คึกคัก !! เกษตรกรชาวนาเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวในวันพืชมงคล

จังหวัดลพบุรี – เกษตรกรชาวนาในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีเร่งเตรียมผืนนา ด้วยการไถคราดดิน พร้อมที่จะเตรียมปลูกข้าว เนื่องในวันพืชมงคลเป็นการเบิกฤกษ์แรกนา สร้างขวัญกำลังใจให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ขายข้าวได้ราคาดี

เนื่องจากวันในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ จะเป็น วันพืชมงคล หรือ วันแรกนา ตามประเพณีเก่าแก่ ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ทำสืบทอดกันมายาวนานของคนไทยที่มี พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำการเกษตรเพาะปลุกพืชผลของเกษตรกรไทย จากการติดตามความพร้อมของเกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ 3 อำเภอ ของจังหวัดลพบุรี ที่มีการปลูกข้าวกันมากที่สุดในจังหวัดลพบุรีคือ อำเภอเมือง อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอท่าวุ้ง พบว่าเกษตรกรจำนวนมากได้เร่งสูบน้ำเข้านา ทำการไถดิน เตรียมดิน เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ในการหว่านเมล็ดพันธ์ข้าวลงแปลงนา และปักดำข้าว ในวันพืชมงคล ตามความเชื่อที่ว่าการเริ่มลงมือเพาะปลูกหลังพิธีแรกนาขวัญจะช่วยเสริมขวัญ และกำลังใจให้เกษตรกร ช่วยให้ข้าวงอกงาม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย

จากการสอบถามเกษตรกรที่ทำนากล่าวว่า เป็นความหวังในปีนี้คืออยากให้ข้าวมีความงอก งามให้ผลผลิตดี ราคาข้าวก็อยากได้ราคาดี ที่จะทำให้เกษตรกรที่ทำนายังพอมีกำไร มีเงินเลี้ยงดูครอบครัวพอกินพอใช้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงยึดถือความเชื่อในวันพืชมงคลนั้นเป็นวันดีที่มีการสืบทอดประเพณีดังกล่าวกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า ในวันพืชมงคลเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเริ่มต้นในการเพาะปลูกข้าว โดยเชื่อว่าจะส่งผลให้ข้าวมีความเจริญงอกงามและให้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ธัญญาหาร จะมีความงอกงามสมบูรณ์ตลอดฤดูกาล ทำให้เกษตรกรที่ทำนาได้มีการเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวกันอย่างคึกคัก

สำหรับในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดลพบุรีที่มีการปลูกข้าวกันมากก็จะอาศัยน้ำจากแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางขาม และน้ำจากคลองชลประทานสายชัยนาท – ป่าสัก ขณะที่นาข้าวบางแปลงก็ได้มีการบอกกล่าวพระแม่โพสพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนดินนาข้าว ให้ช่วยบันดาลให้น้ำท่าและพืชผลในนามีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ให้มีแมลง นก หนู หรือโรคระบาดมารบกวน ให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้พบว่าในช่วงที่มีการเตรียมพื้นที่นาก็เริ่มที่จะมีฝนโปรยปรายลงมาเหมือนการรับรู้ของเทวดาฟ้าดิน โดยในปีนี้ชาวนาส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องราคาข้าว เพื่อที่ชาวนาจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

พระอาจารย์โก้ ส่งมอบน้ำใจถึงมือกำลังป้องกันชายแดนปกป้องอธิปไตย ชายแดน ไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

พระอาจารย์โก้ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดม อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ส่งมอบน้ำใจสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันนำคณะศรัทธานำลูกศิษย์ ส่งมอบน้ำใจเป็นน้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ถึงมือกำลังป้องกันชายแดนปกป้องอธิปไตย ชายแดน ไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณฐานปฏิบัติการช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบล ราชธานี พระอธิการเสถียร ฉันทโสภโน(พระอาจารย์โก้) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดมอำเภอน้ำขุ่นจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะศรัทธา ศิษย์ยานุศิษย์ อุโบสกอุบาสิกา ผู้มีจิตใจเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา ออกเดินทางจากวัดป่าศรีอุดม อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ทำความดีเพื่อแผ่นดินเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ได้อาศัย นำน้ำดื่มข้าวของเครื่องใช้อุปโภค – บริโภค ส่งมอบน้ำใจสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันเพื่อเป็นกำลังใจให้ถึงมือกำลังป้องกันชายแดนทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย บริเวณตะเข็บชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยมี ร้อยเอก นรชัย ผ่องอำไพ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 8031 พร้อมกำลังพลให้การต้อนรับคณะศรัทธา และรับมอบสิ่งของในครั้งนี้ต่างรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ได้เป็นอย่างดี

พระอธิการเสถียร ฉันทโสภโน(พระอาจารย์โก้) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดม อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะศรัทธา ในการเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยที่ผ่านมาจาก “เหตุปะทะไทย–กัมพูชา “ปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ” ในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพบกไทย 2568-2569 เพื่อตอบโต้และปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา พระอาจารย์โก้ท่านคอยช่วยเหลือสนับสนุน ทหารหาญ มาโดยตลอดอย่างสม่ำ เสมอ และท่านยังเป็นพระที่ได้ศึกษาองค์ความรู้ด้านสมุนไพรแก้อาการเจ็บป่วย ผลิตน้ำมันนวด ป้องกันแมลงสัตว์ กัดต่อย ทั้งยังได้สอบถามความเป็นอยู่ความต้องการของกำลังพล ว่าขาดเหลืออะไรจะหามาสนับสนุนให้เมื่อมีโอกาสในครั้งต่อไป


พรพิพัฒน์ รายงาน

ฉก.ทพ.21 จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จับกุมผู้ค้ายารายย่อยก่อนส่งให้วัยรุ่นมั่วสุมเสพยาและจำหน่ายยาเสพติด ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

ฉก.ทพ.21 จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จับกุมผู้ค้ายารายย่อยก่อนส่งให้วัยรุ่นมั่วสุมเสพยาและจำหน่ายยาเสพติด ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร.ท. วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 โดย ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผบ. ร้อย. ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หมายเลขประจำตัว 6702245 (หน่วยงานหลัก) พร้อมด้วย จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วบูรณาการกำลังร่วมกับ มว.ตชด.2373, ฝ่ายปกครอง อ.บ้านแพง เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ กรณีได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ทหารพรานว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติด บริเวณ บ้านเลขที่ 181 บ.ท่าลาดทุ่ง ม.14 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม สร้างความวิตกกังวลต่อราษฎรในพื้นที่ เกรงว่ายาเสพติดจะแพร่ระบาดส่งผลร้ายเป็นภัยอันตรายต่อเยาวชน และบุตรหลานของตน

ครั้นเมื่อเวลา 13.30 น. ชป.ร่วมฯ ได้เดินทางไปถึงบ้านหลังดังกล่าวฯ พบบุคคลชายกำลังพรวนดินอยู่หลังบ้าน หลังจากบุคคลดังกล่าวเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ จึงมีอาการตกใจ จึงได้ควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อคือ นายวีระพงษ์ ก่ำเสริฐ(ทราบชื่อภายหลัง) จึงได้ขอตรวจค้นตัวบุคคล ผลการตรวจค้น ตรวจพบยาเสพติด จำนวนหนึ่ง ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอวสีดำ จากนั้น ชป.ร่วมฯ จึงให้ นายวีระพงษ์ฯ เป็นบุคคลนำตรวจค้นภายในตัวบ้าน และบริเวณโดยรอบ ผลการตรวจค้น ตรวจพบยาเสพติด จำนวน 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระ(ทิชชู่) ภายในห้องนอนของนายวีระพงษ์ฯ จากการสอบถาม นายวีระพงษ์ฯ ยอมรับว่าของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเป็นของตนจริง โดยตนจะนำมาไว้เสพเอง

ชป.ร่วมฯ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด มาที่ ทก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 เพื่อทำการตรวจนับของกลางอย่างละเอียดพบเป็นยาเสพติดประเภทที่1(ยาบ้า) จำนวน 430 เม็ด ( สีแดง 426 เม็ด, สีเขียว 4 เม็ด )และเงินสด จำนวน 2,400 บาท พร้อมทั้งสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดบันทึกภาพ และวิดีโอผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 โดยได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งให้กับ พงส.สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว : ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21

พรพิพัฒน์ รายงาน

แม่ฮ่องสอน ซ้อมแผนไฟไหม้แผ่นดินไหว

ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน โรยตัวชั้น 4 หนีไฟ ซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด/ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ฝึกใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) ฝึกปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การฝึกปฏิบัติในรูปแบบการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ (Drill)

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 1500 น. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ ฮ่องสอน เป็นประธาน พร้อมด้วยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โรงพยาบาลศรีสังวาลแม่ฮ่องสอน มูลนิธิบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด/ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ศาลากลางจังหัดแม่ฮ่องสอน

โดยแบ่งรูปแบบการฝึกออกเป็น 3 ฐานปฏิบัติ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย การชี้แจงแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย และแผนบริหารความต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะวิกฤติ ต่าง ๆ BCP (Business Continuity Plan) ของหน่วยงานราชการ การชี้แจงรูปแบบแนวทางการฝึกฯ และการฝึกกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ได้แก่ การเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ด้วยการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) โดยการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) การปั้มหัวใจ ณ ศาลาประชาคม ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน การให้ความรู้เรื่องการใช้ถังดับเพลิงในอาคารบ้านเรือนสถานที่ราชการ การฝึกดับเพลิงขั้นต้นแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในศาลากลางจังหวัดแต่ละหน่วยงาน

จากนั้น เป็นการฝึกซ้อมแผนอพยพ ดับเพลิงตามสถานการณ์สมมุติ โดยการเปิดเสียงเตือนภัยในอาคารศาลากลางจังหวัด และทำการเคลื่อนย้ายข้าราชการเจ้าหน้าที่ภายในศาลากลางให้มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อวางแผน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคารศาลากลางจังหวัด พร้อมกับส่ง รถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน สำนักงาน ปภ.แม่ฮ่องสอน เข้ามาระงับเหตุเพลิงไหม้แผ่นดินไหว จำลองสถานการณ์ระดมหน่วยกู้ภัยเข้าให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ติดอยูบนชั้น 4 โดยนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเจ้าหน้าที่พร้อมผู้บาดเจ็บได้โรยตัวจากอาคารชั้น 4 ลงมาด้วยความปลอดภัย

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนการ กล่าวว่า ซ้อมแผนดังกล่าว สามารถควบคุมการปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น ทั้งจุดรวมพล การช่วยชีวิต การส่งรถดับเพลิงไปยังที่เกิดเหตุ และการช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ภายในอาคารได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดสถานการณ์จริงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถระดมพล อุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าให้การช่วยเหลือตามแผนที่กำหนดไว้


ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

สบส. ร่วมกับ ม.มหิดล และ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เสริมพลัง อสม. เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน นำร่องที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

สบส. ร่วมกับ ม.มหิดล และ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เสริมพลัง อสม. เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน นำร่องที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ (8 พฤษภาคม 2569) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เปิดโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต นำร่องที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นพ.นพพงษ์ พงศ์เลิศโกศล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล, นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด, เครือข่ายสุขภาพ นางวิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธาน อสม.ภาคอีสาน และประธาน อสม.เขตด่าน ขุนทด และ อสม.อำเภอด่านขุนทด เข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 คน ทั้งนี้เพื่อเสริมศักยภาพ อสม.ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยง อ่านผล ติด ตาม ให้คำแนะนำ ไปจนถึงประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบความเสี่ยงของตนเอง จนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น ข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ระบุว่า การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังล่าช้าเพียง 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย 63% และโรคหัวใจและหลอดเลือด 8% ขณะที่การคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่า กว่า 45% มีภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต สะท้อนช่องว่างสำคัญของการเข้าถึงการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในภาพรวมประเทศไทยกำลังเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรไทยทั้งหมด และอีกจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ทราบสถานะของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการคัดกรองเชิงรุกตั้งแต่ระดับชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที

นางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งในมิติของจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบต่อทรัพยา กรของประเทศในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ให้เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวัง และจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับชุมชน

รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอา เซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การจัดการโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม และการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางวิชา การมาปรับใช้ในบริบทจริงของชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือ และทักษะที่ช่วยให้ อสม.สามารถประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และติดตามผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับการปฏิบัติจริงในระบบสุขภาพ

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ มุ่งสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ แนวทางการคัดกรอง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ติด ตาม และประสานการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน และสนับ สนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

หลวงพี่ต่อ มอบที่ดิน 5 ไร่ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม สร้างพื้นที่ทำกินให้กับคนจน

นครนายก – หลวงพี่ต่อ มอบที่ดิน 5 ไร่ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม สร้างพื้นที่ทำกินให้กับคนจน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ มอบที่ดินส่วนตัวเนื้อที่ 5 ไร่เศษ สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคา เศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนา ไร่นาสวนผสมวัดมณีวงศ์ โดยมี นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดโครงการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พฤกษานาคา เศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนา ไร่นาสวนผสม วัดมณีวงศ์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านหนองกระพ้อ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในพิธี นายพงพันธุ์ พิมจุฬา กำนันตำบลดงละคร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การสร้างโครงการฯ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ร่วมพิธีเปิดจำนวนมาก

ซึ่งโครงการนี้ สืบเนื่องจากความมุ่งมั่นของพระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ที่มีดำริเริ่มการก่อสร้างเนื่องจากมีที่ดินอยู่แล้ว เป็นของโยมแม่ของหลวงพี่ เป็นที่รกร้างว่างเปล่าก็เลยเล็งเห็นว่าที่ดินผืนนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อชุมชน จึงได้พูดคุยกับคณะกรรมการวัดว่าอยากสร้างสวนพฤกษานาคา โดยนำปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่9 และในหลวงรัชกาลที่10 ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนาหรือไร่นาสวนผสมมาผสมผสานกัน แล้วก็แบ่งพื้นที่นี้ให้กับชาวบ้านที่ยากจน ไม่มีพื้นที่ทำกินได้เข้ามาปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ผสมผสาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ผลผลิตที่ได้จะนำไปขายในตลาดชุมชนภายในวัดมณีวงศ์ เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนและยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ที่อยากเข้ามาศึกษาและลองปฏิบัติจริง ซึ่งระยะเวลาในการขุดโคกหนองนาประมาณ 10-15 วัน หลังจากนั้นก็จะทำการปลูกพืชผัก รวมแล้วหลังจากนี้ 60 วัน พืชผักที่ปลูกไว้โตพอที่จะเก็บผลผลิตได้และนำไปจำหน่าย โครงการนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอย่างมาก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พึ่งพาตัวเอง อันจะนำไปสู่ชุมชนที่ยั่งยืน ก่อนกลับหลวงพี่ต่อ ยังเมตตามอบข้าวกล่อง และข้าวสารให้กับผู้ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ขออนุโมทนา


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

โรงพยาบาลมะเร็ง ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการโรคมะเร็ง

จังหวัดลพบุรี – โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการโรคมะเร็ง ประจำปีงบประมาณ 2569

โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์เมธี วงศ์เสนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุม และมีแพทย์หญิงศศิธร อินทร์แก้ว รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบสุขภาพ การจัดประชุมในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยได้นำเสนอ และเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านโรคมะเร็งในระดับประเทศ พร้อมทั้งเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวินิจฉัยโรคมะเร็ง การรักษาแบบผสมผสาน การประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาเครือข่ายมะเร็ง และส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยสู่การเน้นนวัตกรรมอนาคตเพื่อโรคมะเร็ง และการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งในแต่ละระดับให้ได้มาตรฐาน

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน มาเป็นวิทยากรและผู้วิพากษ์ผลงานวิจัย ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประกอบด้วย บุคลากรโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี บุคลากรทางการแพทย์ ในเขตสุขภาพที่ 3 และเขตสุขภาพที่ 4 เภสัชกร และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายโรงพยาบาล จำนวน 150 คน โดยมีผลงานวิจัยที่นำเสนอจำนวน 30 ผลงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ระหว่างวันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2569


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ครอบครัว “วรปัญญา” มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

จังหวัดลพบุรี – ในความรำลึกถึงนายนิยม นางสำราญ ครอบครัว”วรปัญญา”มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ในจังหวัดลพบุรีจำนวน 6 แห่งรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดูแล และช่วยรักษาชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 69 นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้เป็นประธานในการประกอบพิธีในความรำลึกถึงนายนิยม และนางสำราญ วรปัญญา ณ บ้านวรปัญญา ตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีนายประเสริฐ วรปัญญา ได้นำนายวรวงศ์ วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย, นายพงษ์ศักดิ์ วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรี, นายพหล วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรี พร้อมครอบครัว วรปัญญา ให้การต้อนรับ อีกทั้งยังมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ภาคเอกชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง ประชาชน ผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมในการประกอบพิธีเป็นจำนวนมาก

ซึ่งในช่วงเช้าได้มีการประกอบพิธีทางศาสน ภายในบ้านด้วยการนิมนต์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่มาประกอบพิธีในครั้งนี้ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับ นายนิยม และ นางสำราญ วรปัญญา ผู้ที่ชาวอำเภอชัยบาดาลให้ความเคารพนับถือ โดยเฉพาะนายนิยม วรปัญญา นั้นเป็นอดีต ส.ส.ลพบุรี หลายสมัยสร้างความเจริญให้กับชาวจังหวัดลพบุรีอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นทาง ครอบครัว วรปัญญา ได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดลพบุรีจำนวน 6 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย

  1. โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ได้รับมอบเครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เตียงไฟฟ้า 3 ไกร์
  2. โรงพยาบาลชัยบาดาล ได้รับมอบเครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบไร้สาย เครื่องควบคุมการให้สารละลายหลอดเลือดดำ
  3. โรงพยาบาลท่าหลวง ได้รับมอบเครื่องวัดความดันโลหิตอัดโนมัติ เครื่องวัดออกซิเจนอัตโนมัติ
  4. โรงพยาบาลพัฒนานิคม เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง เครื่องวัดออกซิเจนอัตโนมัติชนิดพกพาสำหรับเด็ก
  5. โรงพยาบาลลำสนธิ ได้รับมอบรถลากจูงไฟฟ้าชนิดนั่งขับ
  6. และโรงพยาบาลโคกเจริญ ได้รับมอบเครื่องดูดเสมหะไฟฟ้า เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ

รวมมูลค่าทั้งหมด 1,507,900 ล้านบาท ซึ่งในงานได้มีการจัดแสดงความขอบคุณของชุมชน และรับประทานอาหารร่วมกัน

ทั้งนี้นายวรวงศ์ วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้เป็นตัวแทนของครอบครัวได้ออกมาเปิดเผยว่า สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จัดซื้อให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ในครั้งนี้นั้นได้มีการสอบถามไปยังโรงพยาบาลว่าต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดใด ซึ่งการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์จะได้จัดซื้อและมอบให้กับความต้องการของโรงพยาบาลนั้น เพื่อที่จะได้นำไปช่วยในการดูแลรักษาและช่วยเหลือชีวิตให้กับประชาชนของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยการจัดมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์นี้ทางครอบครัวของตนได้ทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยคุณปู่นิยม วรปัญญา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการให้การช่วยเหลือดูแลประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ที่มีความสุขปลอดโรค ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน และผู้ที่เดินทางมาร่วมงานในวันนี้ได้ร่วมสมทบทุนบริจาคทุนทรัพย์ให้กับทางโรงพยาบาลที่ถือว่าเป็นการร่วมบุญอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

โจทย์หินรัฐบาล! กก.แลนด์บริดจ์ต้องเคลียร์ข้อสงสัย “คุ้มทุนจริงหรือไม่?”

รัฐบาลเพิ่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการแลนด์บริดจ์” เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการเชื่อมอ่าวไทย-อันดามันให้เกิดขึ้นจริง แต่โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องก่อสร้าง หากเป็นคำถามที่สังคมยังสงสัยว่า… “แลนด์บริดจ์คุ้มทุนจริงหรือไม่?” และ “จะมีเอกชนรายไหนกล้าลงทุน?” เพราะโครงการระดับ “ล้านล้านบาท” จะเดินหน้าไม่ได้ หากยังตอบคำถามพื้นฐานเรื่องความคุ้มค่าไม่ได้อย่างชัดเจน

1. รัฐบาลเอาจริง หรือกำลังหาทางลง?

การตั้งคณะกรรมการแลนด์บริดจ์ สะท้อนว่ารัฐบาลน่าจะต้องการ “เดินหน้า” โครงการแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง มากกว่าการตั้งคณะกรรมการเพื่อประวิงเวลา หรือหาทางยุติโครงการแบบเงียบๆ แต่รัฐบาลก็รู้ดีว่า ยังมีคนจำนวนมากไม่เชื่อว่าแลนด์บริดจ์จะสามารถดึงเรือสินค้าออกจากช่องแคบมะละกาให้มาใช้บริการได้ข้อสงสัยสำคัญคือ… เส้นทางนี้ประหยัดเวลาได้จริงหรือไม่? ต้นทุนขนส่งจะถูกลงจริงไหม? จะมีเรือมาใช้บริการมากพอหรือเปล่า? และสุดท้าย นักลงทุนจะเห็นโอกาสทำกำไรหรือไม่?หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ โครงการนี้ก็อาจจบลงเพียง “ภาพฝันบนกระดาษ”

2. ปัญหาใหญ่คือ… ผลการศึกษา “สวนทางกัน” สิ่งที่ทำให้สังคมสับสนที่สุด คือผลการศึก ษาความเป็นไปได้ของโครงการจาก 2 หน่วยงานรัฐ กลับออกมาตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ประกอบด้วยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

2.1 สนข.ประเมินว่า “คุ้มทุน” ผลศึกษาของ สนข.ระบุว่า เอกชนที่ลงทุนจะได้รับผลตอบ แทนทางการเงิน (FIRR) 8.62% มูลค่าสุทธิในปัจจุบัน (NPV) 759,985 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) 24 ปี แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือ… FIRR 8.62% หมายถึง โครง การมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8.62% ต่อปี ถือว่า “ไม่เลว” สำหรับเมกะโปรเจกต์ NPV เป็นบวก 759,985 ล้านบาท หมายความว่า การนำรายได้และต้นทุนทั้งหมดในอนาคต มาคิดกลับเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน แล้วพบว่าโครงการนี้จะเหลือผลตอบแทนสุทธิประมาณ 7.6 แสนล้านบาทคืนทุนใน 24 ปี หมายถึง นักลงทุนต้องรอประมาณ 24 ปี จึงจะได้เงินลงทุนกลับคืนครบพูดง่ายๆ คือ สนข.เชื่อว่า “ลงทุนแล้วคุ้ม”

2.2 สศช.ประเมินว่า “ขาดทุนหนัก”แต่ผลศึกษาของ สศช.กลับตรงกันข้าม โดยประเมินว่า FIRR เท่ากับ -4.37% และ NPV เท่ากับ -189,522 ล้านบาท ความหมายคือ…FIRR ติดลบ 4.37% หมายถึง ลงทุนแล้วผลตอบแทนไม่พอชดเชยต้นทุนNPV ติดลบกว่า 1.89 แสนล้านบาท หมายถึง เมื่อคำนวณรายได้และต้นทุนทั้งหมดตลอดอายุโครงการ แล้วคิดกลับเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน โครงการนี้จะมีผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนอยู่ประมาณ 1.89 แสนล้านบาทพูดง่ายๆ คือ สศช.มองว่า… “โครงการนี้อาจไม่ใช่แค่ไม่คุ้มทุน แต่ยังเสี่ยงขาดทุนหนักอีกด้วย”

3. จุดตัดสินอยู่ที่คำถามเดียว “จะมีเรือมาใช้บริการมากพอหรือไม่?”

หัวใจของโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้อยู่ที่การสร้างท่าเรือ มอเตอร์เวย์ หรือรถไฟทางคู่ แต่อยู่ที่ว่า… “จะสามารถดึงเรือจากช่องแคบมะละกา มาใช้แลนด์บริดจ์ได้มากแค่ไหน?” เพราะรายได้ทั้งหมดของโครงการขึ้นอยู่กับ “ปริมาณสินค้า”

3.1 สนข.เชื่อว่า “ประหยัดเวลา 4 วัน”สนข.ประเมินว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรืออ้อมผ่านช่องแคบมะละกา จึงคาดว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการในปี 2573 จะมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือระนองและชุมพรรวมกันถึง 19.92 ล้าน TEU (Twenty-foot Equivalent Unit) ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก เพราะท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2534 มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งานแค่เพียง 8.34 ล้าน TEU เท่านั้นนั่นหมายความว่า สนข.กำลังตั้งสมมติฐานว่า… “แลนด์บริดจ์จะเติบโตเร็วกว่าท่าเรือแหลมฉบังมาก”

3.2 แต่ สศช.มองตรงกันข้ามสศช.เห็นว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาโดยรวมจริง เพราะต้องมีการ “ขนถ่ายสินค้าซ้ำ” (Double Handling) กล่าวคือ เรือฝั่งอันดามันต้องยกสินค้าลง ขนส่งทางบกข้ามฝั่ง แล้วนำขึ้นเรืออีกครั้งฝั่งอ่าวไทย ขั้นตอนเหล่านี้ต้องเพิ่มทั้งต้นทุน เวลา และความเสี่ยงดังนั้น เรือจำนวนมากอาจเลือก “วิ่งอ้อมมะละกาเหมือนเดิม” เพราะประหยัดเวลาและต้นทุนได้ และหากเรือมาใช้บริการน้อยกว่าที่คาด รายได้ของโครงการก็จะไม่พอคืนทุน

4. คณะกรรมการแลนด์บริดจ์กำลังเผชิญ “ภารกิจที่ยากที่สุด”

ภายในเวลาเพียง 90 วัน คณะกรรมการแลนด์บริดจ์คงไม่สามารถศึกษาทุกอย่างใหม่ได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ คือการนำผลศึกษาที่มีอยู่มาตรวจสอบ เปรียบเทียบ และหาข้อสรุปแต่ปัญหาคือ… ผลศึกษาของ 2 หน่วยงาน “ต่างกันคนละโลก” ฝ่ายหนึ่งบอก “คุ้มทุนมหาศาล” อีกฝ่ายบอก “ขาดทุนหนัก”ดังนั้น หากคณะกรรมการแลนด์บริดจ์จะสรุปว่า “โครงการคุ้มทุน” ก็จำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดตัวเลขจึงต่างกันมาก สมมติฐานใดใกล้ความจริงมากกว่า ปริมาณเรือและสินค้าที่คาดการณ์ไว้สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่ประชาชนคนไทยที่กำลังจับตามอง แต่นักลงทุนทั่วโลกก็กำลังดูอยู่เช่นกัน

5. คำถามสุดท้าย “เอกชนจะกล้าลงทุนจริงหรือ?”

เป้าหมายหลักของเอกชนคือ “ทำกำไรให้ได้มากที่สุด” ต่างจากภาครัฐที่บางครั้งยอมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แม้ผลตอบแทนทางการเงินไม่สูง เพราะต้องคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การกระจายความเจริญ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาวแต่เอกชนไม่ได้คิดแบบนั้น เอกชนจะลงทุนก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า มีลูกค้าเพียงพอ มีรายได้มั่นคง ความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าดังนั้น การจะดึงเอกชนให้ลงทุนโครงการระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากคำถามเรื่อง “ความคุ้มทุน” ยังไม่มีคำตอบที่น่าเชื่อถือ

6. บทสรุปวันนี้

โจทย์สำคัญของ “คณะกรรมการแลนด์บริดจ์” อาจไม่ใช่การออกแบบท่าเรือ มอเตอร์เวย์ หรือรถไฟทางคู่ แต่คือการพิสูจน์ให้สังคมเชื่อว่า… “โครงการนี้จะมีเรือมาใช้จริง และสามารถสร้างรายได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนมหาศาล”

เพราะหากตอบไม่ได้ “แลนด์บริดจ์” อาจกลายเป็นเพียงเมกะโปรเจกต์ในฝัน… “แค่ภาพฝันบนกระดาษ” ที่ไม่มีใครกล้าลงทุนจริง


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”

ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา?

1. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.

(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ?ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาแต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง?เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้นหากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกันผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU) ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEUนั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139%คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่?เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันทีนี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”

2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่?

แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน

3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง

บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง!

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิขาการด้านวิศวกรรมขนส่ง