไหลลงมา แล้วตั้งเป็นเสาสูงประมาณ 4 เมตร ติดวาล์วเปิด-ปิดน้ำ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันน้ำมาช่วยซึ่งแหล่งน้ำแห่งนี้ต้นน้ำไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะไหลตลอดทั้งปี ซึ่งจุดนี้มีไว้สำหรับให้ผู้ผ่านไปมาหรือหมู่บ้านต่างๆขาดแคลนน้ำก็มาเปิดวาล์วรองน้ำไปใช้ได้ และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

     นายดอนเผยว่าตั้งแต่เล็กจนอายุ 80 ปี ก็ใช้น้ำจากแหล่งน้ำซับใช้อุปโภคบริโภคทั้งกินและอาบ เพราะเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ กลั่นกรองจากชั้นดินชั้นหินจนสะอาด หากมีเหมืองหินเข้ามา นอกจากจะทำลายระบบนิเวสน์แล้ว แหล่งน้ำที่พวกตนใช้มาแต่เกิดจะต้องถูกทำลายไปด้วย ดังนั้นพวกตนจึงขอคัดค้านการทำเหมืองหิน และจะปกป้องแหล่งน้ำนี้ด้วยชีวิต

     ขณะที่นายใส ไชยบัน อดีตกำนัน ต.คำป่าหลาย และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลคำป่าหลาย แฉว่ามีข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางคนให้ความร่วมมือ อ้างในใบยื่นคำขอว่ามีแค่ 15 หลังคาเรือน ที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนี้ เคยพาชาวบ้านไปยื่นหนังสือคัดค้านที่เทศบาลฯ ผู้ประกอบการก็ข่มขู่ จนชาวบ้านยื่นหนังสือนี้ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารต่อมาชาวบ้านนำหนังสื่อร้องทุกที่ศูนย์ดํารงธรรมศาลากลางจังหวัด มุกดาหารขัดค้านไม่เอาเหมืองแร่ หากดันทุรังอนุญาตให้ทำประโยชน์ในป่าดงหมูแห่งนี้ พวกตนจะเดินเท้าไปกรุงเทพฯร้องทุกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

     ต่อมานายสมาน คำมุงคุณ ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ยื่นหนังสือร้องเรียน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ผ่าน นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อฯ พร้อมเผยว่าการประชาคมหมู่บ้าน มีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น แอบปลอมแปลงลายมือชื่อของชาวบ้าน อ้างว่าเห็นชอบในการทำเหมืองหิน ขนาดคนตายไปแล้วยังลุกหลุมศพมาเซ็นชื่อได้

     นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวกับชาวบ้านที่ศาลาอเนกประสงค์วัดถ้าน้ำทิพย์ บ้านนาคำน้อย หมู่ 6 ว่า หลังรับเรื่องร้องเรียนก็จะยื่นเป็นเรื่องเร่งด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า ตั้งกระทู้ถามสดต่อนายกรัฐมนตรี “ครั้งนั้นเป็นรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง บุกทำลายสวนยางพาราอ้างชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน แล้วให้ระบุเป็นป่าเสื่อมโทรม นพ.ประสงค์ฯกล่าวปัญหาดังกล่าวเคยระอุมาแล้วเมื่อปี 2561

     กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กรณีมีคนของรัฐหลอกชาวบ้านเซ็นชื่อจนเสียสิทธิ์ครอบครอง จึงรวมตัวกันให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ บางคน เพราะใช้คำสั่งคุกคามและพยายามจับกุมชาวบ้านที่ออกมาต่อต้านการทำเหมืองหิน พร้อมไล่ตะเพิดชาวบ้านห้ามเข้าไปหาของป่า เช่น เห็ด หน่อไม้ เป็นต้น

     แต่เรื่องยังคาราคาซังหาข้อยุติไม่ได้ จนมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งชาวบ้านจึงต้องการความชัดเจนอีกครั้ง จึงร้องเรียนผ่าน นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทยนำปัญหาทุกร้อนของชาวบ้านคำป่าหลายนำเรียนให้รัฐบาลลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวหากมีการอนุญาตให้นายทุนทำเหมืองแร่ชาวบ้านประมาณ 1,000 ชีวิต ไร้ที่อาศัย ไร้ที่ทำกิน ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวบ้านและเกษตรกรตาดำๆด้วย

ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพรช/ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง

เสียฟอร์ม-วัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ยกล้อโชว์หน้าโรงเรียน เสียหลักรถล้มบาดเจ็บ

https://youtu.be/P0Bj-cunCck

         ที่นครนายก กล้องหน้ารถของผู้ใช้เฟสบุ๊ค วุฒิชัย ประกอบ ที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะที่มีวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบริเวณหน้าโรงเรียนนครนายกวิทยาคม ขับมาด้วยความเร็วแล้วยกล้อหน้าเพื่อโชว์นักเรียนที่กำลังเลิกเรียน แต่รถกลับเสียหลักล้มต่อหน้านักเรียนจำนวนมาก จนได้รับบาดเจ็บ

         โดยเหตุเกิดเมื่อวานนี้ หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ บริเวณที่จุดเกิดเหตุและได้มีการสอบถามแม่ค้าที่ขายของอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน บอกกับทางผู้สื่อข่าวระหว่างเกิดเหตุไม่มีใครเห็น แต่มาเห็นอีกทีตอนรถล้มไปแล้ว ซึ่งตนเองไม่ได้สนใจอะไร เพราะกำลังขายของอยู่ โดยหลังจากเกิดเหตุทั้ง 2 คน ได้ประคองรถขึ้นมาแล้วขับออกไปจากจุดเกิดเหตุ โดยคลิปนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปในสังคมออนไลน์ต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ถึงความไม่เหมาะสม ถ้ามีนักเรียนได้รับบาดเจ็บจะทำยังไง

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบภัยแล้ง รุดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคบรรเทาความเดือดร้อน ผู้ประสบภัยจังหวัดอุทัยธานี

          วันนี้ วัน​อังคาร​ที่​ 20 สิงหาคม 62​ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับสมาคมพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ในโครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยแล้ง จำนวน 1,000 ชุด รวมงบประมาณเป็นเงิน 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาท) แก่ประชาชนในพื้นที่ ต.สว่างแจ้งสบายใจ ต.พลวงสองนาง ต.บ่อยาง ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ และต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี โดยมี คุณปฏิภาณ วงศ์กาญจนา นายกสมาคมพาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ร่วมในพิธี

          โดยในปี 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง” ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ นครราชสีมา ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ กาฬสินธุ์ และขอนแก่น รวม 8 จังหวัดๆ ละ 1,000 ชุด รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 2,800,000 บาท (สองล้านแปดแสนบาทถ้วน)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ติดต่อ-สอบถาม# ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 สายด่วน☎ป่อเต็กตึ๊ง1418

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

โรงเรียนนาเฉลียงพิทยาคม จัดกิจกรรม “เปิดโลกวิชาการ บูรณาการสู่วิทยาศาสตร์ Open House NPK 2019”

โรงเรียนนาเฉลียงพิทยาคม จัดกิจกรรม “เปิดโลกวิชาการ บูรณาการสู่วิทยาศาสตร์ Open House NPK 2019” พร้อมประกวดเดินแบบ ชุดแฟชั่นรีไซเคิล

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเพชรน้ำหนึ่ง ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่าที่ร้อยตรี สมจิตร รอดเรือง ผู้อำนวยการโรงเรียนนาเฉลียงพิทยาคม พร้อมด้วย พลตำรวจสุริยัน จันเกิน รอง ผอ.โรงเรียนนาเฉลียงพิทยาคม และคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม “เปิดโลกวิชาการ บูรณาการสู่วิทยาศาสตร์ Open House NPK 2019” เพื่อเป็นการส่งเสริม ทักษะทางวิชาการ พัฒนาผู้เรียนให้มีมาตรฐานการศึกษาของชาติ ด้วยการเปิดเวทีให้แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้นำเสนอผลงานที่เกิดจากครูผู้สอน ผู้เรียน สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการ ประสบการณ์ ทักษะชีวิต รวมทั้ง เป็นการเผยแพร่ความรู้สู่สถานศึกษาใกล้เคียง ได้มาศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทาง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งสนองต่อนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

          โดยมี นายประสิทธิ์ อินวรรณา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 40 เป็นประธานถวายเครื่องราชสักการะ (พวงมาลัย) พระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พร้อมทั้ง เปิดกิจกรรม “เปิดโลกวิชาการ บูรณาการสู่วิทยาศาสตร์ Open House NPK 2019” โดยเฉพาะระหว่างพิธีเปิด พบว่าทางผู้จัดฯ ได้มีการจัดเตรียมพิธีเปิดให้สอดคล้องกับวันวิทยาศาสตร์ ด้วยการใช้ปฏิกิริยาของ กลีเซอรีน กับ ด่างทับทิม ทำให้เกิดพลังงานความร้อน จนเกิดประกายไฟลุกขึ้น สร้างความตื่นตา ตื่นใจ แก่เด็กนักเรียนจากสถานศึกษาในเขตพื้นที่บริการ กว่า 10 แห่ง ที่มาเข้าร่วมงานในครั้งนี้

         จากนั้น ประธานในพิธี ได้ร่วมพบปะ ตรวจเยี่ยม พร้อมทั้ง รับชมกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการแข่งขัน ตอบปัญหาวิทยาศาสตร์, กิจกรรมการประกวดวาดภาพทางวิทยาศาสตร์ ,กิจกรรมประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์, กิจกรรมการแสดงละครวิทยาศาสตร์, กิจกรรมการแสดงอาเซียน, กิจกรรมการแสดง COVER DANCE, กิจกรรมนิทรรศการจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

          และโดยเฉพาะ กิจกรรมการประกวด “เดินแบบชุดแฟชั่นรีไซเคิล” ซึ่งนับว่าได้สร้างสีสัน เรียกเสียงฮือฮา และเสียงเชียร์ได้เป็นอย่างมาก เมื่อผู้เข้าประกวดเดินแบบ ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นประถมศึกษา (นักเรียนจากสถานศึกษาในเขตพื้นที่บริการที่มาร่วมงาน) ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จะต้องแต่งกายด้วยชุดรีไซเคิล จากสิ่งของเหลือใช้ ที่หาได้ตามโรงเรียนหรือตามบ้านเรือน ก่อนนำมาประยุกต์ ออกแบบ ผ่านไอเดียที่สร้างสรรค์ จนกลายเป็นชุดแฟชั่นรีไซเคิล ที่สวยเก๋ เท่ห์ ไม่ซ้ำใคร และเมื่อนำมาสวมใส่เดินแบบ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานสร้างสรรค์ ของเด็กนักเรียน ที่ถ่ายทอดแนวคิดลงไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง ได้อย่างสวยงาม ลงตัว

         สำหรับไอเดียการนำเสนอชุด “เดินแบบชุดแฟชั่นรีไซเคิล” ประกอบด้วย ช่วงชั้นประถมศึกษา ผู้เข้าประกวดมาในชุด เจ้าหญิงวังเหว, ชุดฮาวาย, ชุดราตรี, ชุดพลาสติก นิว ดีไซด์, ชุดเตรียมใจไว้รับรางวัล ส่วนช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้เข้าประกวดมาในชุดร่าเริงหน้าฝน, ชุดแบลคเลดี้, ชุดมุ้งกี้, ชุดแดนสยาม, ชุดราตรีสีเทา, ชุดLove Queen Posidon ชุดอวกาศซิตี้ และ ช่วงชั้นมัธยมปลาย ผู้เข้าประกวดมาในชุด แฟชั่นไทยบ้าน, ชุดอีกาดำ,ชุดมุ้งฮาวาย, ชุด Pricess Sachet Candy, ชุดไวท์ คัลเลอร์, ชุดไอรอนปะลาปะกอส และ ชุดเทพีกระสอบ

ราเมธ บงแก้ว/มนสิชาคล้ายแก้ว

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี จัดกิจกรรม “ผู้ว่าฯ พบสื่อมวลชน”

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรีจัดกิจกรรม “ผู้ว่าฯ พบสื่อมวลชน” ประชาสัมพันธ์ผลงานโครงการของรัฐบาลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน กระชับสัมพันธไมตรี

         ค่ำวานนี้ ( 19 ส.ค.62 ) ที่ โรงแรมนิวส์แทรเวิลลอร์จ จังหวัดจันทบุรี สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี ได้จัดโครงการ “ผู้ว่าราชการจังหวัด พบสื่อมวลชน” โดยมี นาย วิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน นำส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชาสัมพันธ์ผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น สรุปผลงานกิจกรรมของจังหวัดที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล รับทราบข้อเสนอแนะ ประเด็นคำถามที่เป็นประโยชน์เพื่อการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ผ่านสื่อมวลชนท้องถิ่นสู่ประชาชนในจังหวัดจันทบุรี พร้อมทั้งกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสื่อมวลชนท้องถิ่นกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

          โอกาสนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคดลหิต และ อวัยวะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์พร้อมทั้งขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมกิจกรรมสาธารณกุศลของสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีด้วยดีเสมอมา รวมทั้งร่วมกันคลี่คลายปัญหา รักษาภาพลักษณ์

          สำหรับโครงการผู้ว่าพบสื่อมวลชน ครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนเพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์พัฒนาจังหวัดจันทบุรีหลายเรื่อง อาทิ การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่หน่วยงานระดับท้องถิ่น ผู้นำท้องที่สามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือเบื้องต้นได้ตามบทบาท ภารกิจหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดหากไม่ไหวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปช่วยเหลือต่อไป ฝากแนะนำเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของจังหวัดจันทบุรีช่วยกันรักษาคุณภาพ รักษาความซื่อสัตย์ในการประกอบอาชีพ ผลไม้ของจันทบุรีเป็นผลไม้ตามความเชื่อของชาวจีนที่นิยมบริโภคพวกเราต้องช่วยกันรักษาคุณภาพให้ดีเสมอไป

          ส่วนด้านสังคมผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นห่วงที่สังคมยุคปัจจุบันมักจะหลงเชื่อข่าวลวงที่ไม่มีการตรวจสอบข้อมูล ยุคนี้มีความคิดเห็นที่หลากหลายแต่ขาดหลักคิดด้วยเหตุ ด้วยผล ตามหลักพระพุทธศาสนา และ หลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ จึงอยากขอให้ทุกคนเมื่อมีปัญหาใช้สติ พิจารณาการแก้ปัญหาอย่างรอบครอบ

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จ.เพชรบูรณ์ จัดกิจกรรม “อำเภอยิ้ม…เคลื่อนที่วิเชียรบุรี”

         เวลา 09.00 น. วันที่ 20 ส.ค. 62 นายวิทยา รัตนมณี หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทน นายอำเภอวิเชียรบุรี นายปกรณ์ ตั้งใจตรง เป็นประธานในการจัดกิจกรรม “อำเภอยิ้ม…เคลื่อนที่วิเชียรบุรี” ประจำเดือน สิงหาคม 2562 ณ.วัดคลองบงเจริญธรรม ม.7 ต.น้ำร้อน อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

         โดยประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำร้อน ต.น้ำร้อน อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ กล่าวให้การต้อนรับและมีหน่วยงานเข้าร่วม อาทิเช่น กำนันตำบลน้ำร้อน สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอวิเชียรบุรี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบูรณ์สาขาวิเชียรบุรี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์สาขาวิเชียรบุรี วิทยาลัยการอาชีพวิเชียรบุรี ปลัดอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วนพลเรือน ทหาร ตำรวจ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา นายกอบต.น้ำร้อน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯลฯ สมาชิกอบต. น้ำร้อน ร่วมกิจกรรมหน่วยบริการอำเภอยิ้ม..เคลื่อนที่มีกิจกรรมการออกหน่วย ดังนี้ การถวายผ้าป่าสามัคคี การออกเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง คนชรา ผู้พิการ จำนวน 4 ราย มอบทุนการศึกษา จำนวน ๗ ทุนการมอบถุงยังชีพกิ่งกาชาดฯ ให้แก่ผู้ยากไร้ จำนวน 48 ราย หน่วยงานต่างๆ บูรณาการให้บริการประชาชน และช่วยเหลือประชาชน

          ทั้งนี้ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ฯลฯ ได้ชี้แจงข้อราชการของรัฐบาล จังหวัด อำเภอ ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ศุภเดช ธนูศร รายงาน

สุโขทัยแถลงข่าว พร้อมขับเคลื่อนสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน

          วันที่ 20 ส.ค.62 เวลา 10.00 น. นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวสุโขทัยขับเคลื่อน สู่เมืองสร้างสรรค์ ด้านหัตถกรรม และศิลปะพื้นบ้าน ณ ห้องเทวีศรีสัชนาลัย หอประชุมวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย โดยมีสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเข้ารับฟังเป็นจำนวนมาก

         โดยจังหวัดสุโขทัยได้เป็นตัวแทนของประเทศ ในการเข้ารับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ ( UNESCO Creative Cities Network : UCCN ) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งจังหวัดสุโขทัยมีอัตลักษณ์ที่สำคัญทางด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลวดลายเครื่องทอง เครื่องเงินสุโขทัยโบราณ เครื่องสังคโลก ผ้าทอพื้นเมือง ผ้าตีนจก ผ้าหมักโคลน เป็นต้น ซึ่งการได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ” ของ UNESCO นั้นจะมีผลดีด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งช่วยให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับภาคประชาชนของจังหวัดสุโขทัย และจะทำให้อัตลักษณ์ที่สำคัญของสุโขทัยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

          สำหรับ Creative City เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ มี 180 เมือง จาก 72 ประเทศทั่วโลก และได้แบ่งออกเป็น 7 ด้าน คือ เมืองด้านงานออกแบบ ,เมืองด้านภาพยนตร์ ,เมืองด้านดนตรี .เมืองด้านสื่อศิลปะ ,เมืองด้านวรรณกรรม และเมืองด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งประเทศไทยมี 2 เมืองที่ได้รับคัดเลือกเป็นเมืองสร้างสรรค์ คือ จังหวัดภูเก็ต เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ได้รับเมื่อปี พ.ศ. 2558 และ จังหวัดเชียงใหม่ เมืองด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ได้รับเมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

         และในปี 2562 นี้ จังหวัดสุโขทัยได้รับโอกาสในการคัดเลือก ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ ( UNESCO Creative Cities Network : UCCN ) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (ด้านการออกแบบ)จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัยร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี นำเสนอผลงานด้านหัตถกรรมและศิลปะของสุโขทัย ร่วมรับการประเมินเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก ในห้วงเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายนนี้

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย