จ.จันทบุรี-เตือนประชาชน ระวังผลกระทบจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย

จังหวัดจันทบุรีเตือนประชาชน ระวังผลกระทบจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อน และ แม่น้ำสายหลักยังปกติ

          นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือน เรื่อง โซนร้อน “คาจิกิ” บริเวณใกล้เกาะไหหลำ ประเทศจีน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน) “คาจิกิ” แล้ว เมื่อเวลา 04.00 น.ที่ผ่านมา มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองเว้ ชายฝั่ง ประเทศเวียดนามตอนกลาง หรือที่ ละติจูด 16.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างช้าๆ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่และฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตก หนักถึงหนักมาก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่า ไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีน และ ประเทศเวียดนามควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง ด้วย ในส่วนของจังหวัดจันทบุรี ขอให้ประชาชน และ เกษตรกร เฝ้าระวังผลกระทบจากสภาวะฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำรอการระบาย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่ม เชิงเขา อาทิ เขาสระบาป เขาคิชฌกูฏ เขาสอยดาว เขาตานก เขารูปช้าง และพื้นที่ริมคลอง ริมแม่น้ำที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

          อย่างไรก็ตาม จากรายงานของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จังหวัดจันทบุรี พบว่า ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำจันทบุรี ทั้ง 4 แห่ง คือ สะพานวัดกะทิง / ฝายท่าระม้า / ฝายยาง และ สะพานวัดจันทนาราม ยังต่ำกว่าจุดวิกฤติ ส่วนระดับน้ำในเขื่อนหลัก 5 เขื่อน คือ เขื่อนคิรีธารมีปริมาณน้ำ 63.252 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 83.23 ของความจุเขื่อน / เขื่อนพลวง 49.781 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 62.09 ของความจุเขื่อน / อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย 7.977 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 79.77 ของความจุเขื่อน / อ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ 42.641 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60.48 ของความจุเขื่อน และ ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำคลองประแกต 56.071 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 93.05 ของความจุเขื่อน สำหรับ พายุโซนร้อน“คาจิกิ” จะมีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 กันยายน 2562 คลื่นสูง 2 – 3 เมตร เรือเล็กต้องงดออกจากฝั่งในช่วง วัน สองวันนี้ และติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ( ภาพจากแฟ้ม )

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สโมสรโรตารีจันทบูร มอบ “บ้านปันน้ำใจ สโมสรโรตารีจันทบูร” แก่ผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส

          วันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 เวลา 11:00 น. ที่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 8 ตำบลวันยาว อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี มีพิธีมอบบ้านปันน้ำใจ เพื่อผู้ยากไร้ โดยมีนายเฉลิมพล ศักดิ์คำ นายกเทศมนตรีเมืองท่าช้าง พร้อมด้วย พลเรือตรี บัญชา ดาวสุข เสนาธิการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร ประธานกลุ่มชายแดนกรุ๊ป นางศิณีพร สวัสดิชัย อดีตสโมสรโรตารีจันทบูร คุณธนนวพรรณ์ หลิมเจริญ นายกสโมสรโรตารีจันทบูร พร้อมด้วยสมาชิก และนางอรวรรณ พลอยชาติตระกูล นายกสโมสรไลออนส์จันทบุรี เมืองจันท์ และผู้ใจบุญอีกมากมาย ร่วมพิธีมอบบ้าน “โครงการปันน้ำใจเพื่อผู้ยากไร้” หลังที่ 16 ซึ่งทางสโมสรโรตารีจันทบูรได้ร่วมบริจาคสร้างบ้านและจัดซื้อเครื่องอุปโภคต่างๆอีกด้วย โดยให้ชื่อว่า “บ้านปันน้ำใจ สโมสรโรตารีจันทบูร”

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปราจีนบุรี-เพื่อนร่วมงานแทบช็อคนอนกับคนตายมาทั้งคืน คาดว่านอนไหลตาย

https://youtu.be/F2cEwud0uL4

          วันที่ 3 กันยายน 2562 พ.ต.ท.เจริญ บุญสิทธิ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์กู้ภัยสว่างบำเพ็ญธรรมสถานปราจีนบุรี ว่ามีผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุในแค้มป์คนงานก่อสร้าง ภายในเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หมู่ที่ 21 ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี หลังได้รับแจ้งจึงได้ประสานไปยังโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อให้แพทย์ร่วมชันสูตรในที่เกิดเหตุดังกล่าว

          ภายในห้องพักแค้มป์คนงานดังกล่าวพบร่างผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย ลักษณะนอนหงายอยู่กับพื้น ทราบชื่อนายจตุพล ยงกุล อายุ 25 ปี บ้านเลขที่ 26 หมู่ 8 ต.เมืองหลวง อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ แพทย์เวรจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรทำการชันสูตรในเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือการต่อสู้แต่อย่างใด คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง จึงได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯนำร่างผู้ตายส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเพื่อผ่าชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้ง

          จากการสอบถามนายสุนทร สังขาว อายุ 67 ปี เพื่อนร่วมงานที่นอนอยู่ข้างผู้ตาย ทราบว่า ตนเองพร้อมผู้ตายมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง หลังจากเลิกงานจากช่วงเย็นวานนี้ ตนเองกับผู้ตายหลังจากกินข้าวเย็นแล้วก็เข้าห้องพักตามปกติ โดยที่ผู้ตายไม่ได้แสดงอาการป่วยหรือผิดปกติแต่อย่างใด จนกระทั่งในช่วงเช้าตนเองก็ตื่นขึ้นมา จนเห็นว่าสายแล้วนายจตุพล ก็ยังไม่ตื่น จึงได้เดินไปปลุกพร้อมเขย่าตัว แต่ไม่ตื่นจึงได้สังเกตว่าตัวแข็งแล้ว จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาตรวจสอบดังกล่าว

ภาพ/ข่าว ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นครนายก-หนุ่มใหญ่เข้าไปนอนในรถโดยติดเครื่องรถไว้ เพื่อนไปปลุกพบเสียชีวิต

https://youtu.be/vyvEOVPIvBg

หนุ่มใหญ่เป็นผู้จัดการร้านขุนพลออโต้แม็กซ์เข้าไปนอนพักผ่อนในรถยนต์โดยติดเครื่องรถไว้ตั้งแต่เช้าเพื่อนมาปลุกช่วงบ่ายพบนอนเสียชีวิตในรถยนต์

           ร.ต.อ.กิ่งมณี จอมวิเชียร ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก ได้รับแจ้งเหตุจากนายอนุศาสน์ ทรงเยาว์ศรี อายุ 37 ปี เป็นเพื่อนผู้เสียชีวิต อยู่ในรถยนต์ ด้านข้างร้านขุนพลออโต้แม็กซ์ หมู่ที่ 8 ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ใกล้ศูนย์รถยนต์ซูซูกิ จึงได้ไปยังที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์เวรและกู้ภัยสว่างอริยะ พบรถยนต์เก๋งโตโยต้ายาริส สีดำทะเบียน กท 3751เพชรบุรี จอดรถอยู่ด้านข้างร้านขุนพลออโต้แม็กซ์ ภายในรถยนต์พบศพนายพูลพงศ์ เชิงไกรยัง อายุ 49 ปีหรือไก่ อยู่บ้านเลขที่ 158หมู่ที่ 4 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร เป็นผู้จัดการร้านขุนพลออโต้แม็กซ์ สภาพศพนอนเอนตัวใม่สวมเสื้อสวมกางเกงขายาวสีกากีนอนเสียชีวิตทางด้านฝั่งคนขับ จึงให้กู้ภัยสว่างอริยะนำศพมาให้แพทย์เวรชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้นและจะได้ส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มศว. องครักษ์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

          จากการบอกเล่าของนายอนุศาสน์ ทรงเยาว์ศรี เพื่อนผู้เสียชีวิตเล่าว่าปกตินายพูลพงศ์หรือไก่ จะมาเปิดร้านในช่วงเช้าก็จะดูแลลูกน้องเรียบร้อยแล้วก็จะเข้าไปนอนหลับอยู่ในรถยนต์เปิดแอร์นอนแบบนี้เป็นประจำและในช่วงสายของวันที่เกิดเหตุลูกน้องก็มาเคาะกระจกเรียกแต่ไม่ตื่นลูกน้องในร้านจึงได้โทรศัพย์ไปตามตนมาดูเมื่อเปิดประตูดูพบว่านายพูลพงศ์ หรือไก่ นอนเสียชีวิตแล้ว คาดว่าคงมานอนและสตาร์ทเครื่องเปิดแอร์นอนในรถยนต์และช่วงที่ไปพบศพรถยนต์ได้เครื่องดับ ไม่ทราบว่าแบตเตอร์รี่หมดหรือน้ำมันหมดจึงทำให้เครื่องยนต์ดับลง จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตราด-เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เพื่อสํารวจข้อมูลความเสียหายที่ได้รับจากพายุ โพดุล และบ้านเรือนที่โดนคลื่นซัดบ้านพัง

จากอิทธิของ พายุ โหดุล ได้ถล่มพื้นที่หมู่ 5 ต.หาดเล็ก เสียหายกว่าล้านเมื่อหลายวันที่ผ่ามมา ทาง พมจ.ตราด ทต.หาดเล็ก ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือ หลังรับทราบ ทต.หาดเล็ก พมจ.ตราด ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือ หลังเกิดเหตุคลื่นลมแรงเกิดจากอิทธิพลของ พายุ โหดุล ซัดบ้านพังหนัก 7 หลัง และอีก 14 หลัง ทต.หาดเล็ก เร่งช่วยเหลือทันที่

          เมื่อเวลา 14.00 น. นายกิตติพงษ์ หาญพล ปลัดเทศบาลตําบลหาดเล็ก รักษาการแทนนายกเทศบาลตําบลหาดเล็ก จส.อ.อภัรัก ทองคํา เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลตําบลหาดเล็ก นายคมสรรค์ ศิริ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.หาดเล็ก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดตราด ได้ลงพื้นที่เพื่อสํารวจข้อมูลความเสียหายที่บ้านเรือนได้รับความเดือดร้อนจากโดนพายุ โหดุล และโดนคลื่นซัดบ้านพัง พร้อมเก็บข้อมูลบันทึกประวัติเพื่อเสนอเรื่องให้ความช่วยเหลือ จากสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.ตราด เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ออกสํารวจแล้วในวันนี้พบบ้านได้รับความเสียหายเป็นจริง จํานวน 7 หลัง ที่ พมจ.ให้ความช่วยเหลือ และยังมีสะพานที่ใช้เดินทางเข้าบ้านได้รับความเสียหายเดินเข้าบ้านไม่ได้อีกจํานวนหนึ่ง ความยาวประมาณ 30 เมตร ที่มีบ้าน 1 หลัง ก็ได้ไปอาศัยบ้านญาติอยู่ ส่วนสะพานในซอยบ้านโกงกลาง เชื่อมกับบ้านเรือนที่ได้เดินไปมาได้ขาดพังลงไปในทะเล

          ซึ่งในช่วงนี้สถานการณ์ก็ยังเป็นห่วงอยู่ เพราะว่าช่วงนํ้าทะเลขึ้นใหญ่ถ้ามีคลื่นใหญ่ก็จะซัดบ้านพังอีก ทั้งนี้ทางเทศบาลตําบลหาดเล็ก ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการโครงสร้างและ อุปโภคต่างๆจํานวน 12 หลัง ที่หมู่ 5 และอีกจํานวน 2 หลังที่หมู่ 2 ต.หาดเล็กเช่นกัน จะได้เร่งรีบให้ความช่วยเหลือ และซ่อมแซมและแก้ไขเบื้องต้นก่อนต่อไป..

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ชาวบ้านจิตอาสา ช่วยกันตัดแต่งกิ่งไม้ ดายหญ้า ปรับปรุงภูมิทัศน์ตามสองข้างถนน ในช่วงฤดูฝน

https://youtu.be/-dRHNd3d8ys

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิไล กาตีวงค์ กำนันตำบลพุเตย พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธีรยุทธ รุ่งทอง รอง.ผกก.ป.สภ.พุเตย ได้ร่วมนำ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พุเตย , เจ้าหน้าที่ อบต.พุเตย, ผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 13 หมู่ , หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ จำนวนกว่า 50 คน ได้พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง และจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ เช่น มีดดายหญ้า จอบ เสียม ไม้กวาด ฯ เข้าร่วมกิจกรรม “จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ” ด้วยการทำความสะอาด ตัดแต่งกิ่งไม้น้อยใหญ่ ดายหญ้า ที่ขึ้นปกคลุมริมถนน บริเวณสองข้างทาง สายพุเตย – ซับน้อย หมู่ที่ 1 บ้านพุเตย ตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ให้สวยงาม น่ามอง และ เพิ่มทัศนวิสัยน์ในการขับขี่ ทั้งในช่วงกลางวัน และ กลางคืน ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

          โดย นายวิไล กาตีวงค์ กำนันตำบลพุเตย เปิดเผยว่า เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังคงมีฝนตกชุก ส่งผลให้ป่าหญ้าริมทางขึ้นปกคลุมถนนเป็นแนวยาว ประกอบกับกิ่งไม้น้อยใหญ่ ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนแผ่กิ่งก้านยื่นออกมาขวางถนน ส่งผลให้เส้นทางสายดังกล่าว มีความคับแคบ และ ทัศนวิสัยน์ในการขับขี่ลดลง จึงได้รวมตัวกัน ดำเนินกิจกรรม จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ตัดแต่งกิ่งไม้ ดายหญ้า เก็บเศษขยะตามสองข้างถนน รวมระยะทาง กว่า 5 กิโลเมตร

ราเมธ บงแก้ว/มนสิชา คล้ายแก้ว

DSI พบหลักฐานสำคัญ เชื่อมโยงคดีการหายตัวไปของนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก–บางกลอย

          วันนี้ วันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น. : พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์,พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ,พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค,พันตำรวจโท เสฏฐ์สถิตย์ สุวรรณกูด รองผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวีย์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์,ดร.สว่างทิตย์ ศรีกิจสุวรรณ หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และพันตำรวจตรี นิรุท อินธิศร ผู้บังคับกองร้อย กองกำกับการ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกันแถลงความคืบหน้าผ่านสื่อมวลชน ดังนี้

          ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นกรณีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547

          พฤติการณ์กล่าวคือ นายพอละจีฯ ได้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมในระหว่างนำน้ำผึ้งออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวอ้างว่าได้ปล่อยตัว นายพอละจีฯ พร้อมรถจักรยานยนต์และนำผึ้งของกลางไปโดยไม่ได้ดำเนินคดี แต่นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจีฯ และญาติ เชื่อว่า นายพอละจีฯ หายสาบสูญไปโดยถูกบังคับ​

          ภายหลังการรับไว้ในกรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ​ และมีการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration) ประกอบไปด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และตัวแทนจากองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ร่วมกันสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องมาโดยตลอด

          กระทั่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 และเมื่อวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน สามารถตรวจพบชิ้นส่วนกระดูก จำนวน 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง เหล็กเส้น จำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน

          จากนั้น ได้ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์พบว่า “วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200 -300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของนายพอละจี่ รักจงเจริญ”

          เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ (Crime Scene) พยานหลักฐานในสำนวนอื่นประกอบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงเชื่อว่า วัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ “นายพอละจี่ รักจงเจริญ ที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี” ส่วนถังน้ำมัน เหล็กเส้น ถ่านไม้ และเศษฝาถังน้ำมัน ได้ส่งศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ทำการตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการผ่านความร้อนและการผุกร่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์

          นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28-30 สิงหาคม 2562 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกับ นักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน ตรวจหาพยานหลักฐาน พบชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ชิ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

          ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เห็นว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมาน​ และการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) และคดีเป็นที่สนใจของประชาชน สื่อมวลชนในประเทศและระหว่างประเทศ

          กรมสอบสวน​คดี​พิเศษ​ จึงแถลงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนให้ทราบ ซึ่งหลังจากนี้ จะเร่งรัดสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มองค์กรที่กระทำความผิดโดยเร็ว หากผลการสอบสวนมีความคืบหน้าจะแถลงให้ทราบโดยทันที ทั้งนี้ หากท่านมีเบาะแสในเรื่องดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือโทรสายด่วน DSI Call Center 1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ) โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรักษาข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ​ จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

CR.คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

วช.เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future (ภาคเหนือ) ประกาศกรอบทุนวิจัยและนวัตกรรมพร้อมทุนพัฒนาบุคลากรการวิจัยของประเทศ

วช.เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future (ภาคเหนือ) ประกาศกรอบทุนวิจัยและนวัตกรรมพร้อมทุนพัฒนาบุคลากรการวิจัยของประเทศ เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ

          ตามที่ รัฐบาลได้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อเป็นกลไกการบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตรงกับความต้องการและเป็นไปในในทิศทางเดียวกัน และได้จัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ขึ้น โดย วช.ได้รับมอบหมายให้เป็น Funding Agency หลักของประเทศ ทำหน้าที่ในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่หน่วยงานในระบบวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งได้แก่ นักวิจัย หน่วยงานและองค์การมหาชนทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ครอบคลุมทั้งการวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ

          ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานในส่วนภูมิภาค วช. จึงได้จัดงาน OPEN HOUSE “เปิดบ้าน วช. 5G : Change for the future” (ภาคเหนือ) ในวันนี้​ วันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวังจันทน์ คอนเวนชั่น โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยศาสตราจารย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด และบรรยายในหัวข้อ “วช. พลิกโฉมบทบาทใหม่ ภายใต้กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

          ทั้งนี้ ได้มีการประกาศกำหนดเปิดรับทุนวิจัย และนวัตกรรมประจำปีงบประมาณ 25623 (ครั้งที่ 3) ประกอบด้วย ทุนวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นสำคัญของประเทศ และทุนพัฒนาบุคลากรและการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ (การพัฒนาบุคลากรการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ,และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ) ซึ่ง วช. จะสนับสนุนทุนวิจัย​ และนวัตกรรมในประเด็นสำคัญเชิงรุก โดยผลการวิจัยจะต้องมีเป้าหมายของผลผลิตและใช้ประโยชน์ได้จริง มุ่งเน้นความสอดคล้องกับกลุ่มเรื่องหลัก รวมถึงเป้าหมายในระดับผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในด้านความคุ้มค่า มีคุณภาพ เวลา และต้นทุน ตลอดจนมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

          นอกจากนี้ วช. ยังได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลและดัชนีด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นระบบข้อมูลสารสนเทศกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ ใน 6 Module ดังนี้

  1. ระบบบริการข้อมูลและสารสนเทศการวิจัยและนวัตกรรม (Service System)
  2. ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรม (Data Processing & Analysis System)
  3. ระบบติดตามสถานการณ์การวิจัยและนวัตกรรม (Data Monitoring System)
  4. ระบบการคาดการณ์แนวโน้มการวิจัยและนวัตกรรม (Data Forecasting System
  5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Decision Support System)
  6. ระบบบริหารจัดการข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรม (Data Management System)

เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลสารสนเทศและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ และเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน\ปัจจุบัน

          ปัจจุบัน วช.ได้พัฒนาให้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ (National Research Management System : NRMS) ให้สามารถบริหารจัดการทุนวิจัยในแบบออนไลน์ 100% เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบและเกิดการบูรณาการระหว่างนักวิจัย หน่วยงานให้ทุน ผู้พิจารณาทุนวิจัย (Reviewer) และทีมบริหารจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวก (Convenient) และลดระยะเวลา (Speed) ข้อมูลมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ (Accurate) และสามารถติดตาม ตรวจสอบได้ (Traceable) และเกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Efficient) อีกทั้งนักวิจัยสามารถติดตามสถานะข้อเสนอโครงการวิจัยได้ทุกขั้นตอน พร้อมมีระบบแจ้งเตือนการส่งงาน สนับสนุนการบริหารจัดการงานวิจัยของหน่วยงาน

     ซึ่งปัจจุบัน วช.มีความพร้อมในวิธีการทำงานแบบใหม่ โดยได้ยกระดับการทำงานตามภารกิจใหม่โดยแนวทาง “วช. 5G” ประกอบด้วย Speed ทำงานได้รวดเร็วขึ้น Start เริ่มทำงานได้ทันที ตอบสนองฉับพลัน Scope ขยายขอบข่ายการทำงาน ในระดับชาติ และนานาชาติ Connectivity เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ Efficient ทำงานคุ้มค่า ใช้ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตสูง Smooth ลดขั้นตอนการทำงานที่ไ     ม่จำเป็น และทำงานโดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งแนวทางทำงาน 5G ดังกล่าว

          วช.จะเป็นส่วนราชการที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว คล่องตัว เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชวิจัยและนวัตกรรม”โดยภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ บทบาทใหม่ของ วช.ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และรูปแบบ /วิธีการ การดำเนินหน้าที่หน่วยงานหลักในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

อุดรธานี​-จิตอาสาร่วมบรรจุทรายใส่ถุงทำแนวพนังกั้นน้ำ ไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่ชุมชนเมือง​

          วันนี้​ วันอังคาร​ที่ 3 ก.ย.62​ เวลา​ 08.30น.​ : พ.ต.อ.กิตติคุณ. นิยมวิทย์. ผกก.4​ บก.กฝ.บช.ตชด.นำกำลังพลนักเรียนนายสิบตำรวจจำนวน​ 50​ นายพร้อมด้วย​ ข้าราชการตำรวจ​ จิตอาสาร่วมบรรจุทรายใส่ถุงทรายอีก​ 2,000​ กระสอบทำแนวพนังกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่ชุมชนเมือง​ บริเวณบ้าน​ หมู่บ้าน ใน​ อ.เมือง จ.อุดรธานี​ เป็นวันที่สอง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบผู้รับเหมาข่มขืนเด็ก หลบหนีคดีกว่า 10 ปี

         วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 3 ก.ย.62​ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)​ : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช​ ผบก.ป.​ พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รองผบก.ป., พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม, พ.ต.ท.เผด็จ งามละม่อม, พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์, พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง รอง ผกก.5 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ต.เกริก เสนาะสำเนียง สว.กก.5 บก.ป. พร้อมกำลังฯได้ร่วมกันจับกุม นายวินัย เหลืองอุทัย​ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 หมู่ 4 ต.หนองหว้า อ.บัวลาย จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพล ที่ จ.109/2551 ลง 28 ก.ค.51 โดยกล่าวหาว่า​ “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม,พรากเด็กไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร,กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม”

          พ.ต.อ.เนติฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อประมาณเดือนเมษายน ปี 2551 ด.ญ.เอ​ (นามสมมุติ)​ อายุ 14 ปี ถูกนายวินัยฯ​ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพื่อนของของนายสุทัศน์ฯ​ พ่อของ ด.ญ.เอฯ ได้พา ด.ญ.เอฯ​ ไปบริเวณเถียงนาบริเวณท้ายหมู่บ้านถลุงเหล็ก หมู่ 7 ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น​ จากนั้นนายวินัยฯ​ ได้ใช้กำลังปลุกปล้ำข่มขืน ด.ญ.เอฯ จนสำเร็จความใคร่ แล้วข่มขู่ ด.ญ.เอฯ ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครโดยบอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกแก่คนอื่นๆในหมู่บ้านให้เกิดความอับอาย​ จากนั้นได้บังคับข่มขู่ ว่าถ้านำเรื่องไปบอกใคร จะฆ่าให้ตาย โดยต่อมาได้พาไปกระทำชำเรา​ และอนาจาร รวม 6 ครั้ง

         ต่อมาผู้ปกครองสังเกตุ​ความผิดปกติของลูกสาวจึงได้สอบถามลูกสาวจนได้รู้ว่าถูกนายวินัยฯ​ ซึ่งเป็นเพื่อนพ่อข่มขืน ผู้เสียหายจึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.แวงใหญ่ ออกหมายจับดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาก็หลบหนีออกจากพื้นที่เรื่อยมา หลบหนีคดี อาศัยไม่เป็นหลักแหล่งทำให้ยากต่อการติดตามจับกุมตัว​ ต่อมา วันที่ 2 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าวินัยฯ หลบหนีมาอาศัยบ้านญาติในเขตพื้นที่ จ.ระยอง และทำงานเป็นผู้รับเหมา​ และพักอาศัยอยู่ชุมชนสำนักกะบาก ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าติดตามสืบสวนจับกุมได้ในที่สุด และนายวินัยฯ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าเด็กสมัครใจมาหานายวินัยฯ​ เอง และไม่ได้บังคับข่มขืนตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด จึงนำตัวผู้ต้องหา​ส่งพนักงานสอบสวน​ สภ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป​

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​