ธรรมนัส มอบนโยบายฝนหลวงฯเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เร่งแก้วิกฤติภัยแล้งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ธรรมนัส มอบนโยบายฝนหลวงฯเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เร่งแก้วิกฤติภัยแล้งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย้ำเจ้าหน้าที่ปฏิบัติราชการด้วยหลักธรรมาภิบาลเพื่อประชาชน

          วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 30 สิงหาคม 2562 เวลา 14.30 น. : ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมเปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทภารกิจในการดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติต่างๆ ของประเทศ ด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือดูแลพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานกว่า 110 ล้านไร่ การเติมน้ำให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศ บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า พายุลูกเห็บ และปัญหา ฝุ่นละอองในอากาศ รวมถึงพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง

          ซึ่งภารกิจดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อันจะเป็นการป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี นโยบายถัดมาคือเรื่องการแก้ปัญภัยแล้งที่กำลังวิกฤติอยู่ในขณะนี้

          โดยมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเตรียมการรับมือภัยแล้งที่หนักขึ้น วางแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงเป้าหมายและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรและประชาชน รวมทั้งให้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานร่วมบูรณาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ กำลังพลต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศให้ครอบคลุมและทั่วถึง และนโยบายการปฏิบัติงานด้วยหลักธรรมบาล ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและบุคลากร ปฏิบัติหน้าที่โดยมีหลักคุณธรรม นิติธรรม ความโปร่งใส ความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการบริการจาคภาครัฐอย่างเต็มที่ เกิดเป็นความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

         สำหรับการเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีการปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม–31​ ตุลาคม ของทุกปี รวมเป็นระยะเวลา 8 เดือนเต็ม โดยไม่มีวันหยุดราชการ และบุคลากรทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักบิน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังมีไม่เพียงพอสำหรับภารกิจการปฏิบัติงานที่มากขึ้น ดังนั้น การเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรจึงเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีเพียงพอรองรับกับภารกิจ และสามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จตรงตามเป้าหมาย​ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

          ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุมัติเพิ่มอัตรากำลังไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยอัตรากำลังที่ขอรับการสนับสนุน เป็นตำแหน่งข้าราชการ จำนวน 321 ตำแหน่ง และพนักงานราชการ จำนวน 475 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 796 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากด้านอัตรากำลังที่ต้องเร่งดำเนินการแล้ว การดำเนินการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา ที่บริเวณศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในพื้นที่จำนวน 50 ไร่ เป็นเรื่องที่จะเร่งดำเนินการด้วย

          เพื่อให้กรมฝนหลวงและ การบินเกษตรมีความพร้อมในการเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2580 ซึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ จะจัดตั้งเป็นศูนย์ฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติ ให้บริการข้อมูลความรู้เกี่ยวโครงการฝนหลวงภายในหอเฉลิมพระเกียรติ พัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและด้านปฏิบัติการ เป็นศูนย์การสร้างเครือข่ายวิชาการ(ในประเทศ/ต่างประเทศ) ควบคุมคุณภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา รวมทั้งมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน

          เพื่อรองรับปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่และสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการสำรวจ ออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้าง และเตรียมจัดตั้งของบประมาณดำเนินการในปี 2564-2567 และขอสนับสนุนอัตรากำลังเพิ่มเติมเพื่อรองรับปฏิบัติงานด้านการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมและระบบควบคุมคุณภาพการปฏิบัติการฝนหลวง และห้องปฏิบัติการวิจัยด้านต่าง ๆ อีกจำนวน 19 อัตราด้วย

          ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดการบินดัดแปรสภาพอากาศ ณ สนามบินตาก อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เพื่อเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ด้านการบินปฏิบัติการฝนหลวงและการบินดัดแปรสภาพอากาศให้แก่ผู้สนใจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นศูนย์ฝึกให้แก่นักบินของกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร และเพื่อขยายพื้นที่การปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือ และแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการขอใช้สถานที่และจัดตั้งงบประมาณ รวมถึงการปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

          ขณะนี้มีความคืบหน้าการดำเนินการออกแบบโดยกองทัพอากาศเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่สำนักงบประมาณพิจารณาการใช้งบประมาณต่อไป สำหรับการปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ในครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงทางวิ่งของสนามบินให้ได้มาตรฐาน เครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงสามารถขึ้น-ลงได้อย่างปลอดภัย รองรับเครื่องบินขนาดเล็ก (CARAVAN) และขนาดกลาง (CASA) ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ และสามารถพัฒนาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ของจังหวัดจันทบุรีในอนาคตต่อไป

Cr.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตำรวจเมืองคอน สนธิกำลัง ปปส. และตชด.จับยาบ้าเกือบ 1แสนเม็ด

         เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 30 สค. 2562 ที่ห้องโถง บก.ภ.นครศรีธรรมราช พล.ต.ต.ฐากูร เนตรพุกกณะ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายสราวุธ ภักดี ผอ.ส่วนบังคับคดี ปปส.ภาค 8 และคณะ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลงานของ พ.ต.ต.สุชาติ ศรีอุทัย สว.หน.ชปส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช, จนท.ปปส.ภาค8 และจนท.ตชด.ร้อย ตชด.424 สิชล ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายธวัชชัยหรือเฮด รักดี อายุ 21ปี, นายสุรพลหรือบังเสด มนตรี อายุ 32 ปี, นายสหรัตน์หรือหัส สุรภาพ อายุ 20 ปี พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก รวมยาบ้า 76,992เม็ด, ยาไอซ์ 773.52กรัม, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง, รถยนต์เก๋ง 1 คัน

         พล.ต.ต.ฐากูร กล่าวว่า คดีนี้ทางตำรวจชุด ชปส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.สุชาติ ศรีอุทัย หน.ชป.ฯได้สนธิกำลังร่วมกับ จนท.ปปส.ภาค 8 ได้สืบทราบว่านายธวัชชัยหรือเฮด รักดี 21 ปี มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นในพื้นที่มานานแล้วจึงนำกำลังไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 201/3 หมู่ 5 ต.นาเคียน อ.เมืองนครศรีธรรมราช ค้นเจอยาบ้าจำนวน792 เม็ด ก่อนทำการสอบสวนขยายผลไปจับกุม นายสุรพลหรือบังเสด มนตรี 32 ปี ที่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 6 ต.นาเคียน ค้นเจอยาบ้าในรถยนต์เก๋ง 4,200 เม็ด และเจอยาบ้าในกล่องฝังดินในพุ่มไม้หลังบ้านอีก 7,600 เม็ด, ยาไอซ์ 46.66 กรัม แล้วจนท.ยังสอบสวนขยายผลไปจับกุมนายสหรัตน์หรือหัส สุระภาพ อายุ 20 ปี พบยาบ้าเพิ่มอีก 39,400 เม็ด ในบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ 5 ต.นาเคียน และยังขยายผลไปค้นในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในหมู่ 3 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง พบยาบ้าอีก 25,000 เม็ด ยาไอซ์อีก 726.86 กรัม และไม่สามารถขยายผลต่อได้ ก่อนคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามและของกลางยาเสพติดทั้งหมดส่ง พงส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราชดำเนินคดีตามกม.ต่อไป.

ธีรศักดิ์ อักษรกูล/รายงาน

สระบุรี​-ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศอ.ปส.)​เปิดอบรมผู้นำท้องถิ่นสร้างความเข็มแข็งในหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขการแพร่ระบาดของยาเสพติด

         วันที่ 30 สิงหาคม 2562​ นาย​ สมภพ​ สมิตะสิริ​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี​ ให้เกียรติเป็นประธานเปิด”โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” สร้างความเข้มแข็งในหมู่บ้านและชุมชน​ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีนาย​สุรเดช​ สร้อยอุทา ป้องกันจังหวัดสระบุรี ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน มีกำนัน​ ผู้ใหญ่บ้าน​ ผู้ช่วย​ และผู้นำชุมชนกว่า 150 คน เข้าอบรมจากอำเภอแก่งคอย​ หนองแค​ มวกเหล็ก​ บ้านหมอ​ พระพุทธบาท​ วังม่วง​ และเฉลิมพระเกียรติ​ มีนายชาตรี​ จันแรง​ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนัก​ ปปส.ภาค1 เป็นวิทยากรและได้รับการอนุเคราะห์การสนับสนุนทหารจากมณฑลทหารบกที่ 18​ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี​ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี​ ให้การบรรยาย

         ซึ่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมายสามารถสนธิกำลังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกับพลังของภาคประชาสังคมมวลชน ในหมู่บ้านเข้ามาเป็นพลังเฝ้าระวังป้องกันและต่อต้านยาเสพติดในหมู่บ้าน โดยมีหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ส่งผลสร้างความเดือดร้อนทั้งครอบครัวและสังคมที่สำคัญเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติและการพัฒนาของประเทศ ดังนั้นกำนันผู้ใหญ่บ้านในหน้าที่ต้องทำงานใกล้ชิดประชาชนในหมู่บ้านมากที่สุดและสามารถดึงมวลชนมาบูรณการทุกๆด้านอันนำมาสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอีกด้วย

ดำรงค์ ชื่นจินดา/รายงาน

สุโขทัย-สุดเศร้า พ่วง18 ล้อทับนักเรียน 10 ขวบ ขณะปั่นจักรยานไปโรงเรียน

https://youtu.be/g9X6aOHAvyE

         วันที่ 30 สิงหาคม 2562 เวลา 08:11น.ศูนย์วิทยุ 191 สุโขทัยรับแจ้งเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ชนเด็กนักเรียน บริเวณสี่แยกวัดโพธาราม ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย พ.ต.ท.สุทธิพันธ์ คำมาอ้าย รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ศรีสำโรง จึงเดินทางไปตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและกู้ชีพรพ.ศรีสังวร

          ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกพ่วง18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน หมายเลขทะเบียน 82-5042 กำแพงเพชร มีนายนิพนธ์ มะธิปิไข อยู่บ้านเลขที่ 86/1 หมู่.7 ตำบลพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร รับเป็นผู้ขับขี่อยู่ในอาการตกใจยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณถนนข้างวัดโพธาราม ที่ใต้ท้องรถบรรทุกพวงพบรถจักรยานอยู่ในสภาพพังยับเยิน พบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเด็กชาย อาการสาหัสนอนไม่รู้สึกตัวหมดสติอยู่ใต้ท้องรถพ่วงคันดังกล่าว ทราบชื่อต่อมา ด.ช.พรพรหม ภุมรินทร์ อายุ 10 ปี อยู่บ้านเลขที่ 131/1 หมู่.7 ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

         จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุทราบว่ารถยนต์บรรทุกพ่วง18 ล้อขับมาจากถนนสายหลังโรงพยาบาลศรีสังวร ขณะที่กำลังจะเลี้ยวซ้ายที่ไฟแดงแยกวัดโพธาราม นายนิพนธ์คนขับรถ18 ล้อ ขับรถมาไม่เห็นรถจักรยานของเด็กนักเรียน ได้ชนเข้าจากด้านหน้ารถอย่างแรง ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีได้นำตัวคนขับรถยนต์บรรทุกพ่วงส่ง ร.ต.อ.คนึง อินทร์สุนทร รองสว.(สอบสวน) สภ.ศรีสำโรง เพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ส่วนผู้เสียชีวิตได้นำส่งพิสูจน์ที่โรงพยาบาลศรีสังวร เพื่อรอติดต่อญาตินำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

ตม.สนามบิน รวบหนุ่มซีเรียใช้พาสปอร์ตปลอม​ และฟินแลนด์ทำร้ายร่างกาย หลบหนีออกนอกประเทศ

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น.ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม.​ และพล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบก.ตม.2 ระดมกวาดล้างอาชญากรรม และกวดขัดจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรือที่มีพฤติกรรมจะเข้ามากระทำความผิดทางอาญาหรือก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

          พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ฯ​ กล่าวว่า​ ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม ผกก.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่า ในรอบเดือนที่ผ่านมา กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีผลการจับกุม คดีสำคัญๆ 2 ราย ดังนี้​

รายที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ส.ค.62 เวลาประมาณ 12.00 น. จับกุมหนุ่มซีเรีย อายุประมาณ 18 ปี ใช้หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต์สปลอม เพื่อใช้ในการเดินทางไปขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ โดยหนุ่มซีเรียอ้างว่า รับหนังสือเดินทางทางไปรษณืย์ เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน ราคาประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐ ก่อนจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อใช้หนังสือเดินทางปลอมเล่มดังกล่าวในการเดินทาง จึงถูกจับกุมในข้อหา “ใช้หรือมีไว้ใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมฯ (หนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปลอม)” นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.62 เวลาประมาณ 07.40 น. จับกุมชาวฟินแลนด์ ทำร้ายร่างกายหญิงไทย ขณะกำลังลักลอบหนีออกประเทศ ผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส” และมีหมายศาลลงวันที่ 22 ส.ค.62 นำส่ง สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่าการจับกุมดังกล่าว เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสนามบิน โดยเฉพาะ การให้ความรู้แก่ หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายประชาคมหรือ Steakholder ของตรวจคนเข้าเมือง โดยมีการประชุมประชาคมข่าวทุกเดือน ซึ่งมี กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เป็นเจ้าภาพ และมี หน่วยงานต่างๆร่วม เช่น การท่าอากาศยานหรือ AOT กลุ่มธุรกิจการบิน หรือ AOC ศุลกากร ปปส. หน่วยงานตำรวจต่างๆ เช่น ตร.ท่องเที่ยว สันติบาล ตร.ปส. สภ.สุวรรณภูมิ เป็นต้น

         ก่อนหน้านี้ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้จัดอบรมให้ความรู้ ด้านการตรวจหนังสือเดินทาง และความเสี่ยงในการผ่านแดน ให้กับ หน่วยงานต่างๆ แบบ ” IMMIGRATION HOME TEAM ” ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นมาตรการ ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ฯ สั่งการ ให้ทุกด่าน เพิ่มความเข้ม ด้านประสานข้อมูลการข่าวความมั่นคง โดยให้มีการประชุมประชาคมข่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานข้างเคียงในพื้นที่การปฏิบัติงาน

          พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์​ฯ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์​หากพบคนต่างด้าวมีท่าทีพิรุธอาจจะเข้ามากระทำผิดกฎหมาย สามารถ แจ้งหรือสอบถาม ผ่านสายด่วน 1178 หรือ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 หมายเลขโทรศัพท์ 02-134-0303 ตลอด 24 ชั่วโมง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.นครพนม วางแผนรวบพ่อเล้า ลวงเด็กค้ากาม นาน 5 ปี

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น.ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต. ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ, พ.ต.อ.นิธิศ ปิติธีรโชติ, พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รองผบก.ตม.4​ และ พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.4 ร่วมแถลงผลการจับกุม ดังนี้

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ตม.จ.นครพนม ได้ร่วมกับ จ.นครพนม จัดระเบียบควบคุมการเข้าออก ณ จุดผ่อนปรน ทางการค้าชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และจากทางการสืบสวนทราบว่ามีชายไทยซึ่งมีพฤติการณ์เป็นธุระจัดหาหญิงสาวทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพื่อให้บริการทางเพศกับแขกภายในโรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม

          ต่อมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 จึงวางแผนจับกุม โดยวิธีการให้สายลับทำการติดต่อล่อซื้อกับชายคนดังกล่าว ซึ่งได้นัดแนะพบกันที่โรงแรมและให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมแฝงตัวไปกับสายลับ หลังจากที่พบกับชายคนดังกล่าวแล้วได้พาสายลับไปเลือกซื้อบริการกับหญิงไทย-ลาว 4 ราย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ จากการตรวจสอบหญิงผู้ให้บริการทั้ง 4 ราย มี 3 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 27 ปี ขึ้นไป ไม่มีข้อมูลว่าจะเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงถูกดำเนินคดี ในข้อหาเข้าไปมั่วสุม ในสถานการค้าประเวณี  ส่วนอีก 1 ราย อายุ 20 ปี พบว่าถูกล่อลวงโดยชายไทยคนดังกล่าว ให้มาค้าประเวณีตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงได้นำตัวมาสัมภาษณ์คัดแยกเหยื่อกับสหวิชาชีพ ได้ลงความเห็นว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายคนดังกล่าวตรวจสอบทราบชื่อคือ นายศักดิ์ชัยฯ อายุ 58 ปี โดยแจ้งข้อกล่าวหา“เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตามและค้ามนุษย์” และส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ฝากประชาสัมพันธ์​สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขันและจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิติทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

          หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รองนรม. พลเอก ประวิตร ฯ กำชับเน้นปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างครบวงจร และเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ในประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 2/2562

          วันนี้ (30 สิงหาคม 2562)  เวลา 10.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 2/2562  โดยมี ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมศักดิ์  เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  มีสาระสำคัญ สรุปดังนี้

          รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานการประชุมกล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้มุ่งมั่นทำงาน เร่งรัดการปราบปรามการค้ามนุษย์ คุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2562 (Trafficking in Persons  Report : TIP Report) โดยจัดระดับให้ไทยอยู่ในระดับ 2 (Tier2) เพราะเห็นว่าไทยเพิ่มความพยายามในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ จึงให้ทุกหน่วยงานเร่งสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาการค้ามนุษย์ จับกุม ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด คุ้มครองผู้เสียหาย ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

          โอกาสนี้ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบ แนวทางการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ ในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2562 ซึ่งได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของประเทศไทย จำนวน 13 ข้อ ได้แก่

  1. พัฒนาศักยภาพของผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการเชิงรุกในการดำเนินคดีและตัดสินบทลงโทษผู้ค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน
  2. สอบสวนและดำเนินคดีในเชิงรุกกับเจ้าหน้าที่รัฐที่พัวพันกับการค้ามนุษย์ ตัดสินและลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยบทลงโทษที่เด็ดขาด
  3. สร้างความเชื่อมั่นว่าสถานคุ้มครองของรัฐและองค์กรภายนอกภาครัฐจะดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงผลกระทบจากบาดแผลทางจิตใจอย่างเหมาะสม
  4. เพิ่มความสามารถของผู้เสียหาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่จะเดินทางเข้าออกสถานคุ้มครองและเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้โดยอิสระ
  5. สนับสนุนให้ผู้พิพากษาคดีค้ามนุษย์ใช้แนวทางที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางและคำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจ
  6. เพิ่มการประสานความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมท้องถิ่นในศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว ศูนย์แรกรับและสถานคุ้มครองรัฐบาล
  7. เพิ่มความพยายามให้นายจ้างจัดหาสำเนาเอกสารสัญญาจ้างงานแก่ลูกจ้างในภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจ
  8. เพิ่มการจัดหาเงินชดเชยและสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
  9. ให้ผู้ที่อาจจะเป็นผู้เสียหายเข้าถึงบริการของภาครัฐมากขึ้น ก่อนจะได้รับการคัดแยกจากทีมสหวิชาชีพ
  10. จัดหาเจ้าหน้าที่ล่ามในศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และสถานคุ้มครองของรัฐอย่างต่อเนื่อง
  11. เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรายงานอาชญากรรมการค้ามนุษย์
  12. ตรวจสอบการค้ามนุษย์ในสถานที่จ้างงานในภาคพื้นที่ชายแดน
  13. บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มีการจ่ายค่าแรง

          นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน และ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อประโยชน์ในการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทย

         ก่อนปิดการประชุม รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก สนับสนุน ตามแนวทางการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาประจำปี 2562 ทั้ง 13 ข้อ ให้เห็นผลงานเป็นรูปธรรมภายในปี 2562  โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในกระบวนการคัดแยกผู้เสียหาย การสืบสวนขยายผล ตรวจสอบพยานหลักฐานต้องหนักแน่น เพื่อให้พนักงานอัยการดำเนินสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้  โดยเฉพาะในกลุ่มคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน  พร้อมต้องสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อสนับสนุนพนักงานสืบสวนสอบสวนในพื้นที่ต่างๆ ขณะเดียวกัน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งแก้ปัญหาสถานคุ้มครองผู้เสียหายที่มีไม่เพียงพอ และให้กระทรวงแรงงานพัฒนาประสิทธิภาพในการรับเรื่องร้องทุกข์คดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ด้วย โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพร้อมช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อไป……….

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

หน้าแล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ “ป่อเต็กตึ๊ง” นำเครื่องอุปโภคบริโภคมอบให้กับผู้ประสบภัยแล้ง จ.สุรินทร์ เป็นวันที่​ 2

          วันนี้ วัน​ศุกร์​ที่​ 30 สิงหาคม 2562​ ​: มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยคุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับมูลนิธิิจิบเต็กสุรินทร์ และไต่ฮงกงสุรินทร์ จ.สุรินทร์ ร่วมกันมอบเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ประชาชนในพื้นที่ เทศบาลเมืองสุรินทร์ และ ที่วัดทักษิณวารีสิริสุข ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ในโครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยแล้ง รวมจำนวน 1,000 ชุด รวมงบประมาณเป็นเงิน 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาท) โดยมีหน่วยงานราชการร่วมในพิธี

          โดยในวันพรุ่งนี้ (31ส.ค.62) ทีมสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะออกเดินทางไปยังบ้านโนนสนาม หมู่​ 8 ต.ดู่ลาด อ.ทรายมูล และ บ้านคำแขนศอก หมู่6 ต.ดงมะไฟ จ.ยโสธร เพื่อมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ง เป็นลำดับต่อไป

          โดยในปี 2562 นี้ มูลนิธิฯ กำหนดออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง” ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี, นครสวรรค์, นครราชสีมา, ยโสธร, บุรีรัมย์, สุรินทร์, กาฬสินธุ์ และขอนแก่น รวม 8 จังหวัดๆ ละ 1,000 ชุด รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 2,800,000 บาท (สองล้านแปดแสนบาทถ้วน)

ติดต่อ-สอบถาม#ทีมงานสื่อสารองค์กร​ โทร.086-854-1418​ สายด่วน​ ป่อเต็กตึ๊ง1418​ #ช่วยชีวิต​ รักษาชีวิต​ สร้างชีวิต

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.นครพนม กดดันผู้ต้องหามอบตัว คดีร่วมกันค้ามนุษย์

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ, พ.ต.อ.นิธิศ ปิติธีรโชติ, พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รองผบก.ตม.4​ และ พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.4 ร่วมแถลงผลการจับกุม ดังนี้

         ตม.จ.นครพนม ได้รับการประสานจากฝ่ายปกครอง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ว่ามีเด็กชาวลาว 7 คนถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังได้หลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทำการสัมภาษณ์คัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์ หลังจากได้ข้อมูลการคัดแยกเหยื่อ​ และการสืบสวนขยายผล ตามคำให้การของผู้เสียหาย จึงทราบว่าผู้กระทำความผิดประกอบด้วย นางแก้ว ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง สัญชาติลาว อายุประมาณ 60 ปี เป็นผู้นำพาผู้เสียหายทั้ง 7 ราย จากฝั่ง สปป.ลาว มาส่งให้กับชายไทยไม่ทราบชื่อ​ ที่บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

          ต่อมาชุดสืบสวน ตม.จ.นครพนม ได้ทำการสืบสวนในระบบ Biometrics รวมถึงพยานหลักฐานจากจุดที่พบเด็กครั้งแรก จากกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อมจนมีข้อมูลว่าชายไทยไม่ทราบชื่อดังกล่าวคือ นายอินทร์ธง อายุ 83 ปี สัญชาติไทย ได้ใช้รถยนต์กระบะรับเด็กมาจากจุดผ่อนปรน ทางการค้าชายแดน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และนำตัวกักขังไว้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จนกระทั่งต่อมาผู้เสียหายทั้ง 7 คน ได้หลบหนีและมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่และในระหว่างที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติอออกหมายจับ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2562 นายอินทร์ธงฯ ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.หลักศิลา จ.นครพนม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีตามกฎหมายต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจง “Fake News” ป่วน 3 จชต. สร้างความสับสน

         เมื่อวันที่ 29 ส.ค..62 เวลา 09.00 น. พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยว่า จากกรณีเพจ Suara Patani, ข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้, Patani Kita, Fajar Harian, ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานี และเพจ Cerita.Patani ได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง และยังมีลักษณะชี้นำใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม โดยมีเจตนาที่จะทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐมาโดยตลอด โดยดูได้จากในหลายๆเหตุการณ์ที่ปรากฏผ่านสื่อดังกล่าวในห้วงที่ผ่านมา พบว่ากลุ่ม Fake News เหล่านี้ มีการโพสต์ข้อความบิดเบือน กล่าวหาโจมตีหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่มีเหตุผลและปราศจากข้อเท็จจริง ทำให้ได้รับความเสียหาย และเกิดการเข้าใจผิดจากผู้ติดตามข่าวสาร

         ตัวอย่างเช่น จากกรณีล่าสุด การเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงได้ช็อคหมดสติภายในหน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยส่งเข้าทำการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตามลำดับ โดยเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง จากคำแถลงการณ์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และจากกรณีดังกล่าวได้มี เพจข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้ และในกลุ่มเพจ Fake News ได้ออกมากล่าวหาชี้นำสังคมว่าผลการแถลงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จชต. มีความคลุมเครือในหลายประเด็น ซึ่งย้อนแย้งจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน จากการแถลงการณ์ในประเด็นต่างๆของทางคณะกรรมการฯ มีความชัดเจนเป็นอย่างมากในเนื้อหา และสามารถตอบคำถามซึ่งเป็นข้อสงสัยของสังคมได้ครบทุกประเด็น เช่น

  1. การตรวจสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ซักถาม พบว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนทุกประการ และไม่พบความผิดปกติใดๆ
  2. การตรวจสอบสถานที่ศูนย์ซักถาม พบว่าเป็นไปตามมาตรฐาน สำหรับกล้องวงจรปิดที่ไม่สามารถใช้การได้เนื่องจากอาคารดังกล่าว เป็นอาคารใหม่เพิ่งสร้างเสร็จและเริ่มใช้งาน เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา ตัวกล้องได้ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งมอบจากบริษัท จึงยังไม่ได้มีการใช้งาน โดยปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล้องทุกตัวสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
  3. การตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต ยืนยันจากคำแถลงการของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เกิดจาก อาการปอดอักเสพติดเชื้ออย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุนำจากภาวะสมองขาดเลือด และขาดออกซิเจน ซี่งคณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากความเห็นของแพทย์ที่ให้การรักษา สรุปได้ว่าการขาดออกซิเจนของสมอง กรณีของนายอับดุลเลาะฯ น่าจะเกิดจากการแตกของหลอดเลือดในสมอง จากโรคหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งเป็นโรคที่จะไม่ปรากฏอาการใดๆ และไม่มีอาการแจ้งเตือนก่อนที่จะเกิดการแตกออก อาการเช่นนี้จะส่งผลต่อเนื้อเยื้อสมองอย่างรุนแรง สอดคล้องกับการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีเลือดออกใต้เยื้อหุ้มสมองชั้นใน ซึ่งหากมีการกระแทกจากภายนอกจะมีเลือดออกที่เยื้อหุ้มสมองชั้นนอกเป็นลำดับแรก หรือหากมีการกระทำอื่นใดที่ทำให้ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ตามที่มีการกล่าวอ้าง เช่น ใช้ถุงคลุม หรือใช้ผ้าเปียกปิดหน้า หรือการกระทำอื่นๆที่ทำให้เกิดภาวะปิดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งจากการสอบถามกับทางทีมแพทย์ พบว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง จะต้องมีการแสดงถึงจุดที่เลือดออกบ้าง เช่นที่ชัดเจนคือเยื้อบุหลอดเลือดแตกและมีเลือดออกที่ตา เหงือก หรือบริเวณริมฝีปาก และใบหน้าจะบวมคล้ำ ซึ่งกรณีของนายอับดุลเลาะฯ ไม่ปรากฎอาการดังกล่าว
  4. การช่วยเหลือครอบครัวของนายอัลดุลเลาะฯ ทางคณะกรรมการฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและผลการวินิจฉัยของแพทย์ รายงานให้ ศอ.บต. ทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการฯมีมติ เห็นควรให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ตามความเหมาะสม โดยจะเชิญภรรยาและครอบครัวของนายอับดุลเลาะฯมาหารือต่อไป
  5. รวมไปถึงเหตุลอบยิงนายอับดุลตอเละ กาสอ เสียชีวิตในพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา เพจ Fake News ดังกล่าว ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหา โจมตีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากภาพความเป็นจริง ในการรวบรวมวัตถุพยานในที่เกิดเหตุทั้งปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. และขนาด 9 มม. และจากผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ชี้ชัดว่าอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ลอบยิงนายอับดุลตอเละ กาสอ เสียชีวิต เป็นอาวุธที่คนร้ายเคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา รวม 13 คดี สำหรับอาวุธปืน M16 ที่ใช้ในการก่อเหตุพบเป็นปืนที่แย่งชิงมาจากการโจมตีจุดตรวจ ชคต.ปะกาฮะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา อีกทั้งปืนกระบอกดังกล่าวยังใช้ยิงก่อกวนเหตุระเบิดตู้ ATM ในพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในหลายเหตุการณ์จึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน และจากเหตุระเบิดตู้ ATM.ก็เช่นกันมีความพยายามออกมาชี้นำสังคมโดยโพสต์ภาพรอยเท้าบริเวณหลังเสื้อของเจ้าหน้าที่รักษา
  6. ความปลอดภัยมหาวิทยาลัยฟาตอนี ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงในอีกหลายเหตุการณ์ที่เพจ Fake News เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีความพยายามบิดเบือน ไร้ความน่าเชื่อถือ ปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง และจากกรณีดังกล่าว พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่ม Fake News อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้ทีมกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4.สน. เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับแอดมินเพจดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว ซึ่งหากปล่อยไว้อาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นวงกว้าง

          จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น รวมทั้งบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวออกไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มไม่หวังดี และอาจจะมีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงที่เบอร์สายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา กอ.รมน.ภาค 4 สน.