ช่างติดวงจรปิดพลาดนิดถึงชีวิต !! หนุ่มอุบล ติดตั้งกล้องวงจรปิดในโรงงาน ถูกไฟช็อตร่างหล่นฟาดพื้นดับอนาถ

หนุ่มอุบลติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในโรงงาน ขณะปีนบันไดขึ้นไปสูงกว่าสองเมตร ถูกไฟช็อตร่างกระเด็นหล่นลงมาหน้าฟาดขอบไม้พาเหรดหมดสติปลุกไม่ตื่น ต้องช่วยกันทำ CPR แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ เสียชีวิตที่โรงพยาบาล

เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันนี้ ( 24 ก.ย. ) ศูนย์วิทยุกู้ภัยเพียวเยี่ยงไท้ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุคนตกจากที่สูงได้รับบาดเจ็บ หมดสติปลุกไม่ตื่น ภายในโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 2 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมประสานหน่วยแพทย์กู้ชีพลั่นทม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เข้าร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่กำลังช่วยกันทำ CPR ให้กับผู้บาดเจ็บที่เป็นชาย ทราบชื่อคือ นายเอกชัย ศรีจันทร์ อายุ 34 ปี เป็นช่างติดตั้งกล้องวงจรปิด อยู่บ้านเลขที่ 130 หมู่ 5 ตำบลแก้ง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี นอนหมดสติปลุกไม่ตื่น พร้อมทั้งมีบาดแผลที่บริเวณกรามถูกกระแทกจนแตกมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นรถพยาบาลกู้ชีพก็มาถึงก่อนจะทำ CPR ต่อเนื่องและนำตัวส่งโรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่อส่งให้แพทย์ทำการช่วยเหลือเป็นการด่วน แต่ปรากฏว่าผู้ได้รับบาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบ สวนเพื่อนร่วมงานเปิดเผยว่า ขณะที่กำลังติดตั้งกล้องวงจรปิดให้กับโรงงานแห่งนี้อยู่ โดยผู้เสียชีวิตปีบันได้ขนาด 2 เมตรขึ้นไปเตรียมติดตั้งกล้องอยู่นั้น ส่วนตนเองเตรียมอุปกรณ์อยู่ด้านล่าง ก็ได้ยินเสียงนายเอกชัยร้องโอ๊ยก่อนร่วงลงมาคว่ำหน้ากระแทกกับพื้น โดยหน้าฟาดเข้าไปที่ขอบไม้พาเหรดที่รองสินค้าอย่างแรง ตนเห็นดังนั้นจึงร้องเรียกให้คนช่วย แต่ปรากฏว่านายเอกชัยนอนแน่นิ่ง จึงช่วยกันทำ CPR ก่อนโทรเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เกษตรช่วยที มันระบาดแล้ว !! โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดชลบุรี 120 ไร่ ทำลาย 23 ไร่ ให้ความรู้เกษตรกรเร่งด่วน

สถานการณ์ โรคใบด่างมันสำปะหลัง ชลบุรีโดนไป 120 ไร่ ตัดทิ้งฝังทำลายแล้ว 23 ไร่ มั่นใจสามารถควบคุมได้โดยการให้ความรู้ป้องกัน ควบคุม และกำจัดให้กับเกษตรกรได้รับทราบ ส่วนการช่วยเหลือรอความแน่ชัดอีกครั้ง

วันนี้ ( 24 ก.ย. ) นายจำลอง พุฒซ้อน เกษตรจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในวันรณรงค์เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อรณรงค์ และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง

โดยมี นายนริศ ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา ปลัดอาวุโสอำเภอศรีราชา นายคณิต เจียหลิม กำนันตำบลบ่อวิน นายสุเมศร์ แก่นจันทร์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และเกษตรกรกว่า 200 คนเข้าร่วมงาน ที่แปลงเกษตร หมู่ที่๖ ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราขา จังหวัดชลบุรี

นายจำลอง พุฒซ้อน เกษตรจังหวัดชลบุรี สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทยตอนนี้ระบาดอยู่ใน 11 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี นครราชสีมา สระแก้ว สุรินทร์ ศรีษะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา คิดเป็นพื้นที่จำนวน 45,400 ไร่ ซึ่งจังหวัดชลบุรีมีพื้นที่การแพร่ระบาดแล้วประมาณ 120 ไร่ และทำการทำลายฝังกลบไปแล้ว 23 ไร่ การจัดงานในวันนี้ก็เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้เกษตรกรว่า ลักษณะของโรคเป็นอย่างไร เกิดจากอะไร แก้ไขได้ด้วยวิธีไหน เพื่อให้เกษตรกรได้ควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังให้อยู่ในวงจำกัด การแพร่ระบาดของโรคนี้มีอยู่สองวิธีคือ โรคที่มากับท่อนพันธุ์ โดยเกษตรกรไปซื้อท่อนพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดมาปลูกก็ทำให้ต้นที่ปลูกมีเชื้อตัวนี้อยู่ และการแพร่ระบาดที่มาจากแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ โดยแมลงหวี่ขาวจะไปดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรคแล้วไปดูดน้ำเลี้ยงอีกต้นก็จะทำให้ต้นอื่นติดเชื้อนี้ไปได้ ซึ่งการให้ความรู้ในครั้งนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถป้องกัน ควบคุม และกำจัดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังไปได้

ทางด้านการช่วยเหลือทราบว่าในตอนนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังแล้ว แต่รายละเอียดทางส่วนกลางยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้การช่วยเหลือได้อย่างไร ซึ่งในภายภาคหน้าถ้าได้รับแจ้งจากส่วนกลางมาแล้วก็จะแจ้งให้ทางเกษตรกรได้รับทราบอีกครั้ง

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มุกดาหาร #“พาณิชย์” จูงมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ เสริมแกร่งเกษตรกรโคเนื้อภาคอีสาน ใช้เอฟทีเอบุกตลาดต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเวทีสัมมนาติดอาวุธและยกระดับสหกรณ์และเกษตรกรโคเนื้อภาคอีสาน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์แนะต้องใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอให้มากขึ้น ชี้ตลาดอาเซียนและจีนมีอนาคต

นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล) ให้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการ “พัฒนาความพร้อมของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี”

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 ณ โรงแรมพลอยพาเลซ จังหวัดมุกดาหาร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในภาคอีสาน รุกใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอมากขึ้น สร้างแต้มต่อในการส่งออกสินค้าเกษตรในพื้นที่ โดยเฉพาะสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ไปตลาดต่างประเทศ เช่น อาเซียนและจีน เป็นต้น ซึ่งไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจากไทยแล้ว ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในเอฟทีเอ พร้อมชี้แนะแนวทางการรับมือโคเนื้อนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ไทยจะต้องเปิดเสรีในปี 2564 นี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เสริมว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ กรมฯ ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีระดมความคิดเห็นและให้ความรู้ในหัวข้อ “ติดอาวุธสหกรณ์ไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ” และ “ยกระดับการแข่งขันสหกรณ์ไทย ให้ก้าวไกลในโลกการค้าเสรี” ให้กับสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร ในจังหวัดมุกดาหาร นครพนม กาฬสินธุ์ และสกลนคร รวม 200 คน เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอโคเนื้อ การเปิดตลาดสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและการตลาดมาวิเคราะห์สินค้า และแนะนำตลาดส่งออกที่เหมาะสมให้กับสหกรณ์ โดย กรมฯ มั่นใจว่าการลงพื้นที่และการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์ เกษตรกร และผู้เข้าร่วมสัมมนา เข้าใจถึงช่องทางการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ เพิ่มแต้มต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอาเซียนและจีน

ปัจจุบันไทยมีการจัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA จำนวน 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ เช่น ไทย-ชิลี ไทย-เปรู ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-จีน เป็นต้น โดย FTA หลักๆ อย่าง อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ภาษีนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ที่เก็บจากไทยเป็นร้อยละ 0 แล้ว และไทยควรใช้โอกาสส่งออกไปประเทศเหล่านี้มากขึ้น โดยมีตลาดส่งออกของโคมีชีวิตสำคัญ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ส่วนเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ มีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และกัมพูชา เนื่องจากเป็นตลาดที่ไทยได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีภายใต้เอฟทีเอแล้ว.


พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร # สาวเมืองระยองร้องทุกข์ ศูนย์ดํารงธรรมผีพนันเอารถไปจำนองหอบเงินหนีคดีไม่คืบ


มุกดาหาร นางสาวณธษา ไชยมุสิก ชาว จ.ระยองเดินทางมานำเอกสารหลักฐานพร้อมหนังสื่อร้องเรียนเข้าร้องทุกข์ กับศูนย์ดํารงธรรมอยู่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งผู้ร้องทุกข์เป็นเจ้าของยนต์ รถพอร์จูนเนอร์ ถูกสาวใหญ่เป็นผู้กว้างขวางในสังคมนำไปจำนอง ในจำนวนเงิน 400,000 บาท ไปใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของรถได้มาร้องทุกข์ศูนย์ดํารงธรรมและแจ้งความลงบันทึกประจําวัน อยู่ที่ สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีกับสาวใหญ่ จนเวลาผ่านไปนาน 2 ปีคดียังเงียบหายไม่คืบหน้า

สืบเนื่องเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 นางสาวณธษา ไชยมุสิก อายุ 49 ปี ชาว ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง มีเรื่องเดือดร้อนเกี่ยวกับแฟนหนุ่มคือนายพงศ์ศิลป์ มั่นกิจเจิญวัฒนา มีความจำเป็นต้องใช้เงินและหลักทรัพย์จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะนำไปดำเนินการใช้เป็นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวที่ศาลมีนบุรี แต่ในขณะนั้นผู้เสียหายยังไม่สมารถหาหลักทรัพย์หรือเงินสด พอที่จะไปดำเนินการได้ทัน ในขณะที่ผู้เสียหายกำลังหาหนทางแก้ไขอยู่ ในขณะนั้นได้มีพนักงานของบริษัทของผู้เสียหายได้ติดต่อประสานกับสาวใหญ่อยู่มุกดาหาร เพื่อที่จะหาหลักทรัพย์เพื่อที่จะนำมาประกันตัวแฟนหนุ่ม

กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลใจเป็นอย่างมากจึงไม่สามารถตัดสินใจใดๆได้แฟนหนุ่มถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เวลาก็เริ่มผ่านไปใจกังวลซึ่งในวันเดียวกันสาวใหญ่ก็ได้ติดต่อมาว่าจะช่วยเหลือและชี้แนะให้ผู้เสียหายนำทรัพย์สินใดๆที่มีอยู่ในขณะนี้ซึ่งสาวใหญ่ก็ได้พูดย้ำชักชวนนำรถยนต์ที่ใช้งานส่วนตัวของผู้เสียหายให้พนักงานนำรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 3 กต-9599 กรุงเทพฯ มาส่งที่ จ.มุกดาหาร และรับปากว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่28ธันวาคม 2560

เพื่อนำเงินไปประกันตัวแฟนหนุ่มของผู้เสียหายออกมาผู้เสียหายจึงให้พนักงานขับรถคันดังกล่าวมาให้สาวใหญ่อยู่ที่ จ.มุกดาหาร เพื่อริบดำเนินการให้ทันภายในวันที่29 ธันวาคม 2560 จากนั้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 สาวใหญ่ได้ติดต่อประสาน มายังผู้เสียหายว่าจะรีบนำรถคันดังกล่าวไปจำนองเพื่อส่งเงินให้ทันการประกันตัวภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2560

ต่อมาสาวใหญ่ติดต่อมาอีกบอกว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามที่ตกลงกันไว้จากนั้นสาวใหญ่ ก็เดินทางข้ามไปฝั่งลาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จากนั้นมาก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย นางสาวณธษา ไชยมุสิกผู้เสียหาย และแฟนหนุ่มมีความเห็นร่วมกันว่าถูกลอกลวงอย่างแน่นอนทั้ง 2 ต้องพากันเดินทางมาที่ จ.มุกดาหาร สืบเสาะหานายทุนที่รับจำนำรถเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 ก็พบแหล่งรับจำนำรถโดยมีรถคันดังกล่าวที่สาวใหญ่นำมาจำนำผู้เสียหายจึงประสานติดต่อเพื่อขอไถ่ถอนรถคันดังกล่าวในวงเงิน 455,000 บาท และดอกเบี้ยที่เกิดจากระยะเวลานับเดือน อีก 40,000 บาทรวมค่าเสียหายประมาณ 500,000 บาทซึ่งจำนวนทั้งหมดเป็นเงินของผู้เสียหายนำมาไถ่ถอน

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2561ผู้เสียหายได้นำหลักฐานจำนวนเงินการไถ่ถอนรถคันดังกล่าว พร้อมนายทุนที่รับจำนำรถมาเป็นพยาน ให้ปากคำต่อหน้าร้อยเวรเพื่อลงบันทึกประจำวันดำเนินคดีกับสาวใหญ่ฐานยักยอก ฉ้อโกง เป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย หลอกหลวง แต่คดีก็ล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

จนถึงวันนี้วันที่ 24 กันยายน 2562 นส.ณธษา ไชยมุสิก อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ถนนสายบ้านแลง ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองระยองจังหวัดระยองเขาเององทุกข์ เป็นครั้ง ที่ 2 ตามที่ได้ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหารเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ในคดียักยอกทรัพย์ ซึ่งเป็นรถยนต์ Toyota Fortuner คันหมายเลขทะเบียน 3 กต. 9599 กทม. ปัจจุบันยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเพื่อส่งให้ศาลพิจารณาได้

ขอให้ดำเนินการเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาและขอทราบความคืบหน้าผลคดีอาญาดังกล่าวเนื่องจากคดีนี้เกิดขึ้นเป็นเวลา 2 ปีกว่า แต่ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมารับโทษได้ จึงขอให้พิจารณา ให้ความเป็นธรรมแก่ ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนซึ่ง นส.ณธษา ไชยมุสิกผู้เสียหายได้เดินทางมาร้องทุกข์ ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหารครั้งนี้เป็นครั้งที่2 เพื่อขอความอนุเคราะห์ ทำหนังสื่อถึง สภ.เมืองมุกดาหารเพื่อเร่งรัดนำตัวสาวใหญ่รายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

ตราด-รวบหนุ่มวัย 40 ปี ค้ายาไอซ์คารถยนต์เก๋ง ขณะนำส่งลูกค้าพื้นที่ชายแดน

https://youtu.be/lFfmqShz3Wo

          (24 กย.62) ชุดสืบสวนฯสภ.คลองใหญ่ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ตม.ภจว.ตราด จับกุมหนุ่มค้ายาเสพติด ยาไอซ์ ได้คารถยนต์เก๋ง หลังสืบทราบจากสายลับ ว่าจะมีการนำยาไอซ์มาส่ง จึงได้รายงานให้ พ.ต.อ.จำลอง บำรุงศิลป์ ผกก. สภ.คลองใหญ่ทราบ ก่อนสั่งการให้ ร.ต.อ.สมศักดิ์ ดวงนภา รอง สว.สส.ฯ ร.ต.ท.วัฒนชาติ เทียมเศวต รอง สว.สส.ฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.ภจว.ตราด ดักซุ่มตามสายรายงาน ว่าจะมีการส่งยาเสพติด ยาไอซ์ บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาหนึก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

          ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทำการซุ่มดักจับ ได้มีรถยนต์เก๋งของผู้ต้องสงสัย วิ่งมาถึงที่เกิดเหตุจึงได้เรียกจอดและแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ก่อนทำการตรวจค้น พบผู้ต้องสงสัยเป็นชายตามสายลับรายงานมา ทราบชื่อคือนายบังเลื่อน หรือ เลื่อน สมบูรณ์ อายุ 40 จึงได้ทำการของตรวจค้นกระเป๋าที่ผู้ต้องสงสัยถืออยู่ ขณะทำการตรวจค้นพบยา ไอซ์ บรรจุอยู่ในถุงพลาสติดใสแบบปิด-เปิด จำนวน 1 ถุง น้ำหนักรวม 99.34 กรัม ไม่รวมถุง ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสีน้ำตาล จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจค้นภายในเก๊ะหน้ารถยนต์ พบยาไอซ์บรรจุในถุงพลาสติดใสอีกจำนวน 2 ถุง น้ำหนักรวม 89.37 กรัม ซึ่งผลการจับกุมได้ยาไอซ์ทั้งหมดรวม 188.71 กรัมจึงได้ทำการควบคุมตัวไปสอบสวนยัง สภ.คลองใหญ่ เพื่อทำการขยายผล

          สำหรับพฤติกรรมในการจับกุม หลังชุดสืบสวนฯได้ติดตามพฤติกรรมของนายเลื่อนหลังทราบว่ามีการนำยาเสพติด ยาไอซ์มาจังหวัดระยอง และนำมาจำหน่ายในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ จึงได้ให้สายลับทำการล่อซื้อและติดต่อการซื้อขาย โดยนัดหมายกันบริเวณศาลาริมทางบ้านท่าเลื่อน ก่อนที่นายเลื่อนจะมาลับและขับรถยนต์เก๋งมาในพื้นที่ อำเภอคลองใหญ่ และถูกจับกุมดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้ตั้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จบแล้ว !! สูงวัยแห่งโรงเรียนแหลมฉบัง รับใประกาศนียบัตรผู้เชี่ยวชาญชีวิต รุ่นที่ 1

         ที่ห้องประชุมใหญ่ โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3 ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ได้เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรผู้เชี่ยวชาญชีวิต รุ่นที่ 1 ประจำปี 2562 พร้อมด้วย น.ส.แจ่มจันทร์ อินนิวัตร์ ผู้รับใบอนุญาต วิทยาลัยวิศวกรรมแหลมฉบัง ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยวิศวกรรมแหลมฉบัง นางพรรณพรรษ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3, คณะครู และนักเรียนสูงวัย เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยใช้หลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญชีวิต เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ให้กับผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนจบหลักสูตรดังกล่าว

          นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง กล่าวว่า สำหรับโรงเรียนแหลมฉบังสูงวัย เป็นการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นเป็นการฝึกอบรมให้ความรู้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมสันทนาการ แก่กลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมสังคม ให้ได้รับความรู้ในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านสุขภาพร่างกาย ด้านศาสนาจิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา ด้านเศรษฐกิจภูมิปัญญาพัฒนาอาชีพ และด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมร่างกาย จิตใจ ให้สามารถเผชิญชีวิตในวัยชราได้อย่างมีความสุข ภายใต้หลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญชีวิต รุ่นที่ 1 ประจำปี 2562 โดยการเรียนการสอนทุกวันอังคาร รวมจำนวน 30 สัปดาห์ ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 80 ราย

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

รพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์จัดกิจกรรมวันมหิดลน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณ

          วันนี้ 24 ก.ย.62 พล.ร.ต.สุรสิงห์ ประไพพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานจัดกิจกรรมเนื่องในวันมหิดล ณ ลานพระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” และ เจ้าฟ้าทหารเรือ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีหน่วยงานราชการ สถานพยาบาล ข้าราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมในพิธีจำนวนมาก

          โดยจัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 10 รูป จากวัดราชสามัคคี กม.10 มาเจริญพระพุทธมนต์ เพื่ออุทิศถวายแด่พระองค์ พร้อมทั้งทำพิธีกล่าวอาศิรวาทราชสดุดี และหน่วยงานต่างๆ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก เพื่อน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณของพระองค์

          พล.ร.ต.สุรสิงห์ ประไพพานิช กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 24 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย และถือเป็นวันสำคัญทางการแพทย์ วันสาธารณสุขไทย ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพทรงอุทิศพระองค์เป็นแบบอย่างในการให้อย่างแท้จริง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จึงได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และอุทิศส่วนกุลถวายเป็นประจำทุกปี

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เรือนจำจังหวัดจันทบุรี ฝึกอาชีพผู้ต้องราชทัณฑ์ พร้อมให้บริการซัก อบ รีด แบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ ขยายโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ เตรียมคืนคนดีสู่สังคม

เรือนจำจังหวัดจันทบุรี ฝึกอาชีพผู้ต้องราชทัณฑ์ พร้อมให้บริการซัก อบ รีด แบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ ขยายโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ เตรียมคืนคนดีสู่สังคม

          วันนี้ ( 24 ก.ย.62 ) ที่แดน 7 ภายในเรือนจำจังหวัดจันทบุรี นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนผู้ประกอบการร้าน ซัก อบ รีด ในจังหวัดจันทบุรีร่วมเปิด โครงการ เรือนจัน ซัก อบ รีด ซึ่งเป็นบริการที่มุ่งเน้นฝึกอาชีพผู้ต้องราชทัณฑ์มีความรู้ในการประกอบอาชีพอิสระที่เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดแรงงานในปัจจุบัน เป็นการแบ่งเบาภาระของร้าน ซัก อบ รีด ภาคเอกชนที่รับงานขนาดใหญ่แล้วบริการลูกค้าไม่ทันสามารถมาใช้บริการซัก อบ รีด ภายในเรือนจำจังหวัดจันทบุรีได้ซึ่งไม่ได้เป็นการแย่งอาชีพ แทรกแซงการตลาด แต่เป็นการส่งเสริมแบ่งเบาผู้ประกอบการให้สามารถรับงานเพิ่มมากขึ้น และ บริการตามราคากลางของตลาดซัก อบ รีด ทั่วไป เน้นความสะอาด รวดเร็ว ทันใจ

         เบื้องต้นมีผู้ประกอบการร้าน ซัก อบ รีด ในจังหวัดจันทบุรีขอทำ MOU เพื่อนำเสื้อผ้า และ เครื่องนอนของลูกค้ามาใช้บริการ ทั้งนี้เรือนจัน ซัก อบ รีด มีเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ให้บริการรวม 5 เครื่อง เครื่องอบผ้า 5 เครื่อง มีการแบ่งแยกเครื่องที่รับงานภายนอก กับ เครื่องซักผ้าของภายในเรือนจำอย่างชัดเจน รวมทั้ง มี ผู้ต้องราชทัณฑ์เป็นแรงงาน ฝึกประสบ การณ์อาชีพรวม 30 คน ผู้ประกอบการร้านซัก อบ รีด ที่จะขยายงานของร้านตนเองสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่เรือนจำจังหวัดจันทบุรีตามราคาที่ตกลงกันในวันและเวลาราชการ ส่วนรายได้จากการให้บริการจะเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ผู้ต้องราชทัณฑ์หลังพ้นโทษรวมทั้งเป็นสวัสดิการของผู้ต้องราชทัณฑ์ภายในเรือนจำจังหวัดจันทบุรี

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ฮือฮา ลูกไก่ แลก วัวพันธุ์ ราคาหลักแสน ต่างฝ่ายต่างมีความสุขในการแลกเปลี่ยนที่ขึ้นอยู่กับความชอบและความพึงพอใจ

https://youtu.be/ynbSxuJUp6Q

         ที่บ้านทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี นายกิจติศักดิ์ สำราญจิตต์ อายุ 45 ปี เจ้าของซุ่มไก่ชน “ธงชัย จันทบุรี” ตั้งอยู่เลขที่ 4/45 หมู่ 1 ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี นำไก่ลูกไก่ชนเพศผู้ 1 ตัวและเพศเมีย 1 ตัว ไปยังฟาร์มวัว ชื่อ “คูลฟาร์ม” ตั่งอยู่เลขที่ 280 หมู่ 2 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว แลกเปลี่ยนลูกวัวพันธุ์วากิว 2 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมีย จำนวนละ 1 ตัว ของนายธีรนัย เจ้าดี อายุ 38 ปี เจ้าของฟาร์มวัวคูลฟาร์ม โดยวัวและลูกไก่ชนที่นำมาแลกเปลี่ยนกัน อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีสักขีพยานเข้ามารับรู้ในการแลกเปลี่ยนด้วย ท่ามกลางบรรยากาศค่อนข้างจะฮาเฮ เจ้าของวัว เจ้าของลูกไก่ชน ต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

          นายกิจติศักดิ์ เปิดเผยว่า ไก่ชนที่นำมาแลกซื้อขายกันในราคาตัวละเกือบ 20,000 บาท แต่ถ้าโตเต็มที่ ได้ชนในสนามชนไก่ จะมีราคาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะเป็นลูกไก่ชนที่มาจากพ่อไก่ราคาตัวละ 1,500,000 บาท คือ “เจ้าดาวทอง” ส่วนแม่ของลูกไก่ชนที่นำมาแลก ชื่อ “หยกคีรี” เป็นแม่ไก่ชนชื่อดังเช่นเดียวกัน สาเหตุที่นำมาแลกเปลี่ยน เพราะส่วนตัวชอบวัวสายพันธุ์วากิว ตนไม่มีวัวสายพันธุ์นี้ จึงแลกเพื่อจะได้เลี้ยงให้เป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ต่อไป เช่นเดียวกับนายธีรนัย ก็ชอบไก่ชน แต่ไม่มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่ชน จึงตกลงแลกกัน /

          ด้านนายธีรนัย เปิดเผยว่า ลูกวัวพันธุ์วากิวที่นำมาแลก หยุดกินน้ำนมแม่วัวแล้ว ถ้าโตเต็มที่จะมีราคาสูงถึงตัวละ 150,000 – 200,000 บาท เป็นการแลกที่คุ้มค่ามาก แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่แม่ยาย พ่อตาและภรรยาของตนไม่เห็นด้วย บ่นตนหนักมาก พ่อตาไม่พอใจ ออกจากบ้านไปแต่เช้า ไม่อยากเห็นการแลกวัวกับไก่ เพราะคิดว่าไก่ตัวนิดเดียว ส่วนวัวตัวโตมากกว่า ไม่คุ้มเลยจะแลกกัน แต่ตนไม่เห็นด้วยกับพ่อตา แม่ยายและภรรยา เพราะเป็นคนชอบไก่ชนมาก จึงกล้านำวัวสายพันธุ์ชื่อดังมาแลกกับลูกไก่ชนในครั้งนี้

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – แถลงข่าวความพร้อมเมืองท่องเที่ยวรอง ที่จะรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช็อป ใช้

https://youtu.be/doXiamlMmG0

จังหวัดจันทบุรีแถลงข่าวความพร้อมเมืองท่องเที่ยวรอง ที่จะรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช็อป ใช้ ที่มีร้านอาหาร โรงแรม ร้านจำหน่ายของที่ระลึก กลุ่ม OTOP และ วิสาหกิจชุมชน ชั้นนำเข้าร่วมโครงการให้ ชิม ช็อป ใช้ คับคั่ง

         บ่ายวันนี้ ( 24 ก.ย.62 ) ที่ห้องประชุมสำนักงานคลังจังหวัดจันทบุรี นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย คลังจังหวัดจันทบุรี ผู้อำนวยการ ททท.ประจำจังหวัดจันทบุรี ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาจันทบุรี และนายกสมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรีได้ร่วมกันแถลงข่าว ความพร้อมของร้านค้า โรงแรม ที่พัก ในจังหวัดจันทบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ ชิม ช็อป ใช้ ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีผู้ประกอบการ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยสนใจเข้าร่วมโครง การจำนวนมาก

          ในส่วนของร้านค้า โรงแรม ที่พัก ร้านจำหน่ายของที่ระลึก กลุ่ม OTOP และ วิสาหกิจชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการ รวม 657 ราย แยกเป็นประเภท ดังนี้

  • ประเภทชิม คือร้านอาหาร 288 ร้าน
  • ประเภทช็อป ร้านจำหน่ายของที่ระลึก กลุ่ม OTOP และ วิสาหกิจชุมชน 211 ร้านค้า
  • ประเภทใช้ คือ โรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์เข้าร่วมโครงการ 158 แห่ง

          ซึ่งโรงแรม ที่พัก ที่เข้าร่วมโครงการ ในจังหวัดจันทบุรี มีสถิติยอดเข้าร่วมโครงการสูงที่สุดในภาคตะวันออก อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลได้ขยายเวลาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นช่องทางการใช้จ่ายเงิน ผ่านแอปพลิเคชั่น ชิม ช็อป ใช้ ออกไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถลงทะเบียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ขอเข้าร่วมโครงการมาตรการ ชิม ช็อป ใช้ ได้วันละ 1 ล้านคนทั่วประเทศ จากเป้าหมาย 10 ล้านคน และที่ผ่านมา 2 วัน มีผู้ลงทะเบียนทะลุเป้าหมายจนระบบปิดรับลงทะเบียนอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ดังนั้น ผู้ที่สนใจจะรับเป๋าตัง ชิม ช็อป ใช้ต้องวางแผนการลงทะเบียนและกรอกข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก