กองทัพบก และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ ลงนามความร่วมมือยกระดับงานวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ

          วันนี้​ วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 : ณ กองบัญชาการกองทัพบก​ (ทบ.)​ : กองทัพบก​ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.)​ ร่วมมือผลักดันการยกระดับศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมด้านความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการและการพัฒนามาตรฐานสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์ จากเป้าหมายดังกล่าว ศาสตราจารย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และพลตรี ชูเกียรติ ช่วยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาทางทหารกองทัพบก ​​ร่วมลงนามความร่วมมือใน​ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการวิจัยและนวัตกรรม ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติและกองทัพบก”

          โดยมี พลโท พีระ ฉิมปรี รองเสนาธิการทหารบกให้เกียรติเป็นสักขีพยาน มีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพระบบสนับสนุนงานวิจัย ต่อยอดงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งยกระดับงานวิจัยสู่นวัตกรรมเพื่อผลิตเชิงอุตสาหกรรม และสนับสนุนงานวิจัยของกองทัพบกให้มีมาตรฐานระดับสากล หลังจากการลงนามความร่วมมือ เป็นกิจกรรมงาน “วันภูมิปัญญานักรบไทย ประจำปี 2562 “ ที่จัดขึ้น ณ หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก

          โดยมี พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และมอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นและสิ่งประดิษฐ์ทางทหารดีเด่น ประจำปี 2562 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลของกองทัพบก ซึ่งมีผลงานที่ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี​ 2562 รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น เรื่อง”เนื้อเทียมไทยตกแต่งบาดแผลสมมุติ เพื่อฝึกการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตเบื้องต้น” ของกรมแพทย์ทหารบก โดยพันเอกหญิง ยุพาภรณ์ กรินชัย และผลงานที่วช.นำไปสร้างมาตรฐานและรับรางวัลจากเวที “47​th International Exhibition of Inventions Geneva” เรื่อง”อุปกรณ์ช่วยล้างตา” ของโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี โดยพันโทเลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์ ร่วมนำเสนอผลงาน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และราชบัณฑิตยสภา จับมือขับเคลื่อนขุมกำลังสมองของประเทศ​

“วช.และราชบัณฑิตยสภา รวมพลังระดมสมองผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำ ร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นท้าทายทางสังคมของประเทศ”

          วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่ 5 กันยายน 2562​ เวลา​ 09.00​ น.ณ ห้องกมลทิพย์ 1 โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ : ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ ศ.เกียรติคุณ​ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับราชบัณฑิตยสภา โดยการระดมสมองราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิ และเมธีวิจัยอาวุโส ผนึกกำลังบุคลากรวิจัยชั้นนำของประเทศในแต่ละมิติในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ตอบโจทย์ เชื่อมต่อ และใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศเพื่อการขับเคลื่อนด้านการวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นท้าทายทางสังคมของประเทศไทย

          จากบทบาท​ และหน้าที่ของทั้ง วช.และราชบัณฑิตยสภา ที่สามารถส่งเสริมและต่อยอดกันและกัน​ ในการร่วมสร้างองค์ความรู้หลักให้กับประเทศให้มีความแข็งแกร่ง นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศด้วยการวิจัย และนวัตกรรมในด้านต่างๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ รวมถึง ด้านกฎหมาย การเมือง และศิลปกรรม

          สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการให้ทุนวิจัย​ และนวัตกรรมของประเทศ จัดทำฐานข้อมูลและดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ จัดทำมาตรฐาน​ และจริยธรรมการวิจัย ส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนให้รางวัล ประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม

          ในขณะที่ราชบัณฑิตสภาถือเป็นสถาบันหลักของเครือข่ายทางปัญญาแห่งชาติ และเป็นองค์กรพัฒนาความรู้ที่สามารถเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ มีพันธกิจสำคัญในการค้นคว้า วิจัย นำเสนอผลงานให้คำแนะนำทางวิชาการอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศ​ การจับมือร่วมมือกันในครั้งนี้ จะทำให้เกิดเครือข่ายบุคลากรวิจัยและทรัพยากรอันมีคุณค่ายิ่งต่อการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และจะเป็นการบูรณาการศาสตร์แขนงต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างดียิ่ง

          ประเทศไทยในยุคโลกไร้พรมแดนซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ความเจริญ ปัญหาและปัจจัยภายนอก จะส่งผลต่อการเติบโตของประเทศซึ่งเป็นอีกโจทย์ที่ยังต้องการการศึกษาวิจัย การฉายภาพให้เห็นภาพของประเทศไทยในอนาคตเป็นเรื่องที่มีความยากและท้าทาย ซึ่ง วช.ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการวิจัย​ และนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ

          จึงร่วมกับราชบัณฑิตยสภาจัดทำโครงการ “ประเทศไทยในอนาคต (Future Thailand)” ขึ้น เพื่อฉายภาพอนาคตที่เป็นจริงได้ (Plausible) ของประเทศไทยในอนาคต ในมิติสำคัญๆ ของประเทศทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ อาทิเช่น คนไทย​ และโครงสร้างประชากร,เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการบริการ,ชนบทและการเกษตรกรรม,โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ,วัฒนธรรม​ และภาษาไทย,อัตลักษณ์ความเป็นไทย,การเมือง และ บริบทโลก ปัจจัยคุกคามและความมั่นคงของประเทศ เป็นต้น ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่แล้วและสนับสนุนการวิจัยเพิ่มเติมในระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงการศึกษาจากปัจจัยที่จะมีผลกระทบอันเนื่องมาจาก

         บริบทโลกต่าง ๆ โดยมีภาพอนาคตที่วางอยู่บนรูปแบบพื้นฐานความเป็นจริงของข้อมูลปัจจุบันที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น การประชุมระดมสมองระหว่าง วช.กับราชบัณฑิตยสภา ในหัวข้อ “ทิศทางการวิจัยกับประเทศไทยในอนาคต : บูรณาการราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิ และเมธีวิจัยอาวุโส” เพื่อเป็นเวทีในการหารือ แลกเปลี่ยน และนำเสนอความคิดเห็นทางวิชาการของเครือข่ายขุมกำลังสมองของประเทศจากราชบัณฑิต ภาคีสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ และเมธีวิจัยอาวุโส ที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบบ้านพักอาศัย ตามโครงการ “ตชด.เพิ่มสุข”

https://youtu.be/JT9d4kmZJAs

          วันพุธ​ที่​ 4 ก.ย.62​ เวลา​ 09.30​ น.​: พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย​ ผู้ช่วย​ผบ.ตร.,เป็นผู้แทน ผบ.ตร. ร่วมกับ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบช.ภ.6,พล.ต.ต.รุ่งสุริยา​ เผือกประพันธ์​ ผบก.ตชด.ภ.3​ ซึ่งได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบบ้านพักอาศัยให้แก่​ครอบครัวของ นางสาวรุ่งรัตน์​ สุภาพ​ นร.​รร.สฤษดิ์เสนาพิทยาคม​ ซึ่งประสบทุพภิกขภัย​ (ภัยจากความยากจน) ตามโครงการ “ตชด.เพิ่มสุข” ซึ่งสร้างโดยชุดช่างสนาม กก.ตชด.31

          โดยมี​ พ.ต.ท.ชัยวรุตม์ พร้อมญาติ​ รอง​ ผกก.ฯ รรท.ผกก.ตชด.31​ พร้อมด้วยพ.ต.ท.รณกร​ ไวยนิภี ผบ.ร้อย​ ตชด.312,ร.ต.อ.สมพร​ รามพุตซา​ รองผบ.ร้อย.ตชด.312​ และข้าราชการ​ตำรวจในสังกัด​ กก.ตชด.31​ จ.พิษณุโลก,ข้าราชการ​ตำรวจภูธรพื้นที่,ผกก.สภ.วังทอง,คณะ​ ครูอาจารย์​ รร.สฤษดิ์เสนาพิทยาคม​ ตลอดจนผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่​ ร่วมให้การต้อนรับ​

          โดยการก่อสร้างบ้านนั้น​ ใช้ข้าราชการ​ตำรวจชุดช่าง​ ของ​ร้อย.ตชด.312​ กก.ตชด.31​ จำนวน​ 12​ นาย​ เป็นผู้ดำเนิน​การก่อสร้างจนแล้วเสร็จ​ และมีกิจกรรม​ลูกเสือชาวบ้านจิตอาสาจังหวัดพิษณุโลก​ มอบเครื่องนอนให้กับ​ ครอบครัว​ผู้ประสบภัย​ โดยพล.ต.ท.ปิยะฯ​ ได้​มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค​ให้แก่ราษฎรพื้นที่​ ม.7​ บ.ห้วยปลาสร้อย​ ต.วังนกแอ่น​ อ.วังทอง​ จ.พิษณุโลก​ จำนวน​ 60​ ราย​/ครอบครัว​ โดยมีประชาชน​ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาร่วมพิธี

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“องคมนตรี” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า การดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

          วันที่ 4 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น.ณ ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์​ : พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้าน ฝนหลวงของกรมฝนหลวง​ และการบินเกษตร

          กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสำคัญในการดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร​ และประชาชนเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง​ และภัยพิบัติต่างๆ ของประเทศ ในด้านปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานกว่า 110 ล้านไร่ การเติมน้ำให้เขื่อน​ และอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศ บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า พายุลูกเห็บ

          ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ รวมถึงพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา โครงการฝนหลวงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นการป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี

          ด้านการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีศูนย์ฝนหลวงหัวหิน ตั้งอยู่ภายในสนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของโครงการฝนหลวงในระยะเริ่มแรกบุกเบิกโครงการฝนหลวง

          ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิธ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้สนามบินบ่อฝ้าย เป็นฐานปฏิบัติการหลักในการวิจัย ค้นคว้าทดลองเพื่อพัฒนาขั้นตอนกรรมวิธีและเทคนิคในการปฏิบัติการ ฝนหลวงตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นต้นมา และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชกรณียกิจดังกล่าว ด้วยพระองค์เอง

          ทั้งระหว่างที่ทรงแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หรือทรงบัญชาการ มาจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานผ่านข่ายวิทยุตำรวจ โดยกรมการบินพาณิชย์ได้จัดอาคารท่าอากาศยาน ในขณะนั้นให้เป็นสถานที่ทรงงาน หรือ “ศาลาที่ประทับ” และมีห้องทรงงานของพระองค์ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2545 ได้มีการพัฒนาอาคาร “ศาลาที่ประทับ”

          เป็นศูนย์ฝนหลวงหัวหิน ประกอบด้วยห้องทรงงาน อาคาร ที่ทำการ ลานจอดเครื่องบิน โรงเก็บและซ่อมบำรุงอากาศยาน อาคารเก็บรักษาสารฝนหลวง อาคารห้องประชุม และอาคารปฏิบัติการค้นคว้าทดลองทั้งด้านฟิสิกส์และเคมี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศฝนหลวง สามารถถวายรายงานโดยตรงและตามพระราชประสงค์ผ่านเครือข่ายกองงานส่วนพระองค์

          และได้รับการบำรุงรักษาให้มีศักยภาพพร้อมที่จะสนองพระราชประสงค์ได้อย่างสมพระเกียรติจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันศูนย์ฝนหลวงหัวหิน​ จัดให้มีหอเฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวงเพื่อจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของฝนหลวง ขั้นตอนการปฏิบัติการฝนหลวง รวมทั้งห้องทรงงาน เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านฝนหลวงของพระองค์ให้กับชาวไทยและชาวต่างชาติ

          สำหรับการพัฒนาต่อยอดภารกิจด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา โดยมีที่ตั้ง ณ บริเวณศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในพื้นที่ 50 ไร่ โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ

          จะขอพระราชทานนามว่า “ศูนย์ฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจะเป็นสถานที่ให้บริการข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโครงการฝนหลวงภายในหอเฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวง (พิพิธภัณฑ์)

         การพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและด้านปฏิบัติการ การสร้างเครือข่ายวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ การควบคุมคุณภาพการปฏิบัติการฝนหลวง การพัฒนาห้องปฏิบัติการเคมีและเมฆฟิสิกส์ ตลอดจนการพัฒนาห้องทดลองด้านเมฆฟิสิกส์ (Cloud chamber) การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา รวมทั้งมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน เพื่อรองรับปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่และสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมสำรวจ ออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้าง และเตรียมจัดตั้งของบประมาณดำเนินการในปี 2564-2567

          รวมถึงขอสนับสนุนอัตรากำลังเพิ่มเติมเพื่อรองรับปฏิบัติงานด้านการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีการฝึกอบรมและระบบควบคุมคุณภาพการปฏิบัติการฝนหลวง และห้องปฏิบัติการวิจัยด้านต่าง ๆ รองรับการทำงานของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา

          ทั้งนี้ ด้านการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-29 สิงหาคม 2562 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 172 วัน 4,890 เที่ยวบิน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 88.69 และมีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด

Cr.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รัฐบาล ชี้แจงถึงแนวทางการพัฒนาสังคม โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาล เพื่อพัฒนาสังคม

         นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงแนวทางการพัฒนาสังคมโดยให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมของรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ โดยจะเริ่มด้วยการขับเคลื่อนให้มีการตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Office of Social Enterprise Promotion “OSEP” ซึ่งสำนักฯมีหน้าที่ทำแผนส่งเสริม ให้การอบรม ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจต้องการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม

          ทั้งนี้ นางสาวรัชดา ชี้แจงเพิ่มเติมว่าตามพ.ร.บส่งเสริมฯนี้ วิสาหกิจเพื่อสังคมจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์สู่สังคม และจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เช่น ความช่วยเหลือทางการเงิน ช่วยเหลือด้านเงินทุนประกอบกิจการระยะเริ่มแรก สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรสิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ในระยะยาว หากมีวิสาหกิจเพื่อสังคมมากขึ้น ก็จะเป็นการส่งเสริมการจ้างงาน การกระจายรายได้แก่กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และท้องถิ่นมากขึ้นอย่างมาก

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

พลเอก ประวิตร ฯ เป็นประธานการประชุม “ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” ครั้งที่ 1/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง

          พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ย้ำไทยเดินหน้าตามแผนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดก๊าซเรือนกระจก โดยที่ประชุมเห็นชอบ(ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ก่อนนำเสนอครม.พิจารณาต่อไป

          วันนี้ (5 ก.ย.62) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นชอบ(ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ก่อนนำเสนอครม.พิจารณาต่อไป

          ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมความร่วมมือ NDC Partnership โดยให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลัก ( Focal Point) ร่วมกัน ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะได้นำเสนอร่างหนังสือแสดงความจำนงฯ ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจะแสดงเจตจำนงอย่างเป็นทางการในการเข้าร่วมความร่วมมือ NDC Partnership ตามขั้นตอนต่อไป

          ทั้งนี้ NDC Partnership เป็นเครือข่ายความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประทศ ภายใต้ความตกลงปารีสและขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งจะเป็นการเพิ่มโอกาสสำหรับประเทศไทยในการได้รับการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น

          นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสําหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 25 และมอบหมายให้สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมเห็นชอบ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่15 และมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรอง (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ตามลำดับ และมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนประเทศไทยที่ได้รับมอบหมาย นำเสนอแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ต่อที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 25 ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนในปีนี้

          รวมทั้งที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการประชุม Climate Action Summit 2019 ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

          รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการฯ ที่ได้ร่วมกันให้ข้อเสนอแนะ มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปสรุปจัดทำรายงานการประชุม พร้อมให้ติดตามเรื่องที่ประชุมที่ได้มีมติเห็นชอบและให้มีการรายงานผลการดำเนินงานให้ที่ประชุมรับทราบด้วย

—————-

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

เพราะหนี้สิน !! หนุ่มใหญ่ติดหนี้สินจนหน้ามืด ควงมีด บุกเข้าปล้นแบ็งค์ บัวหลวง รับอรุณ

เพราะหนี้สิน !! หนุ่มใหญ่ติดหนี้สินจนหน้ามืด ควงมีด บุกเข้าปล้นแบ็งค์ บัวหลวง รับอรุณ ได้เงินสี่ล้าน ใส่กระเป๋า แต่ไม่ทันถูก ตร.ปิดจับพร้อมของกลางคามือ อดใช้เงินล้าน กลับต้องนอนคุกแทน

           รับอรุณช่วงเช้า 09.15 น.ของวันที่ 5 ก.ย.62 ได้มีคนร้ายเป็นชายได้ก่อเหตุบุกเข้าปล้นธนาคารกรุงเทพ สาขา ชากค้อ อ. ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยใช้อาวุธมีดปอกผลไม้ ยาวประมาณ 1 ฟุต เป็นอาวุธ บุกเข้าธนาคาร พร้อมตะโกน”เนี่ยคือการปล้น ส่งเงินมาให้หมด พร้อมพนักงานหลบไป และคนร้ายได้เอาเงิน สี่ปึก รวม 4 ล้านใส่กระเป๋าสะพายสีแดงเลือดหมู แต่ไม่สามารถหนีออกมาได้ เพราะ รปภ.ของธนาคาร ได้วิ่งไปตาม ตร.ที่ร้านทองใกล้ๆมาพร้อมวิทยุขอกำลังเสริมผลสุดท้ายจนมุนคาแบ๊งค์พร้อมของกลางเงินสด สี่ล้าน คอตกยอมรับสารภาพ เหตุเป็นหนี้สินเลยหน้ามืดปล้นแบ๊งค์ กลางชุมชน

          โดยจากการสอบสวนในเบื้องต้น ทราบชื่อคนร้ายชื่อ นาย ณัฐดนัย สมบูรณ์ อายุ 40 ปี ได้บุกเดี่ยวใช้อาวุธมีดบุกเข้าธนาคารกรุงเทพ สาขาชากค้อ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมจี้พนักงาน ชิงเงินสดสี่ล้านบาท ใส่กระเป๋าสะพายเตรียมหนี แต่ไม่ทันถูกเจ้าหน้าที่ ตร.มาปิดล้อมจับกุมได้ โดยยอมรับว่า หน้ามืดเพราะติดหนี้นอกระบบเป็นจำนวนมาก ต้องการเงินไปใช้หนี้

         ขณะที่ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผยก.ภ.ชลบุรี เดินทางมาสอบปากคำคนร้ายด้วยตัวเอง โดยคนมีแรงจูงใจในการก่อเหตุในครั้งนี้ เนื่องเป็นหนี้นอกระบบเป็นจำนวนมาก ต้องเงินไปใช้หนี้ จึงตัดสินใจก่อเหตุ

          สำหรับธนาคารแห่งนี้เคยถูกคนร้ายก่อเหตุมาแล้วครั้งหนึ่ง คนร้ายใช้เงินไป 1 ล้านบาทเมื่อวันที่ 29 กันยายน 59 แต่ผลสุดท้ายก็ถูกจับกุมได้ในที่สุด

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ทีมข่าวภูมิภาค จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ฉก.ศรีวิชัยท่าศาลา ทลายโรงเชือดเถื่อน จับกุม 3 ราย ได้ทั้งซากวัว อาวุธปืน และยาเสพติด

          เมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 5 ก.ย.62 นายสุพงษ์วิณัย ชูยก นายอำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายพันธกานต์ รัชณรงค์ ปลัดป้องกัน/เจ้าพนักงาน ปปส.หมายเลข 620201 นำกำลัง อส.ชุดปราบปราบยาเสพติด/ชุดเฉพาะกิจ (ฉก.) ศรีวิชัยท่าศาลา ออกตรวจสอบโรงเชือดเถื่อน หลังได้รับรายงานมาว่าในท้องที่ชุมชนบ้านดอนกุน ที่บ้านเลขที่ 70/3 หมู่ 3 ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา มีการลักลอบเปิดโรงฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต

          หลังเดินทางไปยังที่เกิดเหตุพบว่ามีการเปิดโรงฆ่าสัตว์จริง จึงเข้าปิดล้อมจับกุมตัวเจ้าของคือนายศรศักดิ์ หมินหวัง อายุ 34 ปี พร้อมของกลางซากวัวเพศผู้สีดำ 1 ตัว น้ำหนัก 170 กก.เนื้อหมูชำแหละน้ำหนัก 170 กก.รวมทั้งมีดชำแหละและอุปกรณ์การฆ่าสัตว์ โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ก่อนจะควบคุมตัวและตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

          จากนั้นได้เข้าตรวจค้นชุมชนโรงฆ่าสัตว์บ้านบังโยง บ้านทุ่งเกราะ หมู่ 4 ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา จับกุมนายจตุรงค์ กำลัง อายุ 34 ปี ได้พร้อมยาบ้า 120 เม็ด อุปกรณ์การเสพ 1 ชุด ก่อนจะนำไปตรวจปัสสาวะ พบว่าฉี่สีม่วง และจับกุมนายสุวิทย์ หวันหวัง อายุ 49 ปี ได้พร้อมของกลางยาบ้า 2 เม็ด , อาวุธปืนสั้นชนิดลูกโม่ .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุน 17 นัด จึงแจ้งข้อหาก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          นายพันธกานต์ รัชณรงค์ ปลัดป้องกันอำเภอท่าศาลา กล่าวว่า พื้นที่ อ.ท่าศาลา มีการลักลอบเปิดโรงฆ่าสัตว์เถื่อนกันหลายราย ซึ่งภายในโรงฆ่าสัตว์นั้นยังมีการเสพยาเสพติดกันด้วย จึงได้รับคำสั่งจากนายอำเภอเพื่อเข้าตรวจสอบและจับกุม ซึ่งคืนเดียวสามารถจับกุมได้ 3 ราย ได้ทั้งซากสัตว์ที่ถูกชำแหละ ยาเสพติด และอาวุธปืน เบื้องต้นการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 รับสารภาพ ก่อนจะถูกส่งตัวไปให้ตำรวจเพื่อขยายผลและดำเนินคดีตามกฏหมายแล้ว.


ธีรศักดิ์ อักษรกูล /รายงาน

มุกดาหาร # ตำรวจนิคมฯ ไล่ล่ารถลักลอบขนไม้พะยูงแหกด่าน หนีเสียหลักพุ่งเข้าป่า คนขับวิ่งหนีถูกรถตำรวจชนดับคาที่

          มุกดาหาร ตำรวจนิคมคำสร้อย นำกำลังไล่สกัดรถกระบะลักลอบขนไม้พะยูงขับฝ่าจุดตรวจตำรวจไล่สกัดรถขนไม้พะยูงขับหนีด้วยความเร็วสูงรถเกิดเสียหลักพุ่งลงป่าขางถนนขณะตำรวจขับรถไล่ตามกระชั้นชิดคนขับรถขนไม้พะยูงรีบโดดออกจากรถ วิ่งตัดหน้ารถตำรวจเพื่อหลบหนีแต่ไม่พ้นถูกรถตำรวจชนเข้าอย่างจัง เสียชีวิตคาที่

          เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่ตู้จุดตรวจด้านหน้า สภ.อำเภอนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหารได้รับแจ้ง จากสายลับว่ามีรถยนต์เชฟโลเล็ตสีดำด้านหน้าไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ด้านท้ายติดแผ่นป้ายหมายเลข ฒน 9829 กทม.ของขบวนการลักลอบขนไม้พยุงมาบนถนน ชะยางกูรจะผ่านหน้าจุดตรวจด้านหน้า สภ.นิคมคำสร้อย เตรียมขนไม้พะยูงส่งนายทุนอยู่แนวชายแดนริมฝั่งโขงพื้นที่ของ จ.มุกดาหาร

          เจ้าหน้าที่จึงเตรียมตรวจสอบ ท้ามกลางสายฝนตก ได้พบรถยนต์กระบะสีดำขับมาด้วยความเร็วสูงคนขับเห็นเจ้าหน้าที่ จึงขับรถแหกจุดตรวจขับหนีไปเจ้าหน้าที่จึงนำกำลังขับรถไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด คนขับรถไม้พะยูงขับหนีไประยะทางไกลประมาณ 5 ก.ม.ก็ติดสินใจขับเลี้ยวเข้าถนนสายรอง โดยใช้ความเร็วสูงรถจึงเกิดเสียหลักพุ่งเข้าป่าข้างถนน คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บกระโดดออกจากรถ วิ่งหลบหนีโดยวิ่งตัดหน้ารถ ตำรวจที่ไล่ตามมาติดๆ รถตำรวจขับหลบไม่พ้นพุ่งชนคนขับรถไม้พะยูงเข้ากลางลำตัวอย่างจังเสียชีวิตคาที่

          ผู้เสียชีวิตสวมเสื้อสีดำแขนชั้นกางเกงยีนส์ขายาวตรวจสอบตามตัว ไม่พบเอกสารไดๆ ตรวจค้นภายในรถก็ไม่พบเอกสารหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหน ผู้เสียชีวิตไม่ทราบบุคคลสัญชาติอะไรก็ยังไม่ทราบ ตรวจสอบกระบะหลังรถพบไม้พะยูงรวมจำนวน 135 ท่อนเหลี่ยมเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไม้พะยูงทั้งหมดพร้อมรถส่ง สภ.นิคมคำสร้อยเพื่อตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อหาหลักฐานอีกครั้งส่วนผู้เสียชีวิตตำรวจได้นำร่างไปฝากไว้ที่โรงบาลเพื่อรอญาตินำหลักฐานมารับศพนำกลับไปเพื่อไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพชร /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

สายตรวจ 3 ประสาน เขตพระนคร ลงพื้นที่ ตรวจความเรียบร้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณท่าพระจันทร์ ถึง ท่าเรือท่าช้าง เขตพระนคร..

          วันพุธที่ 4 กันยายน 2562 เวลา 10:00 น. นายสุริยชัย รวิวรรณ “ผู้อำนวยการเขตพระนคร” และ ว่าที่ร้อยตรี ฤทธิพันธ์ นันทศุภกร “ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร” มอบหมายให้ นายเจษฎา ประภาสะวัต “หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ” สั่งการให้ นายคณิต ชุมช่วย “หัวหน้างานตรวจและบังคับการฝ่ายเทศกิจ” นำกำลัง จนท.ฝ่ายเทศกิจฯ , จนท.ฝ่ายรักษาฯ เขตพระนคร ร่วมกับ จนท.ตำรวจ สน.ชนะสงคราม , จนท.ทหาร ลงพื้นที่ ตรวจความเรียบร้อย และ ปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณถนนมหาราช ตั้งแต่ ท่าพระจันทร์ ถึง ท่าเรือท่าช้าง เขตพระนคร กรุงเทพฯ

          ทั้งนี้ในการลงพื้นที่วันนี้ จนท.สายตรวจ 3 ประสาน ทหาร ตำรวจ เทศกิจ “เขตพระนคร” ได้ร่วมกันตรวจสอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ โดยในวันนี้ จนท.ฝ่ายรักษาฯ เขตพระนคร ได้ทำการเก็บกวาดขยะ และ ได้ทำการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือแก่พี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ในพื้นที่ห้ามวางสิ่งของหรือสินค้าออกยื่นมาลุกล้ำบริเวณทางเดินบนทางเท้า

          เบื้องต้นเพื่อเน้นย้ำในการปฎิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรีฯ” เรื่องการตรวจร่วมโครงการ สายตรวจ 3 ประสาน (ทหาร ตำรวจ กทม.) พร้อมทั้ง เพื่อปฎิบัติงานตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน. ขวัญเมือง (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) เรื่อง พรบ. การรักษาความสะอาด เเละ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ( NOW ทำจริง เห็นผลจริง )…

#สำนักงานเขตพระนคร #สายตรวจ3ประสาน #ทหาร #ตำรวจ #เทศกิจ #ปรับปรุงภูมิทัศน์ #ตามนโยบาย #ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร #NOW_ทำจริง_เห็นผลจริง


ภาพ/เนื้อข่าว
ธีรพล ปลื้มถนอม “พนักงานเทศกิจ ส.1 เขตพระนคร” รายงาน