แจ้งความเอาผิดอาญา’ ทหาร’ ทำ’อับดุลเลาะ อีซอมูซอ’เสียชีวิต

ครอบครัว อีซอมูซอกับทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสภ.หนองจิก จ.ปัตตานี ให้สอบสวนดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา กรณีการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่บาดเจ็บสาหัสในค่ายทหารและเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

          วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น. นางสาวซูไมยะห์ มิงกะ ภริยาของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ และนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ  ทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน     สถานีตำรวจภูธรหนองจิก จังหวัดปัตตานี ต่อการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะฯ ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25  สิงหาคม 2562  โดยที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ออกหนังสือรับรองการเสียชีวิต ระบุว่าเสียชีวิตจากภาวะสมองขาดออกซิเจนและขาดเลือด

          ทั้งนี้ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกควบคุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ภายใต้อำนาจตามกฎอัยการศึกไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 03.00 นาฬิกา ของวันที่ 21 กรกฎาคม  2562 ถูกพบว่าหมดสติอยู่ในหน่วยซักถามของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร เจ้าหน้าที่ประจำค่ายจึงนำนายอับดุลเลาะฯ เข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร จากนั้นได้ส่งไปรักษาตัวต่อ ณ อาคารผู้ป่วยวิกฤติ(ICU) โรงพยาบาลปัตตานี ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ถูกส่งตัวไปรักษาต่อ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้รับการักษาอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ ผลเอ็กซเรย์สมองพบว่าสมองบวม มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ยังคงใส่เครื่องช่วยหายใจ มีสภาวะไตวายเฉียบพลันและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรมเป็นเวลากว่า 30 วันและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม  2562 ที่ผ่านมา

          กรณีดังกล่าวเป็นคดีที่มีความสำคัญต่อการสร้างให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการควบคุมตัวบุคคลตามอำนาจกฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  การสืบสวนสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฎว่า  ก่อนการถูกควบคุมตัวนายอับดุลเลาะห์ฯไปนั้นนายอับดุลเลาะห์มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว สมาชิกในครอบครัวและสังคมต้องได้รับคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายอับดุลเลาะห์ ระหว่างถูกควบคุมตัวภายในศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43  ค่ายอิงคยุทธบริหาร และหากเป็นการกระทำที่เป็นความผิดทางอาญา พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ติดตาม และหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          โดยคดีนี้ทนายความศูนย์ทนายความมุสลิมและทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายอับดุลเลาะห์และญาติต่อไปให้ถึงที่สุดทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ในระดับนโยบายและกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้

         นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ทางญาติจะจัดงานครบรอบ  40 วันอันเป็นประเพณีทางศาสนาอิสลามให้แก่นายอับดุลเลาะห์ที่บ้านในพื้นที่ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และในวันที่ 9 ตุลาคม 2562 จะมีการเดินทางมายื่นหนังสือให้คณะกรรมาธิการกฎหมาย  การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ขอบคุณข้อมูล : mtoday

ศอ.บต. ร่วมกิจกรรมมอบบ้านสุขใจหลังที่ 2 แก่ราษฎรผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่เจาะไอร้อง

          เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 ที่บ้านโคก หมู่ที่ 5 ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส  พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในกิจกรรมส่งมอบบ้านสุขใจของเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์และบริการประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายอำเภอเจาะไอร้อง ผู้แทนหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 48 หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ โต๊ะอีหม่าม เครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ จชต. ตลอดจนประชาชนบ้านโคกและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วม

          พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ที่นี่เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่เราทุกคนอยากเห็นความร่วมมือในการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบ้านหนึ่งหลังอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่วันนี้ก็สามารถทำให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกคนในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทั้งคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย นักประชาสัมพันธ์ จชต. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเยาวชนจิตอาสาที่รวมตัวกันสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่ได้มากกว่าบ้านคือความร่วมมือของทุกคน เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างสันติสุขให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยที่นี่จะเป็นต้นแบบในการผลักดันพื้นที่อื่นๆให้เกิดการพัฒนาต่อไปด้วย

           ด้าน ตัวแทนนักประชาสัมพันธ์ จชต.เผยถึงการเข้ามาช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสภายใต้กิจกรรมของบ้านสุขใจว่า เป็นความร่วมมือของเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ เมื่อพบกรณีผู้ด้อยโอกาสจึงนำเรียนให้ทาง ศอ.บต. รับทราบเพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือ ซึ่งกรณีของนายเจ๊ะรอฮิม เจ๊ะเลาะ มีฐานะยากจน สภาพบ้านทรุดโทรม และมีสมาชิกในบ้านจำนวน 7 คน เมื่อผ่านการพิจารณาของ ศอ.บต. ทางเครือข่ายชมรมนักประชาสัมพันธ์จึงได้ร่วมจำหน่ายเสื้อเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างบ้านสุขใจหลังที่ 2 และได้รับเงินสนับสนุนจากฝ่ายซากาตและสังคมสงเคราะห์ ของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ในการร่วมสมทบทุนก่อสร้างในครั้งนี้ด้วย

          ด้าน นายเจ๊ะรอฮิม เจ๊ะเลาะ ผู้ได้รับบ้านสุขใจในครั้งนี้กล่าวด้วยความรู้สึกตื้นตันว่า ตนรู้สึกดีใจมาก เพราะในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาสร้างบ้านให้ อีกทั้งทุกคนที่มาช่วยก็มาด้วยใจที่อาสา ซึ่งตนสามารถสัมผัสได้และอยากขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่ไม่ทอดทิ้งคนที่ลำบากให้เดียวดายและหมดหวัง

         สำหรับ กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากนโยบายของ พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต.ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมดูแลผู้ยากไร้ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 11 ประเภท พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งจากกิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับและเสียงชื่นชมจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจจนเห็นผลเป็นรูปธรรมด้วยการสร้างพื้นที่สันติสุขขนาดเล็กให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล : News

ทหารพรานยิงปะทะโจรใต้กลุ่ม “ตอเย็บ แมทารง” ที่เชิงเขาสุไหงปาดี

ทหารพรานที่ 48 เดินลาดตระเวนในสวนยางพารา ก่อนเกิดเหตุยิงปะทะโจรใต้กลุ่มของ “ตอเย็บ แมทารง” บริเวณเชิงเขาสุไหงปาดี จ.นราธิวาส เปิดฉากยิงกันเป็นระลอกนานกว่า 10 นาที สุดท้ายทั้งสองฝ่ายไร้คนเจ็บ

          วันนี้ (1 ต.ค.) พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ ผบ.ชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารชุดจรยุทธ์ ร้อย ทพ.4809 จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ นำกำลังขึ้นพิสูจน์ทราบความเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธกลุ่ม นายตอเย็บ แมทารง ซึ่งมีหมายจับ ป.วิอาญา คดีความมั่นคงและพวก ที่เคลื่อนไหวบนเทือกเขาหลังหมู่บ้านสือแด หมู่ 7 ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส

          ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทหารกำลังเดินลาดตระเวนในสวนยางพาราของชาวบ้านที่ปลูกไว้ที่เชิงเขา ซึ่งเป็นทางขึ้นน้ำตกสือแดอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้พบกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนายตอเย็บ ซึ่งมีกำลังจำนวน 5-6 คน ที่กำลังเดินลงจากเทือกเขา จนทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกันเป็นระลอกนานกว่า 10 นาที กลุ่มคนร้ายเห็นจวนตัวจึงได้ใช้ความชำนาญพื้นที่ และใช้อาวุธปืนยิงเบิกทางหลบหนีไปเข้าเขตรอยต่อบ้านดอเฮะ หมู่ 3 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส โดยที่สองฝ่ายไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

          ต่อมา พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ ผบ.ชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ได้รับรายงานเหตุที่เกิดขึ้น จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำอยู่ฐานปฏิบัติการชั่วคราว ในพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างบ้านสือแด หมู่ 7 ต.สากอ และบ้านดอเฮะ หมู่ 3 ต.ริโก๋ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารติดตามไล่ล่ากดดันกลุ่มคนร้ายที่กำลังหลบหนีอย่างกระชั้นชิดแล้ว

          อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.สุพจน์ เรืองรุ่งโรจน์ หัวหน้า สภ.สากอ อ.สุไหงปาดี ได้มีการประสานไปยัง ร.ต.อ.พลวัฒน์ เทพษร รักษาราชการแทนหัวหน้าชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองกำกับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้ทำการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสวนยางพาราของชาวบ้าน พบว่าลำต้นของต้นยางพารามีร่องรอยถูกกระสุนปืนของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และเจ้าหน้าที่ทหารพรานเป็นรูพรุน และพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 และอาก้าของทั้งสองฝ่ายตกกระจายอยู่ในสวนยางพาราจำนวนมาก

ขอบคุณข้อมูล : News

มูลนิธิพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรยะลา อัญเชิญพระจำลองออกแห่รอบเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล เปิดงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2562

          วันนี้ (1 ตุลาคม 2562) เวลา 09.00 น. ที่ มูลนิธิพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา นายแพทย์สมหมาย  บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2562 และอัญเชิญพระจำลองขึ้นประทับบนบุษบกแห่รอบเมือง เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และให้ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนได้กราบไหว้สักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวในช่วงของเทศกาลถือศีลกินเจ โดยมี รองนายกเทศมนตรีนครยะลา, วัฒนธรรมจังหวัดยะลา, ประธานมูลนิธิพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร คณะกรรมการองค์กรจีนจังหวัดยะลาและใกล้เคียง รวมทั้งประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

          ทั้งนี้ การจัดเทศกาลกินเจ มูลนิธิพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรยะลา จัดขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นการทำบุญละเว้นกินเนื้อสัตว์ในเทศกาลกินเจ เป็นการพบปะสังสรรค์พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดยะลาอีกด้วย โดยกำหนดจัดกิจกรรมถือศีลกินเจ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน -8 ตุลาคม 2562 เป็นเวลา 9 วัน โดยมีกิจกรรมนำองค์พระจำลองกิ๊วอ๊วงฮุคโจ้ว และองค์พระต่าง ๆ ประทับบนบุษบกแห่รอบเมือง การเวียนเทียน และการนำเรือพระอัญเชิญกิ๊วอ๊วงฮุคโจ้ว กลับสู่สวรรค์ เพื่อนำไปลอยแม่น้ำปัตตานีต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยคนกรุง แจกจ่ายหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยฝุ่นมลพิษเกินค่ามาตรฐาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยคนกรุง แจกจ่ายหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยฝุ่นมลพิษเกินค่ามาตรฐาน

          วันนี้ วันพุธ​ที่ 2 ตุลาคม 2562 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยคุณพินัย ศรีพนาสณฑ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ สวนจตุจักร และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยฝุ่นมลพิษเกินค่ามาตรฐาน ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 แก่ประชาชน รวม 1,600 ชิ้น คิดมูลค่าเป็นเงินจำนวน 64,000 บาท (หกหมื่นสี่พันบาทถ้วน)

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​มูลนิธิ​ป่อเต็กตึ๊ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

พิธีส่งมอบหน้าที่ ผบช.ภ.6 ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภ.6

         พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผบช.ภ.6 เดินทางมาดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.6 โดยมีพิธีส่งมอบหน้าที่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำรวจภูธรภาค 6 และรับมอบธงประจำ ภ.6 จาก พล.ต.ท.สุธีร์ เนรกัณฐี

          พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.สุกิจ สมณะ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.ดำรง เพ็ชรพงศ์ รอง ผบชภ.6, พล.ต.ต.กัมปนาท โสภโณดร รอง ผบช.ภ.6, ผบก. – รอง ผบก.ในสังกัดภ.6, ผกก.ฝอ.1 – 6 บก.อก.ภ.6, ผกก.กก. ปพ.บก. สส.ภ.6 , หัวหน้าสถานีตำรวจใน ภ.6 หรือผู้แทนและข้าราชการในสังกัด บก.อก.ภ.6, กก.ปพ.บก.สส.ภ.6 เข้าร่วมในพิธีฯ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภ.6

ปรีชา นุตจรัส รายงาน

บิณฑ์ประกาศ ปิดบัญชีรับบริจาคยอดพุ่งกว่า​ 422 ล้าน

https://youtu.be/y4oOY37o8CM

บิณฑ์ประกาศปิดบัญชีรับบริจาคยอดพุ่งกว่า​ 422 ล้านแถลงระบุช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยในจังหวัดอุบลราชธานีไปแล้วกว่า1หมื่นครัวเรือนลั่นเดินหน้าเยียวยาต่อในทุกจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสานพร้อมเยียวยาหลังน้ำลด

         จากเหตุอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสานหลายจังหวัด ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหนัก บางท่านต้องรีบอพยพครอบครัวหนีน้ำ ไร้ที่อยู่อาศัย ขาดคลนอาหาร น้ำดื่ม ของอุปโภค ทรัพย์สินที่สร้างมาต้องถูกน้ำท่วมเสียหายในพริบตา ซึ่งทางด้านมูลนิธิกตัญญูนำโดย บิณฑ์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ นำคาราวานร่วมกตัญญู ลุยฝ่ากระแสน้ำท่วมออกช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ

          กระทั่ง วันที่ 16 ก.ย. 62 บิณฑ์ได้ไลฟ์สดผ่านเพจ เปิดใจถึงเหตุการณ์น้ำท่วมอุบลฯ โดยเห็นความลำบากของประชาชน จึงตัดสินใจควักเงินตนเอง 1.7 ล้านบาท และเปิดรับบริจาคเฉพาะแฟนเพจ คนละ 10 บาท 20 บาท รวมๆกันก็จะได้หลายล้าน และจะนำเงินส่วนนี้ไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านครอบครัวละ 1,000 บาท เพราะเล็งเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือปัจจัยหรือเงิน เพราะเขาต้องใช้ซื้อของ หลังน้ำลดก็ต้องใช้ซ่อมแซมบ้าน ทรัพย์สิน กระทั่งผ่านมาเพียงคืนเดียว คลิปนี้ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ และมีผู้ร่วมบริจาค จากทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง 10 ล้านบาท 30 ล้าน พุ่งไป 50 ล้านบาท ไปเรื่อยๆจนแตะไปที่หลักร้อยล้านบาท เรียกได้ว่าน้ำใจไทยหลั่งไหลมาช่วยกันอย่างไม่ขาดสาย โดยผ่านบัญชีของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ด้วยความที่ประชาชนไว้ใจและมั่นใจในตัวผู้ชายคนนี้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์จะถึงมือผู้ประสบภัยอย่างแน่นอนและรวดเร็ว ซึ่งบิณฑ์ได้นำเงินที่ได้ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านครอบครัวละ 5,000 บาท จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะแจกจ่ายให้ครอบครัวละ 1,000-2,000 บาท

          หลังจาก บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้เปิดบัญชีเป็นสะพานบุญเพือให้พี่น้องชาวไทยได้ร่วมบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2562 ตลอดไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และมีการแถลงว่าจะปิดบัญชีรับบริจาค โดยล่าสุดวันนี้ (2 ต.ค. 62) เวลาเที่ยงจะปิดบัญชีรับบริจาค แต่หากใครอยากมามอบเงิน ก็สามารมามอบได้ถึงมือบิณฑ์ และมีการชี้แจงรายละเอียดบัญชีและยอดเงินบริจาคดังนี้

ล่าสุดได้มีสรุปรายการให้ความช่วยเหลืออุทกภัยในจ.อุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 16- ก.ย.-1 ต.ค.62       

  • จำนวนประชาชน 13,078 ครัวเรือน
  • ผู้ป่วยติดเตียง/ทุพลภาพ 1,677 ราย
  • วัด/สำนักสงฆ์ 51 แห่ง

ยอดบัญชีเงินบริจาค

  • ยอดเงินฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวัน รวม ณ 1/10/19 = 422,496,026 บาท
  • ยอดรวมเงินสดที่รับมอบโดยตรง รวม ณ 1/10/19 = 4,008,002.75 บาท
  • ยอดรวมเบิกเงินออกจากบัญชีธ.กสิกรไทย รวม 11 ครั้ง รวม ณ 1/10/19 = 82,000,000 บาท
  • ยอดรวมรายการช่วยเหลือ ตั้งแต่ 16 ก.ย. – 1 ต.ค. 62 รวม ณ 1/10/19 = 74,484,000 บาท

***พื้นที่การปฏิบัติงานในจ.อุบลราชธานี ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว จาก 15 อำเภอ ช่วยเหลือไปแล้ว 6 อำเภอ ดังนี้

  1. อ.เมือง
  2. อ.วารินชำราบ
  3. อ.พิบูลมังสาหาร
  4. อ.ดอนมดแดง
  5. อ.สว่างวีระวงศ์
  6. อ.เขื่องใน

***พื้นที่ อ.นาเยีย จะเข้าให้ความช่วยเหลือในวันที่ 2 ต.ค. 62

ที่รอดำเนินการ 8 อำเภอ ดังนี้

  1. อ.ม่วงสามสิบ
  2. อ.เดชอุดม
  3. อ.เหล่าเสือโก้
  4. อ.ตระการพืชผล
  5. อ.ตาลสุม
  6. อ.โขงเจียม
  7. อ.น้ำขุ่น
  8. อ.กุดข้าวปุ้น

Cr.ทีมงานมูลนิธิ​ร่วมกตัญญู​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ สตม.จับขบวนการนำพาคนไปประเทศที่สามโดยใช้ PASSPORT IMPOSTER

          วันนี้​ วัน​พุธที่ 2 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์,พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รอง ผบก.สส.สตม.ได้ร่วมแถลงข่าวการจับกุมขบวนการนำพาคนไปประเทศที่สามโดยใช้ PASSPORT IMPOSTER

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ต.วิชัย สังข์สอน สว.กก.1 บก.สส.สตม.​ และ ว่าที่ พ.ต.ต.จักรพล นาคแสง สว.กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง ได้ร่วมกันจับกุม MR.ABBOD (นายอับบอด) อายุ 39 ปี สัญชาติซีเรีย ส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่า สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 08.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้จับกุม MR.MJWAZ อายุ35 ปี สัญชาติซีเรีย MISS DIRBAS อายุ 23 ปี สัญชาติปาเลสไตน์ และ MRS.ALKASEM อายุ 53 ปี สัญชาติปาเลสไตน์ โดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า ได้รับการติดต่อและช่วยเหลือจาก MR.HADI H. สัญชาติสวีเดน และ MR.FADI J. สัญชาติสวีเดน ในการจัดหาหนังสือเดินทางของผู้อื่นซึ่งมีลักษณะใบหน้าคล้ายผู้ต้องหา (PASSPORT IMPOSTER) เพื่อใช้เดินทางมายังประเทศไทยและจะเดินทางต่อไปยังประเทศในแถบยุโรป ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่า MR.HADI H. และ MR.FADI J. ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยแจ้งที่พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่าน ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

         เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบ MR.ABBOD ผู้ถูกจับ จึงขอตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง ในเบื้องต้น MR.ABBOD ได้นำหนังสือเดินทางประเทศสวีเดน ระบุชื่อ MR.FADI MOHAMED พร้อมบัตร ตม.6 ขาออก แสดงแก่เจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบหนังสือเดิน ทางพบว่า MR.ABBOD มีลักษณะใบหน้าแตกต่างจากภาพถ่ายในหนังสือเดินทาง และมีความสูงต่างจากที่ระบุไว้ในหนังสือเดินทาง ต่อมา MR.ABBOD ให้การยอมรับว่าตนเองอายุ 39 ปี สัญชาติซีเรีย เดินทางมาประเทศไทยด้วยสายการบินไทย วันที่ 11 กันยายน 2562 เส้นทางดูไบ–กรุงเทพฯ ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 06.30 น.

          หลังจากนั้นได้มีชายชาวอาหรับไม่ทราบชื่อและสัญชาติทราบแต่เพียงว่าเดินทางมาจากประเทศสวีเดน ได้นำหนังสือเดินทางประเทศสวีเดนเล่มดังกล่าวมาให้เพื่อใช้ในการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยได้จ่ายค่าดำเนินการให้กับ MR.HADI H. ในขั้นแรกเป็นเงิน 500 ยูโร (ประมาณ 15,000 บาท) และเมื่อสามารถเดินทางไปประเทศในแถบยุโรปแล้วจะต้องจ่ายเงินให้กับ MR.HADI H. อีกเป็นเงินจำนวน 13,000 ยูโร (ประมาณ 390,000 บาท)

          สำหรับหนังสือเดินทางประเทศซีเรียของตนเอง MR.HADI H. และ MR.FADI J. เป็นผู้เก็บไว้ ซึ่งทั้งสองคนพักอยู่ห้องพักเดี่ยวกันติดกับห้องของตน จากการตรวจสอบห้องพักของเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม. พบหนังสือเดินทางของ MR.MJWAZ สัญชาติซีเรีย, MISS DIRBAS สัญชาติปาเลสไตน์,MRS.ALKASEM อายุ 53 ปี สัญชาติปาเลสไตน์ และ MR.ABBOD สัญชาติซีเรีย ซุกซ่อนไว้อยู่ในกระเป๋าลาก และบนฝ้าเพดานห้องพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงจับกุม MR.ABBOD ดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

          สำหรับ MR.HADI H. สัญชาติสวีเดน และ MR.FADI J. สัญชาติสวีเดน เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราประเภท ผ.30 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 11 ต.ค.62 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ตม.6​ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ยักยอกเงินบริษัท กว่า 700 ล้าน

         วันนี้​ วัน​พุธที่ 2 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.พงษ์นคร นครสันติภาพ รองผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา รอง ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร รอง ผกก.ตม.จ.ภูเก็ต, พ.ต.ต.ทศพล กิติลาภ สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 ปฏิบัติราชการ ตม.จ.ภูเก็ต ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้ายข้ามชาติ ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ยักยอกเงินบริษัท กว่า 700 ล้านบาท

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า เมื่อวันที่​ 18 กันยายน 2562 ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกองบังคับการสืบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับหนังสือขอความร่วมมือในการให้ช่วยทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน ที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชุดป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติและชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ได้ทำการสืบทราบเบาะแสจนทราบว่าได้มีผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ

          MR.MA (นายหม่า) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน MR.LI (นายหลี่) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน และ MRS.CHEN (นางเฉิน) อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ได้หลบหนีและเข้ามาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยในจังหวัดภูเก็ต ทางผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนรีบทำการสืบสวนและทำการจับกุม ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาพักที่ห้องเช่า ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

          ชุดสืบสวนจึงได้เข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบพบผู้ต้องหาทั้ง 3 คน จึงได้แสดงหมายจับของผู้ต้องหาที่ออกโดยกองกำกับการตำรวจเมืองเทียนจิน ชุดจับกุม​จึงได้เชิญผู้ต้องหาทั้ง 3 คน มายังที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ถือเป็นบุคคลที่มีหมายจับของต่างประเทศ ผบก.ตม.6 จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย และควบคุมกักตัวไว้ที่ห้องกัก สตม. เพื่อรอผลักดันส่งกลับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมของผู้ต้องหาในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น MR.MA (นายหม่า) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท ได้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิค (USB) ในการทำธุรกรรมทางการเงินของบริษัทผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตธนาคาร โดยตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 ได้ทำการยักยอกเงินของบริษัท โดยการโอนเงินของบริษัทไปยังบริษัทที่พ่อแม่ของ MR.MA (นายหม่า) เป็นผู้ก่อตั้งจำนวน 188 ครั้งมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท

          โดยต่อมาเมื่อ MR.MA (นายหม่า) ทราบว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนออกหมายจับแล้ว ก็ได้พา MRS.CHEN (นางเฉิน) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยเช่นกัน หลบหนี​ และมาพำนักอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งในการรับส่งผู้ต้องหาทั้งสองและการดูแลที่พักความเป็นอยู่ ได้มี MR.LI (นายหลี่) เป็นผู้คอยดูแลและจัดหา ซึ่ง MR.LI (นายหลี่) ก็เป็นบุคคลที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยเช่นกัน

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ สตม. รวบ 2 ชาวจีน แต่งบัญชีบริษัทเลี่ยงภาษีสรรพากรในจีน มูลค่าความเสียหาย​ 150 ล้านบาท

สืบสวน​ สตม. รวบ 2 ชาวจีน แต่งบัญชีบริษัทเลี่ยงภาษีสรรพากรในจีน มูลค่าความเสียหาย​ 150 ล้านบาท

         วันนี้​ วัน​พุธที่ 2 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.พงษ์นคร นครสันติภาพ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา รอง ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.ธวัชชัย นรินรัตน์ รอง ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.ต.นนท์สมรรถ โบว์สุวรรณ สว.สส.กก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ต.พิเชษฐ์ แสงบัณฑิตย์ สว.กก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็น​ 2 ชาวจีน แต่งบัญชีบริษัทเลี่ยงภาษีกรมสรรพากรในจีน มูลค่าความเสียหาย 28 ล้านหยวน​ คิดเป็นเงินไทยกว่า 150 ล้านบาท

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับหนังสือขอความร่วมมือในการขอให้ช่วยทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน ที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผบก.สส.สตม. ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชุดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ชุดสืบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

         ทำการสืบสวนจนทราบเบาะแส​ และทราบว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ นายหวู่ สัญชาติจีน อายุ 38 ปี นางฟาง สัญชาติจีน อายุ 36 ปี ได้หลบหนีและเข้ามาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานคร ทางผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนรีบทำการสืบสวนและทำการจับกุม ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาพักที่บ้านหลังหนึ่ง ในเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ชุดสืบสวนจึงได้เข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบพบผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ชุดสืบสวนจึงได้แสดงหมายจับของผู้ต้องหาที่ออกโดยกองกำกับการตำรวจเมืองกวางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนชนจีน​ ให้ผู้ต้องหาดู โดยผู้ต้องหาทั้งสองยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับดังกล่าวจริง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้เชิญผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มายังที่ทำการของกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ถือเป็นบุคคลที่มีหมายจับต่างประเทศ​ ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 12(7) และควบคุมกักตัวไว้ที่ สตม.เพื่อรอผลักดันส่งกลับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่า​ พฤติกรรมในการกระทำความผิดของผู้ต้องหาในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น นายหวู่ และ นางฟาง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลบริษัทในการประกอบกิจการขายยา โดยในปี ค.ศ. 2016 ทางบริษัทได้มีการทำบิล เพื่อจ่ายภาษีมูลค่ากว่า 200 ล้านหยวน (ประมาณ 1,000 ล้านบาทไทย) แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าบริษัทดังกล่าวมีการปรับแต่งบัญชีของบริษัท ให้น้อยกว่าความเป็นจริง​ ในการแจ้งรายได้และรายจ่ายของบริษัท เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีซึ่งมีมูลค่ากว่า 28 ล้านหยวน (ประมาณ 150 ล้านบาทไทย) โดยต่อมาเมื่อนายหวู่ และนางฟาง ทราบว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนออกหมายจับแล้ว ก็ได้พากันหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. ทำการควบคุมตัวในที่สุด

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​