จังหวัดปัตตานี พระราชทานเพลิงศพ อส. เหยื่อระเบิด

วันนี้ 23 กันยายน 2562 เวลา 13.30 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ สมาชิก พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปี เป็นกรณีพิเศษ โดยนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานในพิธี ได้อัญเชิญกล่องเพลิงพระราชทาน ทำพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดปุหลน ตำบลช้างให้ตก อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่ อส.ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ คนร้ายลอบวางระเบิด ในขณะที่ อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ พร้อมกำลัง อส. รวม 6 นาย ขับขี่รถจักรยานยนต์ จำนวน 3 คัน กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการรับส่งครูโรงเรียนบ้านควนประ เพื่อนำส่งครูไปยังถนนสายหลัก ได้มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ได้ลอบนำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในกล่องเหล็ก นำมาวางไว้ที่ริมทางแบบเร่งด่วน ก่อนที่คนร้ายได้กดฉนวนระเบิดด้วยวิทยุสื่อสาร ขณะที่คณะครู และเจ้าหน้าที่ อส. ขับรถจักรยานยนต์วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุ ทำให้ อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปี และ อส.พัลลภ ศรีทองแก้ว อายุ 26 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะและลำตัวอาการสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโคกโพธิ์ ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดบริเวณปากทางเข้าโรงเรียนบ้านควนประ หมู่ที่ 5 ตำบลนาประดุ่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา

#จังหวัดปัตตานี #พระราชทานเพลิงศพ #อส. เหยื่อระเบิด #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – ธรรมนูญ คีรีนารถ /ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงการตรวจค้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อ.จะนะ จ.สงขลา หลังพบเชื่อมโยงผู้ก่อความไม่สงบ

จากกรณีเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ 2562 ผ่านมา นั้น ล่าสุด พันเอกธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากการกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปทำการตรวจค้นโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ติดตามและบังคับใช้กฎหมายบุคคลต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุคนร้ายปล้นร้านทองสุธาดา อ.นาทวี จ.สงขลา เหตุเกิด เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2562 ซึ่งปรากฏความเคลื่อนไหวของ นายไซนูรอาบาเซร์ สุหลงเส็น ซึ่งมี หมาย ป.วิ อาญา จำนวน 3 หมาย เข้ามาหลบซ่อน/พักพิง ภายในบ้านพักครู โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา ต.สะกอม อ. จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นบ้านพักของ น.ส.นูรยานิง อาฆง อายุ 34 ปี มีภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 94 ม.2 ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อเตรียมการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่

ทั้งนี้ในขณะที่เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อเตรียมขอหมายค้นนั้น พบมีรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า ซิตี้ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กฉ 9155 สงขลา ได้ขับออกจาก โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา โดยมุ่งหน้าไปทาง อ.เทพา จ.สงขลา เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามจนมาถึงบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ 7-11 บริเวณ สี่แยกลำไพล ต.ลำไพล อ.เทพา จ.สงขลา กลุ่มบุคคลที่นั่งอยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว จำนวน 4 คน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ จึงได้จอดรถยนต์ทิ้งไว้และวิ่งหลบหนี โดย เจ้าหน้าที่ สามารถควบคุมตัวไว้ได้ 2 คน คือ นายเดะแว อาแว ภูมิลำเนาเลขที่ 181/1 บ.นาจวก ม.2 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติพบเป็นผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบยิงสำนักสงฆ์ชะเมา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และ นายสาการียา อาแวลาเตะ ภูมิลำเนาเลขที่ 91/4 บ.สวนโอน ม.6 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดก่อวินาศกรรมเสาไฟฟ้าใน อ.ควนเนียง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2561 ส่วนคนร้ายอีก 2 คน สามารถหลบหนีการจับกุมไปได้

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถยนต์คันที่ใช้เป็นยานพาหนะ พบกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 90 นัด อุปกรณ์ที่ใช้ดำรงชีพในป่า เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ รวม 44 รายการ จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน โดยผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 2 ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่เจ้าของอุปกรณ์ทั้งหมดภายในรถยนต์ และอ้างว่าเป็นของเพื่อนทั้ง 2 คนที่หลบหนีไป

สำหรับผู้ที่หลบหนีการจับกุมคือ นายอับดุลเลาะ บาเฮง และ นายฮาฟิส โต๊ะแวมะ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ ในพื้นที่หรือไม่ ในเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 2 คนที่หลบหนีไป เป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการของกลุ่มอาร์เคเค มีหมายจับ พ.ร.ก.ติดตัวอยู่หลายหมายด้วยกัน

ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ถูกควบคุมตัวทั้ง 2 ราย ได้ให้การตรงกันว่า ทั้ง 4 คน ได้อาศัยอยู่ในโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นเวลา 3-4 เดือนแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผล นำหมายค้นของศาลจังหวัดนาทวี นำตัว นายเดะแว อาแว และ นายซาการียา อาแวปูเต๊ะ เข้าชี้ห้องพักภายในโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งใช้เป็นที่หลบซ่อนพักพิง ทำการเก็บดีเอ็นเอและหลักฐานอื่นๆ เพื่อสืบสวนสอบสวนถึงผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ในเบื้องต้นขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งข้อหาแต่อย่างใด อยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงว่า การสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ให้ที่หลบซ่อนพักพิงแก่บุคคลซึ่งมีหมาย ป.วิอาญา ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะได้รับโทษในฐานให้ที่พักพิง ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาทแล้ว ยังอาจได้รับโทษฐานมีส่วนร่วมหรือการสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งมีโทษที่สูงขึ้นอีกด้วย หากประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ได้ทันที ผ่านสายด่วน 1341 หรือหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูล : NEWS

แม่ทัพภาคที่ 4 ประชุมแถลงแผนถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

 เมื่อวันที่ 22 ก.ย.62 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยกองทัพ ภาคที่ 4 เป็นประธานการประชุมแถลงแผนถวายความปลอดภัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ห้องประชุม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต. กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ก่อนเดินทางตรวจความเรียบร้อยเส้นทางเสด็จ และความปลอดภัยบริเวณที่ประทับ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้การถวายความปลอดภัยในการทรงงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 23- 27 กันยายน 2562 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.นราธิวาส, จ.ปัตตานี, จ.ยะลา, จ.สงขลา และ จ.พัทลุง โดยเสด็จประทับพักแรม ณ เรือนรับรองพิกุลทอง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เมือง จ.นราธิวาส กองทัพภาคที่ 4 ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการถวายความปลอดภัยในพื้นที่ภาคใต้ ได้จัดตั้งกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยกองทัพภาคที่ 4 ขึ้น ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อวางแผนอำนวยการควบคุมประสานงาน และกำกับดูแลการถวายความปลอดภัยให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และสมพระเกียรติ โดยได้ทำการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ของกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการเข้าวางกำลังในพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมาจนจบภารกิจ

โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ” การถวายความปลอดภัยในครั้งนี้ถือเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง จะต้องดูแลการปฏิบัติไม่ให้มีข้อบกพร่องหรือเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติใดๆ ทั้งปวง ที่จะส่งผลกระทบต่อภารกิจถวายความปลอดภัย โดยผู้บังคับหน่วย จะต้องกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพล และรักษามาตรการความปลอดภัยตามแผนทุกประการอย่างใกล้ชิด และเข้มงวด ทุกหน่วยต้องร่วมมือบูรณาการประสานสอดคล้องและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การถวายความปลอดภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมพระเกียรติยิ่ง”

ขอบคุณข้อมูล : สำนักปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 สน.

สำนักข่าวความมั่นคง

พันสห.11-ชาวบ้านเขตจอมทอง เตรียมช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมอุบลฯ

เตรียมช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมอุบลฯ – เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่วัดสุทธาวาส (ใหม่ตาสุด) คณะสงฆ์ พร้อมด้วย พ.อ.จักร วราภิรมณ์ ผบ.พัน.สห.11 ร่วมกับ นายจิรเสก วัฒนมงคล อดีตประธานสภาเขตจอมทอง, วัดสุทธาวาส (ใหม่ตาสุด), คณะสงฆ์วัดท่าพระ, สน.บุคคโล, ชาวชุมชนวัดท่าพระ, ชมรมฟุตบอลลูกประดู่ในทรงธรรม เอฟ.ซี. และ ชุมชนแขวงดาวคะนองนำสิ่งของ เครื่องอุปโภค บริโภค ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

โดยมีรถบรรทุกจากกองพันทหารสารวัตรที่ 11 นำสิ่งของ เครื่องอุปโภค บริโภค แพ็คเสร็จเรียบร้อยจำนวน 1,200 ชุด ข้าวสารขนาด 5 กก. จำนวน 500 ถุง น้ำดื่ม รวมถึงเสื้อผ้า เครืองนุ่งห่ม อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งของภายในถุงที่แพ็คจะมี พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นม ขนม ยารักษาโรค และน้ำดื่ม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยในตอนนี้

ด้านนายจิรเสก กล่าวว่า ทางทีมงานได้ร่วมกันกับทางวัดสุทธาวาส เพื่อเป็นศูนย์ช่วยเหลือรับสิ่งของบริจาคต่างๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือ พี่น้อง ผู้ประสบภัยภาคทางอีสาน ซึ่งมีหน่วยงานทหารช่วยสนับสนุน โดยกองพันทหารสารวัตรที่ 11 ได้ส่งรถบรรทุก

เพื่อช่วยบรรทุกสิ่งของส่ง ไปช่วยผู้ประสบภัยทางภาคอีสานให้ถึงมือพี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เราคนไทยไม่ว่าอยู่ภาคไหนเราก็คือคนไทย “คนไทยไม่ทิ้งหัน” ยามเดือดร้อนสิ่งไหนเราเราร่วมมือช่วยเหลือกันได้เราจะทำอย่าเต็มความสามารถ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดสัมมนาใหญ่ ยกระดับผู้เชี่ยวชาญการปราบปรามคดีค้ามนุษย์ ที่พัทยา วันที่ 25 – 27 กันยายน 2562

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ และการสัมมนาเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการสืบสวนสอบสวน การป้องกันปราบปรามคดีค้ามนุษย์
   
พัทยา- เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ก.ย.62 ที่โรงแรม พูลแมน พัทยา จี อ.บางละมุง จ.ชลบุรี   พลตำรวจโท จารุวัฒน์  ไวศยะ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี/ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็กสตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ และการสัมมนาเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน  2562

พลตำรวจโท จารุวัฒน์ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี/ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์  ชี้แจงว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  โดยกำหนดให้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง  นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2562 (TIP Report 2019) โดยในปีนี้ ไทยได้รับการจัดระดับ ให้อยู่ใน Tier 2 ซึ่งเป็นการคงอันดับเดิมจากปี 2561 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผลการดำเนินการป้องกันและปราบปรามคดีค้ามนุษย์ในปี 2562 ได้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จำนวน 195 คดี จำแนกเป็น คดีทางเพศ (ค้าประเวณี, สื่อลามก, ทางเพศในรูปแบบอื่น) 105 คดี, คดีแรงงานและขูดรีด (แรงงานประมง, ขูดรีด, เอาคนมาเป็นทาส) 84 คดี, คดีขอทาน 6 คดี (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2562)
  

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ศูนย์พิทักษ์เด็ก  สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ และการสัมมนาเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเพิ่มพูนทักษะให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแก้ไขข้อบกพร่องในการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ รวมถึงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยหัวข้อการสัมมนาที่สำคัญได้แก่ การบรรยายพิเศษ เรื่อง “วิธีการและความต้องการข้อมูลสำหรับการเขียน TIP Report และบทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” “แนวทางการสั่งคดีของพนักงานอัยการในคดีค้ามนุษย์” และ “ทำไมการขนแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายจะเป็นคดีค้ามนุษย์ได้ การบรรยายเรื่อง “การคัดแยกผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ การคุ้มครองผู้เสียหาย  สิทธิประโยชน์ของผู้เสียหาย และการขอรับเงินรางวัลและค่าตอบแทนในการนำจับและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์” นอกจากนี้ยังมีการฝึกปฏิบัติการทำคดีค้ามนุษย์รูปแบบเพศ รูปแบบแรงงาน และเอาคนลงเป็นทาส  มีผู้เข้ารับการสัมมนาประกอบด้วย คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญในคดีค้ามนุษย์ ของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และชุดปฏิบัติการการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 230 คน 

ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ ได้กำหนดหัวข้อการสัมมนาที่สำคัญ ได้แก่ การบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “วิธีการและความต้องการข้อมูลสำหรับการเขียน TIP Report และบทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” โดยพลตำรวจเอกธรรมศักดิ์ วิชชารยะ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “แนวทางการสั่งคดีของพนักงานอัยการในคดีค้ามนุษย์ และทำไมการขนแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายจะเป็นคดีค้ามนุษย์ได้” โดยวิทยากรจากสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงได้เรียนเชิญวิทยากรจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาบรรยายเรื่อง “การคัดแยกผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ การคุ้มครองผู้เสียหาย  สิทธิประโยชน์ของผู้เสียหาย และการขอรับเงินรางวัลและค่าตอบแทนในการนำจับและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์”จากกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ยังมีการฝึกปฏิบัติการทำคดีค้ามนุษย์รูปแบบเพศ รูปแบบแรงงาน และเอาคนลงเป็นทาส.

พัทยา จ.ชลบุรี / โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสวรณ์ -วรัตน์ ขำแตร-ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

สุโขทัย-จัดโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู และดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

วันที่ 25 กันยายน 2562 ณ บริเวณวัดยางซ้าย ต.ยางซ้าย อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยของจังหวัดสุโขทัย ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับจิตอาสาพระราชทาน 904 ร่วมรับฟังถ่ายทอดสด การมอบนโยบาย “โครงการ จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ร่วมพิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชัน

ซึ่งการดำเนินงานจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดสุโขทัยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งเรื่องดิน น้ำ ปศุสัตว์ ประกอบด้วย การให้ความช่วยเหลือสำรวจความเสียหาย, การให้คำปรึกษาทางด้านวิชาการและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืช, การดูแลปรับปรุงพื้นฟูสภาพดิน, และให้การสนับสนุนพันธุ์พืช สารชีวภัณฑ์ กล้าพันธุ์มะละกอ มะเขือ พริก กล้วยน้ำว้า มะม่วง และจิตอาสา ซ่อมแซมเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยมีหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดสุโขทัย และประชาชนจิตอาสาร่วมกิจกรรม ประมาณ 150 คน

ทั้งนี้ที่ผ่านมา จังหวัดสุโขทัยได้รับผลกระทบจากพายุ “โพดุล” วันที่ 31 สิงหาคม 2562ถึง 4 กันยายน 2562 ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้วประกอบด้วย พื้นที่ประสบภัย จำนวน 7 อำเภอ 35 ตำบล 141 หมู่บ้าน จำนวน 9,271 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายด้านพืช จำนวน 34,886 ไร่ ด้านประมงบ่อปลา 900 บ่อ และด้านปศุสัตว์ เป็นสัตว์ปีก จำนวน 256 ตัว ซึ่งจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัด จะได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ต่อไป

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

กฟภ.สุโขทัยจัดระเบียบสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟ รื้อถอนสายและอุปกรณ์ที่ไม่ใช้งาน

วันที่ 25 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น. นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดการจัดระเบียบสายและอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมปล่อยขบวนรถออกไปดำเนินงานจัดสารสื่อสารตามจุดด่างๆ ณ บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย

ด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อนุญาตให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนพาดสายและติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารบนเสาไฟฟ้า เพื่อใช้ในกิจการของตนเองและบริการแก่สาธารณะ ทั้งในส่วนของโทรศัพท์และบริการอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว จึงมีสายและอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากทั้งที่ใช้งานและไม่ได้ใช้งานอยู่บนเสาไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กสทช. ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีและหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ดำเนินการจัดการให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสายสื่อสาร ซึ่งจากความร่วมมือในการจัดระเบียบสายและอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไปพร้อมกับการพัฒนากิจการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทย สร้างทัศนียภาพที่สวยงามและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยส่วนรวม เพื่อความมั่นคงในระบบจำหน่ายของ กฟภ.

สำหรับจังหวัดสุโขทัยวันนี้ได้เริ่มจัดระเบียบสายสื่อสารในเส้นทางถนนสิงหวัฒน์ และถนนจรดวิถีถ่อง ตั้งแต่ที่ว่าการอำเภอเมืองสุโขทัย ถึงสี่แยกคลองโพธิ์ รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร

ภาพข่าว:วิชัย สิทธิพันธ์
รายงาน:พงศ์เทพ สาคร

จัดพิธีย่ำพระสุริย์ศรีแสดงมุทิตาจิตแด่อดีต ผบ.นย.ลำดับที่ 28 และอีก 180 ชีวิต นาวิกโยธินที่เกษียณอายุราชการ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 24 ก.ย.62 พลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ จัดพิธีย่ำพระสุริย์ศรี เพื่อเป็นเกียรติและแสดงมุทิตาจิตแด่ พลเรือเอก ศังกร พงษ์ศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ลำดับที่ 28 พร้อมคณะนายทหารของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ รวม 181 นาย ในโอกาสที่รับราชการมาจนครบเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2562 ณ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

พร้อมจัดพิธีสวนสนามทางบกและสวนสนามยานยนต์ แสดงแสนยานุภาพและขีดความสามารถของทหารนาวิกโยธิน แห่งกองทัพเรือ เพื่อเป็นเกียรติกับผู้ที่เกษียณอายุราชการ ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

พลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กล่าวว่า พิธีย่ำพระสุริย์ศรีเป็นพิธีการสำคัญที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จัดขึ้นเพื่อเป็นการเทิดเกียรติ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ที่ปฏิบัติราชการมาจนครบวาระเกษียณอายุราชการ มีความหมายว่า “การจบลงอย่างสง่างาม” เป็นการบ่งบอกว่า ห้วงเวลาการรับราชการนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ด้วยความอาลัย ด้วยความทรงจำที่ดียิ่ง ของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งนับว่าเป็นความสง่างามเสมือนกับดวงอาทิตย์เคลื่อนลับขอบฟ้าในช่วงเวลายามเย็น

และในโอกาสที่จะต้องอำลาชีวิตราชการจากกองทัพเรือไปตามวาระในวันที่ 30 กันยายนนี้ ทหารนาวิกโยธินได้ประกอบพิธีย่ำพระสุริย์ศรี เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ และแสดงความขอบคุณที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละสร้างคุณประโยชน์ให้กับ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จนครบมาครบเกษียณอายุราช การในครั้งนี้

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ฝนถล่ม น้ำมาถนนพังยับ !! อันตราย น้ำเซาะใต้พื้นถนนเป็นโพรงขนาดใหญ่ลึกกินถนน 1 เลน หวั่นถนนทรุดอันตรายใหญ่หลวง

ผู้ใหญ่บ้านหวั่นเกิดอันตราย ร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขโดยไว หลังพบน้ำเซาะใต้ฐานถนนสายหลักจนเป็นโพรงขนาดใหญ่ ลึกกินถนน 1 เลน เกรงว่าถ้าไม่รีบซ่อมแซมหากรถโดยสารรับคนงานวิ่งผ่าน ถนนอาจหักพังลงมาทำให้เกิดอุบัติเหตุหมู่ได้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันนี้ ( 24 ก.ย. ) นายนริศ ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา ปลัดอาวุโสอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายบรรจง แก้วมณี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา ว่าขอให้ช่วยประสานงานทางหลวงชนบทให้ช่วยซ่อมแซมฐานใต้ถนนสายบึง – ปากร่วม หมู่ 7 ปากทางเข้าชุมชนบึงบน แยกอ่างเก็บน้ำห้วยสะพานตำบลบึง อำเภอศรีราชา ให้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดถนนทรุดทำให้ผู้สัญจรผ่านไปมาในเส้นทางดังกล่าวจะได้รับอันตราย จึงเดินทางไปร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นทางโค้ง บริเวณปากซอยเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยสะพาน พบใต้ฐานพื้นผิวถนนเป็นโพรงขนาดใหญ่ ยาวเกือบ 10 เมตร ลึกเข้าไปใต้พื้นถนนอีกประมาณ 3 เมตร พื้นผิวบริเวณริมถนนมีการทรุดตัว แตกหักลงมาแล้ว ที่กั้นบอกทางโค้งก็เอนฉีกออกมาจากตัวถนนแล้ว ข้างทางเป็นแอ่งลึกประมาณ 4 เมตร กว้างเกือบ 10 เมตรรอบบริเวณ มีเศษทรายดินไหลไปเป็นทางยาว ดูแล้วน่ากลัว เกรงว่าถนนจะทรุดเป็นอย่างมาก ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลังของประชาชนที่จะเดินทางไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในตำบลบ่อวิน จึงมีรถสัญจรผ่านไปมาเป็นจำนวนมากทั้งวัน

โดยนายบรรจง แก้วมณี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเองได้ขับรถตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนอยู่นั้น ก็ได้มาพบน้ำไหลกัดเซาะใต้พื้นฐานของถนนจนเป็นโพรงขนาดใหญ่ ตนเองเกรงว่าประชาชนจะได้รับอันตราย จึงประสานไปที่อำเภอศรีราชา เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ให้แจ้งไปที่ทางหลวงชนบท ให้ช่วยมาแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน ซึ่งแจ้งไปหลายสัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว จึงร้องเรียนไปอีก ในวันนี้จึงพบว่ามีเจ้าหน้าที่นำกรวยมาวางกั้นไม่ให้รถเข้ามาในบริเวณนี้

ส่วนสาเหตุที่เกิดโพรงเช่นนี้เนื่องจากบริษัทจัดการน้ำแห่งหนึ่งได้มาขุดทำท่อส่งน้ำ แล้วไม่ได้นำดินถมกลับให้เต็มเหมือนเดิม พอเกิดฝนตกก็ทำให้น้ำไหลเซาะดินใต้ถนนไหลออกไปจนเกิดโพรงขนาดใหญ่อย่างที่เห็น ซึ่งถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไข ก้เกรงว่าถนนดังกล่าวจะทรุดตัวลงมาและทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนก็เป็นไปได้

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สยองแทบช็อด !! สาวกรี๊ดลั่น เปิดประตูหลังห้องพักเจอคนผูกคอเสียชีวิต ย้ายห้องหนีแทบไม่ทัน

สาวโรงงานกรี๊ดลั่นห้องพัก หลังเปิดประตูหลังห้องพักไปพบกับร่างคนผูกคอเสียชีวิต ตกใจวิ่งเข้าห้องเรียกแฟนมาดู ยืนยันว่าไม่ตาฝาด แจ้งเจ้าของหอพักย้ายห้องทันที

เวลาประมาณ 17.30 น.วันนี้ ( 24 ก.ย.) กู้ภัยสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา ได้รับแจ้งเหตุมีผู้พบร่างผู้เสียชีวิต สาเหตุผูกคอ ที่บริเวณหอพักมีชื่อแห่งหนึ่ง หลังโรงงานไลอ้อน หมู่ 11 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมประสาน ร.ต.อ.อุทัย อบมาลี ร้อยเวรสอบสวน สภ.หนองขาม เข้าร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบผู้ที่พักในหอพักยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้น โดยมีผู้เช่นห้องที่อยู่โดยรอบห้องที่เกิดเหตุขนของย้ายห้องพักกันจ้าละหวั่น โดยห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องพักเลขที่ 18 B ซึ่งอยู่บนชั้นสอง ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายยุทธนา ประตาทะกัง อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 8 ต.หนองบัว แดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ใช้ผ้าขาวม้าผูกกับระเบียงแล้วห้อยตัวลงมาจากชั้นสองเสียชีวิต ในสภาพถอดเสื้อ ใส่กางเกงยีนส์ขายาวตัวเดียว เสียชีวิตมาประมาณ 5 ชั่วโมง ท่ามกลางความเสร้าเสียใจของแม่และน้องสาวผู้เสียชีวิต

จากการสอบสวน นางสาวณัฏฐณิชา หารฮอง อายุ 19 ปี ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เป็นคนแรกได้เปิดเผยว่า ขณะที่ตนเองเตรียมจะอาบน้ำไปทำงาน พอเปิดประตูห้องพักด้านหลังจะไปหยิบผ้าเช็ดตัว ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นไปก็เห็นขาผู้เสียชีวิตห้อยโตงเตงอยู่ด้านหลังห้อง ตนเองตกใจสุดขีดจึงร้องเรียกแฟนและวิ่งหนีเข้าห้องไปนั่งร้องไห้ด้วยความตกใจ พอแฟนออกมาดูก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตจริง ตนเองรู้สึกกลัวเป็นอย่างมากจึงตัดสินใจย้ายห้องพักหนีทันที ส่วนห้องข้าง ๆ ที่เกิดเหตุพอทราบข่าวต่างก็ขอย้ายห้องหนีด้วยเช่นกัน

ทางด้าน น.ส.วรรณิกา ประตาทะกัง น้องสาวของผู้เสียชีวิตเปิดเผยว่า พี่ชายตนเพิ่มกลับมาจากอยุธยาได้เพียงแค่สองวัน มีอาชีพขายไอศครีม ซึ่งก่อนหน้านี้พี่ชายตนเองติดสุราอย่างหนักจนไปเลิกที่ถ้ำกระบอก และสัญญาว่าจะไม่กินอีก แต่พอออกมาก็กลับไปดื่มสุราอีก คราวนี้ดื่มหนักมากกว่าเดิม ทำให้พี่ชายเกิดความเครียดและมีอาการหลอน หลังจากมาอยู่ที่หอพักแห่งนี้ได้สองวัน ก่อนวันเกิดเหตุ พี่ชายก็ไปดื่มกับเพื่อนอีกถึง 5 กลม ก่อนกลับมานอนที่ห้องพักในช่วงบ่ายสองโมง โดยไม่มีใครอยู่ที่ห้องเนื่องจากออกไปทำงานกันหมด พอกลับมาเพื่อนข้างห้องก็บอกว่าพี่ชายตนเองผูกคอเสียชีวิตไปแล้ว

ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้งที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ก่อนให้ญาตนำร่างไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก